เจด้าปรายตามองเพื่อนร่วมชั้นเรียนในห้องพร้อมถอนหายใจอย่างเซ็ง ๆ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน ทำไมเธอต้องมานั่งอยู่ที่นี่ท่ามกลางคนแปลกหน้า สถานที่ที่ไม่คุ้นเคย น่าโมโหชะมัด กะอีแค่เธอขัดคำสั่งพ่อแม่ไม่กี่ครั้งก็ถูกส่งกลับเมืองไทยแบบกะทันหันชนิดไม่ให้ตั้งตัว โดยบอกว่าเพื่อดัดนิสัยเจ้าอารมณ์เอาแต่ใจของเธอ หึ ที่น่าเจ็บใจยิ่งกว่านั้นคือการ ถูกส่งให้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยภาคธรรมดา แทนที่จะเรียนภาคอินเตอร์ให้สมกับฐานะสักหน่อย
เจด้าตัดสินใจเดินออกจากห้องเรียนที่แสนน่าเบื่อโดยไม่สนใจสายตาทุกคู่ที่มองเธอเป็นตาเดียว เมื่อมาถึงรถเก๋งคันงามเด็กสาวก็ออกคำสั่งทันที
“ไปที่ไหนก็ได้”
“ครับ” ลูคัส ชายวัยกลางคนรับคำสั้น ๆ ปิดประตูรถให้สาวน้อยคนงามที่ตอนนี้หน้าตาบึ้งตึง ในฐานะคนขับรถที่ทำงานกับตระกูลนี้มานานจึงขับรถไปยังสวนสาธารณะที่ใกล้ที่สุดทันทีอย่างรู้ใจ ในยามนี้จะมีอะไรดีไปกว่าการพาเธอไปยังที่ที่ทำให้สาวน้อยรู้สึกผ่อนคลาย เมื่อไปถึงเขาก็หาที่จอด ปล่อยให้เธอลงไปเพียงลำพัง
หญิงสาวลงจากรถแล้วไปเดินเล่นที่ริมบึง ระหว่างนั้นก็หยิบหินก้อนเล็ก ๆ ขึ้นมาเขวี้ยงลงน้ำเพื่อระบายอารมณ์ หลังจากนั้นไม่นานผู้เป็นแม่ก็ตามมาถึง
“คราวนี้เรื่องอะไรอีกล่ะ”
“พวกเขาแกล้งหนู หาว่าหนูไม่รู้เรื่องอะไร ทำอย่างกับหนูโง่งั้นแหละ เชอะ ลองมาคุยภาษาอิตาลีกับหนูสิ หรือไม่ก็มาประลองเทควันโดกับหนูสักเกมสองเกม ดูซิว่ายังจะกล้าปากดีอีกหรือเปล่า”
แอนนาส่ายหัวกับนิสัยไม่ยอมใครของลูกสาวหัวแก้วหัวแหวน เธอผิดเองแหละที่ตามใจเจด้าจนเกินไปตั้งแต่เล็ก ๆ มาถึงตอนนี้คิดจะดัดนิสัยลูกก็กลายเป็นว่าเหมือนโยนปัญหาให้อีกฝ่ายต้องเผชิญ แต่ทำอย่างไรได้ ถ้าปล่อยไว้นานกว่านี้จะเข้าทำนองไม้อ่อนดัดง่าย ไม้แก่ดัดยาก ที่สำคัญเธอต้องพยายามใจแข็งไม่เหมือนที่ผ่านมา คิดแล้วเธอก็ได้แต่ดึงลูกสาวสุดที่รักเข้ามากอดปลอบ
“แม่ขอโทษ แต่แม่ก็ยังเชื่อว่าแม่คิดดีแล้วที่ส่งลูกมาเรียนที่นี่ ชีวิตในวันข้างหน้าน่ะมันไม่ง่ายหรอกนะ ไม่มีใครสามารถอยู่กับลูกได้ตลอดไป แม่จึงอยากให้ลูกรู้จักแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เผื่อในวันที่ไม่มีคุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย หรือแม้แต่พ่อกับแม่คอยช่วยเหลือ”
“มีแต่ลุงลูคัสแหละที่ดีกับเจด้าที่สุด” เด็กสาวตัดพ้อขณะที่น้ำตาไหลอาบแก้ม แอนนาได้แต่ยิ้มน้อยๆ และไม่คิดจะเถียง เพราะทุกวันนี้ลูคัสก็ทำเกินหน้าที่ตัวเองจนกลายเป็นความผูกพันไปแล้ว
“อดทนอีกหน่อยนะ เพื่ออนาคตของลูกเอง”
“ให้หนูเข้าเรียนภาคอินเตอร์ฯ ไม่ได้หรือคะ นะ ๆ แล้วหนูจะตั้งใจเรียนสุด ๆ ไปเลย” เจด้าต่อรอง ส่งสายตาอ้อนวอนคนเป็นแม่ ก่อนจะ พองแก้มด้วยรู้สึกขัดใจเมื่อได้รับคำตอบกลับมาสั้น ๆ ว่า “ไม่ได้”
“ฮือออ หนูอยากตาย” เจด้าโอดครวญเมื่อแผนออดอ้อนไม่ได้ผลเหมือนที่ผ่านมา
