ตึกสูงระฟ้าที่สร้างด้วยสถาปัตยกรรมการออกแบบหรูหราและทันสมัยตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางกรุงบ่งบอกความมั่งคั่งทางการเงินของผู้เป็นเจ้าของได้เป็นอย่างดี ตึกแห่งนี้มีชื่อว่าทีเอ็นทาวเวอร์เป็นอาคารสำนักงานใหญ่ของบริษัท ‘ธนากิจกรุ๊ป’ เจ้าของสถาบันการเงินและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของประเทศ
ร่างอรชรซึ่งเป็นสาวน้อยวัยยี่สิบสองปีลงจากมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ถอดหมวกกันน็อกคืนให้คนขับแล้วจ่ายเงินค่าโดยสาร ก่อนจะยกมือบางลูบผมนุ่มสลวยของตัวเองให้เข้าที่เข้าทาง ใบหน้ารูปไข่ซึ่งปราศจากเครื่องสำอางตกแต่งหากทว่าเนียนใสเป็นธรรมชาติเงยขึ้นมองตึกสูงตรงหน้าแล้วก้มลงมองการแต่งตัวของตนอย่างไม่ค่อยมั่นใจนัก ถึงแม้เสื้อเชิ้ตสีครีมแขนตุ๊กตาและกระโปรงทรงเอสีดำเข้มที่สวมอยู่จะเรียบร้อยแต่ก็ดูมอซอเหลือเกินเมื่อเทียบกับความหรูหราของตึกแห่งนี้
วิโรษณา ดุษยา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วปล่อยออกมาจนดังฟู่เพื่อระบายความตื่นกลัว บอกตัวเองว่าเข้าไปเถอะไหนๆ ก็มาแล้ว คงจะไม่ดีนักถ้าปล่อยให้ผู้ใหญ่รอนาน
จากนั้นเรียวขาเนียนสวยดั่งหยกสลักซึ่งรองรับด้วยรองเท้าส้นสูงหนังกลับสีดำจึงก้าวเข้าไปในตัวตึก โดยมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยซึ่งเป็นชายสูงวัยที่ยืนประจำอยู่ด้านหน้าของตึกหรูคอยบริการเปิดประตูให้เฉกเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ที่เดินเข้าออกตึกแห่งนี้
“ขอบคุณค่ะคุณลุง” วิโรษณาไม่ลืมที่จะยิ้มและกล่าวขอบคุณด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“เชิญตามสบายครับ” ชายสูงวัยยิ้มรับและโค้งศีรษะลงเล็กน้อย
ร่างแน่งน้อยเดินดุ่มตรงไปหน้าลิฟต์แล้วกดเรียก รอไม่ถึงสามนาทีประตูลิฟต์ก็เปิดออก สาวน้อยก้าวเข้าไปข้างในแล้วกดตัวเลขชั้นสามสิบห้าซึ่งทั้งชั้นเป็นห้องทำงานของผู้บริหารสูงสุด
ติ๊ง!
เมื่อลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นที่สามสิบห้าก็มีเสียงสัญญาณดังขึ้น วิโรษณาก้าวออกจากลิฟต์ จากนั้นจึงเดินไปตามทางเดินซึ่งปูด้วยพรมราคาแพงตรงไปยังห้องผู้บริหารสูงสุดของธนากิจกรุ๊ปอย่างพอจะจำได้ เพราะหลายเดือนก่อนเธอเคยมาที่นี่แล้วครั้งหนึ่ง
“หนูมาขอพบคุณอยุทธ์ค่ะ” เสียงหวานบอกกับเลขานุการหน้าห้องซึ่งเป็นสาวใหญ่วัยกลางคน เลขานุการของประธานธนากิจกรุ๊ปเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวพลางขยับแว่นเล็กน้อย
“คุณวิโรษณาใช่ไหมคะ” อรชาเอ่ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง เพราะก่อนหน้านี้ผู้เป็นเจ้านายสั่งเอาไว้แล้วว่าจะมีแขกของท่านมาหา
