1
ถนนสายกาญจนาภิเษกมุ่งตรงไปยังบางแคในเวลาสองนาฬิกาห้านาที เป็นเวลาที่มีรถสัญจรน้อย และรถแต่ละคันก็ทำความเร็วได้ค่อนข้างมาก หนึ่งในรถหลายสิบคันที่กำลังวิ่งอยู่บนถนน ใช้ความเร็วราวกับว่าอยู่ในสนามแข่งรถ ไม่ผ่อนความเร็ว ไม่เหยียบเบรค มีแต่จะเพิ่มความเร็ว ล้อยางรถเสียดสีกับพื้นถนนจนได้กลิ่นไหม้คละคลุ้ง เกิดควันจางๆ อยู่ตรงล้อรถด้วย ทว่าเจ้าของรถไม่คิดจะหยุดรถเพื่อความปลอดภัยของตัวเอง กลับเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วมากขึ้น ตามความเสียใจของเจ้าตัว
ก่อนหน้าที่รถปอร์เช่จะสำแดงเดชบนท้องถนน เจ้าของรถนามว่า อริศราหรือวุ้น ลูกสาวคนสุดท้องของเจ้าของตลาดรุ่งอุดม ตลาดสดค้าส่งและค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในย่านรังสิต และยังเป็นเจ้าของรีสอร์ตเดอะมูน รีสอร์ตที่ขึ้นชื่อว่าอยู่ท่ามกลางธรรมชาติและความสวยงามของดอกไม้นานาพันธ์ในจังหวัดเชียงราย ได้พบเจอกับเรื่องเจ็บปวดใจมากที่สุดในชีวิต เมื่อเห็นกับตาตัวเองว่า ภาสกร ทายาทห้างทองชื่อดังกำลังมีสัมพันธ์สวาทกับโคโยตี้หุ่นเร้าใจ หล่อนไม่รอฟังเหตุผล อริศราวิ่งออกจากห้องชุดของคนรักด้วยน้ำตานองหน้า พอขึ้นมานั่งบนรถได้ก็ทำความเร็ว ทะยานออกจากคอนโดสุดหรูไปบนถนนสายนี้ ขับเร็วราวกับว่ากำลังหนีความเจ็บปวดที่ได้รับ ทั้งที่รู้ว่าหนีเท่าไหร่ก็หนีไม่พ้น
“ฮือ...ฮือ” อริศราร้องไห้ด้วยความเสียใจ อีกเพียงหนึ่งเดือน หล่อนกับภาสกรก็จะเข้าประตูวิวาห์ ใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน แต่มาเกิดเหตุนี้เสียก่อน นั่นหมายความว่าจะไม่มีงานแต่งงานเกิดขึ้น เรื่องภาสกรนอกใจ อริศราได้ยินมาระยะหนึ่งแล้ว ความเชื่อใจและไว้ใจคนรัก ทำให้หล่อนเลือกเชื่อใจคู่หมั้น
จนเมื่อหนึ่งชั่วโมงครึ่งที่ผ่านมา รัตนามณีเพื่อนสนิทได้ส่งคลิปวีดิโอมาให้ตน ในคลิปมีภาพของภาสกรโอบกอดผู้หญิงหน้าตาดีออกจากผับ พากันขึ้นรถแล้วขับออกจากลานจอดรถของผับ ดูเหมือนว่า รถยนต์ของภาสกรจะถูกแอบติดตั้งกล้องภายในรถยนต์ เนื่องจากมีคลิปภาพเหตุการณ์ในรถด้วย รวมทั้งคำพูดที่ภาสกรพูดถึงตนในทางไม่ดีให้หญิงสาวคู่ขา คำพูดหนึ่งที่ทำให้หล่อนเสียใจมากที่สุดคือ ภาสกรไม่ได้รักตน การแต่งงานคือการพยุงฐานะของเขาเท่านั้น