“ลูกต้องรู้จักการถูกปฏิเสธซะบ้าง จำไว้ว่าทุกอย่างไม่ได้มาง่าย ๆ หรอกนะ อ้อ แม่เช่าหอพักใกล้ที่เรียนของหนูแล้วด้วย ใกล้มากจนเดินไปกลับได้เลยละ”
เจด้ามองแม่ที่ลุกขึ้นยืนขณะที่ยังคงพูดต่อ
“และแม่ก็จะให้เงินหนูไว้ใช้จ่ายอาทิตย์ละหนึ่งพันบาทเท่านั้น”
“แม่!!” เจด้าร้องเสียงหลง หนึ่งพันบาทเนี่ยนะ ข้าวมื้อเดียวก็หมดแล้ว
“ถ้าหมดก่อนครบอาทิตย์จะไม่มีการเพิ่มให้อย่างเด็ดขาด และอย่าคิดโทร.ไปขอพ่อหรือคุณตาล่ะ” แอนนาพูดดักทางอย่างรู้ทันลูกสาว
“โธ่ แม่ แล้วถ้าเงินหมด หนูจะเอาเงินที่ไหนกินข้าวล่ะ”
“งานก็คือเงิน ถ้ารู้จักทำงานก็มีเงินแลกข้าวกิน” แอนนาพูดทิ้งท้ายสั่งสอนลูกสาวก่อนเดินไปหาลูคัสที่ยืนอยู่ไม่ไกล “ส่วนนาย ตอนนี้มีงานใหม่ต้องทำ”
ฮึ! แม้แต่ลุงลูคัสก็ยังถูกขัดขวางไม่ให้ช่วยเธอ เจด้าได้แต่คร่ำครวญในใจกับชะตาชีวิต ถูกให้ออกจากบ้านหลังโตย้ายมาอยู่หอพักใกล้มหาวิทยาลัย เรียนหนังสือร่วมกับนักศึกษาบ้าน ๆ
เมื่อเจด้าเปิดประตู หญิงสาวคนหนึ่งในห้องหันมามองแล้วรีบแนะนำตัว “สวัสดีจ้ะ ฉันชื่อมลฤดี เรียกสั้น ๆ ว่ามลก็ได้ ฝากตัวด้วยนะ เธอชื่ออะไรล่ะ”
แม่นะแม่ ใจร้ายชะมัด ส่งลูกสาวตัวเองมาอยู่ห้องเช่ารูหนูไม่พอ ยังให้มาอยู่ร่วมกับคนแปลกหน้า เจด้าเดินกระแทกเท้าไปที่เตียงนอน หยิบหมอนออกมาแล้วกรี๊ดใส่หมอนระบายอารมณ์
เมื่อกรีดร้องจนพอใจแล้วก็เงยหน้ามองเพื่อนร่วมห้องที่ทำหน้างง “ฉันชื่อ...” เจด้านิ่งไปสักพักก่อนตัดสินใจบอกชื่อไทยที่แม่ของเธอตั้งให้
มลฤดีมองเพื่อนใหม่ที่ดูท่าทางน่าจะแสบไม่เบา ก็พอจะเดาได้ว่าอนาคตที่ต้องอยู่ร่วมห้องกับสาวเจ้าอารมณ์คนนี้คงสนุกแน่ ๆ
“เธอเรียนคณะไหนเหรอ?”
เจด้าบอกชื่อคณะ ทำให้รู้ว่าอีกฝ่ายก็เรียนคณะเดียวกันแต่คนละห้อง
“ไปกินข้าวกันไหม” มลฤดีชวน ท้องเจด้าร้องพอดี เธอจึงพยักหน้า ลุกขึ้นจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่ก่อนจะหยิบกระเป๋าถือแบรนด์เนมขึ้นคล้องแขน
“โอ้โฮ กระเป๋าใบนี้เหมือนของจริงเลย เมื่อวานฉันเองก็เห็นขาย ที่ในตลาด มีให้เลือกตั้งหลายสีแน่ะ”
เจด้าอึ้ง ก้มมองกระเป๋าเรือนแสนของตัวเองสลับกับหน้าคนพูด ช่างเถอะ จะเอาอะไรมากกับนักศึกษาจน ๆ คนหนึ่ง มีตาหามีแววไม่ และเธอเองก็ไม่จำเป็นต้องอวดจึงตามน้ำไป “หึ ๆ เพิ่งได้มาเมื่อวานน่ะ เหมือนของจริงจนแยกไม่ออกเลยเนอะ”
สองสาวลงมาที่ชั้นล่าง เห็นร้านอาหารตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามตึก แต่สะพานลอยที่จะข้ามไปอยู่ค่อนข้างไกล มลฤดีจึงฉุดมือเจด้าวิ่งข้ามถนน!!
“เดี๋ยว ๆ!!” เจด้าที่ไม่เคยทำเรื่องแบบนี้รีบร้องห้าม แต่ไม่ทัน เสียแล้ว เสียงรถเบรกดังลั่นถนนพร้อมกับเจด้าที่หลับตาปี๋ คิดว่าตัวเองคงต้องตายกลายเป็นผีเฝ้าถนนแน่ ๆ ทว่าผ่านไปสักครึ่งนาทีก็ยังไม่รู้สึกเจ็บ จึงลืมตาขึ้นมองก็ต้องตกใจเมื่อพบว่ารถคันนั้นได้หักหลบเข้าข้างทางจนชนเข้ากับเสาไฟฟ้าเสียแล้ว
เจด้าเห็นว่าคนขับเหมือนจะยังมีสติอยู่เธอจึงจะวิ่งเข้าไปดู แต่จู่ ๆ มีรถอีกคันวิ่งตามมาด้านหลังอย่างเร็วก่อนชนรถคันที่คาเสาไฟอยู่เต็มแรง “โครม!!”