“ใช่ค่ะ”
“เชิญเลยค่ะ ท่านประธานรอคุณอยู่”
เลขานุการของอยุทธ์ผายมือไปยังประตูห้อง วิโรษณากล่าวขอบคุณแล้วจึงเดินไปเคาะประตูและผลักเข้าไปหลังได้ยินเสียงอนุญาตจากผู้เป็นเจ้าของห้อง
เมื่อร่างอรชรเดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะ บุรุษสูงวัยซึ่งอยู่บนเก้าอี้หนังตัวใหญ่ก็ละสายตาจากเอกสารบนโต๊ะแล้วเงยขึ้นมองผู้มาใหม่ทันที
“สวัสดีค่ะคุณลุง” มือเรียวบางยกขึ้นไหว้อย่างนอบน้อม เสียงหวานใสเอ่ยทักทายผู้มีพระคุณพร้อมกับคลี่ยิ้มอวดฟันซี่เล็กๆ ขาวสะอาดซึ่งจัดเรียงกันอย่างเป็นระเบียบราวกับสร้อยไข่มุกน้ำงาม
“มาแล้วเหรอหนูปุ้ม” อยุทธ์เอ่ยทักทายตอบด้วยน้ำเสียงที่เจือไว้ด้วยความเอ็นดู “นั่งก่อนสิ”
“ขอบคุณค่ะ” มือบางเลื่อนเก้าอี้เบาๆ แล้วทรุดตัวลงไปนั่งอย่างนุ่มนวล
อยุทธ์มองสาวน้อยตรงหน้าอย่างพอใจ นอกจากใบหน้าที่หมดจดและผิวพรรณที่เปล่งปลั่งเกลี้ยงเกลาแล้ว อากัปกิริยาทุกอย่างของวิโรษณายังเป็นไปอย่างเรียบร้อยสำรวม ก่อให้เกิดความน่าเอ็นดูแก่ผู้พบเห็นอยู่เป็นเนืองนิตย์ นี่เองกระมังเขาจึงได้หลงรักเด็กสาวคนนี้เหมือนกับลูกแท้ๆ ของตน
“คุณลุงเรียกปุ้มมาพบมีธุระอะไรหรือเปล่าคะ”
ประธานธนากิจกรุ๊ปเอนกายลงกับเก้าอี้ในท่วงท่าที่สบายมากขึ้น แม้จะสูงวัยมากแล้วแต่เขาก็ยังเต็มไปด้วยความภูมิฐานสง่างาม ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาอย่างหาตัวจับยากในครั้งยังหนุ่มก็ยังมีเค้าหล่อเหลาอยู่เช่นเดิม หากจะมีเปลี่ยนแปลงบ้างก็แค่สีผมเท่านั้นที่เริ่มแซมด้วยสีขาวเป็นบางส่วน
“สอบเสร็จแล้วใช่ไหม” อยุทธ์เอ่ยถามสาวน้อยซึ่งตนได้ให้ทุนการศึกษาตั้งแต่เรียนชั้นมัธยมจนกระทั่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัย และที่ผ่านมาวิโรษณาก็ไม่เคยทำให้ผิดหวังเพราะผลการเรียนของเธออยู่ในระดับดีเยี่ยมมาโดยตลอด
“สอบเสร็จแล้วค่ะคุณลุง เทอมนี้เทอมสุดท้ายแล้ว” วิโรษณายื่นกระดาษแผ่นหนึ่งซึ่งเตรียมใส่ในซองเอกสารมาให้กับอยุทธ์ “นี่ค่ะทรานสคริปของปุ้ม”
ชายวัยกลางคนกวาดมองผลการเรียนของเด็กในอุปการะอย่างพึงพอใจเพราะเกรดเฉลี่ยของเธออยู่ในระดับเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเลยทีเดียว
“เก่งมาก... นี่เรียนแค่สามปีครึ่งเองใช่ไหม”
“ค่ะคุณลุง โชคดีที่สารนิพนธ์ไม่มีปัญหาอะไร ทางมหาวิทยาลัยเลยอนุมัติให้จบได้ค่ะ”
“เก่งๆ ขอบใจมากนะที่ไม่เคยทำให้ลุงผิดหวัง”
“ปุ้มต่างหากล่ะคะที่ต้องกราบขอบพระคุณคุณลุงที่ให้โอกาสและช่วยเหลือปุ้มมาตลอด”
“เรียนจบแล้วอยากทำอะไร”
“ยังไม่ทราบเลยค่ะคุณลุง ตอนนี้ปุ้มก็ช่วยครูแก้วดูแลน้องๆ ที่สถานสงเคราะห์อยู่ค่ะ”
