บ้านหลังใหญ่ทันสมัย เมื่อสามปีก่อนยังเป็นเรือนไทยสมัยโบราณสวยงาม แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปจึงถูกรื้อถอนทิ้งแล้วสร้างใหม่เป็นแบบบ้านปัจจุบัน และบ้านหลังใหญ่หลังนี้ตกแต่หรูหราแสดงให้เห็นถึงความร่ำรวยของเจ้าของบ้าน แน่ละ ก็เนี่ยเจ้าของไร่กาแฟที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดน่าน และตอนนี้ไร่ระย้ามีผู้ดูแลบริหารคือนายน่านน้ำ เผาพงส์ หรือน่าน วัย 35 ปี เป็นหนุ่มหล่อล่ำมาดแมน ผิวกร้านแดดแบบหนุ่มชาวไร่ แน่นอนใบหน้าเขาหล่อไร้ที่ติเลยทีเดียว คิ้วเข้ม จมูกโด่งเป็นสัน ใบหน้าเรียวได้รูป ดวงตาสีทมิฬและมีหนวดเครารอบกรอบหน้าเป็นรูปทรงสวยงามเข้ากับรูปหน้าของเขา ยิ่งทำให้ดูดีน่าเกรงขามและแถมเขายังรวยมากด้วย ถือว่าเป็นหนุ่มฮอตและเป็นที่ต้องการของสาวๆ ในจังหวัดเลยก็ว่าได้ สาวๆ เขาสนใจ ส่วนความร่ำรวยนั้นไม่ได้ทำให้เขาสนใจเลยสักนิด ในบ้านหลังใหญ่มีรถยนต์คันหรูเป็นสิบคันจอดเรียงราย แต่เขากลับไม่นึกสนใจอยากจะขับมัน เพราะเขามีบิ๊กไบค์คู่ใจอย่าง Ducati Panigale V4R สีแดงคู่ใจไปไหนไปกัน
“วันนี้จะไปไหนพ่อน่าน” เสียงเหนื่อยๆ ตามวัยของคุณย่าวัย 76 ปี เอ่ยถามหลานชายที่เพิ่งเดินลงมาจากชั้นสองของบ้านและกำลังจะผ่านหน้านางไป
“ไปไร่ครับคุณย่า”
ตอบเสียงสุภาพ วันนี้เขาแต่งตัวด้วยเสื้อลายสก๊อตกับกางเกงยีนสีดำ และที่หัวก็มีหมวกแก๊ปสีดำด้วย และด้านในเสื้อสก๊อตก็มีเสื้อกล้ามสีเทาใส่ซ้อนด้านใน
“พอจะมีเวลาคุยกับย่าหน่อยไหมพ่อน่าน”
“มีสิครับ สำหรับคุณย่าผมมีเวลาให้ตลอดแหละครับ งั้นไปคุยกันในห้องนั่งเล่นดีกว่า” เดินมาโอบประคองร่างอวบของคุณย่าเดินเข้าไปยังห้องนั่งเล่น และพอเข้ามาในห้องก็รินน้ำชาในกาให้ท่าน ส่วนของตัวเองก็รินน้ำในเหยือกใส่แก้วขึ้นมาดื่มบ้าง
“อือ คุณย่ามีอะไรจะคุยกับผมครับ”
“ปีนี้พ่อน่านอายุเท่าไหร่แล้วลูก”
“ก็สามสิบห้าปีย่างสามสิบหกครับ” เขาโตมากับคุณย่าและคุณอา เพราะพ่อกับแม่ของเขาประสบอุบัติเหตุรถยนต์ตกเขาไปเมื่อตอนเขาอายุได้แปดขวบ มีคุณย่าระย้ากับคุณอาปิ่นที่เลี้ยงดูแลเขามาแต่เด็ก
“ก็ไม่น้อยแล้วนะ ย่าว่าถึงเวลาแล้วที่พ่อน่านจะต้องแต่งงานแล้ว”
“แต่งงาน?” เลิกคิ้วถามอย่างไม่อยากเชื่อหูตัวเอง
“ใช่ แต่งงาน”
“จะให้ผมแต่งงานได้ยังไงครับ วันๆ ทำแต่งานกับอยู่กับไอ้เกอร์แล้วคุณย่าจะให้ผมแต่งงานได้ยังไง คุณย่าก็รู้ว่าผมไม่มีแฟน ไม่สนใจผู้หญิงคนไหนเลยตลอดหลายปีมานี่ อีกอย่างผมก็อยู่แต่ไร่กาแฟ ขับบิ๊กไบค์ เห็นทีจะยากครับ” และไอ้เกอร์ที่น่านน้ำเอ่ยถึงนั้นคือบิ๊กไบค์คู่ใจของเขานั้นเอง เขาตั้งชื่อให้มันว่า ‘เกอร์’
“ดีแล้วที่น่านยังไม่มีแฟน และย่าก็บอกอยู่นี่ไงว่าควรแก่เวลาแล้ว เราน่ะแก่แล้วนะน่าน อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว ถ้าเราไม่แต่งงานพ่อเมฆน้องเราก็ไม่ได้แต่งงานกับแฟนเหมือนกัน” ระย้าเอ่ย เพราะเขาบอกหลานชายลูกของลูกสาวแล้วหากว่าน่านน้ำยังไม่แต่งงานเมฆก็ห้ามแต่งงานเหมือนกัน ต้องรอให้พี่ชายแต่งงานก่อน
“เดี๋ยวนะครับคุณย่า ไอ้เมฆจะแต่งงานก็ให้มันแต่งไปสิครับ ทำไมต้องรอให้น่านแต่งงานก่อนด้วย”
