ตอน 1

“ข้อความสุดท้ายที่คุณได้รับจากคนที่เคยมีความรู้สึกดีๆ มีอะไรบ้างคะ”

กระทู้สังคมออนไลน์ในเว็บใหญ่ไม่เพียงสะดุดตา แต่มันยังทำให้หัวใจของไปรยากระตุก...

แม้เห็นรำไรว่าเนื้อความข้างในคงหนีไม่พ้นแนวสะกิดรอยแผล แต่มันก็เหมือนแสงไฟที่ล่อให้หลายคนกระโจนลงไป โดยวัดได้จากจำนวนคนที่เข้าไปแสดงความคิดเห็นหลายร้อยคน ทั้งที่กระทู้ยังตั้งไม่ทันข้ามวันด้วยซ้ำ ยังไม่นับรวมคนที่เพียงเข้ามาอ่าน แต่ไม่ได้แบ่งปันเรื่องราวของตัวเองลงไป...เช่นเธอ เป็นต้น

เมียพี่หยาง : บอกเขาว่าจะรอที่โต๊ะใต้ตึกคณะ เขาส่งสติ๊กเกอร์หมาร้องไห้ ไม่เข้าใจความหมายค่ะ เขาไม่มาตามนัดด้วย เรื่องมันผ่านมาปีกว่าแล้ว

หมีขั้วโลก : คุยกันอยู่ดีๆ เธอขอตัวเข้าห้องน้ำ สามปีผ่านไปเธอยังไม่ตอบกลับเลยครับ อ้อ! แต่ไม่ต้องห่วง เธอออกจากห้องน้ำแล้ว เพราะผมเห็นเธอไปแต่งงาน มีสามีมีลูกไปเรียบร้อยแล้ว

Natcha : เป็นข้อความบอกเลิกค่ะ เขาบอกว่าอยู่กับเราแล้วไม่มีความสุข ชีวิตเขาไม่ก้าวหน้า ทั้งที่เดือนก่อนยังบอกว่าเราเป็นนางฟ้าของเขา เราไม่ตอบค่ะ บล็อกไปแล้ว อยากเกลียดเขามาก แต่ดันยังรู้สึกดีๆ คิดถึงเขาทุกทีที่กลับห้อง

ข้อความของผู้ใช้รายนี้มีความคิดเห็นตอบกลับมากมาย ซึ่งส่วนใหญ่ไปในทิศทางเดียวกันก็คือ...เวลาจะช่วยให้เธอลืมเรื่องร้ายๆ เพราะดูเหมือนว่าเธอเพิ่งผ่านเหตุการณ์นั้นมาไม่นาน

ไปรยาพิมพ์ข้อความลงไปด้วย แต่ความคิดเห็นของหล่อนสวนทางกับคนส่วนใหญ่ เมื่อชั่งใจอ่านข้อความร่างของตัวเอง หล่อนจึงตัดสินใจลบออกแทนที่จะกดโพสต์ลงไป

ผ่านมาเกือบสี่ปี แทบไม่มีวันไหนเลยที่เราไม่คิดถึงเขา...

กระบอกตาร้อนผ่าวเมื่อนึกถึงวันที่อ่านข้อความจากเขา มันเป็นข้อความสุดท้ายที่เขาตอบกลับมาหลังจากที่หล่อนทักไปหาเพื่อจะบอกเรื่องสำคัญ

ไปรยาจดจำได้ทุกจังหวะความคิดและความรู้สึกในเวลานั้น หล่อนไม่เคยลืมมันได้เลย...พลันเสียงเจื้อยแจ้วที่แสนคุ้นเคยก็ดึงหญิงสาวให้ออกจากความหม่นหมอง

“แม่กุ๊บกิ๊บคร้าบ แม่กุ๊บกิ๊บอยู่หนาย คุณตาพาอชิไปซื้อขนมมาเยอะแยะเลยคร้าบ”

สำหรับไปรยา ไม่ใช่เวลาหรอกที่ช่วยเยียวยารักษาแผลในใจ แต่เป็นเด็กชายอชิระผู้เป็นแก้วตาดวงใจของหล่อนต่างหาก

“แม่อยู่ใต้ถุนบ้านครับ เดี๋ยวแม่ออกไป อชิไม่ต้องเข้ามานะลูก”