เจด้าแทบช็อก ยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก มลฤดีฉุดเพื่อนให้ไปยืนบนเกาะกลางถนน เสียงรถกู้ภัยที่แล่นผ่านมาพอดีดังแสบแก้วหู เจ้าหน้าที่รีบลงไปช่วยผู้เคราะห์ร้ายที่มีเลือดท่วมตัวออกมาจากรถ
“ตายแล้ว...ผู้ชายคนนั้นตายแล้ว เราสองคนทำให้เขาต้องตาย” เจด้าพูดเสียงสั่น มือเย็นเฉียบ มลฤดีตั้งสติได้เร็วกว่า รีบพาเพื่อนข้ามไปอีกฝั่งทันที
“ถ้ามีใครถามก็บอกว่าไม่รู้ไม่เห็นนะเข้าใจไหม พวกเรามาเห็นก็หลังจากที่รถชนกันแล้ว” มลฤดีกำชับขณะที่ทั้งสองคนนั่งอยู่ในร้านอาหารแล้ว
เนื่องจากตอนนั้นผู้คนต่างวุ่นวาย จึงไม่มีใครสังเกตเห็นว่ารถเกิดอุบัติเหตุได้อย่างไร เหตุการณ์ตรงหน้าพลอยให้เจด้านึกถึงตอนที่ตัวเองอายุห้าขวบ
มือของเจด้ายังคงสั่น อาการที่เคยหายแล้วเริ่มกำเริบอีกครั้ง “ฉันกลับห้องก่อนนะ” เจด้าบอกพลางลุกขึ้นเดินเหม่อออกจากร้านอาหารไปตามถนนเหมือนคนขาดสติ
เสียงเพลงดังแว่วเข้าหูทำให้หญิงสาวหันไปมอง มาจากร้านเหล้านั่นเอง เมื่อเห็นแสงไฟกะพริบหน้าร้านเท้าก็เดินเข้าไปอัตโนมัติ เมื่อหาที่นั่งได้แล้ว พนักงานก็มารับออร์เดอร์ เจด้าบอกชื่อไวน์ที่ตัวเองดื่มเป็นประจำ
พนักงานแปลกใจเล็กน้อย แต่เมื่อเหลือบเห็นกระเป๋าแบรนด์เนมของแท้จึงยกไวน์มาเสิร์ฟให้ เจด้ารินไวน์ดื่มหลายแก้วในเวลาอันรวดเร็ว เพราะนี่ไม่ใช่การดื่มเพื่อลิ้มรสชาติ แต่เพื่อให้ลืมเรื่องในอดีตและเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นสด ๆ ร้อน ๆ ผ่านไปไม่นาน หญิงสาวเพียงลำพังก็ดื่มไวน์หมดไปสองขวด
อย่างไรก็ตามมันไม่ได้ทำให้เธอเมา มีแค่อาการเหม่อลอยที่ยังคงอยู่ เมื่อคิดว่าได้เวลากลับแล้วเธอก็หยิบกระเป๋าลุกเดินออกไป “เดี๋ยวคุณ!!” เสียงพนักงานเรียกและรีบวิ่งตาม
“คุณยังไม่จ่ายเงิน”
เจด้าพยักหน้าน้อย ๆ ก่อนหยิบกระเป๋าสตางค์ออกมาจากกระเป๋าถือ แต่กลับพบว่ามีแค่ธนบัตรหนึ่งพันบาทใบเดียว โธ่เอ๊ย ลืมไปเลยว่าตอนนี้เธอถูกจำกัดการใช้เงิน
พนักงานเห็นท่าทีหญิงสาวก็ถอนหายใจพลางพึมพำ ว่าแล้วเชียว ซวยตั้งแต่หัววัน หลังจากนั้นก็พาเธอไปยังห้องเจ้านายที่อยู่ด้านในของร้าน ประตูปิดลงแล้ว แต่เจด้ายังคงก้มหน้า
เสียงเข้มของชายในห้องสั่งให้นั่งเธอก็นั่ง “พอจะโทร.หาคนที่บ้านให้มาจ่ายได้ไหม”
คนกินแล้วไม่จ่ายเป็นเรื่องปกติที่พบได้บ่อยครั้ง แต่ส่วนมากจะแกล้งเมาเอะอะโวยวายแล้วชิ่งหนี แต่ผู้หญิงคนนี้นอกจากไม่หนีแล้ว ยังเดินเข้ามาในอาการที่สงบนิ่ง หญิงสาวไม่พูดไม่จา สักพักจึงเงยหน้าแล้ววางกระเป๋าแบรนด์เนมลงบนโต๊ะ “กระเป๋านี่ราคาประมาณหนึ่งแสน ส่วนกระเป๋าสตางค์ประมาณห้าหมื่น พอไหม”
พีรพัฒน์นึกดูถูกในใจ เด็กคนนี้น่าจะยังเรียนไม่จบ แต่กลับมีของแพง ๆ ติดตัว แสดงว่าคงไม่พ้นทำงานอย่างว่าสินะ
คนที่ขึ้นบกได้ไม่นานหลังจากอยู่ที่เกาะมาหลายเดือน ด้วยความรู้สึกอดอยากปากแห้ง เห็นคนตรงหน้าก็รู้สึกสนใจ เขาแอบกระหยิ่มยิ้มย่อง “ชดใช้ได้แค่ครึ่งเดียวเท่านั้นแหละ”
ไวน์สองขวดราคาเกือบสองแสน มองอย่างไรก็ขาดทุน ถ้าเขาซื้อกินข้างนอกยังถูกกว่าด้วยซ้ำ หรือว่าควรเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นแทนดี
พีรพัฒน์ลุกขึ้น เดินอ้อมโต๊ะไปหาหญิงสาวแล้วเชยคางเธอให้เงยขึ้นเพื่อจะมองหน้าให้ชัดกว่าเดิม อืม ยิ่งดูก็ยิ่งสวย “คืนเดียวแลกกับหนี้ทั้งหมด”
ข้อเสนอนี้หมายถึงอะไรมีหรือเจด้าจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าพ่อแม่รู้เรื่องอาการเหม่อลอยของเธอกำเริบอีก ก็คงต้องสืบหาสาเหตุจนกระทั่งรู้ว่าเธอเป็นต้นเหตุให้คนตายวันนี้ ทีนี้ละเธอได้ถูกตัดหางปล่อยวัดอย่างแน่นอน
“ได้” เพียงคำเดียวของเธอกำลังจะเปลี่ยนชีวิตตนเองในวันข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว
คนที่หื่นกระหายเพราะขาดเรื่องบนเตียงมานานพาหญิงสาวไปยังห้องด้านหลัง จากนั้นสั่งให้เธอถอดเสื้อผ้าออกเพื่อชมเรือนร่างงดงาม จุ๊ ๆ สวยทุกส่วนไม่มีที่ติจริง ๆ พีรพัฒน์นึกในใจก่อนถอดเสื้อผ้าของตนเองออกและก้มลงจูบเธอ โดยไม่คิดที่จะเล้าโลมให้เสียเวลา ชายหนุ่มจัดการยัดท่อนเอ็นยักษ์ของตัวเองเข้าไปในกายของเธอทันที
เจด้ากรีดร้องแล้วขยับหนี คนกระหายมองโคนตรงปลายที่ติดเลือดมา “เฮ้ย!”
