“เป็นยังไง พออยู่ได้ไหม”
ห้องพักสีขาวสะอาดตา ขนาดกว้างพอสมควร แถมมีห้องน้ำในตัวด้วย...อย่าว่าแต่พออยู่ได้เลย พริมาไม่คิดว่ามันจะดีถึงขนาดนี้ต่างหาก
“หนูอยู่ได้ค่ะ ห้องน่าอยู่มาก”
“งั้นเอาของเข้าไปเก็บ แล้วแพงจะพักผ่อนหรือทำอะไรก็ตามสบายนะ พรุ่งนี้เช้าน้าจะพาไปพบคุณยายเจ้าของบ้าน”
หญิงวัยกลางคนที่พริมาได้เจอเป็นครั้งแรกนั้นบอกอย่างใจดี ถ้าหากเธอไม่ใช่น้าสาวแท้ๆ ของเพื่อนสนิทและเจ้าตัวไม่มาส่งถึงหน้าประตูรั้ว พริมาคงไม่กล้าขอมาอาศัยอยู่ด้วยอย่างแน่นอน
“ห้องนี้มีใครอยู่กับหนูอีกไหมคะ”
“ไม่มีหรอก ห้องนี้เป็นห้องพักของคนทำงานบ้าน เจ้านายของที่นี่ใจดี ไม่ถือตัว เรียกว่าเป็นคนรวยที่นิสัยดี เขาดูแลการกินอยู่ของพวกเราดี ถือว่าสบายเลยแหละ”
“ดีจังเลยค่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นหนูก็อยากอยู่ทำงานด้วยนานๆ เสียแล้วสิ”
“เราจะอยากทำงานบ้านเหมือนน้าไปทำไม เดี๋ยวเราก็มีอนาคตดีๆ พอเรียนจบมหาวิทยาลัยก็จะได้งานดีๆ ทำ เราจะมีสังคมคนระดับเดียวกัน ถึงตอนนั้นคงมีบ้าน มีรถ มีอะไรเป็นของตัวเอง ไม่ต้องมาอาศัยเขาอยู่แบบนี้”
พิมพ์ใจร่ายยาว แค่ได้พูดคุยกันไม่กี่คำ เธอสรุปได้ว่าเด็กสาวคนนี้ต่างกับหลานสาวของตัวเองนัก คนหนึ่งโผงผางอารมณ์ดี ขณะที่อีกคนท่าทางเรียบเย็น บุคลิกนุ่มนิ่ม แถมผิวพรรณก็เกลี้ยงเกลาผิดกับลูกหลานชาวบ้านนัก ถึงแม้หลานสาวของเธอยืนยันว่าทั้งสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน...แต่พิมพ์ใจลงความเห็นว่าคงเป็นเพื่อนสนิทที่นิสัยต่างกันสุดขั้วกระมัง
ขณะที่คิดเพลินๆ เสียงเบาหวิวก็แทรกเข้ามา พิมพ์ใจถึงกับงุนงงทีเดียว
“หนูคงไม่เรียนหนังสือแล้วค่ะ”
“อ้าว! ทำไมล่ะ ทำไมไม่เรียนต่อ เราสอบเข้ามหา’ลัยได้แล้วไม่ใช่เหรอ ถึงน้าจะไม่เคยเรียนมหา’ลัย แต่ก็รู้ว่ากว่าจะสอบเข้าไปได้ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ที่สำคัญ...น้าบอกคุณยายไปว่าแพงมาเรียนหนังสือในกรุงเทพฯ แต่ค่าหอพักแต่ละที่มันแพงมาก เลยจะขอมาอยู่ด้วยกัน...ถ้าเป็นอย่างนี้ มันก็ไม่ถูกต้องน่ะสิ”
พริมาหน้าจ๋อย หล่อนตัดสินใจบอกทุกเรื่องไปตามตรง หวังจะให้ทุกคนเข้าใจสภาพจนทางเลือกของตัวเอง