วิโรษณาหมายถึงสถานสงเคราะห์เด็กกำพร้าที่ตนเติบโตมา เธอเองเป็นลูกกำพร้าเช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในนั้น วิโรษณาอยู่ที่นั่นตั้งแต่เด็กจนโตโดยไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าตัวเองมีที่มาที่ไปอย่างไร พ่อแม่เป็นใคร ตอนเด็กๆ เคยโหยหาคำตอบเหล่านั้นเหมือนกัน แต่ความรักความอบอุ่นที่ได้รับจากครูแก้วกานดากับครูคนอื่นๆ รวมถึงทุนการศึกษาและโอกาสที่อยุทธ์หยิบยื่นมา ก็ทำให้วิโรษณาได้คิดว่าบางครั้งชีวิตของคนเราก็ไม่จำเป็นต้องเพียบพร้อมไปเสียทุกอย่าง
“ถ้าอย่างนั้นมาทำงานกับลุงไหม ลุงกำลังอยากได้ผู้ช่วยเลขาฯ อยู่พอดี”
ประโยคนั้นของอยุทธ์ทำให้ดวงตากลมโตสีนิลมณีพราวระยับขึ้นด้วยความดีใจ เรียวปากรูปกระจับอมชมพูเป็นธรรมชาติยิ้มแย้มออกมาจนปรากฏลักยิ้มเล็กๆ บนพวงแก้มทั้งสองข้าง
“คุณลุงพูดจริงๆ เหรอคะ”
“จริงสิ ลุงเคยล้อปุ้มเล่นด้วยเหรอ” ชายสูงวัยพยักหน้าพร้อมกับยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ขอบคุณค่ะคุณลุง ปุ้มดีใจที่คุณลุงให้โอกาสแบบนี้” เสียงหวานใสเอ่ยพลางยกมือขึ้นไหว้อย่างซาบซึ้งต่อความเมตตาของบุรุษสูงวัยผู้นี้ที่มีให้ตนมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
“แล้วพร้อมจะเริ่มงานเมื่อไหร่ล่ะ”
“พร้อมเสมอค่ะคุณลุง ปุ้มร้อนวิชาจะแย่อยู่แล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นมาทำงานกับลุงพรุ่งนี้เลยนะ”
“ได้ค่ะ” ใบหน้าสวยหวานของวิโรษณาเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มตลอดเวลาด้วยความดีใจ “ถ้าครูแก้วรู้ต้องดีใจมากแน่ๆ เลยค่ะ งั้นปุ้มกลับก่อนนะคะ จะได้รีบไปบอกข่าวดีให้ครูแก้วฟังด้วย”
“เดี๋ยวลุงให้คนขับรถไปส่ง”
“ไม่เป็นไรค่ะคุณลุง ปุ้มกลับรถเมล์เองดีกว่า” หญิงสาวบอกอย่างเกรงใจและไม่อยากให้ใครเขม่นเอา พอคิดถึงเรื่องนี้ สีหน้าที่สดใสก็เจื่อนลงเล็กน้อย
“เป็นอะไร ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ” อยุทธ์ถามยิ้มๆ เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปทันควันของสาวน้อย
“แล้วคนอื่นจะคิดว่าปุ้มใช้เส้นเข้ามาทำงานหรือเปล่าคะ” วิโรษณาถามในสิ่งที่ตัวเองเป็นกังวลออกไป
“เข้ามายังไงไม่สำคัญหรอก สำคัญที่ว่าปุ้มจะทำให้คนอื่นเห็นว่าเรามีประสิทธิภาพพอที่จะทำงานที่นี่ได้หรือไม่ต่างหาก”
“ขอบคุณค่ะคุณลุงที่ให้ข้อคิด ปุ้มสัญญาว่าจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ ไม่ให้ใครมาว่าได้”
“ต้องอย่างนี้สิ” อยุทธ์กล่าวอย่างพอใจ “ถ้าอย่างนั้นตอนเย็นเจอกันนะ เดี๋ยวลุงแวะไปหา มีเรื่องอยากจะคุยกับครูแก้วแล้วก็ปุ้มด้วย”