อริศราไม่คิดว่าคลิปที่เพื่อนรักส่งมาให้คือภาพตัดต่อ หล่นอยากเห็นด้วยตาตัวเอง จึงมาคอนโดของภาสกร และได้เห็นทุกอย่างเต็มสองตา
“ฮือ...ฮือ” เสียงร้องไห้ยังคงดังก้องรถ ความเร็วรถก็ยังคงเท่าเดิม กลิ่นไหม้ล้อรถเริ่มรุนแรงมากขึ้น และเข้าในห้องโดยสาร ทว่าอริศราหาได้สนใจ หรืออาจพูดได้ว่า หล่อนอยู่ในภาวะอารมณ์ที่ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง นอกจากอารมณ์ความรู้สึกของตัวเอง แต่คนที่อยู่นอกรถกลับเห็นและบีบแตรให้อริศรารู้ตัว
ณ ขณะนั้นมีรถยนต์สองคันแล่นมาด้วยความเร็วพอๆ กัน รถยนต์คันแรกเป็นรถเอนกประสงค์เจ็ดที่นั่ง ที่ขับรถราวกับว่ากำลังจะหนีรถสปอร์ตคาร์ราคาหลักสิบล้านที่ขับตามอย่างไม่ลดละ รถอเนกประสงค์เหยียบจนแทบจะมิดเท้า แซงรถปอร์เช่ของอริศราที่เกิดอาการสั่น ไม่ทรงตัวเริ่มปัดไปซ้ายทีขวาที เจ้าของรถหรูเกิดความตกใจ ตั้งใจจะผ่อนความเร็ว ทว่าเกิดเรื่องไม่คาดคิดเสียก่อน
“ว้าย! กรี๊ด!” ก้อนอิฐที่ตกอยู่กลางถนนคือสาเหตุทำให้รถยนต์ของอริศราเสียหลัก แฉลบไปอีกเลนหนึ่ง เป็นเลนที่รถสปอร์ตคาร์ขับมาด้วยความเร็วสูงพอดี ซึ่งรถอีกคันหนึ่งนั้น เบรกไม่ทัน...เบรกไม่ทำงานต่างหาก
โครม!
เกิดเสียงดังโครมใหญ่ รถสองคันชนกันอย่างแรง หมุนเคว้งหลายรอบก่อนที่รถสปอร์ตคาร์จะไปชนกับรถบรรทุกที่จอดเสียอยู่ริมข้างทาง ส่งผลให้กระโปรงหน้ารถหรูยุบตัวมาถึงตรงส่วนคนขับที่ฟุบหน้าอยู่กับพวงมาลัยรถ ส่วนรถยนต์ปอร์เช่ของอริศราหยุดลงกลางถนน มีรถเก๋งที่เหยียบเบรคไม่ทันชนท้าย ความที่อริศราไม่ได้สวมเข็มขัดนิรภัย และกระจกหน้ารถเกิดความเสียหายจากการปะทะ ส่งผลให้ร่างหล่อนลอยออกมาจากรถ มานอนนิ่งอยู่บนพื้นถนน
อีกห้านาทีต่อมา รถอาสาร่วมมูลนิธิสองคันและมอเตอร์ไซร์อีกสองคันมาถึงที่เกิดเหตุ ต่างช่วยกันดูอาการคนเจ็บที่มีสองรายคือ อริศราและคนที่ติดอยู่ในรถสุดหรูอีกคัน อริศราถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล ส่วนอีกรายหนึ่งทางเจ้าหน้าที่มูลนิธิเพิ่งมารู้ว่า กำลังตั้งครรภ์ถูกส่งตัวไปยังโรงพยาบาลในอีกยี่สิบนาทีต่อมา ข่าวร้ายคือ สาวตั้งครรภ์เสียชีวิต ข่าวดีคือ แพทย์สามารถช่วยชีวิตทารกน้อยในครรภ์ได้ราวกับปาฏิหาริย์
อุบัติเหตุในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่อริศราจะนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลร่วมหนึ่งเดือน ความไม่ตั้งใจของหล่อนกำลังย้อนกลับมาทำร้ายครอบครัวของหล่อน ชนิดที่ว่าต้องจำไปจนวันตาย