“หนูขอโทษน้าพิมพ์ด้วยค่ะ หนูเพิ่งตัดใจเรื่องเรียนได้ เพราะมันไม่มีทางเลยจริงๆ หนูขอเปลี่ยนมาทำงานเต็มเวลากับน้าได้ไหมคะ หนูทำงานบ้านได้ ดูแลคนแก่ก็ได้ค่ะ ตอนย่ายังอยู่ หนูก็ดูแลย่าเอง ความจริงหนูก็เสียดายที่ไม่ได้เรียนต่อ หนูอยากเรียนหนังสือมาก แต่ถึงได้พักที่นี่แล้ว พอนึกถึงค่าเทอมและค่าใช้จ่ายอื่นๆ หนูก็ยังสู้ไม่ไหว หนูทำเรื่องกู้ยืมไม่ทันค่ะ” เสียงของเด็กสาวสั่นเครือจนคนฟังใจอ่อนยวบ อดที่จะสงสารเจ้าตัวไม่ได้
“เวรกรรมจริงๆ แล้วย่าเราไม่ได้ให้เงินทองติดตัวไว้บ้างหรือ”
“ไม่ได้ให้ไว้ค่ะ ย่าจากหนูไปกะทันหันมาก...พอย่าเสีย หนูก็ต้องย้ายออกมาเลย มีแต่เสื้อผ้ากับของใช้ส่วนตัวกระเป๋าเดียว ของของหนูมีเท่านี้ค่ะ”
ก่อนย่าจะเสียชีวิตประมาณหนึ่งเดือน ย่าวางแผนให้พริมาดูว่าสามารถส่งเสียให้หล่อนเรียนจนจบมหาวิทยาลัยได้ ย่ายังกระเซ้าอีกว่าให้พริมาเรียนตามหลักสูตรสี่ปี เพราะถ้าใช้เวลาเรียนนานกว่านั้น หล่อนจะต้องหาเงินใช้เอง เพราะงบส่งเสียจากย่าจะหมดลงแค่นั้นพอดี...แต่แล้วย่าก็จากไปเสียก่อน ย่าจากไปโดยไม่ทันได้ล่ำลา ไม่ทันได้เตรียมการอะไรไว้ให้พริมาทั้งสิ้น
“น้าเสียดาย”
“หนูตัดใจแล้วค่ะน้าพิมพ์”
“เอาอย่างนี้ไหม น้าจะปรึกษาคุณยาย เราขอทุนการศึกษาจากคุณๆ เขาสักคน ลูกหลานของคุณยายฐานะดีทั้งนั้น ค่าเทอมแค่ไม่กี่หมื่น เขาน่าจะช่วยได้”
“หนูไม่อยากขอใครเลยค่ะ ถึงเขาจะมีเงิน แต่เขาก็ไม่มีหน้าที่มาส่งเสียหนูซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้”
“เราไม่ได้ขอเขาฟรีๆ เรียกว่าขอยืมเรียนดีกว่า พอแพงเรียนจบและมีงานทำก็ค่อยใช้คืนเขา ถึงตอนนั้นแพงคงมีลู่ทางหางานดีๆ ทำ มีรายได้งามๆ มาจ่ายค่าเทอมคืนเขาได้แล้ว”
“หนูสนใจนะ แต่หนูเกรงใจจัง...มันรู้สึกยังไงก็ไม่รู้ หนูยังไม่รู้จักพวกเขาเลย แต่จู่ๆ จะไปขอยืมเงินเรียนหนังสือ มันแปลกๆ อยู่ค่ะ”
“แพงเอ๊ย! ทางเลือกของคนจนมันมีไม่มากหรอก ถ้าสิ่งไหนมีประโยชน์กับเรา เราก็ต้องจำใจทำ ถึงเรื่องนั้นมันจะไม่สง่างามในสายตาเรา เอาแค่มันไม่ผิดกฎหมายและไม่ผิดศีลธรรมก็พอ”
พริมานิ่งฟัง หล่อนยอมรับว่าคำพูดของคนอาวุโสกว่านั้นเป็นความจริง ตอนนี้หล่อนเหลือตัวคนเดียว การจะยืนหยัดต่อไปให้ได้นั้น หล่อนคงต้องเปลี่ยนความคิดของตัวเองหลายอย่าง...