“ค่ะคุณลุง ปุ้มลาเลยนะคะ” วิโรษณาเอ่ยลาและยกมือขึ้นไหว้อยุทธ์อีกครั้งก่อนจะออกจากห้องนั้น
สาวน้อยยิ้มให้เลขานุการหน้าห้องของอยุทธ์ก่อนจะก้าวไปตามทางเดินซึ่งปูพรมไว้อย่างเรียบหรูเพื่อไปยังลิฟต์ บรรยากาศของชั้นนี้ไม่พลุกพล่านหรือวุ่นวายเหมือนชั้นอื่นๆ คนทำงานมีไม่ถึงสิบคนซึ่งล้วนแต่เป็นผู้บริหารระดับสูงและเลขานุการของผู้บริหารแต่ละคนเท่านั้น
แม้จะผ่านไปหลายนาทีแล้วแต่วิโรษณาก็ยังตื่นเต้นไม่หาย เพราะนับตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เธอจะได้มาทำงานที่นี่จริงๆ แล้ว เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ใบหน้าสวยหวานก็อดไม่ได้ที่จะก้มลงมองชุดของตัวเองอีกครั้ง เธอมีชุดแบบนี้อยู่ไม่กี่ชุดถึงแม้มันจะดูเรียบร้อยและสะอาดสะอ้านแต่ก็ยังดูกะโปโลและมอซอเกินกว่าที่จะสวมใส่มาทำงานในบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ล้วนแต่มีนักธุรกิจระดับแนวหน้ามาติดต่ออย่างธนากิจกรุ๊ป ลำพังตัวเองไม่เท่าไหร่ เพราะวิโรษณาไม่เคยตีค่าคนด้วยเครื่องแต่งกายอยู่แล้วแต่เกรงว่าลุงอยุทธ์ของเธอจะขายหน้าไปด้วย
วิโรษณาถอนหายใจเบาๆ ก่อนจะบอกกับตัวเองว่าให้ทนใส่ไปก่อน ได้เงินเดือนเมื่อไหร่ค่อยเจียดไปซื้อใหม่ก็แล้วกัน สาวน้อยเดินคิดอะไรคนเดียวกระทั่งถึงทางเลี้ยวที่จะไปยังลิฟต์ ทว่าเท้าเล็กๆ ที่กำลังก้าวฉับๆ ต้องชะงักกึกเมื่อมีร่างสูงตระหง่านของใครคนหนึ่งยืนจังก้าขวางทางเอาไว้จนเธอเกือบจะชนโครมเข้ากับ
“คุณภาคิม!” นัยน์ตาใสซื่อเสมือนลูกกวางน้อยเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นใบหน้าเขาชัดเจน เธอจำเขาได้ดีแม้จะเคยเจอเขาไม่กี่ครั้งก็ตาม
ใช่เขาคือ...ภาคิม วัชรอาชา ลูกชายคนเดียวของอยุทธ์ วัชรอาชา เจ้าของอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ ใบหน้าของเขาช่างหล่อเหลาสะดุดตาชนิดที่เรียกว่าอิสตรีใดได้เห็นก็ต้องเก็บเอาไปฝัน ความสูงของเขาคงจะราวๆ หกฟุตเพราะยามยืนเผชิญหน้ากันแบบนี้วิโรษณารู้สึกว่าตัวเองเล็กกระจ้อยร่อยไปถนัดตา
อะไรบางอย่างบนใบหน้าทรงเสน่ห์ของเขาดึงดูดสายตาของวิโรษณาให้ต้องจ้องมองอย่างสำรวจ ดวงตาคู่คมยาวรีเป็นสีดำเช่นเดียวกับคิ้วดกหนาที่เรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบขนานไปเป็นแนวยาว ประกายตาฉาบไว้ด้วยความหยิ่งทะนงบ่งบอกถึงนิสัยที่ถือตัวและเอาแต่ใจออกมาอย่างชัดเจน จมูกโด่งเป็นสันสวยรับกับริมฝีปากหยักลึก กรามแข็งแรงทั้งสองข้างมีไรเคราขึ้นเป็นแนวทำให้เจ้าตัวดูหล่อเหลาคมเข้ม ชวนให้จินตนาการถึงอัศวินนักรบที่นั่งอย่างองอาจอยู่บนหลังอาชาไนยตัวใหญ่