ไปรยารีบลุกจากเปลยวนที่พ่อผูกไว้นอนเล่นใต้ถุนบ้านหลังเก่าซึ่งอยู่กลางสวนผลไม้ก่อนเจ้าตัวน้อยจะบุกมาหา ด้วยเกรงว่าเด็กชายวัยกำลังซนจะวิ่งชนข้าวของที่ยังวางระเกะระกะอยู่เต็มลาน

หล่อนกำลังรอลูกชายกลับมาจากไปเที่ยวตลาดน้ำกับคุณตา เพราะช่วงบ่ายจะต้องพาเจ้าตัวน้อยกลับกรุงเทพฯ

ตอน 2

เสียงข้อความดังขึ้น ทำให้คนที่กำลังยืดเส้นยืดสายอยู่ตรงระเบียงเรือนพักของรีสอร์ตริมทะเลต้องหยุดตัวเอง เขาเดินไปหยิบโทรศัพท์มือถือที่วางบนโต๊ะข้างประตูขึ้นมาอ่าน

คุณนายอรอร : อยู่ที่ไหน จะกลับบ้านเมื่อไร

อาณัติเผลอยิ้ม แม้เป็นข้อความตัวอักษร แต่ให้ตายเถอะ เขาอ่านเป็นเสียงของแม่ไปได้อย่างไร

อาณัติ : อยู่ที่ภูเก็ตครับ วันนี้จะกลับกรุงเทพฯ มะรืนนี้อย่าลืมให้คนขับรถมารับผมที่โรงแรมด้วยนะครับ

แค่กดส่งข้อความไปไม่กี่วินาที ยังไม่ทันวางโทรศัพท์มือถือลงที่เดิม เสียงสายเรียกเข้าก็ดังขึ้น และแน่นอนว่าเป็นคนที่เขาคาดไว้นั่นแหละที่โทร.เข้ามา

“ว่าอย่างไรครับแม่” ลูกชายคนเล็กของคุณนายอรอรส่งเสียงรื่นเริงทักทาย และคนปลายสายก็เข้าเรื่องอย่างไม่ยอมให้เสียเวลา

“แกกลับมาเมืองไทยตั้งหลายวันแล้ว ป่านนี้ยังกลับไม่ถึงบ้าน พี่ชายแกจะแต่งงานทั้งที ฉันอุตส่าห์บอกเนิ่นๆ ให้แกมีเวลาเตรียมตัว แกจะได้ไม่ฉุกละหุก แต่ดูสิ แทนที่จะกลับบ้านเลย แกกลับแวะรายทางตั้งแต่ใต้จดเหนือ...แล้วอยู่ที่นั่นมากี่วันแล้วล่ะ”

“เจ็ดวันพอดีครับ เช็กเอาต์วันนี้ บ่ายๆ ผมก็ขึ้นเครื่องไปกรุงเทพฯ” รอยยิ้มเกลื่อนบนใบหน้าหล่อเหลาที่เริ่มคร้ามแดด ก่อนเขาจะหยอกแม่ “ผมอยากจะพักสักเดือนด้วยซ้ำ เสียแต่ว่าค่าที่พักแพงไปหน่อย ขืนอยู่ยาว กระเป๋าผมแห้งพอดี เดี๋ยวจะไม่มีเงินรับขวัญหลานคนแรกของคุณนายอรอร”

“ยังดีที่คิดได้ อีกหกเดือนพี่สะใภ้แกก็คลอดลูก พี่ชายแกจะเป็นพ่อคน ส่วนแกก็เป็นอา แกกำลังจะมีหลานเป็นตัวเป็นตนแล้วนะ”

แม้ไม่ใช่วาจาอ่อนหวาน แต่อาณัติสัมผัสได้ว่าเสียงของแม่เจือความปลาบปลื้มอยู่ไม่น้อย...นึกไป มันก็เป็นเรื่องดีๆ ที่เกิดในครอบครัวของเขา แต่ชายหนุ่มก็อดที่จะแปลกใจกับพี่ชายคนโตไม่ได้

“ว่าแต่เกิดอะไรขึ้นกับพี่อั๋น ทำไมถึงปุบปับรับโชค เฮียเล่นซะไม่ให้ผมเตรียมใจกันเลย ทีเมื่อก่อนทำเสียงแข็งว่าจะไม่มีลูกเมีย แม่พูดเรื่องพวกนี้ทีไร ผมเห็นพี่อั๋นโบ้ยให้ผมกับพี่โอ๊ตรับไปทุกที”