“เธอไม่เคย” เจด้าส่ายหน้าแล้วยกผ้าห่มขึ้นปิดร่างกาย มองอีกฝ่ายที่กำลังด่าตัวเอง
“แล้วจะเอายังไงต่อดี” เธอที่หวาดกลัวเขา กลับกลัวพ่อแม่จะรู้มากกว่าจึงบอกไปว่า “ต่อให้จบเถอะ คุณบอกว่าแค่คืนเดียวนี่”
ในเมื่ออีกฝ่ายอนุญาตแล้ว มีหรือผู้ชายอย่างเขาจะปฏิเสธ
“ผมจะเบามือที่สุด” ตอนแรกเขาคิดว่าหญิงสาวจะเชี่ยวชาญ กลับกลายเป็นว่านี่เป็นครั้งแรกของเธอ เขาจึงต้องทำอย่างเบามือ ค่อย ๆ สอดใส่เข้าไปในตัวเธอทีละนิดจนมิด
“อื้อ” เจด้าสะดุ้งพร้อมแอ่นหน้าอกตอบรับอย่างอัตโนมัติ พีรพัฒน์ก้มลงดูดมันอย่างหื่นกระหาย เวลาผ่านไปเกือบชั่วโมง หลังจากนั้นจึงได้พบกับความเร่าร้อนที่เธอไม่เคยสัมผัสมาก่อน
เสียงเหนื่อยหอบของเจด้าทำให้คนตรงหน้ารู้สึกพอใจ เขามองหญิงสาวที่นอนหลับตาอย่างเหนื่อยล้า จึงก้มลงหอมแก้มเธออีกครั้ง อยากจะรังแกเธอให้มากกว่านี้ ให้สมกับความอัดอั้นที่สะสมมานาน หากเขาไม่กลัวแม่สาวน้อยจะตื่นตระหนกเสียก่อน คิดว่าคืนนี้เธอคงไม่ได้นอน
“ผมมีความสุขมาก”
เธอเหนื่อยแต่ก็ต้องคิดถึงวันข้างหน้า “ฉันไม่ติดค้างคุณแล้วนะ” เจด้าลืมตามองเขา
“ว่าแต่คุณพอมีตำแหน่งว่างในร้านบ้างไหม ฉันอยากทำงาน” สำหรับเจด้าเงินแค่หนึ่งพันบาทต่ออาทิตย์ไม่พอแน่ ๆ
พีรพัฒน์มองใบหน้างาม คิดว่าแค่เธอนอนกับเขา เขาก็พร้อมจะเลี้ยงดูเธออย่างดี
“ถ้าผมจะเลี้ยงดูคุณ...”
เจด้าส่ายหน้าแล้วลุกขึ้นไปใส่เสื้อผ้า
“คุณบอกว่าแค่คืนเดียว พวกเราก็ไม่จำเป็นต้องทำเรื่องแบบนี้อีก ฉันอยากทำงานหาเงินเอง คุณพอจะมีงานว่างไหม ถ้าไม่มีฉันไปหาที่อื่น ก็ได้”
โอ้ เด็ดเดี่ยวจริง ๆ พีรพัฒน์ไม่เคยเจอผู้หญิงแบบนี้มาก่อน ทั้งที่ถูกเขาพรากความบริสุทธิ์ แต่เธอกลับไม่คิดจะต่อรองหรือเรียกร้องเงินเพิ่ม หนำซ้ำยังของานเขาทำ ถ้าไม่ให้ก็พร้อมจากไปโดยง่าย
“ถ้าคุณอยากทำงาน ผมมีตำแหน่งว่างพอดี”
เจด้าหันไปมองร่างเปลือยที่เดินมายื่นนามบัตรให้ “พรุ่งนี้บ่าย สามโมงเข้ามาที่ร้าน ผมจะสอนงานคุณก่อนเริ่มงาน ร้านอาหารของเราส่วนมากให้บริการลูกค้าระดับสูง ดังนั้นจะผิดพลาดไม่ได้ เข้างานสี่โมง ออกงานตอนเที่ยงคืน”
เจด้าพยักหน้าเข้าใจ และรู้สึกโชคดีที่เวลางานกับตารางเรียน ไม่ชนกัน เธอจึงออกจากห้องแล้วกลับที่พักโดยไม่คิดจะหันกลับไปมองเขาเลยสักนิด
จนแล้วจนรอดเขาก็ลืมถามชื่อเธอ ถ้าเกิดเธอนึกกลัวแล้วไม่มาสมัครงานกับเขา เขาจะติดต่อหรือหาเธอได้ที่ไหนละเนี่ย
พีรพัฒน์นั่งเหม่อคิดถึงเรื่องเมื่อคืน เสียงมือถือดังขึ้น เขารีบรับสายก่อนจะนิ่งไปนานแล้วถามย้ำ
“คุณบอกว่าอะไรนะครับ”
“คุณพีรพล ญาติของคุณเกิดอุบัติเหตุใกล้กับมหาวิทยาลัย ชีพจรของเขาหยุดเต้นตั้งแต่ที่เกิดเหตุ ตอนนี้ถูกนำส่งโรงพยาบาลแล้ว ญาติกรุณามารับศพและทำเรื่องกลับนะคะ”
เป็นไปได้อย่างไร น้องชายเขาตายได้ยังไง ก่อนหน้านี้เพิ่งแวะมา ที่ร้าน คุยกันไม่ทันไรก็ขอตัวออกไปทำธุระข้างนอก จู่ ๆ ตายได้อย่างไร พีรพัฒน์วางโทรศัพท์และรีบไปโรงพยาบาล เขายังไม่อยากเชื่ออาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดก็ได้
ทว่าความจริงก็คือความจริง น้องชายของเขาเสียชีวิตแล้ว พีรพัฒน์ช็อกจนทำอะไรไม่ถูก ร่างไร้วิญญาณตรงหน้าเป็นญาติเพียง คนเดียวที่เขาเหลืออยู่ แล้วเขาจะบอกเรื่องนี้กับพ่อแม่ที่อยู่บนสวรรค์ว่าอย่างไร
แม้แต่น้องชายคนเดียวก็ยังปกป้องไม่ได้ ยิ่งคิดยิ่งเจ็บใจ เขาเอามือทุบกำแพงเพื่อระบายอารมณ์
“เกิดอุบัติเหตุได้ยังไง”
เขาถามเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เพิ่งเดินทางมาถึงเพื่อสอบปากคำ เขาได้รับคำตอบว่า “พวกเราตรวจสอบพบว่ากล้องวงจรปิดตรงบริเวณ ที่เกิดเหตุเสียพอดี แต่กล้องอีกตัวก่อนหน้านั้นจะเห็นว่ารถของคุณพีรพลขับมาด้วยความเร็วสูง”
แม่ง! กล้องจะมาเสียอะไรตอนนี้วะ เขาไม่เข้าใจ พอเห็นสีหน้าที่พร้อมจะอาละวาดของพีรพัฒน์ ตำรวจจึงรีบอธิบายต่อ “แต่คนที่เห็นเหตุการณ์บอกว่ามีนักศึกษาวิ่งตัดหน้ารถ ทำให้รถเสียหลักพุ่งชนเสาไฟฟ้า ตอนแรกผู้ตายยังมีชีวิตอยู่ แต่โชคร้ายมีรถอีกคันแล่นมาอัดด้านหลังทำให้น้องคุณเสียชีวิตคาที่”