กลิ่นน้ำหอมราคาแพงแบบบุรุษชั้นสูงลอยฟุ้งพร่างพรมมาเตะจมูกโด่งเรียวอย่างอ้อยอิ่ง กลิ่นนั้นกระตุ้นให้หัวใจของวิโรษณาเต้นแรงระรัวขึ้นจนแทบจะทะลุออกมานอกอก หากทว่าความตื่นเต้นนั้นก็ค่อยๆ ลดลงกระทั่งร่างกายเริ่มแข็งทื่อเหมือนถูกสาปให้กลายเป็นหินไปชั่วขณะ เมื่อเห็นว่าดวงตายาวรีคมเข้มที่กำลังจับจ้องมายังเธอฉายประกายความเกรี้ยวกราดออกมาอย่างชัดเจน
“สวัสดีค่ะ” สาวน้อยยกมือขึ้นไหว้เขาตามมารยาทหลังจากตั้งสติได้
“มาอ้อนเอาอะไรจากพ่อฉันอีกล่ะ ที่พ่อฉันปรนเปรอให้ยังไม่พอหรือไง” นอกจากจะไม่รับไหว้แล้วภาคิมยังย้อนถามด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน
“ดิฉันไม่เคยออดอ้อนเอาอะไรจากคุณลุงอย่างที่คุณว่านะคะ”
“แล้วมาทำไม อย่าบอกนะว่าแค่มากราบไหว้ผู้มีพระคุณโดยปราศจากวัตถุประสงค์อื่น เพราะมันเหลือเชื่อ”
“ดิฉันมาที่นี่ก็เพราะคุณลุงเรียกให้มาพบ กรุณาอย่ามากล่าวหาดิฉันด้วยเรื่องที่ปราศจากข้อเท็จจริง” วิโรษณาตอบโต้ ถึงแม้เขาจะเป็นลูกชายของลุงอยุทธ์แต่ก็ไม่มีสิทธิ์พูดจาดูถูกเธอตามอำเภอใจแบบนี้
แววตาเฉียบคมหรี่ลงมองท่าทางเชิดผยองของวิโรษณา เธอก็แค่เด็กในอุปการะของอยุทธ์ ไม่มีสิทธิ์มาแสดงอาการหยิ่งยโสใส่เขา ที่กล้าลำพองตัวแบบนี้คงคิดว่ามีบิดาของเขาให้ท้ายอยู่กระมัง!
“อย่ามาทำเชิดหน้ากลบเกลื่อนหน่อยเลย เธออาจจะตีหน้าใสซื่อหลอกพ่อฉันได้ แต่มันใช้ไม่ได้ผลกับคนอย่างฉันหรอก” เสียงเขากระด้างยิ่งขึ้นทันที
“นั่นมันก็แล้วแต่คุณจะคิดค่ะ ดิฉันไม่สามารถบังคับความคิดของใครได้”
“ความจริงเธอน่าจะพูดหวานๆ เอาอกเอาใจฉันสักหน่อยนะ เผื่อบางทีฉันอาจจะหลงเสน่ห์เธอขึ้นมาเหมือนพ่อของฉันบ้าง ฉันก็อยากเห็นเหมือนกันว่ามารยาของเธอมันจะชั้นเลิศแค่ไหน พ่อฉันถึงหลงหัวปักหัวปำเช้าถึงเย็นถึง...”
“เสียใจค่ะ ดิฉันจะพูดจาไพเราะและเอาอกเอาใจเฉพาะคนที่พูดจาดีปฏิบัติดีกับดิฉันเท่านั้น”
คางเล็กๆ เชิดขึ้นอย่างทระนง ภาคิมช่างร้ายกาจนัก ปากคอเราะรายเป็นที่สุดผิดกับอยุทธ์ราวกับไม่ใช่พ่อลูกกัน
“เผอิญว่าฉันไม่ชอบถูกขัดใจซะด้วยสิ” เขาก้มหน้าลงมาใกล้อีก จนสาวน้อยรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ชีพจรของตนเต้นแรงอย่างสับสนขึ้นมาอย่างฉับพลัน
“ดิฉันก็ไม่คิดว่าตัวเองมีความจำเป็นอะไรที่ต้องมาเอาใจคุณ”
“อวดดี!” ภาคิมสบถออกมาอย่างโมโห
“คุณว่างงานมากหรือไงคะถึงมีเวลามาหาเรื่องระรานคนอื่นแบบนี้ กรุณาหลีกทางด้วยค่ะ ดิฉันจะรีบกลับ”
“แล้วถ้าฉันไม่หลีกเธอจะทำไม” น้ำเสียงของภาคิมยังคงแข็งกร้าวระคนท้าทาย “ช่วยบอกฉันหน่อยได้ไหมวิโรษณาว่าผู้หญิงอย่างเธอใช้อะไรมัดใจพ่อฉัน พ่อฉันถึงได้ติดใจเธอขนาดนี้ แต่ถ้าจะให้เดาคงจะเป็นลีลาที่เร่าร้อนใช่ไหม”
ฉาด!