ผ่านมาแค่สัปดาห์เดียว ชีวิตของพริมาเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สถานการณ์บังคับให้หล่อนโตในเวลาแค่เพียงข้ามวัน จากเด็กสาวที่เคยอยู่กับย่า ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น นอกจากเรียนหนังสือและช่วยดูแลย่า จู่ๆ วันหนึ่งก็ต้องเคว้งเหลือตัวคนเดียว
ไม่มีบ้าน ไม่มีเงิน ไม่เหลือญาติพี่น้องให้พึ่งพา...แถมยังไม่รู้ว่าหนทางข้างหน้ายังมีอะไรที่หล่อนต้องพบเจออีก
เจ็ดนาฬิกาตรง พริมาได้ยินเสียงเคาะประตูห้องพักดังขึ้น หล่อนลุกขึ้นจากขอบเตียงแล้วเดินไปเปิดประตูแง้มออกมาดู ซึ่งคนที่คาดว่าจะได้เห็นก็ยืนอยู่เบื้องหน้าแล้ว
“แพงตื่นแล้วใช่ไหม อาบน้ำแต่งตัวแล้วก็ออกมาข้างนอก อีกสักชั่วโมง น้าจะพาไปหาคุณยาย”
“แพงอาบน้ำแล้วค่ะ แพงกำลังคิดจะออกไปหาน้าพิมพ์อยู่พอดี”
“ถ้าอย่างนั้นเราไปช่วยงานในครัวก่อน วันนี้คนจากบ้านใหญ่มา”
“คนจากบ้านใหญ่หรือคะ”
“ลูกสาวของคุณยายน่ะ เธอพาคุณหนูมาเยี่ยมคุณยายทุกสัปดาห์ พี่เลี้ยงของคุณหนูตามมาด้วยสามคน ตอนนี้กำลังเตรียมอาหารให้คุณหนูกันอยู่ในครัว เราไปช่วยเขาหยิบจับอะไรก็ได้”
พริมารับคำอย่างว่าง่าย หล่อนเดินตามหลังพิมพ์ใจไปยังห้องครัว ท่าทางเกร็งๆ ของเด็กสาวทำให้คนที่อยู่ในครัวหันมามองแล้วยิ้มอย่างขบขันระคนเอ็นดู
“คนนี้คือหลานสาวของพี่พิมพ์ที่บอกไว้ใช่ไหม หน้าตาดีเชียว” ใครสักคนที่นั่งอยู่ในครัวทักถาม
“อืม...เขาชื่อแพง ถ้าจะให้เขาช่วยทำอะไรก็บอกได้นะ แพงยังไม่คล่องงาน แต่พอช่วยเป็นลูกมือได้ เด็กเพิ่งเรียนจบมอหกมาน่ะ”
“หนูก็ว่างั้น หลานของพี่พิมพ์ท่าทางยังกับพวกคุณหนู”
ผู้หญิงคนเดิมบอกเสียงกลั้วหัวเราะ...อย่าว่าแต่คนในครัวที่วิจารณ์ซึ่งหน้าออกมาให้ได้ยิน พิมพ์ใจเองก็คิดไม่ต่างกัน เธอฝากหลานสาวนอกไส้ไว้กับคนในครัว ก่อนจะเดินออกไปเพื่อทำงานของตัวเอง
“น้องมาเด็ดสายบัวให้หน่อย เด็ดเป็นชิ้นยาวแค่ข้อนิ้วนะ ถ้ามีใยบัวเหลืออยู่ก็ดึงออกด้วย เอาให้เกลี้ยงเลย มื้อเที่ยงคุณยายจะทำต้มสายบัวกับปลาทูให้คุณทับทิมกิน ว่าแต่รู้จักคุณทับทิมลูกสาวของคุณยายจิราหรือยัง”
เมื่อผู้หญิงอีกคนที่อยู่ในห้องครัวเรียกหา พริมาจึงรีบเดินไปหา แล้วตอบเสียงเบา
“แพงยังไม่รู้จักใครเลยค่ะ แพงยังไม่เจอคุณยายด้วย แต่อีกสักพักน้าพิมพ์บอกว่าจะพาแพงไปพบคุณยายค่ะ”
“งั้นก็ไม่ต้องเกร็งเหมือนตอนเจอหน้าพวกพี่ เพราะคุณยายอารมณ์ดี แถมยังใจดีมากด้วย พี่ชอบที่สุดก็ตอนมาบ้านนี้แหละ”
ฟังคนในครัวพูดมาหลายนาที พริมาก็ยังไม่รู้ว่าใครเป็นใคร หล่อนไม่กล้าถาม เพราะเกรงจะเป็นการละลาบละล้วง แต่เท่าที่หล่อนจับใจความได้ก็พอรู้ว่าคู่สนทนาไม่ได้อยู่ประจำที่บ้านหลังนี้...เธอคงเป็นพี่เลี้ยงของคุณหนูที่ติดตามมาดูแล
พิมพ์ใจหายไปนาน กระทั่งครบหนึ่งชั่วโมงตามที่พริมาจับเวลาไว้ ซึ่งนัดหมายกันว่าจะไปพบคุณยายด้วยกัน แต่ป่านนี้หล่อนยังไม่เห็นพิมพ์ใจเข้ามา พริมาจึงได้แต่ชะเง้อมองไปทางประตูห้องครัวอยู่หลายรอบ...เพราะกลัวว่าอีกฝ่ายจะลืมตัวเอง