พีรพัฒน์สะกิดใจกับคำว่านักศึกษา “ที่เขาบอกว่านักศึกษาวิ่ง ตัดหน้า คือใครครับ”
“ผมไม่ทราบ รู้แค่ว่าเป็นผู้หญิงสองคน พอเกิดอุบัติเหตุสองคนนั้นก็หายตัวไปเลย”
คนตายทั้งคน แต่ตัวต้นเหตุกลับหนีไปหน้าตาเฉยเนี่ยนะ เขาจะต้องสืบให้ได้ว่าผู้หญิงสองคนนั้นเป็นใคร ในเมื่อพึ่งตำรวจไม่ได้ ก็ต้องใช้วิธีของเขาเอง
“ถ้าญาติไม่ติดใจการตายแล้วกรุณาเซ็นชื่อรับทราบตรงนี้ครับ”
พีรพัฒน์มองเอกสาร “ตราบใดที่ผมยังไม่ทราบว่านักศึกษาที่เป็นต้นเหตุคือใคร ผมจะไม่เผาศพน้องชายผม”
ชายหนุ่มพูดจริงทำจริง เขาจะเอาคนทำผิดมาลงโทษให้ได้
อุบัติเหตุ คือสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่ตั้งใจ แต่ก็ใช่ว่าเธอไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบในการกระทำ หากเธอกับเพื่อนไม่วิ่งตัดหน้ารถ ผู้ชายคนนั้นก็คงไม่ตาย แม้จะรู้สึกผิด แต่ก็กลัวจนไม่รู้ว่าจะปรึกษาใคร เมื่อกลับถึงห้องพักก็พบว่าเพื่อนร่วมห้องหลับไปแล้ว โชคดีที่นี่ไม่ใช่หอในมหาวิทยาลัย ไม่อย่างนั้นเธอคงเข้ามาไม่ได้เพราะเลยเวลาทำการแล้ว เจด้ามองร่าง บนเตียงที่ขยับยุกยิก น่าจะยังไม่หลับ แต่คงกำลังโกรธเธอที่จู่ ๆ ก็เดินหนีออกมาจากร้าน แต่เจด้าไม่สนใจหรอก จึงไม่คิดที่จะพูดปรับความเข้าใจ
เธอหยิบผ้าขนหนูแล้วเดินเข้าห้องน้ำที่ขนาดพื้นที่เท่าแมวดิ้นตาย บอกตรง ๆ ห้องน้ำบ้านเธอยังใหญ่กว่าห้องพักนี้ด้วยซ้ำ เจด้ารู้สึกหงุดหงิด เพราะหันไปทางไหนเป็นต้องชนของล้มกระจาย ก้มเก็บหลายรอบจนเบื่อ พานให้โมโห จึงปล่อยเอาไว้เสียอย่างนั้นแล้วเดินออกจากห้องน้ำหลัง อาบเสร็จ
หยิบเสื้อนอนมาสวมก่อนล้มลงบนเตียงอย่างหมดแรง ความมืดยิ่งทำให้เจด้ารู้สึกกลัว พอหลับตาเคลิ้ม ๆ ก็นึกถึงเรื่องที่ตัวเองเคยถูกลักพาตัว ความหวาดกลัว เลือด และเสียงปืนที่ยังดังก้องอยู่ในหูเหมือนจะย้อนกลับมาอีกครั้งจนเธอสะดุ้ง ลุกขึ้นมาพร้อมกับเหงื่อที่แตกพลั่ก
เสียงมือถือดังพอดี ลุงลูคัสส่งข้อความมาว่าตอนนี้อยู่หน้าหอ หญิงสาวลุกขึ้นเดินไปที่ระเบียง มองลงไปด้านล่าง ใช่ลุงลูคัสจริง ๆ ด้วย
เจด้ารีบสวมชุดคลุมแล้วลงไปด้านล่าง “มีอะไรหรือคะคุณลุง”
“ผมแวะเอานี่มาให้ครับ ขอโทษที่มาช้าไปหน่อย”
เจด้ามองโคมไฟอันเล็ก ๆ ในมือคนขับรถ “ต้องอยู่ร่วมกับคนอื่นด้วย ผมเลยไม่ซื้ออันที่สว่างมาก แต่ก็จะไม่มืดเกินไปจนทำให้คุณหนู ฝันร้ายแน่นอน”
เจด้าฉีกยิ้มกว้าง รับโคมไฟมาถือ ลูคัสวางมือลงบนศีรษะเจด้าแล้วโยกเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู “ไปนอนได้แล้ว”
“ค่ะ” พูดจบเจด้าโน้มตัวจูบแก้มอีกฝ่ายตามความเคยชินตั้งแต่เด็ก ๆ
“ฝันดีนะคะ ลุงลูคัส” เธอยิ้มและยกมือโบกลา ลูคัสมองส่งเด็กสาวจนหายเข้าไปในบ้านแล้วจึงค่อยเดินกลับขึ้นรถก่อนจะโทร.รายงานเจ้านาย
“เรียบร้อยแล้วครับมาดาม”
เฮ้อ เป็นห่วงลูกแต่ก็ใช้เขาออกหน้าตลอด ไม่รู้ว่าจะปิดบังความรู้สึกของตัวเองไปทำไม ลูคัสขับรถออกไปโดยไม่สังเกตว่ามีรถเก๋ง อีกคันจอดซุ่มดูอยู่ข้างหอ
ชายหนุ่มในรถคันดังกล่าวเพ่งมองป้ายทะเบียนรถหรูที่ขับออกไปก่อนหันกลับมา เงยหน้ามองไปทางหน้าต่างห้องพักของหญิงสาวที่ตัวเองเพิ่งนอนด้วยเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนนี้
เจด้าขึ้นห้องแล้วเดินออกมารับลมที่ระเบียงโดยไม่รู้ว่ามีคนเฝ้ามองอยู่ พีรพัฒน์เปิดกระจกรถ ปล่อยควันบุหรี่ที่ตัวเองสูบออกนอกหน้าต่างพลางนึกในใจ “หึ...ที่แท้ก็เด็กเสี่ย แต่ทำไมไอ้โง่นั่นดันปล่อยให้บริสุทธิ์ มาได้จนถึงทุกวันนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะไม่มีน้ำยา ก็อาจถูกยายนี่หลอกยื้อเวลาเพื่ออัปค่าตัว”