“จะเกิดอะไร...” คุณนายขึ้นเสียงสูง คราวนี้น้ำเสียงเจือความหมั่นไส้อยู่เต็มร้อย “พี่แกแค่คิดได้ว่าถึงเวลามีเมียมีลูก อายุอานามก็ปูนนี้กันแล้ว จะทำตัวล่องลอยเหมือนบางคนอยู่ได้ยังไง”

อาณัติหัวเราะ...รู้ทันว่าถูกแม่แซะเข้าให้แล้ว

“ถ้าผมเกิดปุบปับเหมือนพี่อั๋นขึ้นมาบ้าง แม่จะว่ายังไง”

“รับรองว่าฉันไม่หัวใจวาย แกก็เถอะ อย่าดีแต่ปาก ทำให้มันจริง”

เอากับคุณนายอรอรสิ เมื่อกี้เขาแกล้งแหย่ไปเท่านั้นเอง...รู้ซึ้งเลยว่าถ้าไม่แน่จริง ไม่มั่นใจว่าทำได้ ก็อย่าไปท้าแม่ของเขา

“งั้นขอเวลาหน่อยนะ เพราะผมทำแต่งานมาหลายปี กลับไปที่อเมริการอบนี้ ผมเดตสาวไม่กี่ครั้งเอง ยากละที่โชคจะมาถึงตัวเหมือนพี่อั๋น”

“พูดดีไปเถอะ ใครจะไปรู้เรื่องของแก แกร่อนไปทั่วทั้งไทยและต่างประเทศอยู่ตั้งหลายปี ถ้าจู่ๆ มีเด็กโผล่มาเรียกฉันว่าย่าอีกคน ฉันก็ไม่ตกใจ”

อยากบอกแม่ว่าไม่มีทาง เพราะตลอดสี่ปีที่อยู่ในอเมริกา เขาใช้ชีวิตอย่างรอบคอบ เรียกได้ว่าสติอยู่กับตัวตลอดเวลา...ชดเชยกับความก้าวพลาดที่ผ่านมา

หากอาณัติก็ไม่ค้านแม่ เขาได้แต่ยิ้มรับ ก่อนที่จะขอวางสายเพื่อเก็บกระเป๋าเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในบ่ายวันนี้

เขามีเรื่องต้องจัดการที่นั่น บางสิ่งยังคาราคาซังอยู่

เครื่องบินโดยสารภายในประเทศที่ออกจากสนามบินนานาชาติภูเก็ตแตะรันเวย์ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในเวลาเย็น ชายหนุ่มร่างสูงวัยใกล้สามสิบปีเดินปะปนมากับผู้โดยสารเที่ยวบินเดียวกัน และคนที่ยืนรอรับก็ยกมือขึ้นส่งสัญญาณเมื่อเห็นเขา

อาณัติเดินไปหาผู้ชายร่างสูงไล่เลี่ยกับเขา หลังจากทักทายตามประสาเพื่อนสนิทที่ไม่เจอกันหลายปี ฝ่ายนั้นก็ถามขึ้นเมื่อเห็นว่าเขามีกระเป๋าเดินทางหนึ่งใบกับเป้ใส่สัมภาระอีกใบเท่านั้น

“ของมีเท่านี้หรือวะ กูอุตส่าห์เอารถใหญ่ที่บ้านมา กะว่าจะได้ขนของให้มึงได้สะดวก”

“มีเท่านี้แหละ กระเป๋าส่วนใหญ่ส่งกลับบ้านไปก่อนแล้ว”

“อ๋อ! ถึงว่าสิ...งั้นกลับกันเลย กูจองโรงแรมไว้ให้แล้ว ความจริงมึงพักที่คอนโดกูก็ได้ ไม่เข้าใจเลยว่าจะให้กูหาโรงแรมแถวนั้นทำไม มึงก็ไม่ได้นั่งเครื่องบินกลับบ้านไม่ใช่เหรอ”

มันน่าสงสัยที่อาณัติบอกให้จองโรงแรมแถวดอนเมือง เพราะรู้ว่าเจ้าตัวให้รถที่บ้านมารับในวันมะรืน ไม่ใช่จะนั่งเครื่องบินจากสนามบินดอนเมืองกลับบ้านที่ต่างจังหวัดสักหน่อย...อีกทั้งระยะทางจากที่ตรงนี้ไปยังโรงแรมที่จองไว้ก็เรียกว่าขับรถข้ามฟากเมืองกันทีเดียว