หกปีต่อมา
“พอแล้วครับนายหัว เดี๋ยวมันตาย”
หนุ่มรีบร้องห้ามนายหัวเมืองแมน ที่ใช้บาทากระแทกไปบนท้องของจุ้ย อดีตลูกน้องที่เข้ามาลักขโมยรังนกไปขาย ไม่เพียงแค่นั้นยังทำระยำข่มขืนสำเภา น้องสาวของอนันต์หรือพัน ลูกน้องบนเกาะ ทั้งที่สำเภาสติไม่สมประกอบ พอเมืองแมนจับตัวได้จึงถูกนำมาที่เกาะเพื่อสำเร็จโทษในแบบฉบับของเขา
ฉบับโหดสุดทมิฬ
“เออ ให้มันตายคาตีนกูนี่แหละ เสือกทำระยำดีนัก” เมืองแมนเสียงเดือด ยกฝ่าเท้าขึ้นสูงแล้วกระแทกซ้ำไปบนท้องของจุ้ย “มันจะได้จำขึ้นใจว่า อย่าลองดีกับกู”
หนุ่มได้แต่ยืนมอง อยากยื่นมือเข้าช่วยแต่ก็ไม่กล้า และรู้ดีว่า เมืองแมนคงไม่หยุดการกระทำของตัวเอง อีกทั้งความผิดของจุ้ยก็มากเสียด้วย ลำพังแค่ขโมยรังนกไปขายยังพอทนไหว แต่นี่จุ้ยข่มขืนสำเภาที่ไร้ทางสู้ได้อย่างเลือดเย็น ความผิดนี้เองที่ทำให้เมืองแมนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แล้วไม่คิดให้อภัยจุ้ยด้วย
“นายหัวครับ พร้อมแล้วครับ” เดชา ลูกน้องอีกคนหนึ่งของเมืองแมนเดินมาบอกเจ้านายที่หันมามองหน้า จากนั้นก็หันไปมองคนที่อยู่ใต้ฝ่าเท้า
“มึงเตรียมตัวตายได้เลยไอ้จุ้ย”
2
“ผมวะ...ไหว้ล่ะ...ครับ...ยะ...อย่า...อย่าทำผะ...ผมเลย...ผมขะ...ขอโทษ” จุ้ยละล่ำละลักขอความเมตตาจากเมืองแมน รวบรวมกำลังยกมือไหว้อดีตเจ้านายที่เขาเองก็รู้นิสัยดีว่า เป็นอย่างไร
“กูคิดว่า สำเภาก็คงร้องขอมึงเหมือนกัน แล้วมึงให้หรือเปล่าล่ะ มึงรู้ทั้งรู้ว่าสำเภาเป็นยังไง มึงยังทำมันได้ มึงมันชั่วโดยกมลสันดาน คนไม่เหี้ยจริงทำเรื่องแบบนี้ไม่ได้” เมืองแมนเสียงเข้ม สายตาที่มองจุ้ยไม่มีความเมตตาสักนิดเดียว “ถ้ามึงทนไหว มึงก็รอด ถ้าไม่ไหวก็ตายห่าไปซะ ไอ้เดชพามันไป”
“ยะ...อย่าครับ...ผะ...ผมสำ...สำนึกผิด...แล้ว”
จุ้ยพูดไปเลือดก็ทะลักออกไปจากปากไป เนื่องจากเมืองแมนส่งของแถมมาอีกชุดใหญ่ ทว่าเสียงที่เปล่งออกไปไม่อาจทำให้เมืองแมนเปลี่ยนใจได้ จุ้ยถูกเดชากับสมชายลากไปตามผืนทรายไปยังริมชายหาดที่มีเรือเร็วจอดลอยคออยู่
ปลายเท้าของจุ้ยทั้งสองข้างถูกมัดรวบไว้ด้วยเชือกเส้นใหญ่ ปลายเชือกอีกด้านเป็นตะขอเกี่ยวไว้กับเหล็กท้ายเรือเร็ว เมื่อเดชาจัดการจุ้ยเรียบร้อย เขาได้เดินไปขึ้นเรือเร็ว ติดเครื่องยนต์ ทะยานความเร็วออกไปทันที
