จนแล้วจนรอดฉันก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นอะไร ถึงได้เดินดุ่ม ๆ ออกจากลิฟต์ไป และคงไม่ใช่เพราะเหม็นกลิ่นอะไรด้วย เพราะทั้งฉันและพี่กัสต่างไม่มีใครรับรู้ถึงกลิ่นไม่พึงประสงค์เลยสักอย่าง
ฉันสะบัดศีรษะเพื่อไล่ความคิดเหล่านั้นออกไป พร้อมบอกกับตัวเองว่าให้เลิกสนใจเขาซะ
“คุณหนูกินข้าวก่อนนะครับแล้วค่อยลงไป” ร่างสูงเดินเข้ามาภายในห้องพัก พร้อมกับถาดไม้ที่มีอาหารวางอยู่บนนั้น
“ใกล้ได้เวลาแล้วเหรอคะ” ดวงตากลมโตหลุบมองนาฬิกาบนข้อมือ
ก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้นขึ้นต้องมีการซ้อมสักรอบสองรอบเพื่อสำรวจพื้นผิวแทรค* (*เส้นทางวิ่งในสนาม) ซึ่งประเภทการแข่งที่ฉันลงก็คือการแข่งดริฟต์ เป็นการแข่งที่ไม่ต้องเน้นความแรง และการไปถึงเส้นชัยเป็นอันดับแรก
เนื่องจากผลตัดสินแพ้หรือชนะขึ้นอยู่กับว่าผู้เข้าแข่งขันสามารถเข้าโค้งได้อย่างสวยงามหรือไม่ รวมถึงลูกเล่นต่าง ๆ มุมองศาไลน์เข้าโค้งและความเร็วตอนเข้าโค้ง ผู้แข่งขันจะต้องเลี้ยงความเร็วให้คงที่ พร้อมกับควบคุมไม่ให้รถหลุดออกจากโค้ง เพียงเท่านี้ก็สามารถเป็นผู้ชนะได้
ดูเหมือนจะง่าย แต่ก็ไม่ง่ายเหมือนอย่างที่คิด ถ้าขาดประสบการณ์และฝึกฝนมาไม่ดีพอ หรือหากเกิดข้อผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็อาจทำให้รถสูญเสียการทรงตัวจนเป็นเหตุทำให้พลิกคว่ำได้
ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ควรมีก็คือสติและการฝึกฝน…
ในเรื่องประสบการณ์ส่วนตัวฉันเองก็ไม่ได้มีมากมายอะไรนัก ทุกวันนี้ยังคงต้องหาเวลาฝึกซ้อมอยู่บ่อย ๆ นับว่าโชคดีที่พอจะรู้จักคนในวงการนี้เยอะ จึงให้รุ่นพี่ช่วยสอนเทคนิคการแข่งรถประเภทต่าง ๆ ได้
“ครับ” พี่กัสตอบรับเพียงสั้น ๆ เพื่อยืนยัน
เวลาที่ปรากฏบนหน้าปัดนาฬิกาก็บ่งบอกเฉกเช่นนั้น ฉันลงมือถอดเครื่องประดับที่สวมใส่วางไว้ด้านหน้ากระจกบานใหญ่ แล้วรูดซิปชุดแข่งรถจนมิดลำคอ แน่นอนว่าชุดนี้ย่อมผลิตมาได้มาตรฐานเพื่อความปลอดภัยของนักแข่ง
ทุกอย่างบนร่างกาย ณ ตอนนี้ ล้วนเต็มไปด้วยสิ่งที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ฉันได้รับอันตรายหากเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝัน แม้ว่าจะไม่ได้ช่วยร้อยเปอร์เซ็นต์กระนั้นมันก็สามารถป้องกันได้ในระดับหนึ่ง
ดวงตากลมโตกวาดมองสำรวจตนเองครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินไปทรุดกายนั่งบนเบาะโซฟาหนังตัวใหญ่ เพื่อลงมือรับประทานอาหารที่พี่กัสเอามาให้