พีรพัฒน์ยอมรับว่าเขาติดใจหญิงสาวคนนี้มากทีเดียว ด้านหนึ่ง ทีแรกก็รู้สึกสงสาร แต่อีกด้านเขาก็มองเธอเป็นแค่เหยื่อระบายความใคร่ เสียใจกับการตายของน้องชายแล้ว ยังต้องมาเจอผู้หญิงแบบนี้อีก สักครู่รถเก๋งคันงามก็แล่นออกไป งานศพน้องชายพีรพัฒน์เลือกจัดงานที่วัด ในกรุงเทพฯ เพราะโดยปกติน้องชายของเขาพักอยู่ที่นี่ และจะแจ้งข่าวให้ทราบเฉพาะคนสนิท ทำพิธีแค่สี่วัน เก็บศพไว้ไม่เผาจนกว่าจะเจอนักศึกษาสองคนต้นเหตุที่ทำให้น้องของเขาต้องตาย
เช้าวันถัดมาเจด้ามาตามนัด แต่เมื่อมาถึงก็พบว่าร้านปิดชั่วคราว มองจากป้ายแล้วเหมือนจะติดธุระด่วน เธอจึงโทร.ไปยังหมายเลขบนนามบัตรที่ชายหนุ่มให้ไว้
พีรพัฒน์ซึ่งเห็นภาพหญิงสาวกับชายวัยกลางคนเมื่อคืน พานให้เขาอดไม่ได้ที่จะพูดกับเธออย่างเย็นชา บอกเสียงเรียบ ๆ ไปว่าตนเองติดธุระด่วน ให้เธอมาอีกทีวันอาทิตย์
เจด้าวางสายพร้อมบ่นในใจ บ้าจริง ตอนนี้เธอเหลือเงินติดตัวแค่ห้าร้อยบาท อีกสี่วันกว่าจะถึงวันอาทิตย์ แล้วเงินจะเหลือถึงวันนั้นไหมล่ะ
นิ้วเรียวกดโทรศัพท์ ขอเพิ่มจากพ่อก็ได้ เชอะ แต่เมื่อคิดว่าตอนนี้แม่อาจอยู่กับพ่อ เธอก็เปลี่ยนใจ จะโทร.หาลุงลูคัส รายนั้นคงถูกสั่งห้ามไว้แล้วละ เลื่อนดูรายชื่อในโทรศัพท์ต่อก็เจอมาร์กัสกับมาร์คัส นี่แหละ ตู้เงินฉุกเฉินของฉัน หญิงสาวเลือกโทร.หามาร์คัส รอดตายแล้วเรา
ทว่าคนปลายสายขณะนี้กำลังซ้อมยิงปืนจึงไม่ได้ยินเสียงโทรศัพท์เพราะใส่ที่ครอบหู
“ว่าไง”
อ้าว เจด้างงที่ได้ยินเสียงมาร์กัสรับสายแทน เธอชะงักเล็กน้อยก่อนถามออกไป “มาร์คัสอยู่ไหน”
มาร์กัสมองไปทางคนที่กำลังซ้อมยิงปืนอย่างเอาจริงเอาจัง “ไม่ว่าง”
เจด้าที่ได้ยินเสียงปืนดังลอดเข้ามาก็ตกใจ “ออกมาจากตรงนั้น ได้ไหม”
มาร์กัสรู้ว่าอีกฝ่ายกลัวเสียงปืนจึงเดินไปยังอีกห้องหนึ่ง
“ตกลงมีเรื่องอะไร ถ้าไม่มีจะวางแล้วนะ”
“จะใจร้ายใจดำกับพี่ไปถึงไหน เอ่อ พอดีพี่มีเรื่องต้องใช้เงินด่วนน่ะ เราพอมีให้พี่ยืมไหม”
คำว่ายืมของเจด้าหมายถึงเอาไปแล้วไม่คืน แม้จะรู้อย่างนั้น มาร์กัสก็ขี้เกียจต่อล้อต่อเถียงจึงตอบรับสั้นๆ “อืม”
“แล้วจะเอายังไงดี”
เธอเพิ่งมาถึงเมืองไทยแค่ไม่กี่วัน ยังไม่ได้เปิดบัญชีธนาคาร มีแต่บัตรเครดิตนอกประเทศที่ถูกแม่ระงับการใช้งาน
มาร์กัสดูนาฬิกา “อีกครึ่งชั่วโมง พี่ไปรอที่หน้ามหา’ลัย ผมจะเอาไปให้”
ทำไมน้องชายเธอสองคนถึงได้มีอิสระมากกว่าเธอเนี่ย มีเงินใช้ ไปไหนมาไหนก็ได้ ทำไมมีแค่เธอที่โดนตัดสิทธิอยู่คนเดียว ไม่ยุติธรรม!
เจด้าบ่นพึมพำแต่ก็เดินไปรอหน้ามหาวิทยาลัย สักพักมาร์กัสก็มาถึง เขาลงจากรถ หยิบธนบัตรสีเทาหลายใบส่งให้พี่สาว พอเจด้าจะหยิบ อีกฝ่ายกลับยกมือขึ้นสูง
“อย่าบอกแม่นะ”
“บอกให้โง่สิ” เจด้าเขย่งตัวดึงเงินในมืออีกฝ่ายเก็บเข้ากระเป๋าตัวเองทันที
“พี่ก็ใช้ประหยัด ๆ หน่อยสิ ตอนนี้แม่ตรวจสอบการใช้เงินของเราสองคนอยู่นะ ถ้าแม่เห็นผมใช้เงินมากกว่าปกติ ต้องสืบจนรู้แน่ว่าเงินหายไปไหน”
“รู้แล้วน่า โอ๊ย ขี้บ่นเหมือนแม่เข้าไปทุกทีแล้วนะเราน่ะ ระวังจะ ไม่มีสาว ๆ มาชอบนะยะ”
มาร์กัสมองพี่สาวแล้วส่ายหน้า “พี่จะกลับหอเลยไหม ผมจะไปส่ง”
เจด้ามองน้องชายที่ตัวสูงกว่าเธอจนเหมือนเป็นพี่ชายมากกว่า “ไม่ละ มีทำรายงาน ต้องเข้าไปหาข้อมูลที่ห้องสมุด”
“ฮ่า ๆ ขยันเป็นกับเขาด้วยพี่เรา”
“หึ เป็นเพราะแม่บอกว่าถ้าพี่สอบได้คะแนนดีจะเพิ่มเงิน รายอาทิตย์ให้ต่างหาก”
เมื่อยืนส่งพี่สาวเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว มาร์กัสหันหลังจะขึ้นรถ ทว่าบังเอิญชนผู้หญิงคนหนึ่งเข้าจนหนังสือของอีกฝ่ายหล่นกระจาย
มาร์กัสกล่าวขอโทษและรีบก้มลงช่วยเธอเก็บหนังสือ ตาก็เหลือบไปเห็นพวงกุญแจหัวหยิกที่ห้อยกระเป๋าของอีกฝ่าย เขาลุกขึ้นส่งหนังสือให้เธอ หญิงสาวขอบคุณแล้วเดินจากไป
คงไม่บังเอิญขนาดนั้นมั้ง มาร์กัสได้แต่คิดในใจ ว่าจะเรียกชื่อเธอเพื่อถามแต่ก็เปลี่ยนใจ ขึ้นรถแล้วชายหนุ่มยังมองผ่านกระจกไปที่ หญิงสาวคนนั้น แม้จะมีส่วนคล้าย แต่คงไม่ใช่หรอก
โลกคงไม่กลมขนาดนั้น....