ฝ่ามือเล็กๆ กระทบลงบนใบหน้าหล่อคมจนหันสะบัด ไม่กี่วินาทีรอยนิ้วมือของเธอก็ปรากฏบนซีกแก้มด้านนั้น วิโรษณายืนตกตะลึงกับการกระทำของตัวเองอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะตะเบ็งเสียงปากคอสั่นใส่เขา
“คุณดูถูกฉันได้ แต่คุณไม่ควรจะดูถูกคุณลุง”
ภาคิมหันกลับมามองเธอด้วยดวงตาวาวโรจน์ ลำแขนแข็งแรงสอดพรวดเข้าที่เอวเล็กอย่างว่องไว แล้วร่างอรชรก็ถูกกระชากเข้ามากอดไว้ทันที
“งั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นฉันขอพิสูจน์หน่อยก็แล้วกัน”
“คุณจะทำอะไร!”
วิโรษณาอุทานออกมาอย่างตกใจ รู้สึกได้ถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานใกล้เข้ามาจากการระเบิดโทสะของเขา ใบหน้าสวยหวานรีบผงะหนี แต่มือแข็งแรงข้างหนึ่งของภาคิมยกขึ้นสอดเข้าที่ท้ายทอยของเธอบังคับให้อยู่นิ่ง ก่อนจะกระแทกริมฝีปากร้อนผ่าวลงบนเรียวปากสีอมชมพูแล้วบดจูบรุนแรงอย่างต้องการจะลงทัณฑ์
สาวน้อยถึงกับชาดิกไปทั้งร่างอยู่ชั่วขณะกับการกระทำที่ดิบเถื่อนจาบจ้วงของภาคิม ไม่คิดเลยว่าเขาจะกล้าทำอะไรอุกอาจเช่นนี้ ร่างอรชรพยศแรงพร้อมทั้งพยายามเบี่ยงเบนใบหน้าหลบการจุมพิตสวาทของเขาอย่างหวาดผวา มือเล็กระดมทุบตีใส่อกแกร่งไม่ยั้งแต่ชายหนุ่มกลับไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย ซ้ำร้ายยิ่งจูบรุนแรงขึ้น ตอนนี้ร่างกายของวิโรษณาขมึงเครียด ความปวดแปลบซึมแล่นไปทั่วทั้งริมฝีปากกับจุมพิตแสนป่าเถื่อนนั้น
ภาคิมบดเบียดบีบบังคับให้สาวน้อยเผยอปาก จากนั้นลิ้นร้ายกาจปราดเปรียวก็แทรกเข้าไปกวาดกระหวัดทั่วโพรงปากนุ่มชื้นของเธอ ไล่เกาะเกี่ยวเอาลิ้นเรียวแล้วดูดดื่มด้วยความช่ำชอง วิโรษณากลับเต็มไปด้วยความเงอะงะไร้เดียงสา แต่เขาไม่มีเวลาสนใจ เพราะตอนนี้สิ่งที่ภาคิมกำลังมุ่งมั่นคือลงโทษให้หญิงสาวหลาบจำว่าไม่ควรจะอวดดีกับเขา หากทว่าความหวานละมุนที่ได้รับกลับทำให้สัมผัสหยาบกระด้างก่อนหน้านี้เริ่มนุ่มนวลลงอย่างลืมตัว จุมพิตรุนแรงแปรเปลี่ยนเป็นดูดดื่มและปลุกเร้าจนร่างบางเริ่มอ่อนระทวยลงและยินยอมให้เขาจูบอย่างหมดปัญญาจะต่อต้าน
ลิ้นร้อนตักตวงเอารสชาติแปลกใหม่แสนบริสุทธิ์นั้นจนพอใจแล้วจึงผลักร่างบางออกห่างคล้ายรังเกียจขึ้นมาอย่างปัจจุบันทันด่วน จนวิโรษณาเซนิดๆ เพราะยังไม่ได้ตั้งหลัก