มื้อนี้นับเป็นมื้อที่อร่อยมากเลยก็ว่าได้ อาจจะเป็นเพราะฉันกำลังอารมณ์ดี แต่หลังจากการแข่งสิ้นสุด ไม่รู้จะอารมณ์ดีได้เหมือนอย่างตอนนี้หรือเปล่า ช่างเถอะ...ถือซะว่าทำให้เต็มที่ ผลออกมายังไงก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้น
ยอมรับว่าฉันไม่ใช่คนเก่ง รางวัลที่เคยได้มาในแต่ละครั้งล้วนเกิดจากความพยายามทั้งสิ้น ฉันเป็นเพียงแค่น้องใหม่ที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในวงการนี้ได้ไม่กี่ปี ก็ไม่รู้ว่าวันนี้จะเจอรุ่นใหญ่หรือเปล่า เพราะนี่ไม่ใช่การแข่งขันที่มีกติกาเข้มงวดมากนัก ดังนั้นต่อให้กระดูกคนละเบอร์มากแค่ไหนก็สามารถลงแข่งร่วมกันได้
ยกตัวอย่างเวลาไม่ชอบหน้าใครก็ท้าแข่งกันในสนามไปเลย ไม่ต้องพูดให้เปลืองน้ำลาย ทว่าฉันไม่เคยเจอใครมาท้าหรอกนะ อย่างว่า…เป็นนักแข่งสาวสุดฮอตประจำสนาม ใคร ๆ ก็เอ็นดู
“ถ้าแข่งรถเสร็จเราจะไปอยู่ที่ไหนกันคะ” ฉันเปิดปากถาม ขณะที่แก้มกำลังเคี้ยวข้าวตุ้ย ๆ เต็มปากเต็มคำ
“แล้วคุณหนูอยากไปที่ไหนล่ะครับ” พี่กัสย้อนถามกลับ
“วาให้พี่กัสช่วยคิดอยู่นะคะ”
“ผมไม่รู้ว่าจะพาคุณหนูไปที่ไหนดี”
“งั้นไปคิดมาค่ะ ไว้แข่งเสร็จวาจะมาเอาคำตอบ” บอกอย่างเอาแต่ใจ
มันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพี่กัสนักหรอก เดี๋ยวเขาก็คิดออกเองนั่นแหละ…
หลังจากกินข้าวเสร็จเรียบร้อย ฉันกับพี่กัสก็ลงลิฟต์ไปยังชั้นล่าง แล้วเดินอ้อมไปทางด้านหลังเพื่อเข้าสู่เขตสนามแข่งรถ
“สวัสดีครับคุณเอวา” ผู้จัดการที่นี่อย่าง ‘คุณเจียง’ เดินตรงเข้ามาทักทายฉันทันทีที่เห็นหน้า
“สวัสดีค่ะ” รับคำพร้อมรอยยิ้มหวาน ที่ทำให้อีกฝ่ายถึงกับมองตาเคลิ้ม
เราควรต้องใช้มารยาหญิงให้เป็นประโยชน์ ยิ่งเขาเป็นถึงผู้จัดการของสนามก็ยิ่งต้องสนิทสนมกันเอาไว้ เผื่อวันหน้าจะได้พึ่งพา
“คุณเอวารีบไปซ้อมหรือเปล่าครับ”
“ทำไมเหรอคะ?” หากเขาถามแบบนี้แสดงว่าต้องมีอะไร
“พอดีว่าเจ้าของสนามเขาอยากพบคุณเอวาน่ะครับ” คำตอบที่ได้รับทำให้คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากัน
ฉันพอจะรู้จักเจ้าของสนาม แต่ไม่เคยเห็นหน้าเขามาก่อน รู้เพียงแค่ว่าอีกฝ่ายอยู่ประเทศไทย นาน ๆ ทีถึงจะบินมาที่นี่ ดังนั้นเราจึงคลาดกันอยู่บ่อย ๆ เลยไม่ได้พบกัน เหมือนพี่กัสจะเคยบอกชื่อไว้อยู่ แต่ตอนนี้จำไม่ได้แล้ว
“ได้ค่ะ” ฉันรับคำอย่างว่าง่าย
“คุณหนูครับ” ร่างสูงข้างกายทำท่าเหมือนจะห้ามฉันเอาไว้
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ แป๊บเดียวเอง” เขาคงไม่ล่อลวงฉันไปฆ่าหรอก อีกอย่างพี่กัสก็อยู่ด้วยทั้งคนจะกลัวอะไร
ตามติดฉันจนแทบจะสิงแบบนี้ ใครมันจะกล้าเข้ามาทำอะไรฉันได้
“อย่างนั้นเชิญทางนี้เลยครับ” มือหนาผายเชื้อเชิญให้เดินไปอีกทางหนึ่ง