ทว่าผ่านไปไม่นาน เสียงของใครคนหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากประตูห้องครัว
“แพง...คนไหนชื่อแพง พี่พิมพ์ให้มาตามไปพบคุณยายที่สวนผักหลังบ้าน”
“หนูค่ะ หนูชื่อแพง” พริมารีบแสดงตัว เพราะรอคอยเวลานี้อย่างใจจดใจจ่ออยู่แล้ว
“งั้นก็ตามมา”
หากงานล้างผักทั้งกะละมังที่ได้รับมอบหมายมาใหม่นั้นหล่อนยังทำได้ไม่ถึงครึ่งทาง พริมาละล้าละลัง ไม่รู้จะจัดการยังไง จนคนที่อยู่ยืนทำงานอยู่ใกล้ๆ ต้องบอกให้หล่อนวางมือจากงาน แล้วรีบออกไปพบเจ้าของบ้านเสีย
“พี่วาๆ กินอาไรเหรอ วินกินด้วยได้ไหม”
เสียงเล็กใสดังกระท่อนกระแท่นของเด็กน้อยดังมาให้ได้ยินก่อนจะได้เห็นตัว ชะรอยว่าจะเป็นเสียงของหลานคุณยาย เมื่อฟังจากเสียงพูดคุยกัน พริมาก็พอรู้ได้ว่าคุณยายคงมีหลานมากกว่าหนึ่งคน
“พี่วาไม่ให้กิน พี่วากินไม่อิ่ม วินไปขอหม่ามี้เลย”
“วินจะกินของพี่วา วินกินด้วยนะ”
“ไม่ให้! แง...วินแย่งของพี่วาทำไม พี่วาไม่ให้กิน”
เสียงกรี๊ดต่อด้วยเสียงร้องไห้ดังระงมไปทั้งสวน สักพักเสียงหวานของผู้ใหญ่ก็ดังแทรกเข้ามา
“พี่วาแบ่งขนมให้วินกินด้วยสิลูก…วินไม่แย่งขนมจากพี่วานะครับ หนูต้องรอให้พี่วาแบ่งให้หนูเอง”
เมื่อสิ้นคำสอนของผู้ใหญ่ เสียงจากเด็กน้อยก็แย้งทันควัน
“พี่วาไม่ให้วินกิน”
“ถ้าพี่วาไม่ให้ วินมาขอขนมจากหม่ามี้ได้ครับ หม่ามี้มีขนมให้น้องวินเหมือนกับของพี่วาเลย”
จากนั้นเสียงสนับสนุนของเด็กน้อยอีกคนก็ดังขึ้นมา
“ช่าย ขนมของวินก็มี แย่งของพี่วาทำไม”
พริมาเดินมาถึงสวนหลังบ้านแล้วจึงเห็นมนุษย์จิ๋วสองคนซึ่งคงเป็นเจ้าของเสียงเมื่อสักครู่ หล่อนถูกความน่ารักของเด็กทั้งคู่สะกดจนหลงลืมสิ่งรอบตัว เด็กชายมีผิวพรรณขาวผ่อง เนื้อกายอวบสมบูรณ์ เด็กทั้งคู่น่าจะมีวัยเท่ากัน เพราะขนาดตัวไล่เลี่ยกันเกินกว่าจะเป็นพี่น้องที่ห่างกันคนละปี แต่ถ้าเป็นฝาแฝดก็คงเป็นแฝดคนละฝา เพราะหน้าตาและรูปร่างแม้จะคล้ายคลึงตามประสาพี่น้อง แต่หล่อนยังเห็นความแตกต่างที่มีมากเกินกว่าจะเป็นฝาแฝดจากไข่ใบเดียวกัน
พริมาคิดเพลินๆ พลันต้องสะดุ้งเมื่อถูกสะกิดจากคนที่เดินมาด้วยกัน
“พี่พิมพ์เรียกแล้ว แพงไปหาคุณยายสิ”
เพียงเท่านั้นพริมาก็ก้าวเท้าไปหาพลางลอบมองหญิงผู้อาวุโสไปด้วย
‘คุณยาย’ น่าจะอยู่ในวัยกลางคน หรือถ้าหากเข้าวัยชราแล้วก็คงเลยอายุหกสิบปีมาไม่นาน ดวงหน้าของนางอ่อนโยน ท่าทางใจดีสมคำบอกเล่า นางนั่งอยู่บนเก้าอี้สาน ข้างกายมีผู้หญิงสวยที่คะเนอายุได้ยาก หากเธอสวยมาก สวยสะดุดตาทีเดียว...พริมาคาดเดาว่าเธอคงเป็นแม่ของเด็กชายทั้งสองคน
พริมายกมือไหว้คุณยาย ก่อนจะไหว้ผู้หญิงสวยที่นั่งข้างกัน
“เราชื่อแพงใช่ไหม นั่งสิ”
เด็กสาวตอบรับคุณยาย แล้วจดๆ จ้องๆ หาที่นั่งตามคำสั่ง ก่อนหล่อนจะตัดสินใจทรุดกายลงเพื่อจะนั่งคุกเข่าบนพื้นหญ้า แต่ผู้หญิงสวยคนนั้นก็ท้วงเสียงงวด
“ห้ามนั่งบนพื้น ไปเอาเก้าอี้มาเลย”