เมืองแมนนั่งสูบบุหรี่มองดูการลงโทษคนชั่วอย่างสบายอารมณ์บนขอนไม้ใต้ต้นมะพร้าว โดยมีหนุ่มนั่งมองภาพนั้นด้วย ส่วนลูกน้องและคนงานบนเกาะอีกราวยี่สิบชีวิตต่างยืนมองดูจุ้ยที่ถูกเรือเร็วลากอยู่บนทะเลแล้วแทบจะกลืนน้ำลายไม่ลงคอ สมองหวาดกลัวกับความโหดของคนเป็นเจ้านายที่ใครต่างก็รู้ดีว่า ป่าเถื่อนมากแค่ไหน จึงไม่มีใครกล้ายุ่งกับเกาะบ้านไม้ ใครกล้าแหยมมา เจอเมืองแมนจัดการซะหัวหดตดหาย
การลงโทษจุ้ยครั้งนี้ เมืองแมนเลือกใช้วิธีทนได้ก็รอด ทนไม่ได้ก็ตาย จับจุ้ยผูกกับเรือเร็ว แล้วให้เดชาขับเรือออกทะเลในลักษณะวงกลมที่กะยะระเส้นผ่านศูนย์กลางสองร้อยเมตรเป็นจำนวนห้ารอบ หากจุ้ยทนการสำลักน้ำทะเลและทนความเจ็บปวดจากร่างกระแทกผืนน้ำทะเลได้ก็ถือว่ารอด เมืองแมนจะส่งจุ้ยให้ตำรวจจัดการดำเนินคดี แต่ถ้าไม่รอดเมืองแมนก็จะเอาศพของจุ้ยไปเป็นอาหารเสือที่เขาเลี้ยงไว้ในถ้ำ ทิ้งหลักฐานไว้ในท้องเสือ
เดชานำเรือเร็วมาจอดยังจุดเดิม กระโดดลงมายืนในน้ำแล้วเดินไปปลดตะขอ จากนั้นก็ลากร่างจุ้ยที่ตอนนี้พูดได้ว่าสะบักสะบอมขึ้นฝั่ง ก่อนเดินมาหาเจ้านายที่ปาบุหรี่ลงบนพื้นทรายใช้เท้าขยี้เพื่อให้ไฟบุหรี่ดับ
“ร่อแร่ครับนายหัว” เดชารายงาน
“ทิ้งมันไว้ที่นี่ รอดูพรุ่งนี้เช้าถ้ามันตายก็เอาไปให้ไอ้ใหญ่กิน แต่ถ้าไม่ตายมึงก็พามันไปส่งตำรวจ” เมืองแมนสั่ง “ไปกินข้าวกันดีกว่า กูออกแรงกระทืบมันไปเยอะ หิวข้าวฉิบหาย”
พูดจบก็ลุกขึ้นยืนหมุนตัวเดินไปยังโรงครัวที่อยู่ไม่ไกลจากท้ายเกาะมากนัก ไม่คิดแม้แต่จะเดินไปดูจุ้ยที่นอนอยู่กลางแดด เพราะคิดว่าแค่นี้ก็เมตตาปรานีมากพอแล้ว โดยมีลูกน้องและคนงานบนเกาะเดินตามไปเป็นพรวน
ในขณะที่เจ้าของเกาะกับลูกน้องกำลังเดินไปทานอาหาร หน้าเกาะมีเรือเร็วลำหนึ่งแล่นมาจอดใกล้กับเรือประมงลำใหญ่ ก่อนที่คนบนเรือจะกระโดดลงมาแล้วเดินขึ้นไปบนชายหาด จุดหมายของฉัตรคือ นำข่าวที่ไปตามสืบมาถ่ายทอดให้เมืองแมนรับรู้
“อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย...ข้าพเจ้าขออุทิศผลบุญผลกุศลที่ทำในวันนี้ให้แก่ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้า ขอให้ญาติทั้งหลายของข้าพเจ้าจงมีความสุขกายสุขใจเถิด และขอให้ผลบุญแผ่ไปถึงคุณปาริชาติ ศักดิ์สันติและ ขออุทิศบุญกุศลจากการเจริญภาวนานี้ให้แก่เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายของข้าพเจ้า ที่ข้าพเจ้าได้เคยล่วงเกินท่านไว้ ตั้งแต่อดีตชาติจนถึงปัจจุบันชาติ ท่านจะอยู่ภพใดหรือภูมิใดก็ตาม ขอให้ท่านได้รับผลบุญนี้ แล้วโปรดอโหสิกรรม และอนุโมทนาบุญแก่ข้าพเจ้าด้วยอำนาจบุญนี้ด้วยเทอญ”
เสียงกรวดน้ำดังผ่านปากสตรีวัยยี่สิบเก้าปีที่ทุกเช้าหล่อนจะต้องตื่นมาทำกับอาหารใส่บาตรด้วยตัวเอง เมื่อใส่บาตรพระสงฆ์เสร็จ อริศราก็จะมานั่งยองๆ กรวดน้ำใต้ต้นลีลาวดีที่ปลูกอยู่ในบ้าน จากนั้นก็นำน้ำที่กรวดรดลงบนต้นไม้
“ฉันหวังว่าคุณจะได้รับผลบุญที่ฉันทำให้นะคะ และจะอโหสิกรรมให้ฉัน”
ทุกครั้งหลังกรวดน้ำ อริศราจะพูดประโยคนี้ หล่อนหวังว่า การทำบุญทุกครั้งของตนผลบุญจะเผื่อแผ่ให้ปาริชาติ สตรีที่หล่อนขับรถชนเมื่อหลายปีก่อน เป็นความผิดที่หล่อนไม่มีวันลืม แม้ว่าในทางคดีความจะยุติลงแล้วก็ตาม
“คุณวุ้นคะคุณวุ้น คุณว่าอาระวาดอีกแล้วค่ะ” ตาลวิ่งหน้าตาตื่นมาบอกอริศราที่ถอนหายใจออกมาทันที เจ้านายสาวไม่มีคำใดเอ่ยกับสาวใช้ หล่อนลุกขึ้นยืนก้าวเดินเข้าไปในบ้านหลังใหญ่สมฐานะ “ให้ตาลเข้าไปเป็นเพื่อนนะคะ เผื่อคุณวุ้นไม่ไหว”
ตาลบอกอริศราเมื่อเดินมาถึงหน้าห้องพักของอภัสรี พี่สาวฝาแฝดของอริศราที่มีนิสัยต่างกันราวฟ้ากับเหว ไม่ใช่สิต้องพูดว่า ต่างกันราวกับสวรรค์กับนรกมากกว่า
“ขอบใจนะ” อริศราหันมายิ้มอ่อนให้สาวใช้ ก่อนที่ทั้งคู่จะเดินเข้าไปในห้องนอนของอภัสรีที่เวลานี้ ข้าวของกลาดเกลื่อนพื้น ของบางอย่างแตกหักได้รับความเสียหาย เสียงเจ้าของห้องดังแผดก้อง ภาพตรงหน้าทำให้สองสาวต่างฐานะรีบวิ่งไปห้ามปรามคนกำลังคลั่ง
3
“อีต่าย มึงกล้าขัดใจกูเหรอ พ่อแม่กูยังไม่กล้าเลย มานี่ กูจะตบมึงให้หน้าแหกเลย” อภัสรีจิกเส้นผมกลางหัวต่าย กระชากเข้าหาตัว หมายจะตบหน้าอีกฝ่าย ทว่ามือของอริศราจับมือพี่สาวเอาไว้มั่น ใช้แขนอีกข้างรัดเอวพี่สาวไว้ ส่วนตาลรู้หน้าที่ รีบไปแกะมือของอภัสรีออก จากนั้นก็ดึงตัวต่ายให้ออกห่างคนจ้องทำร้าย
“พี่ว่า พอแล้วค่ะพอแล้ว”
อริศราห้ามพี่สาว ทว่าแรงน้อยนิดของหล่อนไม่อาจสู้แรงฤทธิ์คนกำลังคลั่งได้ อภัสรีสะบัดตัวเองไม่กี่ครั้ง แถมยังใช้ปลายเท้ากระแทกลงไปยังเท้าของน้องสาว ส่งผลให้อริศราคลายแขนออกจากร่างพี่สาวที่หมุนตัวผลักอีกฝ่ายจนกระเด็นลงไปนั่งก้นจ้ำเบ้าบนพื้นห้อง