ซึ่งระหว่างทางต้องเดินผ่านกลุ่มผู้ชมที่เป็นผู้ชาย เสียงทักทายและเสียงให้กำลังใจตะโกนดังขึ้น ราวกับกลัวว่าฉันไม่ได้ยินอย่างไรอย่างนั้น มือบางยกขึ้นโบกมือให้พวกเขา พลางโปรยรอยยิ้มเหมือนอย่างทุกที
“กองเชียร์เยอะนะครับ” คุณเจียงเอ่ยปากแซว หลังจากพวกเราเดินพ้นตรงจุดนั้นมาแล้ว
“ธรรมดาค่ะ” ฉันบอกอย่างถ่อมตัว
“ทั้งสวยทั้งเก่งแบบนี้ใคร ๆ ก็คงอยากเป็นแฟนคลับ”
ฉันได้แต่ยิ้มรับในคำชมนั้น หางตาเหล่มองพี่กัสเล็กน้อย ซึ่งอีกฝ่ายเอาแต่ทำหน้าเฉยชาไม่รับแขก
“อย่าชมเยอะได้มั้ยคะ ฉันเขิน” ทันทีที่พูดออกไปอีกฝ่ายก็หัวเราะร่า
“ผมพูดไปตามความจริงครับ” คุณเจียงปิดท้ายบทสนทนาด้วยประโยคนั้น
ก่อนที่เขาจะยกมือขึ้นเคาะประตูเพื่อเป็นการขออนุญาตบุคคลที่อยู่ด้านใน หลังจากเราเดินมาถึงหน้าห้องเป็นที่เรียบร้อย
“เข้ามา” ประโยคสั้นห้วนดังลอดออกมาให้ได้ยิน
บางทีก็แอบคิด ว่าเจ้าของสนามต้องการพบฉันจริง ๆ น่ะเหรอ ทำไมน้ำเสียงของเขาถึงดูไม่รับแขกเอาเสียเลย
“เชิญครับคุณเอวา” คุณเจียงใช้มือผลักดันบานประตู พร้อมเบี่ยงตัวเล็กน้อยเพื่อให้ฉันเดินตามเขาเข้าไปด้านใน
ทว่าจำต้องประหลาดใจ เมื่อผู้ชายที่นั่งคอยอยู่คือคนเดียวกับที่เดินหนีพวกฉันออกจากลิฟต์ หากแต่ว่าตอนนี้ใบหน้าหล่อเหลากลับถูกปิดซ่อนอยู่ภายใต้แมสก์สีดำ
ฉันมั่นใจว่าจำไม่ผิดแน่ เพราะเสื้อผ้าที่เขาสวมใส่อยู่ตอนนี้ก็คือชุดเดิม
ดวงตาคมคู่นั้นเงยขึ้นมองสบประสาน แววตาของเขายังคงเรียบนิ่ง นิ่งเสียจนไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่
“ยินดีที่ได้พบนะครับคุณเอวา เชิญนั่งได้เลย”
แน่ใจว่ายินดีอย่างที่ปากพูด? ท่าทีของเขาช่างไม่เป็นมิตรกับฉันเอาเสียเลย
แล้วมันมีเหตุผลอะไรที่เขาต้องใส่แมสก์ปกปิดขนาดนั้น ไม่อยากให้มองหรือว่ายังไงกัน?
กระนั้นฉันก็เลือกที่จะเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาฝั่งตรงข้ามกับเขาตามคำเชื้อเชิญนั้น
“นี่คือคุณแซ้งค์เจ้าของที่นี่ครับ” คุณเจียงขยับเดินไปยืนข้างโซฟาตัวใหญ่ที่คุณแซ้งค์นั่งอยู่ พร้อมแนะนำเขาให้ฉันได้รู้จัก
“คุณแซ้งค์ต้องการพบฉันทำไมเหรอคะ?” ไม่รอช้าที่จะเปิดปากถามเพื่อให้เข้าประเด็นเสียที
ก็ไม่ค่อยรีบเท่าไหร่หรอก แต่อีกไม่กี่นาทีฉันต้องไปซ้อมแล้ว
“ผมอยากแข่งรถกับคุณ” ดวงตาคมคู่นั้นมองมาอย่างแน่วแน่
คุณแซ้งค์กำลังท้าฉันอยู่ถูกไหม?
“...”
“ถ้าไม่สะดวกจะปฏิเสธก็ได้นะ ผมไม่บังคับ”
“ตกลงค่ะ ฉันจะแข่งกับคุณ” แล้วทำไมฉันต้องปฏิเสธด้วย ที่เงียบไปครู่หนึ่งก็เพียงเพราะแปลกใจเท่านั้น ไม่ได้นึกหวาดกลัว “วันนี้เลยมั้ยคะ”
“ได้สิครับ” ริมฝีปากหนาหยักลึกรับคำแทบจะในทันที “คุณถนัดแข่งดริฟต์ใช่มั้ย?”