“กูมีธุระแถวนั้น”

“ธุระอะไร” คนปากไวถามต่อ แต่ฉุกคิดได้ทัน “ขอโทษที ลืมตัว ถามซอกแซกไปหน่อย”

อาณัติไม่ได้ตอบในทันที จนทั้งสองคนเดินไปถึงรถคันใหญ่ที่จอดไว้ หลังจากนำข้าวของไปวางบนเบาะหลังเสร็จเรียบร้อย พวกเขาจึงเปิดประตูรถเข้าไปนั่งทางตอนหน้า

ตอน 3

“ไม่เป็นไร...กูแค่ลืมของเอาไว้ที่บ้านคนรู้จัก เลยจะแวะไปถามดูว่าของยังอยู่หรือเปล่า”

คนบนเก้าอี้ฝั่งผู้โดยสารบอกพลางดึงเข็มขัดนิรภัยมาคาดไว้ ทำให้คนนั่งหลังพวงมาลัยรถถึงกับหันขวับไปมอง

“กูตั้งใจจะไม่ยุ่งเรื่องของมึง แต่มึงก็พูดเป็นปริศนาอยู่ได้ ทำให้กูสงสัยอีกแล้วเนี่ย” เกริกวิทย์บ่นก่อนจะสตาร์ตรถ แล้วเคลื่อนรถออกไปจากอาคารท่าอากาศยานเพื่อพาเพื่อนไปส่งยังโรงแรมตามที่เจ้าตัวต้องการ

“มึงรู้...” อาณัติเปรย ตามด้วยเสียงหัวเราะอย่างรู้ทัน ส่วนเกริกวิทย์ก็ไม่รักษาท่าที เมื่อเจ้าตัวแย้มมา เขาก็รุกถามอย่างไม่ให้เสียเวลาเช่นกัน

“มึงมีธุระกับใคร คนพี่...หรือคนน้อง”

“คนน้องเกี่ยวอะไรด้วย”

“กูก็ถามไปอย่างนั้น”

ปากก็พูดไป แต่สายตาชำเลืองมองอาณัติไปด้วย เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายนิ่งเฉย ไม่แสดงความรู้สึกใดๆ เขาก็พูดถึงคนพี่อย่างจริงจัง

“แน่ใจหรือว่าพี่ป้องยังอยู่บ้านเดิม ไม่ใช่ว่าหนีหนี้หายไปแล้วนะ”

“เขาติดหนี้ใครอีก”

“กูไม่รู้หรอก ได้ยินแต่รุ่นพี่เขาพูดกัน แต่มันน่าเชื่อว่าเป็นเรื่องจริง เพราะถ้าหลอกเงินมึงไปได้หลายแสน คนอื่นก็คงหลงเป็นเหยื่อได้เหมือนกัน”

“ตอนนั้นกูโง่”

“มึงไม่โง่หรอก กูเชื่อว่าถ้าเป็นคนอื่น มึงก็ต้องระแวงบ้างละ แต่ที่มึงยอมช่วยเขาหลายครั้ง คงเพราะเห็นว่าเขาเป็น...เป็นพี่ป้องนั่นแหละ”

“เรียกว่าใจดีจนเสียสติ”

“แล้วคราวนี้มึงจะไปบ้านเขาทำไม ทวงเงินเหรอ...แต่ก็น่าสนอยู่นะ กว่ามึงจะหาเงินก้อนนั้นมาได้ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ทำงานเหนื่อยเหมือนกันนะโว้ย”

เกริกวิทย์รู้ดีว่าอาณัติทำงานหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่เรียนจบปริญญาตรี กระทั่งไปเรียนปริญญาโทที่ต่างประเทศด้วยกัน ใครจะเชื่อว่าลูกเศรษฐีอย่างเพื่อนเขานั้นทำงานรับจ้างส่งเสียตัวเองเรียนโดยไม่ใช้เงินจากทางบ้านเลย…แถมเรียนจบกลับมาก็ยังมีเงินติดตัวอีกตั้งหลายแสน แต่สุดท้ายปกป้องก็หลอกเอาไปจนสิ้น ซึ่งเป็นเหตุให้อาณัติตัดสินใจกลับไปทำงานที่อเมริกาต่อ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเขาตั้งใจกลับมาปักหลักที่เมืองไทยแล้วด้วยซ้ำ