“จำไว้นะคราวหลังอย่าคิดอวดดีกับฉันอีก ไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้เธอเจ็บยิ่งกว่านี้อีก!” เสียงทุ้มต่ำและประกายตาคมเข้มของเขาข่มขู่หากทว่าความเกรี้ยวกราดลดลงไปจนแทบจะไม่หลงเหลือ
วิโรษณาสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง น้ำตาหยดใสๆ เอ่อขึ้นมาคลอรอบดวงตาด้วยความโกรธและเจ็บใจที่ถูกเขารังแกเอาเหมือนเป็นผู้หญิงข้างถนน ใช่สินะ... สำหรับภาคิมแล้วเธอก็ไม่ต่างอะไรกับขยะชิ้นหนึ่ง
ดวงตากลมโตซึ่งสุกสกาวอยู่เป็นเนืองนิตย์ถูกกลบด้วยม่านน้ำตา แม้ใบหน้าของเขาจะหล่อเหลาปานเทพบุตรแต่ริมฝีปากหยักลึกและแววตาที่เย่อหยิ่งเย็นชานั้นก็ให้ความรู้สึกโหดร้ายเหมือนโจรสลัดในทะเลก็ไม่ปาน
“ถึงฉันจะเป็นเด็กที่ได้รับทุนจากธนากิจกรุ๊ป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะสามารถข่มเหงรังแกหรือทำอะไรกับฉันตามใจคุณก็ได้”
“เมื่อกี้เธอก็เห็นแล้วนี่ว่าฉันทำได้ หรือถ้ายังไม่ซึ้งจะลองอีกครั้งก็ได้นะ...” ร่างสูงยักไหล่แล้วย่างสามขุมเข้ามาใกล้
“อย่าเข้ามานะ!” เสียงใสตวาดแว้ด “คนร้ายกาจ ฉันจะฟ้องคุณลุงว่าคุณรังแกฉัน”
“เชิญเลย แล้วอย่าลืมบรรยายด้วยล่ะว่าฉันจูบเธอดูดดื่มมากแค่ไหน”
“คุณภาคิม!”
วิโรษณาผลักร่างหนาออกห่างแล้ววาดมือบางไปตามอากาศ หมายจะฟาดเปรี้ยงใส่หน้าเขาเต็มแรงเพื่อให้หายเจ็บใจอีกสักครั้ง หากทว่าครั้งนี้ภาคิมกลับว่องไวกว่า มือใหญ่คว้าหมับเอาข้อมือเล็กๆ ไว้ทันก่อนที่จะกระทบลงบนใบหน้าของตน
“ที่แท้เธอก็ชอบแบบตบจูบนี่เอง” ดวงตาคมกริบเสมือนนักล่าโลมไล้ร่างอรชรไปทั่วตัวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า “แต่ขอโทษนะฉันไม่เคยยอมให้ผู้หญิงคนไหนตบหน้าฉันมาก่อน ถ้าฉันอยากจูบฉันก็ต้องได้จูบ ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยการโดนตบ!”
หญิงสาวเม้มปากแน่น ประสานสายตาอย่างหาญกล้า “ฉันเกลียดคุณ คุณภาคิม”
“แล้วนึกว่าฉันพิศวาสเธอหรือไงวิโรษณา ผู้หญิงชั้นต่ำอย่างเธอก็หลอกได้แต่คนแก่ๆ อย่างพ่อฉันเท่านั้นละ เป็นไงล่ะได้ลิ้มลองรสจูบของฉันแล้ว ฉันคิดว่าคงจะทำให้เธอร้อนฉ่าได้ไม่น้อยกว่าพ่อฉันหรอกนะ หวังว่าคงไม่ติดใจจนแอบย่องทำอะไรกับผู้ชายคนอื่นลับหลังพ่อฉันหรอกนะ” ภาคิมยังคงเยาะหยัน ถ้อยคำที่เขาใช้ถากถางก็ยิ่งทำให้ความร้อนผ่าวแล่นพล่านขึ้นไปที่สองข้างแก้มของวิโรษณา