“ค่ะ”
ถ้าเขาจะท้าฉันแข่งรถประเภทอื่นก็คงต้องเตรียมใจซะตั้งแต่ตอนนี้ ว่าตนเองอาจจะทำได้ไม่ดีนัก อีกอย่างฉันก็ไม่รู้ด้วยว่าคุณแซ้งค์ถนัดการแข่งประเภทไหน
“อย่างนั้นก็แข่งตามที่คุณเอวาถนัดก็แล้วกัน”
ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง เพราะเขาไม่ได้เอารัดเอาเปรียบฉัน หากท้าแข่งเองแล้วยังเลือกประเภทตามใจชอบ อันนี้ก็คงต้องเรียกว่าไม่ใจ
“ถ้าชนะฉันจะได้อะไรเป็นของรางวัลเหรอคะ”
“คุณเอวาอยากได้อะไรครับ”
ของเดิมพันตามใจฉันสินะ เลือกยากแหะว่าจะเอาอะไรดี
“ใช้สนามฟรีตลอดชีวิตเลยได้มั้ยคะ”
ค่าสมาชิกก็แพงเอาเรื่องอยู่นะ ฉันไม่ได้เข้ามาแข่งรถในสนามนี้ฟรี ๆ เสียหน่อย เพราะงั้นจากการคำนวณและใช้สมองครุ่นคิดดูแล้วน่าจะคุ้มกว่าการขอเป็นสิ่งของหรือเงิน
“ถ้าขอแบบนี้ แสดงว่าคุณเอวาจะแข่งรถที่สนามนี้ไปตลอดอย่างนั้นเหรอครับ”
ถ้าคุณแซ้งค์ไม่ได้ใส่แมสก์เอาไว้ฉันคงสามารถเห็นสีหน้าของเขาได้ชัดเจนกว่านี้ ว่าอีกฝ่ายกำลังแสดงออกอย่างไร
“ฉันเป็นคนเบื่อยากน่ะค่ะ ถ้าไม่มีอะไรน่าสนใจมากกว่านี้ก็คงไม่เปลี่ยนใจ”
ฉันเป็นคนที่ค่อนข้างยึดติดกับสิ่งที่ตนเองชอบ หากได้ชอบอะไรแล้วก็ยากที่จะหันไปมองอย่างอื่น ซึ่งแน่นอนว่าสนามแข่งรถแห่งนี้ค่อนข้างดึงดูดฉันในหลาย ๆ อย่าง อาจจะเป็นเพราะที่นี่คือสนามที่ดีที่สุดสำหรับฉันล่ะมั้ง
ไม่ใช่ว่าไม่เคยไปลองแข่งที่สนามอื่น กว่าจะพบสิ่งที่เหมาะกับตนเองฉันก็ผ่านมาหลายสนามแล้วเหมือนกัน และข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดเจนเลยก็คือ ‘การโกง’ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ฉันรังเกียจที่สุด
ไม่มีใครโอเคหรอก หากพยายามเต็มที่แล้วแต่สุดท้ายทุกอย่างกลับสูญเปล่า เพียงเพราะเจ้าของสนามเห็นแก่เงิน การยัดใต้โต๊ะมันมีอยู่ทุกวงการแหละ อยู่ที่ว่าจะไร้จรรยาบรรณกันหรือเปล่า
หากรู้ว่าตนเองถูกโกงฉันก็แค่ให้พี่กัสไปจัดการแล้วโบกมือลาสนามนั้นแบบสวย ๆ เงินเดิมพันไม่ได้ทำให้ขนหน้าแข้งร่วงก็จริง แต่ฉันคงยอมไม่ได้หากถูกคนอื่นใช้วิธีสกปรก มันถือว่าดูถูกกันเกินไป
“ตกลงครับ” หลังจากที่เขารับปาก คุณเจียงก็รีบหันขวับไปมองผู้เป็นเจ้านาย ราวกับไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจนั้น
“แล้วคุณแซ้งค์ล่ะคะ?”
“รอให้ผมชนะก่อนดีกว่าครับ”
“แบบนี้ผมว่าไม่แฟร์ เกิดคุณขออะไรมากกว่านั้นล่ะ” เป็นพี่กัสที่พูดแย้งขึ้นมาหลังจากนิ่งเงียบอยู่นาน
“ไม่ต้องห่วง ผมไม่รังแกผู้หญิง”
“ก็ดีครับ แต่ถ้าคุณเล่นตุกติกขึ้นมาแม้แต่นิดเดียวทุกอย่างจะถือว่าเป็นโมฆะ” ร่างสูงที่ยืนอยู่ไม่ไกลพูดดักคอ
“บอดี้การ์ดของคุณเอวาดูท่าจะเป็นห่วงเจ้านายมากเลยนะครับ”
“ค่ะ ใจจริงฉันก็ว่าจะพูดแบบนั้นเหมือนกัน” ด้วยความที่เจอการเล่นตุกติกมาเยอะพอสมควร ดังนั้นพวกฉันจึงต้องคอยเซฟตนเองอยู่บ่อย ๆ เพื่อไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่ง
“เป็นลูกน้องที่รู้ใจเจ้านายมากจริง ๆ น่าชื่นชม”
“คุณแซ้งค์มีอะไรจะพูดกับฉันอีกมั้ยคะ” ได้เวลาที่ฉันต้องไปซ้อมแล้วน่ะสิ นาฬิกาข้างผนังกำลังบ่งบอกเช่นนั้น
“ไม่มีแล้วครับ ผมตกลงตามที่คุณเอวาและบอดี้การ์ดของคุณว่ามาทั้งหมด”
“งั้นขอตัวนะคะ” กล่าวจบฉันก็ผุดลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกมาจากห้องนั้น
“คุณหนูจะแข่งกับเขาจริง ๆ เหรอครับ” ครั้นเดินพ้นจากบริเวณนั้นมาแล้ว พี่กัสก็โพล่งถามขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง
“แข่งสิคะ รับคำท้าไปแล้วก็ต้องแข่งให้จบ”
“ผมว่า…”
“ไม่ต้องห่วงวาหรอกนะคะ” รีบตัดบท ก่อนที่อีกฝ่ายจะสรรหาเหตุผลร้อยแปดมาพูดให้คล้อยตาม
และต่อให้พี่กัสจะพูดยังไงฉันก็ไม่มีทางไปยกเลิกคำท้านั้นหรอก ไม่ใช่เด็กเล่นขายของ…
[จบบันทึกพิเศษ: เอวา]
[บันทึกพิเศษ: แซ้งค์]
คล้อยหลังร่างบางผมก็จัดการดึงแมสก์ลงจากใบหน้า หากถามว่าทำไมถึงต้องใส่ นั่นเป็นเพราะว่า ‘กลิ่นกาย’ ของผู้หญิงที่เพิ่งเดินออกไปมีผลต่ออาการ ‘โรคประหลาด’ ของผม กลิ่นของเธอมันหอมเสียจนทำให้ความรู้สึกบางอย่างถูกกระตุ้นขึ้นมา
ผมรับรู้ได้ตั้งแต่ตอนที่เราอยู่ในลิฟต์ด้วยกัน บอกตามตรงเลยว่าอาการโรคประหลาดของผมไม่เคยกำเริบมานานแล้ว นับตั้งแต่ที่คนรักเสียชีวิตไปด้วยอุบัติเหตุ ไม่นึกเลยว่านอกจากแฟนเก่าที่จากไป จะมีคนที่ทำให้อาการของผมกำเริบขึ้นมาได้อีกเพียงเพราะได้กลิ่นหอมจากตัวเธอ
มันไม่ใช่กลิ่นที่เกิดจากการฉีดน้ำหอมหรือกลิ่นของเสื้อผ้า หากแต่เป็นกลิ่นของเธอจริง ๆ
หลังจากที่ได้พบคุณเอวา ผมไม่รอช้าที่จะถามข้อมูลของเธอจากลูกน้องคนสนิท และตัดสินใจให้คุณเจียงไปตามเธอมาพบเป็นการส่วนตัว
“คุณแซ้งค์ครับ ผมขอพูดอะไรหน่อยได้มั้ย”
“ว่ามา”
“ผมว่าสิ่งที่คุณเอวาขอมันไม่คุ้มสำหรับเราเท่าไหร่เลยนะครับ”
“จะคุ้มหรือไม่ ผมขอเป็นคนตัดสินใจ”
ถ้ามองในแง่ธุรกิจอาจจะคิดว่าไม่คุ้ม แต่ผมไม่ได้มองในแง่นั้น ก็ต้องมาดูกันว่าสิ่งเดิมพันที่ผมเอาไปแลก จะนำพาผลลัพธ์ดี ๆ มาให้ผมมากน้อยเพียงใด…
[จบบันทึกพิเศษ: แซ้งค์]