“กูคิดว่า...กูควรไปเป็นเพื่อนมึงด้วย” หลังจากปล่อยให้ความเงียบคั่นกลางนานหลายนาที เกริกวิทย์ก็พูดขึ้น แต่พอเห็นอาณัติมองมา เขาก็รีบออกตัว “อ้ะๆ อย่าคิดว่ากูไปเสือก แต่มึงไปทวงเงินเขา มันเสี่ยง เรื่องพวกนี้ไม่เข้าใครออกใคร กูไม่ไว้ใจลูกหนี้ของมึง”

“กูไม่ได้ว่าอะไรสักหน่อย”

“งั้นพรุ่งนี้กี่โมง บอกมา กูจะขับรถไปให้”

เกริกวิทย์บอกเสียงจริงจัง เขาให้ใจเพื่อนคนนี้เสมอ ส่วนอาณัติก็เข้าใจความห่วงของเพื่อนเป็นอย่างดี แต่อย่างที่บอก...เขาเลิกทำตัวไร้สติมานานแล้ว

“อย่าเลย พรุ่งนี้วันหยุด มึงอยู่กับแฟนเถอะ”

“ห่างกันแล้ว” คนพูดจาขึงขังเมื่อสักครู่เปลี่ยนน้ำเสียงฉับพลัน

“เสียใจด้วยนะ”

“ไม่เป็นไร...ช่างมันเถอะ”

เกริกวิทย์ไหวไหล่ สลัดดวงหน้าของคนที่เข้ามาซ่อนอยู่ในความคิดเนืองๆ ให้หลุดไป และเขาก็ทำได้ไม่ยากเสียด้วย

ห้องสวีตของโรงแรมซึ่งอยู่ไม่ห่างจากสนามบินดอนเมืองเป็นที่พักของอาณัติในค่ำคืนนี้ หลังจากเข้าไปในห้องพัก เขาก็อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วติดต่อไปหาคุณนายอรอร แต่พอรู้ว่าแม่กำลังคุยอยู่กับว่าที่พี่สะใภ้ ชายหนุ่มก็วางสาย...เพราะตั้งใจจะบอกให้แม่รู้แค่ว่าตอนนี้เขาอยู่กรุงเทพฯ แล้ว

ความที่ห่างบ้านไปนาน อาณัติรู้ว่าแม่เป็นห่วง แม่ไม่เคยรู้เหตุผลว่าทำไมเขาต้องกลับไปทำงานที่อเมริกา ทั้งที่สัญญากับแม่แล้วว่าเมื่อเรียนจบปริญญาโท เขาก็จะกลับมาช่วยแม่ทำงาน

ในเวลานั้น ถึงเขาจะบอกแม่ อาณัติก็ไม่มั่นใจว่าแม่จะเข้าใจเขาหรือเปล่า เขาจึงตัดสินใจปิดปากเงียบ ไม่บอกแม้กระทั่งพี่ชายทั้งสองคน ซึ่งเรื่องนี้นอกจากตัวเขาเองแล้ว ก็มีเพียงเกริกวิทย์เพื่อนสนิทที่รู้เหตุผลและความเป็นมาเป็นไป

‘พวกเขาทำให้กูเสียความเชื่อมั่น ทำให้กูเสียความภูมิใจในตัวเอง กูแค่อยากสร้างศรัทธาให้ตัวเองใหม่’

คนที่นั่งไหล่ลู่ในร้านอาหารกึ่งผับมาหลายสิบนาทีในเวลานั้นบอกเพื่อนร่วมโต๊ะที่มีเพียงหนึ่งเดียวให้รู้

มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่อาณัติจะพูดคำนี้ออกมาได้ เขาทบทวนอยู่หลายวันถึงยอมรับว่าตัวเองพ่ายและพลาดไปแล้ว เขาอยากกอบกู้สิ่งที่สูญหายไปให้กลับคืนมา เขาไม่อยากกลายเป็นคนที่สูญเสียศรัทธาในตัวเองและคนรอบข้างไปเพียงเพราะการกระทำของพี่น้องคู่นั้น

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน

รอยรักร้าย

ตอนที่ 1
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED