สมัยเด็กๆ เวลาเธอหลุดคำหยาบคายออกมามักจะโดนบิดามารดาดุเสมอ ท่านมักสอนว่า เราอยากให้คนอื่นพูดหรือปฏิบัติกับเราเช่นไร เราควรจะพูดหรือปฏิบัติกับเขาเช่นนั้น
เฮ้อ! เธอไม่อยากคิดเข้าข้างตัวเองเลยว่าเขาจะตามเธอมา
“เชิญนั่งก่อนนะคะ จะรับอะไรดีคะ”
เธอรีบหยิบเมนูยื่นให้ชายหนุ่มที่เดินเข้าไปนั่งที่โต๊ะด้วยท่าทีแสนสบาย
ภวัตเอื้อมไปรับเมนูมาถือ พร้อมกับรวบมือหญิงสาวเอาไว้แน่น อรนภัสมองอย่างหวาดระแวงและตำหนิ จากนั้นจึงรีบดึงมือออกเดินถอยหลังห่างไปหลายก้าว ภวัตยกมือขึ้นสูดดมกลิ่นหอมละมุน จนหญิงสาวเผลอเม้มริมฝีปาก...
“คุณตามฉันมาเหรอคะ”
“ใช่”
เขาตอบรับ ตวัดมองร่างโปร่งบางของคนตรงหน้าด้วยสายตาที่ทำให้อีกฝ่ายร้อนๆ หนาวๆ
“คุณ!” อรนภัสหันรีหันขวาง ทำให้ภวัตจำต้องปรามเธอไว้
“อ้าว คุณเชื้อเชิญผมมาเองนะ”
นายหัวหนุ่มเฉลย พร้อมวางเมนูขนมและเครื่องดื่มต่างๆ ลงอย่างไม่ใส่ใจสักนิด
“ฉันนี่นะเป็นคนเชื้อเชิญคุณ เปล่าเสียหน่อย”
อรนภัสชี้มือมายังตัวเองแบบงุนงงแล้วเอ่ยถามออกไปด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนกกับสิ่งที่เขาปรักปรำ
“ใช่ เธอแกล้งทำนามบัตรหล่นเอาไว้ ฉันเลยมาตามคำเชื้อเชิญ”
ภวัตตอบเสียงเรียบ เอนพิงหลังไปยังพนักเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์
“เอ่อ... ไม่ใช่ค่ะ ดิฉันไม่ได้แกล้งทำตกนะคะ”
อรนภัสรีบปฏิเสธเสียงระรัว จ้องมองคนตรงหน้าอึ้งๆ ที่ช่างคิดไปได้
คนอะไรหลงตัวเองจัง!
“ช่างมันเถอะ ฉันเข้าใจแล้ว”
เขาโบกไม้โบกมือเหมือนเข้าใจ แต่ท่าทางกวนโมโหนั้นทำให้เธอเม้มริมฝีปากแน่นอย่างขัดใจเอามากๆ คำว่าเข้าใจของเขามันคือเข้าใจว่าอะไรล่ะ? เข้าใจว่าเธอจงใจเชื้อเชิญเขาหรือไง?
“คุณเข้าใจว่ายังไงคะ”
อรนภัสไม่ปล่อยให้มันผ่านไปง่ายๆ เธอไม่อยากให้เขาคิดว่าเธออ่อยเขาเสียหน่อย
“อยู่ร้านคนเดียวเหรอ เป็นเจ้าของร้านหรือลูกจ้างล่ะ”
ชายหนุ่มไม่ตอบแต่เอ่ยถามแทน อยากชวนเธอสนทนา แม้ว่าจะรู้ข้อมูลของเธอดี
แหม...ก็เขาจีบสาวไม่เป็นนี่นาเลยต้องนึกหาคำพูดก่อน
“ฉันเป็นเจ้าของร้านค่ะ พอดีวันนี้ลูกน้องลาหยุด ทำให้ต้องอยู่ร้านคนเดียว”
เธอตอบอย่างภูมิใจที่สามารถมีกิจการเป็นของตัวเอง ภวัตหลุบตาคมลงเพื่อซ่อนแววตาบางอย่างเอาไว้
ภายในร้านของเธอมีขนม เครื่องดื่ม เครื่องหอมที่ทำจากสมุนไพร คนยุคใหม่หันมาสนใจสุขภาพกันมาก เขาได้ยินกฤษณะพี่ชายของเธอเล่าให้ฟังว่าเธอเรียนจบด้านวิทยาศาสตร์การอาหาร จึงมีความรู้ในการนำอาหารมาแปรรูป รวมถึงสมุนไพรต่างๆ หญิงสาวนำเอาส่วนผสมของสมุนไพรมาเป็นวัตถุดิบในการทำขนม ทำให้มีกลิ่นหอมอร่อยจนเขาติดใจเมื่อเพื่อนรักเอามาให้ลองชิมหลายครั้ง
นอกจากจะจีบอรนภัสไปเป็นเมียได้แล้ว ยังได้ผลประโยชน์ในทางธุรกิจอีกด้วย โดยการให้เธอลองแปรรูปผลิตผลทางการเกษตรเสียเลย
“ฉันอยากดื่มกาแฟกับขนมอะไรก็ได้ที่เธอคิดว่าอร่อยที่สุดในร้าน”
เขาเอ่ยบอกมิได้สนใจเมนูที่เธอยื่นให้ก่อนหน้า ดวงตาคมสบกับดวงตาหวานใส หญิงสาวทนไม่ไหวกลับต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาด้วยหัวใจที่เต้นรัว
ร่างโปร่งบางแต่ซุกซ่อนความอวบอิ่มอันน่าปรารถนาจำต้องเดินไปจัดเครื่องดื่มและขนมมาให้เขาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอจำต้องเป็นเจ้าของร้านที่ดีบริการลูกค้าอย่างเต็มที่
สายตาคมกริบมองตามร่างหญิงสาวไม่วาง ไม่ว่าเธอจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ตาม ทำเอาคนที่ถูกจ้องมองถึงกับเขิน หยิบจับอะไรผิดๆ ถูกๆ ไปหมด จนอรนภัสนำเครื่องดื่มและขนมที่เธอคิดว่าอร่อยที่สุดในร้านมาเสิร์ฟให้ลูกค้าหนุ่ม
“กาแฟหวานไปนะ”
ภวัตจิบกาแฟหอมกรุ่นแล้วเงยหน้าวิจารณ์ตรงๆ
“หวานไปเหรอคะ”
อรนภัสหน้าเสียเล็กน้อย กลัวลูกค้าห่ามๆ อย่างเขาจะไม่พอใจ
“หวานมาก”
ภวัตตอบนิ่งๆ สายตาคมดุมองร่างสูงโปร่งกลมกลึง อรนภัสเผลอหน้าแดงค้อนให้คนตรงหน้า
“ตามสบายนะคะ ฉันขอตัวก่อนค่ะ” เธอรีบบอกเมื่อเขานั่งจ้องจนเธออายแทบอยากมุดพื้นหนี
“เดี๋ยวสิ ตอนนี้ยังไม่มีลูกค้า มานั่งคุยกันก่อน ฉันอยากหาเพื่อนคุย นั่งคนเดียวมันเหงา”
เขาพูดรั้งเธอไว้ อรนภัสชะงักหันมามอง แลซ้ายแลขวา ปรากฏว่าไม่มีลูกค้าจริงๆ จึงจำต้องนั่งลงตรงข้ามกับเขา
โห...คนอะไรยังมีหน้ามาบอกว่าเหงาอีก เหตุผลเขาฟังไม่ขึ้นเลย อรนภัสนึกค่อนขอดในใจ
ภวัตแสดงสีหน้าพึงพอใจเมื่อหญิงสาวยอมนั่งคุยกับเขาดีๆ
“อย่างที่บอก ฉันอยากรู้จักกับเธอ”
ชายหนุ่มบอกความประสงค์ของตนเอง ด้วยสายตาที่มุ่งมั่น
“ทำไมคุณถึงอยากรู้จักฉันล่ะคะ”
อรนภัสใจกล้าถามเขาออกไป แม้จะหวั่นๆ กับสายตาคู่คมนั้น
“ฉันสนใจเธอ”
ภวัตวางถ้วยกาแฟที่จิบแล้วบอกตามตรงอีกเช่นเคย
“คะ” อรนภัสลุกขึ้นจากเก้าอี้เหมือนถูกไฟช็อต
“ทำไมเหรอ เธอมีแฟนแล้วหรือไง ฉันเป็นคนตรงๆ ไม่ชอบอ้อมค้อม ฉันอยากจีบเธอ เธอจะได้รู้แล้วเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้รอยังไงล่ะ”
ชายหนุ่มพูดหน้าตาเฉยแต่แก้มแดงก่ำอย่างห้ามไม่อยู่
จะอ้อมค้อมทำไม บอกไปตรงๆ นี่แหละ ด้านได้อายอด ภวัตคิดในใจ
“เอ่อ...คะ”
หญิงสาวร้องอุทานอีกครั้ง ไม่อยากคิดว่าตัวเองตาฝาดที่เห็นแก้มเขาแดงๆ แถมแดงทั้งหน้า ใบหู หญิงสาวหลุบตาลงต่ำ แอบยิ้มขำคนห่ามๆ ตรงหน้า ไม่คิดว่าเขาจะขี้อายด้วย หน้าตาท่าทางไม่น่าบ่งบอกเลยจริงๆ เอากับเขาสิ
ภวัตปรับสีหน้ารวดเร็ว กลับมานั่งนิ่งมองเธอด้วยสายตาล้ำลึก อรนภัสเผลอกัดริมฝีปากตัวเอง ดูเขาเป็นคนวางอำนาจใช่เล่น นิสัยติดจะสั่ง เอาจริงเอาจัง แต่ดูตรงไปตรงมา ออกจะเถื่อนๆ ดุๆ ด้วยซ้ำ แต่ไม่คิดว่าจะขี้อาย
คนอะไรพูดออกมาแบบนั้น เธอก็อายนะ แต่ทำไมหนอหัวใจเจ้ากรรมกลับรู้สึกชอบเขาอยู่เหมือนกัน
ตายแล้ว!!!
อรนภัสส่ายหัวให้กับความคิดวาบหวามของตัวเอง ใบหน้าแดงเรื่อยืนบิดมือไปมาทำให้ภวัตมองด้วยสายตาอบอุ่นระคนเอ็นดู
“นั่งลงก่อนสิ ฉันไม่ชอบให้เด็กมายืนค้ำหัว”
คนวางอำนาจเอ่ยบอกพร้อมทอดสายตามองคล้ายข่มเธอ
ให้ตายเถอะ อีตาแก่บ้า เธอได้ไม่พูดคำหยาบ แต่คงว่าเขาในใจได้นะ!!!
แล้วนี่เขามาว่าเธอเป็นเด็กเหรอ อรนภัสนั่งลงตรงหน้ามองเขาไม่หลบบ้าง แสร้งทำเป็นใจดีสู้เสือ แต่ว่าเขาเหมือนสิงห์เสียมากกว่า สิงโตที่มีขนใต้คางเยอะๆ น่าลูบอะไรประมาณนั้น คิกๆ
“ทำเป็นเก่ง ปากที่เม้มน่ะ สั่นไปหมดแล้ว”
ภวัตหลุบตามองริมฝีปากอิ่มที่สั่นและเม้มเข้าหากัน อรนภัสสะบัดค้อนให้คนตรงหน้า ที่เขารู้ทันเธอไปหมด
“ชื่ออรใช่ไหม”
“ค่ะ คุณรู้ได้ยังไงคะนี่” เธอถามกลับตาปริบๆ
“แล้วชื่อจริงล่ะ”
คนอยากชวนคุยแสร้งถาม เอาเข้าจริงๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี เกิดมาจนอายุสามสิบกว่ายังไม่เคยจีบผู้หญิงมาก่อนเลย มีแต่ผู้หญิงเข้ามาจีบ นี่ซ้อมพูดแล้วพูดอีก คำถามมันเลยดูแข็งๆ ไปหน่อย จะให้เขามานั่งพูดจาหวานๆ ก็ทำไม่เป็น ถ้าไม่ได้ดั่งใจจะจับปล้ำเอาซะเลย
“จะสอบถามประวัติสัมภาษณ์งานหรือไงคะ” อรนภัสประชดให้
“ไม่ใช่ แค่อยากรู้ว่า... ว่าที่เมียในอนาคตชื่ออะไรต่างหาก”
เขาไม่อยากจะบอกว่ารู้แล้ว เพียงแต่หาเรื่องชวนเธอคุยเท่านั้น
“คุณ...”
“ฉันชื่อ ภวัต สุทธนนท์ ตอนนี้อายุย่างเข้าสามสิบหก ยังโสดไม่มีเมีย แต่ตอนนี้เจอแล้วว่าที่เมีย อีกไม่นานจะไปสู่ขอ ถ้าไม่ยอมตกลงจะฉุดกลับบ้านเสียเลย”
อรนภัสหน้าแดงซ่านเมื่อได้ยินคำพูดนั้น เธออ้าปากค้าง สะบัดค้อนให้คนพูดจาขวานผ่าซาก
“หยาบคาย”
“ตรงไหนที่บอกว่าหยาบคาย ฉันชอบเธอจริงๆ ยังไม่ตอบเลยว่ามีแฟนแล้วหรือยัง” เขาถามอย่างคาดคั้น เธอไม่ชอบเลยจริงๆ
“มีแล้ว” เธอตอบจริงจังเกินเหตุ
“ตอบแบบนี้แสดงว่ายังไม่มี แต่ถ้ามีแล้วจริงๆ ไปบอกเลิกมันซะ”
เขาดักคอแกมข่มขู่ หึ! ก็ไหนไอ้กฤษณะพี่ชายของเธอ มันนั่งยัน นอนยันว่าไม่มียังไงเล่า หรือจะได้ข้อมูลผิดๆ มาบอกเขา แต่เขาไม่แคร์ มีได้ก็เลิกได้ ในเมื่อยังไม่แต่งงาน เขาไม่ได้ไปพรากผัวพรากเมียใครเสียหน่อย
“เอ๊ะ!” อรนภัสทำสีหน้าขัดใจ
“ชื่อจริงๆ ว่าอะไรนะ บ้านอยู่ที่ไหน เดี๋ยวจะให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอเร็วๆ นี้แหละ อยากมีเมียไว้นอนกอดเวลาหนาวๆ อยากมีลูกวิ่งให้เต็มบ้านไปเลย”
เขารุกถาม กลั่นแกล้งคนที่นั่งหน้างออยู่ตรงหน้า อรนภัสหน้าแดงแล้วแดงอีก เขาจะมาขอเธอไปเป็นเมียหรือเป็นแม่พันธุ์กันแน่
“ใครเขาอยากจะไปเป็นเมียคุณ ฉันบอกแล้วไงว่ามีแฟนแล้ว”
เธอเถียงเสียงแข็ง
“เธอแต่งงานหรือยังล่ะ แฟนแบบไหน แค่คบกัน อยู่ด้วยกัน หรือ...” ชายหนุ่มเลิกคิ้วถาม
“คบกันอยู่” เธอรีบบอก
“งั้นแสดงว่ายังไม่ได้แต่งงาน ฉันมีสิทธิ์น่ะสิ คบได้ก็เลิกได้ หากไปกันไม่รอด เค้าเลิกกันเยอะแยะ เลิกแล้วมาแต่งกับฉันนะ”
ภวัตพูดคล้ายกวนโมโหอีกฝ่าย แต่จริงๆ เป็นการจีบเธอไปเป็นเมีย
อรนภัสหน้าแดงอมชมพูระเรื่อ คิดในใจว่า คนบ้า! พูดออกมาได้ แต่กลับตอบชายหนุ่มออกไปทันทีโดยไม่คิดว่าคำพูดนั้นมันจะเป็นการผูกมัดตัวเธอเองไปตลอดชีวิต
“อืมตกลง ถ้าคุณกล้ามาขอฉันกับคุณพ่อจริงๆ ฉันจะยอมแต่งงานกับคุณ”
อรนภัสตอบไปเช่นนั้นเพราะคิดว่าเขาแค่ยั่วแหย่เธอให้โมโหเล่น คงไม่กล้ามาสู่ขอจริงๆ หรอก คนไม่เคยรู้จักกัน เธอเคยได้ยินเพื่อนๆ พูดกันว่า ผู้ชายมักจะหวงความโสด รักชีวิตอิสระจะตายไป
“จริงนะ ฉันเป็นคนยึดถือสัจจะวาจาเป็นสำคัญ เร็วๆ นี้ฉันจะให้ผู้ใหญ่ไปสู่ขอเธอ ขอกลับไปปรึกษาพ่อเพื่อหาฤกษ์หายามก่อน ฉันเองใจร้อน แต่ไม่คิดว่าเธอจะใจตรงกับฉันเหมือนกัน พูดกันง่ายๆ แบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย ไม่ต้องตามจีบนานๆ จนขึ้นคาน”
ภวัตรวบรัดสรุปเข้าข้างตัวเองเสร็จสรรพ ดีใจที่หญิงสาวยอมตกลงง่ายๆ อุตส่าห์แอบมองเธอมาตั้งนาน ไม่คิดว่าการที่เขาพูดตรงๆ จะทำให้เธอยอมตกลงทันทีอย่างง่ายดาย เขากำลังแอบนึกหวั่นใจกับผู้ชายหลายๆ คนที่มาติดพันเธออยู่ โดยเฉพาะศัตรูคู่อาฆาตที่ไม่มีวันญาติดีกันได้อย่างไวกูรณ์!!!
“คุณ!”
อรนภัสร้องเสียงหลง ไม่คิดว่าเขาจะจริงจัง แล้วจะทำไงดีหว่า เธอดันไปตบปากรับคำอีตาบ้านี่เข้าให้แล้ว
“ฉันชื่อภวัต จำเอาไว้ให้ดี”
“คะ...คุณพูดเล่นใช่ไหมคะ” อรนภัสละล่ำละลักถาม
“คนอย่างฉันไม่เคยพูดเล่น ตอนนี้ฉันขึ้นมาเยี่ยมน้องสาวที่เรียนอยู่มหา’ลัย คงจะอยู่นานอีกหลายวัน ฉันจะแวะมาหาเธอบ่อยๆ เราสองคนจะได้ทำความรู้จักกันก่อนแต่งงาน เธอควรจะเรียกฉันว่าพี่นะ ฉันอายุมากกว่าเธอประมาณสิบกว่าปี ถือว่ายังไม่แก่ ยังเตะปี๊บดังอยู่ ฉันออกกำลังกายทุกวัน ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บหรือโรคประจำตัวอะไร ขอรับรองเลยว่าเธอไม่ผิดหวังแน่นอนที่ตกลงแต่งงานกับฉัน” ภวัตอวดอ้างสรรพคุณของตัวเองยาวเหยียด เพื่อยืนยันให้หญิงสาวมั่นใจว่าเธอเลือกสามีไม่ผิดแน่นอน
เล่นเอาอรนภัสอ้าปากค้าง เขาพูดอะไรนี่ น่าสยิว เอ๊ย สยอง!!!
หญิงสาวได้แต่อึ้งกะพริบตาปริบๆ อย่าบอกนะว่าเขาเอาจริง แต่ดูท่าไม่ได้ล้อเล่นแน่นอน ซวยแล้วอรนภัส เธอไม่น่าไปบ้าจี้ ท้าทายเขาแบบนั้นเลย เขาดันรับปากบอกว่าจะมาขอ พ่อกับแม่มิตกใจแย่หรือ ที่จู่ๆ เขาโผล่ไปที่บ้านพร้อมกับผู้ใหญ่เพื่อสู่ขอเธอแต่งงาน เขาทำงานทำการอะไร เป็นมิจฉาชีพหรือเปล่าก็ไม่รู้
โอ๊ย! ตายแล้วยัยอรนภัส
หญิงสาวมัวแต่คิดฟุ้งซ่านอยู่คนเดียว จนทำให้ภวัตอดที่จะยิ้มอย่างเอ็นดูเสียไม่ได้ ผู้หญิงเข้าใจยาก แล้วชอบคิดเองเออเองคนเดียว
“ถ้าไม่บอกชื่อนามสกุล และที่อยู่มาเดี๋ยวนี้ ฉันจะจูบเธอให้ปากช้ำเลย” ชายหนุ่มมองริมฝีปากอิ่มแดงเรื่อไม่วางตา
“ฉันชื่ออรนภัส รักษ์เกียรติค่ะ”
อรนภัสรีบบอกทันทีเมื่อเขาแสดงท่าทางว่าจะทำอย่างที่พูดจริงๆ
คนบ้า คนเถื่อน คนห่าม คนหื่น!!! อรนภัสค้อนหน้าคว่ำ...
“ชื่อเพราะดีนี่ เอาเบอร์โทรศัพท์ของอรมาด้วย แล้วพี่จะโทรหา”
ภวัตบอกเธอเหมือนสั่งมากกว่าจะขอร้อง อรนภัสจำต้องเขียนเบอร์โทรศัพท์ให้เขาอย่างไม่เต็มใจ เธอแกล้งเขียนเบอร์โทรมั่วๆ ก่อนจะยิ้มกริ่ม
“พี่ต้องการเบอร์โทรศัพท์จริงๆ ของอรนะ ถ้าเขียนมั่วๆ มา โดนแน่”
ชายหนุ่มดักคออย่างรู้ทัน ความฉลาดของเขาทำให้อีกฝ่ายชะงักไป ภวัตมีเบอร์โทรศัพท์ของเธอแล้ว แต่เพียงอยากจะขอเธอตรงๆ เวลาโทรไปจะได้ไม่ต้องอธิบายให้มากความว่าได้เบอร์มาจากไหน
อรนภัสได้แต่ยืนอึ้งอ้าปากค้างให้กับคนเผด็จการ หญิงสาวกระแทกกระทั้นเขียนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ ก่อนจะยื่นส่งให้เขา ภวัตเอื้อมมือไปรับ กุมมือเธอไว้ หญิงสาวสะบัดมือออกจากการเกาะกุมด้วยหัวใจที่เต้นโครมคราม
เขายกมือหนาขึ้นดมก่อนจ้องคนตรงหน้านิ่ง “หอมนะ ขนาดมือยังหอมขนาดนี้ แล้วตัวจะหอมขนาดไหน”
ตาคมหรี่มองนิ่งจนเธอเขิน อรนภัสตาวาวมองอย่างโกรธๆ ทั้งๆ ที่อายแสนอาย
“เวลาโกรธก็น่ารักดี แต่พี่ชอบให้อรยิ้มมากกว่านะ”
ภวัตลุกขึ้นเต็มความสูง ชายหนุ่มสูงมาก ร่างกายแข็งแรงกำยำ ผิวสีแทน ดวงตาคมเข้มดุดัน ริมฝีปากหยักหนา จมูกโด่งเป็นสัน คิ้วเข้ม ผมดกหนายาวประบ่า เธอหลุบตาลงมองหน้าอกกว้าง และลำแขนที่โผล่พ้นเสื้อเชิ้ตที่เขาพับแขนขึ้น เขาดูอุดมไปด้วยเส้นขนและมัดกล้าม อรนภัสลอบกลืนน้ำลายลงคอ ทำท่าเหมือนจะกลืนกินเขาเข้าไปทั้งตัว “ถ้าแต่งงานจะได้ดูเต็มๆ ตา ตอนนี้ดูแค่ภายนอกไปก่อนนะ” เขาแหย่หญิงสาวเล่น แล้วมันก็ได้ผล
อรนภัสตาโตแก้มแดงปลั่ง เขาตีหน้านิ่ง คำพูดแต่ละคำบาดลึกไปถึงหัวใจ มือหนาหยิบธนบัตรออกมาวางบนโต๊ะ พร้อมกับจรดปากกาเขียนเบอร์โทรศัพท์ลงบนกระดาษแล้วฉีกยื่นให้เธอ
“รับไปสิ ถ้าไม่รับจะจูบให้”
เขาไม่ยอมให้เธอปฏิเสธ แถมขู่กลับอย่างมันเขี้ยวในความน่ารักนั้น
อรนภัสรีบดึงมาถือเอาไว้ สะบัดค้อนให้กับคนเผด็จการวางอำนาจ ขออย่าได้เจอเขาอีกเลย เอ! แต่เขาบอกว่าจะอยู่กรุงเทพอีกหลายวันนี่นา แย่แล้ว จะทำไงดี?
“ไม่ต้องทำยังไง แค่คอยต้อนรับพี่ทุกวันก็พอ”
ภวัตยังมีแก่ใจหันมาบอกขณะก้าวเดินออกจากร้าน หญิงสาวทำตาโตได้แต่มองตามร่างสูงไป เฮ้ย! เธอเผลอคิดดังไปหน่อยจนทำให้เขารู้เหรอ
คนอะไรรู้ทันคนอื่นไปหมด!
เธออยากจะฉีกเนื้อเขาให้กระจุยนัก ผู้ชายอะไรทั้งหล่อ ทั้งเถื่อน ทั้งบ้า ทั้งห่าม แถมยังมีเสน่ห์ทางเพศถึงขั้นรุนแรงเลยก็ว่าได้ นี่เธอคงจะอ่านนิยายโรมานซ์เยอะเกินไปมั้ง เลยคิดว่าเขาเหมือนพระเอกในนิยายของเธอ?
หญิงสาวยกมือขึ้นกุมหน้าอกตัวเอง เพื่อสำรวจว่าหัวใจดวงน้อยๆ นั้นกระโดดออกมาวิ่งเล่นอยู่ข้างนอกหรือเปล่า แต่ก้อนเนื้อที่เรียกว่าหัวใจนี้ยังกระหน่ำเต้นเป็นจังหวะอยู่ในอกด้านซ้ายเช่นเดิม
เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นทำให้อรนภัสจำต้องวางหนังสือนิยายที่ติดพันอยู่ลงบนเตียง แล้วเอื้อมมือไปหยิบมือถือมาดู หัวใจเต้นโครมครามเมื่อเห็นเบอร์ที่เธอจำได้และแอบบันทึกไว้ หญิงสาวอมยิ้มปล่อยให้เสียงโทรศัพท์ดังจนเงียบไป สักพักก็มีข้อความเข้ามาแทน เธอจึงต้องเปิดอ่าน
ถ้าโทรไปหาอีกครั้งยังไม่รับสาย พรุ่งนี้จะบุกไปหาถึงบ้าน และจะฉุดไปทำเมีย ฟัดให้ท้องโย้ เลี้ยงลูกสักครอกสองครอก
พี่วัต