“อีวุ้น มึงกล้าห้ามกูเหรอ มึงสาระแนนัก อย่างนี้ต้องโดนตบ” อภัสรีขึ้นคร่อมร่างน้องสาว ใช้มือข้างหนึ่งบีบคอ อีกข้างหนึ่งเงื้อมือตั้งใจจะตบสั่งสอนคนชอบห้าม ต่ายกับตาลเห็นดังนั้นจึงรีบวิ่งมาจับแขนของอภัสรีคนละข้างแล้วดึงรั้งสุดแรง
“คุณวุ้นไปเอายามาค่ะ คุณว่าเอายาทิ้งชักโครกหมดเลย เร็วค่ะคุณวุ้น” อริศรายันตัวลุกขึ้นยืน ก่อนจะก้าวเท้าวิ่งไปยังห้องนอนของตัวเองที่อยู่ตรงกันข้าม หล่อนดึงลิ้นชักหัวเตียงออกมา หยิบขวดยาขวดเล็กที่ภายในขวดมียาน้ำสีขาวบรรจุอยู่ แล้วหยิบซองเข็มฉีดยาออกมาฉีก รีบปักลงไปบนฝาขวดแล้วดึงสลิงให้ยาในขวดย้ายมาอยู่ในเข็มฉีดยาแทน แล้วเสร็จก็รีบวิ่งไปยังห้องของพี่สาว ที่ตอนนี้ถูกตาลนั่งคร่อมร่าง ส่วนต่ายนั่งจับข้อมือของคนคลั่งให้ตรึงเหนือศีรษะ
“ฉีดเลยค่ะคุณวุ้น ต่ายกับตาลล็อคตัวไว้แล้ว”
ต่ายบอก
“ปล่อยกูนะ ปล่อยกู อีวุ้นมึงอย่าฉีดนะ” อภัสรีเสียงแข็งใส่ ทว่าอีกอึดใจต่อมา น้ำเสียงแปรเปลี่ยน “วุ้นอย่าฉีดยาพี่นะ อย่าฉีด พี่ขอร้อง”
อริศราใจเริ่มอ่อน เมื่อได้ยินเสียงอ้อนวอนของพี่สาว และยิ่งเห็นน้ำตาของคนเป็นพี่ด้วยแล้ว ใจหล่อนยิ่งอ่อนยวบเข้าไปอีก มือที่ถือเข็มฉีดยาเริ่มสั่น
“คุณวุ้นเร็วค่ะ ฉีดเลยค่ะ” ต่ายเร่ง
“อีวุ้น มึงอย่าทำตามมัน ปล่อยกูนะปล่อย”
อภัสรีเปลี่ยนโหมดอารมณ์ ฉุนเฉียวและสะบัดตัว ท่าทีของพี่สาวตอนนี้เองที่ทำให้อริศราตัดสินใจฉีดยาลงไปบนท้องแขนของคนเป็นพี่จนหมดหลอด
“วุ้นขอโทษนะพี่ว่า วุ้นขอโทษ”
ยาที่อริศราฉีดให้อภัสรีคือยานอนหลับที่ยาค่อยๆ ออกฤทธิ์ทีละน้อย แรงดิ้นของอภัสรีน้อยลง เสียงก่นด่าก็เช่นกัน ค่อยๆ เบาลงและเบาลงจนเงียบเสียงไป
“โห กว่าจะหมดฤทธิ์ แทบตาย” ต่ายทรุดตัวนั่งบนพื้นอย่างหมดแรง มองดูอภัสรีที่เวลานี้หมดฤทธิ์อาระวาด
“คุณวุ้นเป็นอะไรหรือเปล่าคะ” ตาลถามเจ้านายนิสัยดี
“ฉันไม่เป็นไร ช่วยกันอุ้มพี่ว่าขึ้นไปนอนบนเตียงเถอะ” สองสาวใช้ทำตามที่อริศราสั่ง ทั้งสองช่วยกันแบกร่างคนนอนหลับขึ้นไปนอนบนเตียง โดยมีอริศราช่วยอีกแรง
“คุณวุ้นต้องไปเอายาให้คุณว่าใหม่นะคะ เธอเททิ้งชักโครกหมดเลยค่ะ ไม่เหลือสักเม็ด” ต่ายบอกนายสาวที่ถอนหายใจพรืดยาว “ต่ายไม่ดีเองค่ะ ต่ายเผลอให้คุณว่าเห็นที่เก็บยาค่ะ เธอเลยเอายาไปทิ้ง”
“ไม่เป็นไร ไม่ใช่ความผิดของต่ายหรอกนะ ถึงพี่ว่าไม่เห็นยาก็ไม่ใช่ว่าจะยอมกินยาง่ายๆ”
วิธีทำให้อภัสรียอมทานยาคือ ใส่ยาในอาหารหรือเครื่องดื่ม ซึ่งก็ยังดีกว่าที่ไม่ทานยา เพราะหากไม่ทานยา นั่นหมายถึงอาการทางประสาทจะกำเริบ อาระวาดอย่างที่เห็น จะมีน้อยครั้งที่อภัสรียอมทานยาเอง จังหวะที่ต่ายผสมยาลงไปในน้ำส้มคั้น อภัสรีคงเห็นจึงไม่ยอมดื่มน้ำ และเอายาที่เหลือไปทิ้งชักโครก
“คุณวุ้นไปพักผ่อนเถอะคะ ต่ายกับตาลจะดูแลคุณว่าเอง อีกนานกว่าเธอจะตื่น”
“ฉันคงไปเอายาให้พี่ว่าน่ะ อ้อ...ฉันเพิ่งนึกขึ้นได้ว่ามียาสำรองไว้สองเม็ด ถ้าพี่ว่าตื่นก่อนฉันมาก็เอาผสมน้ำเปล่าใส่น้ำอุทัยให้พี่ว่าดื่มนะ พี่ว่าชอบดื่มน้ำอุทัยคงไม่สงสัยหรอกว่ามียา แล้วฉันจะรีบไปรีบกลับนะ”
“ค่ะคุณวุ้น” ต่ายรับคำสั่ง
“ตาลตามฉันมาเอายานะ” ตาลเดินตามเจ้านายสาวออกไปจากห้อง
ความแตกต่างของสองฝาแฝดมีเพียงอย่างเดียวคือ นิสัยใจคอ อภัสรีแฝดคนโตมีนิสัยเอาแต่ใจตัวเอง อยากได้อะไรต้องได้ แม้ว่าสิ่งที่ตนอยากได้จะผิดศีลธรรมหล่อนก็ไม่แคร์ ปากร้ายและใช้ถ้อยคำหยาบคายเวลาโมโห ส่วนสาเหตุที่ทำให้อภัสรีเป็นโรคประสาทคือ หล่อนผิดหวังกับความรักครั้งแรกและเป็นครั้งเดียวที่ทุ่มเทให้กับผู้ชายคนหนึ่ง ถึงขนาดโกหกทางบ้านนำเงินไปปรนเปรอหลายล้านบาท แต่สิ่งที่ได้รับกลับมาคือการหลอกลวง เมื่อรักมาก ผิดหวังมาก อภัสรีจึงคลุ้มคลั่ง อาระวาดเนืองๆ จนต้องใช้ยาระงับประสาทเรื่อยมาจนถึงทุกวันนี้
ส่วนแฝดน้องมีนิสัยตรงกันข้าม อริศราเป็นผู้หญิงจิตใจงดงาม วาจาที่เอื้อนเอ่ยนุ่มนวลอ่อนหวานตามกิริยามารยาท หัวอ่อน ทว่าหากเชื่อใจใคร ต่อให้ใครมาพูดในทางที่ไม่ดี หล่อนก็จะไม่เชื่อจนกว่าจะได้เห็นกับตา ได้ยินกับหู เช่นเรื่องภาสกร อดีตคู่หมั้น หลายปากกล่าเตือน แต่หล่อนไม่เชื่อ จนกระทั่งเห็นกับตาตัวเอง และคืนนั้นก็ทำให้ชีวิตของหล่อนเปลี่ยนไป
อุบัติเหตุคืนนั้นเป็นคืนที่อริศราไม่มีวันลืม หล่อนทำให้คนๆ หนึ่งต้องเสียชีวิตลงเพราะความประมาทของตนเอง แม้ว่าจะยอมรับผิดและไม่ต้องการสู้คดี ทว่าอุดมกับรุ่งทิวา บิดามารดาไม่ยอมให้ตนติดคุกง่ายๆ จึงจ้างทนายความและหาหลักฐานมากล่าวอ้างกับศาลว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุบนถนน ซึ่งในความเป็นจริงก็ใช่