เงินที่น้องชายให้มาพอจะประทังชีวิตต่อได้สักพัก แต่ก็ต้องใช้อย่างจำกัดจำเขี่ย อย่างข้าวที่เคยกินมื้อละหมื่นก็เหลือจานละไม่ถึง ร้อยบาท เจด้าได้แต่รู้สึกเศร้ากับชีวิตอันแสนรันทดของตัวเอง
ช่วงแรกเธอรู้สึกแย่จริง ๆ เห็นอาหารในจานแล้วพานกินไม่ลง แต่กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง เมื่อไม่มีทางเลือกก็เริ่มชินไปเอง เอาตรง ๆ จานละไม่ถึงร้อยกลับรู้สึกอิ่มกว่าจานละเป็นหมื่นเสียอีก
เจด้ามองถาดอาหารที่มีกับข้าวให้เลือกมากมาย แต่เธอไม่ชอบกินไก่อีกทั้งยังแพ้กุ้ง จึงต้องเลือกมากกว่าคนอื่น กว่าจะได้เมนูที่ถูกใจคนที่คอยอยู่ก็กินไปครึ่งจานแล้ว
“รีบกินเร็วเข้า ไหนบอกว่าจะต้องไปทำงานอีก”
ลืมสนิทเลย วันนี้วันอาทิตย์ เธอนั่งทำการบ้านจนลืมเวลา พอยกนาฬิกาดูก็พบว่าใกล้บ่ายสามโมงแล้ว จึงรีบกินข้าวเพื่อไปตามนัดหมาย
มลฤดีมองเพื่อนร่วมหอพลางคิดในใจ แม้อีกฝ่ายจะดูแปลก ๆ ในบางครั้ง แต่นิสัยก็ไม่ได้แย่มากมาย จึงหันไปคุยกับเพื่อนคนอื่นต่อ
ร้านอาหาร Dark&Love Me ร้านอาหารหรูที่เธอเผลอเดินเข้ามา ในคืนนั้น ไม่คิดไม่ฝันว่าจะกลับมาที่นี่อีก แต่ในฐานะลูกจ้าง เพราะมัวแต่ยืนนิ่ง ทำให้คนด้านหลังที่ยืนคอยพูดขึ้น
“จะเข้าหรือไม่เข้า”
เจด้าหันไปตามเสียงด้านหลังก็พบว่าเป็นผู้ชายอายุรุ่นราว คราวเดียวกับเธอ ดูเหมือนจะเป็นนักศึกษาเหมือนกัน
“เธอทำงานที่นี่เหรอ” ผู้ชายคนนั้นถาม
“เพิ่งเริ่มงานวันแรกน่ะ แล้วนาย?”
“ผมทำงานที่นี่ได้สามเดือนแล้ว” ใบหน้านั้นยิ้มกรุ้มกริ่ม ยิ่งเห็นผู้หญิงตรงหน้าสวยสะดุดตาก็พยายามเก๊กหล่อโปรยเสน่ห์ คิดเข้าข้างตัวเองว่าหน้าตาดีแบบนี้ สาวที่ไหนเห็นเป็นต้องหลงทั้งนั้น
ทว่าวิธีนี้ใช้ไม่ได้ผลกับเจด้าที่เจอคนหล่อมามากมายจนชินตา หน้าแบบนี้ก็ได้แค่บทตัวประกอบเดินผ่านฉากเท่านั้นแหละ เธอมองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย ทำเอาอีกฝ่ายยิ้มค้าง หน้าแตกเล็กน้อย
“อะแฮ่ม เราเรียนอยู่ปีหนึ่งใช่ไหม พี่ชื่อเกมส์ เป็นรุ่นพี่ปีสาม”
อีกฝ่ายแนะนำตัวเองเสร็จสรรพแบบไม่ต้องถาม
“ฉันชื่อเจนค่ะ” เจด้าแนะนำตัวโดยใช้ชื่อสำรองแทนชื่อจริง ขณะกำลังจะถามข้อมูลต่อเรื่องงานในร้านก็มีเสียงกระแอมดังขึ้นจากด้านหลัง
“นี่ จะยืนคุยกันอีกนานไหม”
เจ้าของเสียงเป็นใครไม่ได้นอกจากเจ้านาย ลูกน้องจึงต้องรีบหลีกทางให้อีกฝ่ายเดินเข้าไปด้านใน
เจด้ามองอีกฝ่ายด้วยความรู้สึกโมโหเล็ก ๆ ที่เขาไม่มองหน้าเธอเลย แถมยังทำหน้าบูดเหมือนโกรธใครอยู่
เป็นรุ่นพี่อีกนั่นแหละที่เฉลย “น้องชายเจ้านายตายเมื่อสี่วันก่อนน่ะ เพิ่งเสร็จจากงานศพก็มาเปิดร้าน”
น้องชายตาย? มันทำให้เธอนึกถึงอุบัติเหตุวันก่อน แต่คงไม่บังเอิญขนาดนั้นหรอกมั้ง เจด้าสลัดความคิดบ้า ๆ ออกแล้วเดินเข้าไปในร้าน
สักพักพีรพัฒน์เรียกลูกน้องมารวมตัวกัน เขาพูดด้วยน้ำเสียงขุ่น
“ถึงไม่มีเจ้าพลแล้ว แต่งานในร้านก็ต้องเป็นระเบียบเรียบร้อยเหมือนเดิม คุณอร ผมต้องลงเกาะวันพรุ่งนี้ กว่าจะขึ้นมาอีกก็ประมาณ เจ็ดวัน เรื่องในร้านระหว่างนี้ผมให้คุณตัดสินใจ”
อรอุมาพยักหน้า สายตาเจ้านายหันไปมองพนักงานใหม่ “โดยเฉพาะคนที่มาใหม่ สอนงานเธอให้ดีล่ะ อย่าให้มีเรื่องผิดพลาดเด็ดขาด”
เจด้าเข้าใจทันทีว่าผู้พูดหมายถึงใคร เธอมองหน้าเขาพลางคิดว่าท่าทางการพูดและสีหน้าของอีกฝ่ายช่างแตกต่างจากคืนนั้นโดยสิ้นเชิง หรือเป็นเพราะเธอปฏิเสธเป็นเด็กเลี้ยงของเขา ทำให้เจ้าตัวไม่พอใจ
ได้แต่เก็บความสงสัยไว้ ในเมื่อตั้งใจมาทำงานก็ต้องทำตัวดี ๆ แล้วลืมเรื่องคืนนั้นเสีย เธอมาที่นี่เพื่อเงินเท่านั้น
พีรพัฒน์เห็นใบหน้าเรียบเฉยของหญิงสาวก็ยิ่งหงุดหงิดโดยไม่รู้ตัว สั่งงานเสร็จแล้วเขาจึงกลับเข้าห้องทำงานด้านใน แต่ยังคงแอบมองเธอผ่านกระจกที่กำลังเรียนรู้งานจากรุ่นพี่
เห็นแล้วหมั่นไส้ นักศึกษาที่ชื่อเกมส์ตามประกบรุ่นน้องเป็นเงา ไม่รู้ว่าสอนงานหรือทำอะไรกันแน่ เขาไม่ได้หึงหรอกนะ ก็แค่สมเพชผู้หญิงใจง่ายเท่านั้น
สักพักเขาก็กลับมาคิดเรื่องนักศึกษาที่เป็นต้นเหตุให้น้องชายเขาเสียชีวิต ไม่ว่ากล้องวงจรปิดหรือกล้องมือถือ กล้องหน้ารถ ไม่เจอหลักฐานใด ๆ เลย
ที่น่าแปลกคือพยานที่เห็นเหตุการณ์ ครั้นเขาไปสอบถามกลับปฏิเสธพัลวัน อ้างว่าจำผิด ผู้หญิงสองคนนั้นเป็นใครกันแน่ ทำไมถึงมีอิทธิพลสามารถปิดปากคนได้มากมายขนาดนี้
เจด้ายืนทบทวนรายการอาหาร คนที่เคยแต่สั่งคนอื่น เมื่อต้องมาเป็นฝ่ายจำเมนูให้ครบก็รู้สึกเบื่อ หลังจากที่พยักหน้าเหมือนเข้าใจไป สามรอบ ก็ถูกสั่งให้ไปประจำที่แผนกต้อนรับ
เสียงเจื้อยแจ้วของเธอพร้อมใบหน้าที่ดูเหมือนลูกครึ่งสะดุดตาลูกค้าหลายคน แขกที่มายิ้มตอบรับกันเป็นแถวโดยเฉพาะหนุ่ม ๆ ที่เหลียวหลังมองจนคอแทบเคล็ด คนที่อยู่ห้องด้านในมองผ่านกระจกแล้วก็ยิ่งทวีความหงุดหงิด เขายกมือถือขึ้นมา
“ใครใช้ให้เจนไปรับแขกด้านนอก”
อรอุมาตอบปลายสาย “อรเองค่ะ คิดว่าเด็กคนนั้นคงยังรับออร์เดอร์ไม่ได้ แต่หน้าตาเธอน่ารักน่าเอ็นดูดี อรเลยให้ไปยืนรับแขกด้านนอกแทนน่ะค่ะ”
“ใครบอกว่าน่ารักน่าเอ็นดูกัน หน้าตาบ้าน ๆ”
อรอุมาหันไปมองคนหน้าตาธรรมดาที่ยืนยิ้มต้อนรับแขก ถ้าแบบนั้นเรียกว่าหน้าตาบ้าน ๆ อย่างเธอจะเรียกว่าอะไรดี “แล้วคุณพีอยากให้เธอทำตำแหน่งอะไรล่ะคะ?”
น้ำเสียงหงุดหงิดด้านในเหมือนคิดไม่ออกจึงวางสายไปดื้อ ๆ อรอุมาจึงเรียกเจด้ากลับเข้ามาในร้านอีกที
“จะลองรับออร์เดอร์ดูไหม”
“ได้ค่ะ” คุณหนูผู้ทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง แต่ก็ไม่เคยกลัวสิ่งใดยกเว้นพ่อกับแม่ ขานรับอย่างกระตือรือร้นแล้วเดินไปหยิบสมุดจดออร์เดอร์พุ่งไปยังโต๊ะลูกค้าที่ยกมือเรียกพอดี
พีรพัฒน์นั่งตรวจบัญชีของร้านอยู่สักพัก ใกล้เสร็จเขาเงยหน้าและมองผ่านกระจกก็แทบจะลุกพรวดเมื่อเห็นพนักงานใหม่วิ่งไปโต๊ะนั้นทีโต๊ะนี้ทีเพื่อรับออร์เดอร์ ลูกค้าเยอะแบบนี้เป็นเรื่องปกติ แต่ที่ไม่ปกติคือลูกค้าผู้ชายทั้งหลายที่มองคนรับออร์เดอร์ด้วยสายตาหวานฉ่ำ น้ำลายแทบหก จนเจ้าของร้านต้องรีบลุกออกจากห้อง
เจด้าที่กำลังจะไปรับออร์เดอร์โต๊ะใหม่ถูกพีรพัฒน์จับแขนลากเข้าไปในห้องกระจก อรอุมาเห็นฉากเด็ดเต็มสองตาก็ได้แต่ยกมือปิดปาก ก่อนสั่งให้พนักงานคนอื่นไปรับออร์เดอร์แทน ใช่ว่าเธอจะจำหญิงสาว ในคืนนั้นไม่ได้หรอกนะ แต่ในเมื่อเจ้านายไม่พูด เธอก็ต้องทำไม่รู้ไม่เห็น
สมภารกินไก่วัดคืนนั้นเกิดหิวอีกรอบแล้วสินะ