“ก็เราเป็นพี่ และตอนเย็นก็ไปบ้านของคุณยายฉวีกับย่าด้วย เพราะคู่หมั้นของเราย้ายกลับมาอยู่ที่น่านแล้ว”
“หา! คู่หมั้น เดี๋ยวนะครับคุณย่า ผมมีคู่หมั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ตอนไหน ยังไง”
“ก็ตั้งแต่เด็กนั่นแหละ และตอนนี้หนูดากับครอบครัวก็ย้ายมาอยู่กับคุณยายของเขาแล้ว”
“คุณย่าล้อผมเล่นใช่ไหมครับ” เขาถามท่านพร้อมกับยิ้มขำเล็กน้อย แต่ก็ได้รับคำตอบกลับมาเป็นการส่ายหน้า เขาก็เบ้หน้าทันที
“ผมกับเธอเราไม่รู้จักกันแล้วจะให้แต่งงานได้ยังไงครับ แล้วทำไมผมต้องแต่งงานตอนนี้ด้วย ผมยังไม่พร้อม”
“แล้วเมื่อไหร่จะพร้อม หรือจะรอพร้อมตอนย่านอนในโลงฮึตาน่าน”
“คุณย่า....”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ย่าบอกแต่งงานก็คือแต่งงาน ห้าโมงเย็นกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่ด้วยล่ะ ย่าจะรอ ถ้าไม่มาเห็นดีกันแน่ตาน่าน” พูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกจากห้องนั่งเล่นทันที ทิ้งให้หลานชายสุดที่รักนั่งกุมขมับอยู่คนเดียว
เฮอะ!
“แต่งงานงั้นเหรอ ทำไมต้องแต่งด้วย ไม่มีทางหรอก ผมไม่แต่งงานกับคนที่ผมไม่รักหรอกคุณย่า” พูดกับตัวเองแล้วลุกขึ้นเดินออกจากตรงนี้เหมือนกัน
บ้านหลังใหญ่ที่ปลูกติดกันตอนนี้กำลังเกิดการถกเถียงกัน พอมาถึงบ้านนั่งก้นยังไม่ทันร้อน คุณยายแสงฉวีก็เรียกหลานสาว ลูกสาวกับลูกเขยของตัวเองมานั่งรวมตัวกันที่ห้องนั่งเล่นเพื่อพูดคุยเรื่องสัญญาของตัวเองกับเพื่อนรักอย่างระย้าทันที
“ไม่! ให้ตายหนูก็ไม่แต่งงานกับไอ้หนุ่มบ้านไร่นั่นเด็ดขาด อีกอย่างหนูมีแฟนแล้วนะคุณยาย”
เธอบอกอย่างใส่อารมณ์ ก็แน่ล่ะ พอมาถึงก็มีคู่หมั้น ใครจะรับได้และใครจะยอมรับ ตอนนี้พิมพ์มาดา ปิ่นหงส์ หรือดา วัย 28 ปี กำลังถกเถียงกับคุณยายคอเป็นเอ็นเลยทีเดียว ใบหน้าสวยรูปไข่ที่แต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางราคาแพง และชุดเดรสรัดรูปแบรนด์เนมของเธอกับเครื่องประดับของเธอที่เป็นเอ็กเซสเซอร์รี่ไม่ได้ทำให้ความงามของเธอยามนี้ลดลงเลย แม้ว่ายามนี้ใบหน้าสวยกำลังบิดเบี้ยวด้วยความโกรธอยู่นั้นก็ตาม
“ยังไงหนูก็ต้องแต่งงานกับพ่อน่าน เพราะหนูคือหลานยายและหนูเป็นหลานคนเดียวของยาย”
“ไม่มีทาง หนูมีแฟนแล้ว คุณแม่ คุณพ่อพูดอะไรหน่อยสิคะ ทำไมเงียบกันคะ” เมื่อพูดไปคุณยายก็ไม่ฟังจึงหันมาขอความช่วยเหลือจากพ่อและแม่
“เรื่องนี้แม่ช่วยหนูไม่ได้จริงๆ ดา” ตองอ่อนเอ่ยขึ้นพร้อมหลบตาลูกสาวที่จ้องมองมา
“คุณพ่อ...” เมื่อแม่หลบตาก็หันไปหาคุณพ่ออย่างคำรณ
“พ่อก็ช่วยหนูไม่ได้เหมือนกัน หนูทำตามที่คุณยายเถอะนะลูก ตอนนี้เราก็ย้ายกลับมาอยู่ที่น่านแล้ว”
คำรณลาออกจากราชการยอมกลับมาอยู่บ้านเกิดภรรยาเพื่อมาช่วยแม่ยายดูแลร้านผ้าไหม และเรื่องนี้ภรรยาและลูกสาวก็เห็นด้วย ร้านผ้าไหมสาขาในกรุงเทพฯ ก็ให้ผู้จัดการดูแลแทน ส่วนพวกเขาย้ายกลับมาดูที่สาขาใหญ่ที่จังหวัดน่าน
“หนูมีแฟนแล้ว ยังไงหนูก็ไม่แต่งงานกับคนที่คุณยายหมั้นให้ค่ะ” เธอยืนยันเสียงแข็ง
“แล้วแฟนที่ว่าของดาน่ะเขาอยู่ไหนตอนนี้ ที่ยายพูดเรื่องนี้เพราะว่ายายเห็นว่ามันถึงเวลาสมควรแล้วที่เราจะต้องออกเรือน อีกไม่กี่ปีก็จะอายุสามสิบแล้วไม่ใช่เรอะแม่ดา” แสงฉวีเอ่ย
“แฟน...คือ...”
จะให้พูดยังไงดี ตั้งแต่เด็กจนโตไม่เคยมีแฟนเลยสักคน จะว่าไปเธอไม่เคยสนใจและไม่เคยคิดจะมีความรักด้วย เพราะชีวิตของเธอมีแต่งานและเพื่อนเท่านั้น ส่วนแฟนเหรอ ไม่เลย ไม่เคยมีเลย และที่บอกไปเมื่อกี้ก็เพราะว่าคิดว่าคุณยายจะถอนหมั้นให้ แต่ตอนนี้เหมือนว่าจะเปล่าประโยชน์ แฟนที่แต่งเรื่องขึ้นมาก็เหมือนจะไม่ช่วยอะไรได้เลย
“อย่ามาโกหกยายเลยแม่ดา ยายรู้เรื่องของเราหมดนั่นแหละ เราน่ะไม่มีแฟนเลย ตอนทำงานเป็นหัวหน้าการตลาดเราก็ทำแต่งานไม่สนใจใคร แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปมีแฟน และพ่อน่านคนนี้ก็คนดียายเลือกไว้ให้เราแล้ว เราก็แค่รอสวมชุดเจ้าสาวก็พอแม่ดา”
“คุณยายจะคลุมถุงชนดาจริงๆ เหรอคะ” คิดว่าลาออกจากงานที่รักแล้วมาทำงานของครอบครัวจะมีความสุข แต่เนี่ยกลับมาโดนคุณยายจับคลุมถุงชน
“แต่งๆ ไปก็รักกันเองแหละแม่ดา ยายเหนื่อยแล้วไปพักผ่อนก่อน แม่อ่อนกับพ่อรนจะไปดูร้านผ้าไหมและโรงงานก็ไปเถอะ ส่วนเราแม่ดาถ้าไม่รู้จะไปไหนก็ไปนวดให้ยาย อ้อ ลืมบอกไปว่าเย็นนี้บ้านนั้นจะมาทานข้าวเย็นที่บ้านเรานะ ถ้าไปร้านและโรงงานก็กลับมาให้ทันด้วยล่ะ แม่ดามาประคองยายหน่อย” พิมพ์มาดาหน้างอลุกมาประคองคุณยายทันที ตอนนี้เธอก็เล่นตามน้ำไปก่อน ส่วนเรื่องแต่งงานค่อยว่ากันอีกที
ระย้ากับหลานชายคนโตและลูกสาวมาถึงบ้านของแสงฉวี เพื่อนรักที่เจอกันแทบจะทุกวันก็ว่าได้ ก็บ้านติดกันแค่รั้วกั้นนี่เองจึงทำให้เดินไปมาหาสู่กันประจำ ก็คนแก่อย่างพวกนางเหงาจึงชวนกันไปเดินเล่นบ้างเป็นบางครั้งบางคราว ไม่ก็ชวนกันมาจิบน้ำชาเพื่อพูดคุยถึงอดีตของตัวเองกัน
“สวัสดีครับคุณยายฉวี” น่านน้ำเอ่ยทักทายเจ้าของบ้านอย่างคุ้นเคย เพราะเขามาที่บ้านหลังนี้บ่อย เวลากลับมาจากไร่ไม่เจอคุณย่าพอถามเด็กๆ ก็ได้รู้ว่าท่านมาบ้านหลังข้างๆ เขาจึงมารับท่านกลับบ้านบ่อยๆ
“ไหว้พระเถอะพ่อน่าน” แสงฉวีเอ่ยกับว่าที่หลานเขยของตัวเอง วันนี้น่านน้ำแต่งตัวแปลกตากว่าทุกครั้ง เพราะชายหนุ่มแต่งตัวด้วยสูทสากลทันสมัย ซึ่งนานๆ ทีจะได้เห็น และก็รู้เลยว่าทำไมต้องแต่งมาแบบนี้คงเป็นเพื่อของนางอีกนั่นแหละที่บังคับ เพราะนางเองก็บังคับให้พิมพ์มาดาแต่งตัวด้วยชุดเดรสสีชมพูชีฟองหวานยาวเลยเข่าเหมือนกัน
“แม่ดาไหว้คุณย่าระย้ากับคุณอาปิ่น และพี่น่านสิลูก” หันมาบอกหลานสาวตัวเองที่นั่งอยู่ข้างๆ ให้ทักทายทำความรู้จักกับแขกทั้งสามของตนเอง
“สวัสดีค่ะคุณย่าระย้า คุณอาปิ่น และพะ...พี่น่าน” ท้ายประโยคเธอเอ่ยไม่เต็มคำเท่าไหร่นัก และยิ่งรู้ว่าคนที่นั่งตรงหน้าตัวเองคือผู้ชายที่ต้องแต่งงานด้วยก็ยิ่งไม่พอใจ แม้ว่าอีกฝ่ายจะหล่อแต่ก็ไม่ใช่สเปคในแบบที่อยากได้ ถึงไม่เคยคิดเรื่องแฟนแต่ก็มีสเปคที่วาดฝันไว้ ต้องผิวขาวแต่คนนี้ผิวเข้ม ไม่ตรงใจตรงตาตั้งแต่แรกเห็น แล้วก็ผิวพ่อคุณก็เข้มเด่นมาแต่ไกลเชียวแหละ
“แม่ดาพาพี่เขาไปเดินดูรอบบ้านเราหน่อยสิลูก ยายกับย่าระย้าและอาปิ่นมีเรื่องต้องคุยกัน อ้อ อย่าลืมโทรตามพ่อกับแม่เราด้วยล่ะว่าให้กลับมาบ้านได้แล้ว” แสงฉวีจัดแจงบอกหลานสาวทั้งๆ ที่รู้ว่าน่านฟ้าน่ะรู้จักบ้านนี้ดียิ่งกว่าพิมพ์มาดาหลานสาวตัวเองเสียอีก
“หา! ทำไมต้องเป็นหนูด้วยคะ” เธอชี้มือเข้าหาตัวเอง
“แม่ดาเป็นคู่หมั้นกับพ่อน่านไม่ใช่เรอะ ก็สมควรต้องพาไป พ่อน่านให้น้องพาเดินดูรอบบ้านนะลูก” นางอธิบายพร้อมส่งสายตาดุหลานสาวจอมดื้อรั้นของตัวเอง
“ครับ” น่านน้ำรับคำง่ายดาย ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยากไปสักนิด ผู้หญิงที่เป็นคู่หมั้นยอมรับว่าเธอเป็นผู้หญิงที่สวยคนหนึ่ง แต่ไม่ใช่ในแบบที่เขาชอบ ไม่รู้สิ ไม่รู้ทำไมไม่ชอบผู้หญิงคนนี้เหมือนกัน ยิ่งดวงตากลมโตของเธอยามมองมาทางเขาอย่างหาเรื่องนั้นแล้ว ยิ่งทำให้เขาไม่ชอบผู้หญิงที่อวดเก่ง แค่มองแค่นี้ก็รู้แล้วว่าหล่อนอวดเก่งดื้อรั้นแค่ไหน
“พี่น่านเชิญไปเดินชมดูรอบๆ บ้านค่า....” เธอลากเสียงยาวพร้อมลุกขึ้นผายมือเชิญอีกฝ่ายให้เดินตามตัวเองออกไป
“ผมขอตัวนะครับคุณย่า คุณยาย อาปิ่น” เขาหยักยิ้มทรงเสน่ห์เล็กน้อย ก่อนจะลุกขึ้นเดินตามคนที่เดินไปรอที่หน้าห้องนั่งเล่นก่อนแล้ว
“จะรอดไหมฉวี” ระย้าเอ่ยขึ้นเมื่อมองตามหลานทั้งสองของตัวเองแล้วก็ปวดขมับทันที
“คุณแม่ก็คิดมากไปได้ หลานของปิ่นน่ะออกจะหล่อขนาดนั้น หนูดาต้องมีรักมั่งแหละ แถมหนูดาก็สวยน่ารัก พ่อน่านของปิ่นต้องมีหวั่นไหวมั่งแหละค่ะ” ปิ่นที่นั่งเงียบตลอดเอ่ยขึ้นบ้าง
“ขอให้เป็นอย่างแม่ปิ่นว่าเถอะ”
แสงฉวีเอ่ยบ้าง เพราะนางเองก็คิดเหมือนเพื่อนรักของนางนั่นแหละ
ด้านหนุ่มสาวที่เพิ่งเจอกันครั้งแรกและแถมการเจอกันก็เจอกันด้วยตำแหน่งคู่หมั้นด้วย พอเดินออกมาลับตาผู้คนมาอยู่ในโรงกล้วยไม้ของคุณยาย พิมพ์มาดาก็หยุดเดินแล้วหมุนตัวหันหน้ามาเผชิญกับคู่หมั้นหนุ่มของตัวเองทันที
“ฉันไม่อยากแต่งงาน / ผมไม่อยากแต่งงาน” ทั้งสองเอ่ยพร้อมกันทันที
“ก็ดีนี่ คุณไม่อยากแต่งงาน ฉันก็ไม่อยากแต่งงาน แล้วทำไมคุณไม่บอกคุณย่าของคุณล่ะ” พิมพ์มาดาเอ่ย
“แล้วทำไมคุณไม่บอกคุณยายของคุณล่ะ” เขาถามเธอกลับ
“ฉันบอกแล้ว”
“ผมก็บอกแล้ว”
“ก็บอกท่านอีกสิ ฉันก็จะบอกคุณยายอีก”
“ผมบอกแน่ ผมจะบอกจนกว่าท่านจะยอมยกเลิกเรื่องระหว่างเรานั่นแหละ ผู้หญิงอะไรไม่มีเสน่ห์เอาซะเลย” พูดพร้อมมองตั้งแต่หัวจรดเท้าของพิมพ์มาดา
“นะ...นายว่ายังไงนะ” สองมือกำแน่นทันทีเมื่อถูกดูถูก
“ไม่มีเสน่ห์” เขาบอกย้ำอีกครั้งและดังกว่าครั้งแรก
“นะ...นายก็เหมือนกันนั่นแหละ ไม่มีเสน่ห์ แถมปากเสียอีกด้วย ถึงว่าแหละไม่มีใครเอา แก่มาจนให้คุณย่าบังคับแต่งงาน” เธอโต้กลับด้วยความโมโห
“เดี๋ยวก่อนนะคุณน้อง ผมเนี่ยนะไม่มีใครเอา ผมน่ะเอาไปทั่วทั้งจังหวัดแล้วครับ และเมียน่ะ ถ้าให้เรียกว่าเมียนับรวมผมมีเป็นร้อยคน ว่าแต่คุณน้องเถอะ เห็นบอกว่าอายุยี่สิบแปดเหรอ จะขึ้นคานแล้วนี่ ห่วงตัวเองเถอะ เป็นผู้หญิงปล่อยให้ตัวเองอายุขนาดนี้ได้ยังไงกัน หน้าตาก็งั้นๆ” พูดแล้วก็เบือนหน้าหนี มองไปยังกล้วยไม้สวยงามในโรงเรือน
“นะ..นายจะมากไปแล้วนะ ดูถูกฉันมากไปแล้วนะ คานเหรอ ใช่อายุอย่างฉันใกล้คานทอง แต่ถ้าต้องแต่งงานกับคนนิสัยไม่ดีปากเสียอย่างนายฉันยอมขึ้นคานเสียดีกว่า และนายก็เองก็หน้าตางั้นๆ ไม่ได้ครึ่งผู้ชายที่มาตามจีบฉันเลยสักนิด” พูดแล้วก็เบือนหน้าหนีไปอีกทางเช่นกัน ตอนนี้คิดแค่อยากพูดเอาชนะผู้ชายตรงหน้าเท่านั้น ทั้งๆ ที่ตลอดชีวิตมองหาผู้ชายจะมีจีบแทบไม่มีเลยสักคน
“ถ้าหลุดจากฉันแล้วคงไม่มีใครมาจีบแล้วแหละแม่คุณ” เขาหันมาหาเธอแล้วถือวิสาสะยื่นมือจับคางเล็กแล้วบังคับให้หันมาเผชิญหน้ากับตัวเอง เขาไม่ชอบให้ใครมาเมินใส่ และผู้หญิงอวดดีปากเก่งคนนี้ก็ด้วยเช่นกัน
“อือ อย่ามาแตะต้องฉันนะ” พูดแล้วก็ปัดมือใหญ่ออกจากคางตัวเอง
“ทำเป็นหวงตัว ดีแค่ไหนแล้วที่จับแล้วเนื้อไม่หลุดติดมือมา" น่านน้ำคนที่เคยสุภาพอ่อนโยนให้เกียรติผู้หญิงมาตลอดได้หายไปเมื่ออยู่กับพิมพ์มาดา และตัวเขาเองก็ไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าตัวเองนั้นกลายมาเป็นผู้ชายปากจัดปากเสียได้ยังไง
“กรี๊ด! นะ...นายน่าน ตุ๊บ! ตุ๊บ!” ยกมือทุบอกอีกฝ่ายด้วยความปรี๊ดแตก และเขาก็จับมือทั้งสองของเธอเอาไว้แล้วกระชากเธอเข้าไปหาจนพิมพ์มาดาเสียหลักเซปะทะแผงอกของเขาไปแบบไม่ทันได้ตั้งตัว
“อย่ามาใช้กำลังกับฉัน อย่างน้อยฉันก็แก่กว่าเธอ”
“ฉันไม่ถือ” แหงนเงยหน้าขึ้นบอกเขา พร้อมบิดข้อมือเล็กออกจากอุ้งมือใหญ่
“แต่ฉันถือ” เขาโน้มก้มหน้าลงมาหาเธอจนดวงตาของพวกเขาทั้งสองสบประสานกันอย่างไม่ได้ตั้งใจ และเหมือนมีประจุไฟฟ้าช็อตร่างของพวกเขาทั้งสองคน พิมพ์มาดาดึงข้อมือตัวเองแรงกว่าเดิม จนน่านน้ำเสียการทรงตัวแล้วล้มลงไปกับพื้นพร้อมดึงร่างเล็กลงไปด้วย
ว้าย!
อุ๊บ!
ปากอวบอิ่มและปากหนาประกบกันราวกับจับวางก็มิปาน ดวงตากลมโตของพิมพ์มาดาเบิกกว้าง ส่วนน่านน้ำฉวยโอกาสจังหวะนี้สั่งสอนคนอวดดีทันที เขาปล่อยมือเธอแล้วกดหัวเธอลงมาแล้วบดจูบปากอวบอิ่มของพิมพ์มาดาโดยไม่สนใจว่าเธอจะพยายามเบือนหน้าหนีและดันตัวเองลุกขึ้น น่านน้ำกดหัวเธอบดจูบเอาแต่ใจ และยิ่งได้สอดแทรกปลายลิ้นร้อนรุกเร้าเข้าไปในโพรงปากของเจ้าหล่อนก็ยิ่งทำให้เขาอยากลิ้มรสโพรงปากของเธอ พอได้ลิ้มรสก็ได้รู้ว่ามันหวาน หวานแบบที่ไม่เคยได้จากใครมาก่อน เขาบดเคล้าคลอเคลียเรียวลิ้นตัวเองไล่ต้อนลิ้นเธอจนจนมุมก่อนจะผละออกมาเมื่อหล่อนกำลังจะขาดอากาศหายใจ
อือ!
พิมพ์มาดาหอบหายใจแรงทันทีเมื่อได้รับอิสระ และตอนนี้เธอคงไม่รู้เลยว่าปากของตัวเองนั้นบวมเจ่อแค่ไหน เธออ่อนแรงเมื่อถูกปล้ำจูบแรกไป แล้วก็ต้องกัดฟันเม้มปากแน่นเมื่อได้เห็นยิ้มเยาะเย้ยของคนที่ตัวเองนอนคร่อมทับอยู่บนพื้นสนามหญ้า
“ไอ้สารเลว!” พูดจบก็ตวัดมือไปกับหน้าของเขาทันที
เผียะ!
เสียงฝ่ามือน้อยดังกระทบหน้าของเขาจนหันไปตามแรงตบ และเมื่อหันกลับมาเขาก็ตวัดแขนโอบลำคอระหงรั้งลงมาหาตัวเองแล้วบดจูบเธออีกครั้ง
“อ่ะ อื้อ”
เมื่อถูกปล้ำจูบอีกครั้งเธอก็ดิ้นรนขัดขืนและทุบตีไหล่ของเขาเพื่อให้เขาปล่อย แต่ยิ่งดิ้นเขาก็ยิ่งบดจูบดูดลิ้นเธอแรงจนอ่อนระทวยอ่อนแรง และยิ่งไปกว่านั้นพิมพ์มาดาเผลอเคลิ้มจูบตอบกลับไป ความไร้เดียงสาของเธอทำให้น่านน้ำแอบกระหยิ่มยิ้มในใจ เมื่อรู้ว่าปากหวานอวดดีของหล่อนตัวเองได้ครอบครองเป็นคนแรก
“อ่ะ อื้อ” จากที่เธอนอนคร่อมทับเขาก็พลิกร่างรวดเร็วคร่อมทับเธอแทน บดจูบเร่าร้อนสลับอ่อนโยนก่อนจะผละปากออกจากริมฝีปากอวบอิ่มแสนหวานมาซุกไซ้ละเลียดปลายลิ้นไปตามซอกคอระหงด้วยความเคลิบเคลิ้มจนเผลอลืมไปว่าตอนนี้ตัวเองและเธออยู่ที่ไหนกัน
“อ่ะ อื้อ” คนไม่เคยได้ใกล้ชิดผู้ชายมาก่อนเผลอตัวเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสหวามที่ได้รับ
“ง่ายดีเหมือนกันนิ” น่านน้ำหยุดปลายจมูกที่ซุกไซ้ซอกคอระหงหอมกรุ่นอย่างแสนเสียดาย เมื่อนึกได้ว่าตรงนี้คือที่ไหน และก็ไม่ลืมที่จะพูดให้เธออับอาย
“นะ...นายสารเลว! ” เธอกำมือแน่นเมื่อเขาลุกขึ้นไปยืนพร้อมขยับจับเสื้อผ้าของเขา ส่วนตัวเองยังนอนนิ่งอยู่ที่พื้นหญ้า
“ฉันจะกลับแล้ว ฝากบอกทุกคนด้วยว่าฉันมีงานด่วนเข้ามา” พูดจบก็เดินจากไปทันทีโดยไม่คิดจะสนใจช่วยดึงเธอลุกขึ้นเลย
“ไอ้เลว! ไอ้บ้า! ไอ้หื่น!” ได้แต่ตะโกนด่าอีกฝ่ายไล่หลังเมื่อทำอะไรไม่ได้ ใจอยากลุกขึ้นไปกระชากมาตบๆ ให้พอใจ แต่ก็ทำไม่ได้เพราะตอนนี้แรงจะลุกขึ้นก็ยังไม่มีเลย ที่ทำได้คือนอนนิ่งแล้วยกมือเช็ดถูปากตัวเองไปมาด้วยความสะอิดสะเอียนเมื่อนึกถึงจูบของคนถ่อย
จากเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้พิมพ์มาดาเกลียดน่านน้ำยิ่งนัก ยิ่งไม่ชอบอยู่แล้วยิ่งมาทำให้เกลียด และยิ่งยามอาบน้ำมาส่องกระจกทีไรเห็นปากตัวเองก็ต้องกัดเม้มปากแน่นทุกที เมื่อภาพที่ถูกคู่หมั้นปากดีขโมยจูบแรกไปแบบนั้น และยิ่งไปกว่านั้นเขาทำให้เธออับอายญาติผู้ใหญ่เมื่อเข้ามาในบ้านทุกคนต่างมองมาทางเธอในสภาพที่ดูไม่ได้ ผมเผ้ายุ่งเหยิง และลิปสติกเปรอะเปื้อนริมฝีปากจนต้องขอตัวไปอาบน้ำเปลี่ยนชุดใหม่
ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!
เสียงประตูหน้าห้องดังขึ้นทำให้พิมพ์มาดาโยนความคิดก่อนหน้าทิ้ง แล้วเปลี่ยนมาเป็นยิ้มให้ตัวเองในกระจก ก่อนจะลุกเดินจากเก้าอี้หน้าโต๊ะเครื่องแป้งไปยังประตูห้องแล้วเปิดออกรับแขก
“มีอะไรกับดาคะแม่อ่อน”
“ไม่มีอะไรหรอกลูก แม่เดินผ่านห้องลูกเห็นไฟเปิดอยู่เลยเคาะดู แล้วทำอะไรอยู่ ทำไมถึงยังไม่นอนลูก” ตองอ่อนถามลูกสาว
“พอดีดูบัญชีของร้านและของโรงงานเลยยังไม่นอน”
“พักผ่อนได้แล้วลูก เนี่ยก็ดึกมากแล้ว ตั้งแต่มาลูกไปช่วยงานที่โรงงานและร้านของเราไม่หยุดพักเลย”
“ก็มันคืองานของเรานี่คะ อีกอย่างดาไม่อยากว่างงาน แม่ก็รู้ว่าดาไม่ชอบอยู่นิ่ง”
“อย่ามัวแต่ทำงานแล้วเงยหน้าอีกทีเพื่อนแต่งงานมีผัวหมดแล้วนะลูก เนี่ยอายุของเราก็ใกล้คานทองเข้าไปทุกทีแล้วนะ”
“แม่อ่อนอยากให้ดาแต่งงานกับนายน่านหลานของคุณย่าระย้าเหมือนที่คุณยายต้องการเหรอคะ ถึงพูดแบบนี้”
“ทำไมล่ะลูก พ่อน่านก็ดูเป็นผู้ใหญ่และเอาการเอางาน แถมหน้าตาก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่สักนิด”
“หึ! ขี้เหร่ค่ะแม่อ่อน ไม่เห็นหล่อเลย ยังไงหนูก็ไม่แต่งงานกับเขาหรอก หนูไม่รักเขาไม่ชอบด้วยและไม่มีวันชอบคนเถื่อนแบบนั้นด้วย” ยิ่งนึกถึงหน้าของน่านน้ำก็ยิ่งหงุดหงิด
“อือ แต่ยังไงก็หนีไม่พ้น เพราะคุณยายไม่ยอมแน่ ลูกก็รู้ว่าคุณยายไม่เคยผิดคำสัญญาและยิ่งกับเพื่อนรักด้วยแล้ว มีหรือจะยอมให้งานแต่งงานของลูกกับพ่อน่านยกเลิกไป”
“คุณแม่เลิกพูดเรื่องนี้เถอะค่ะ”
“งั้นแม่ไปนอนก่อนนะ ป่านนี้พ่อของเราคงหลับไปแล้วแหละ อย่าลืมนะลูกอายุของลูกมันไม่รอหรอกนะ พ่อน่านก็ไม่ได้แย่ แต่งๆ ไปเดี๋ยวก็รักกันเอง”
“มีแต่ยิ่งเกลียดน่ะสิคะแม่อ่อน ถ้าต้องแต่งงานกับนายนั่นจริงๆ ฝันดีนะคะแม่อ่อน”
“ฝันดีจ้ะลูก แม่ไปก่อนนะ เรื่องงานก็อย่าจริงจังให้มากนักเป็นผู้หญิงอย่าเก่งเกินชายมันไม่น่ารักรู้ไหมลูก”
“จะน่ารักหรือไม่น่ารักก็ขึ้นอยู่กับคนมองแล้วแม่อ่อน ไปได้แล้วค่ะลูกง่วงแล้ว ฮ้าว!” พูดจบก็ปิดปากหาว แสร้งทำท่าง่วงทันทีจนคนเป็นแม่ส่ายหน้าให้ด้วยความอ่อนใจ ก่อนจะเดินจากไป ตองอ่อนรู้ว่าพิมพ์มาดาน่ะดื้อแค่ไหน ดื้อพอๆ กับคนเป็นยายนั่นแหละ ก็ยายหลานเล่นถอดแบบนิสัยกันมาเป๊ะเลยทีเดียว
“คานทองเหรอ อีกตั้งสองปีถึงจะอายุสามสิบ ยังมีเวลา ไม่รู้จะให้รีบแต่งงานไปทำไม เผลอๆ พรุ่งนี้หรือไม่เร็วๆ นี้เราอาจจะเจอผู้ชายในสเปคก็ได้ใครจะไปรู้ แต่งงานกับนายน่านเหรอ ฝันไปเถอะ เกลียดนักไอ้คนถ่อยปากมอม” ว่าแล้วก็ปิดประตูเดินไปยังเตียงนอนแล้วทิ้งตัวลงนอนพลิกตัวไปมาจนหลับไปในที่สุด
น่านน้ำมองไปยังท้องฟ้ามืดมิดในยามคำคืน เป็นอีกคืนที่นอนไม่หลับ ตั้งแต่เมื่อสองวันก่อนที่ได้จูบปากแสนหวานของพิมพ์มาดาเขาก็นอนไม่ค่อยหลับ และพอหลับตาก็มักเห็นภาพปากอวบอิ่มน่าคลอเคลียบดจูบของเธอทุกครั้ง จนต้องหงุดหงิดมายืนมองดูดาวที่ระเบียงห้องแต่ฟ้าก็ไม่เป็นใจเอาเสียเลย ค่ำคืนนี้แม้แต่ดาวสักดวงก็ไม่ส่องแสงให้เขาได้เชยชม
เฮ้อ!
ถอนหายใจออกมาด้วยความหงุดหงิด หงุดหงิดเพราะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรกันแน่ ทำไมช่วงนี้ถึงจิตใจว้าวุ่นไม่เป็นที่เป็นทางแบบนี้ มือหนาหยาบกร้านยกขึ้นคลึงริมฝีปากตัวเองไปมาเมื่อนึกถึงจูบที่ไม่ได้ตั้งใจสั่งสอนพิมพ์มาดาในวันนั้น
“บ้าไปแล้วไอ้น่าน ก็แค่จูบเอง มึงไม่ใช่ไม่เคยจูบกับผู้หญิงสักหน่อย” พึมพำกับตัวเองแล้วสะบัดหัวแรงๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องเพื่อนอนหลับพักผ่อน เพราะพรุ่งนี้เขาต้องไปสั่งปุ๋ยที่ร้านประจำที่เคยทำการค้าด้วยกันมานาน และไปดูร้านขายเม็ดกาแฟของตัวเองในตัวอำเภอด้วย
สาวสวยสายแฟชั่นอย่างพิมพ์มาดามีเหรอจะแต่งตัวเบา ทุกวันของเธอคือรันเวย์ เธอแต่งตัวด้วยชุดจั๊มสีแดงเกาะอกปล่อยผมยาวสลวยอกมาทำงานที่ร้านในตัวอำเภอ พอมาถึงร้านก็เดินเอากระเป๋าสะพายหรูแบรนด์เนมราคาแพงของตัวเองไปไว้ในห้องทำงาน แล้วหยิบกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์ติดมือมาด้วยเพื่อจะไปซื้อของที่เซเว่นซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของร้าน ทั้งๆ ที่ใช้เด็กในร้านไปก็ได้แต่เธออยากไปซื้อเอง ระหว่างจะเดินข้ามถนนนั้นก็ไม่ทันระวังเผลอเดินชนคนที่เดินข้ามถนนสวนมาพอดี
อุ้ย!
ว้าย!
หากมือใหญ่คว้าเอวเล็กไว้ไม่ทันเธอได้ล้มลงหัวกระแทกฟุตปาธแน่นอน
“เป็นอะไรมากรึเปล่าครับ ขอโทษด้วยนะครับ” น้ำเสียงสุภาพอ่อนโยนเอ่ยขึ้นพร้อมกับปล่อยให้เธอได้ยืนเอง
“ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณนะคะ ฉันเองก็ไม่ทันได้ระวัง” เธอก้มมองสำรวจตัวเองโดยไม่ทันได้มองคนที่ตัวเองเดินชนและช่วยตัวเอง
“ขอโทษด้วยนะครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ” พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นมองหน้าร่างสูงตรงหน้าในชุดสีกากี เธอมองหน้าของอีกฝ่ายตาค้าง ปากนิดจมูกหน่อย ผิวขาว สายตาอบอุ่นยามมองเธอมันช่างชวนเคลิ้มเหลือเกิน แต่ก็ต้องสลัดความคิดนั้นทิ้งแล้วก้มหน้าซ่อนความเขินอายไว้
“งั้นผมขอตัวก่อนนะครับ”
“คะ...ค่ะ เออ...คุณชื่ออะไรคะ” ปากของเธอพูดไปแล้วและก็มาอายทีหลัง ก็เกิดมาไม่เคยคิดว่าจะต้องถามชื่อผู้ชายก่อนเลย และเขาเป็นผู้ชายคนแรกที่เธออยากรู้จัก
“ผมปลัดธนูครับ คุณไม่รู้จักผมแสดงว่าไม่ใช่คนแถวนี้ ดูจากการแต่งตัวแล้ว” เขาพูดพร้อมมองสำรวจการแต่งตัวของหญิงสาว เพราะทันสมัยต่างจากสาวๆ แถวนี้ และสาวๆ แถวนี้ก็รู้จักเขาแทบทุกคน
“เป็นปลัดเหรอคะ ฉันชื่อพิมพ์มาดา เรียกดาก็ได้นะคะ สั้นๆ จะได้สนิทกัน และฉันเพิ่งย้ายมาอยู่ที่นี่ค่ะ ยังไม่คุ้นชินเท่าไหร่ เมื่อก่อนอยู่กรุงเทพฯ แต่ต้องมาช่วยคุณยายดูแลกิจการเลยย้ายกลับมาค่ะ ฉันเป็นหลานสาวของคุณยายแสงฉวีค่ะ” พูดแนะนำตัวเองยาวเหยียด ก็คนนี้หล่อโดนใจตรงสเปคทุกอย่าง สายตาอบอุ่น แถมเป็นสุภาพบุรุษอีกต่างหาก ต่างจากคู่หมั้นราวฟ้ากับเหว แล้วเธอจะนึกเอาคนถ่อยแบบนั้นมาเปรียบกับเทพบุตรตรงหน้าทำไมกันล่ะ
“ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณดา”
“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะ” พูดพร้อมกับนำกระเป๋าสตางค์และโทรศัพท์ที่ถืออยู่ในมือคนละข้างมาถือด้วยมือเดียว แล้วยื่นออกไปเพื่อหมายจะได้จับมือทำความรู้จักกับปลัดหนุ่มตรงหน้า
“ครับ” ปลัดหนุ่มยื่นมือออกมาจับทักทายทำความรู้จักกับหญิงสาวแล้วปล่อยกลับมาไว้ข้างลำตัวเหมือนเดิม
“งั้นผมขอตัวนะครับ”
“ค่ะ ถ้าเจอกันอีกครั้งหน้าขอเลี้ยงกาแฟตอบแทนที่ช่วยไม่ให้ล้มหัวกระแทกฟุตปาธนะคะ”
“ครับ” แล้วปลัดหนุ่มก็เดินยิ้มอ่อนโยนจากไปทันที ปล่อยให้สาวสวยยืนบิดตัวเขินไปเขินมาอยู่กับที่ และอีกมุมหนึ่งในร้านเสริมสวยที่อยู่ฝั่งตรงข้ามก็มีสายตาดุดันของใครบางคนจ้องมาทางที่พิมพ์มาดาและปลัดหนุ่มคุยกันก่อนหน้านี้ สันกรามของเขาก็ปูดโปนขึ้นอย่างเห็นได้ชัดว่าไม่พอใจที่ทั้งสองพูดคุยยิ้มให้กันราวกับสนิทสนมกัน
“มองอะไรคะน่าน” เสียงของเจ้าของร้านเสริมสวยคนสวยเดินมาพร้อมกับน้ำเย็นในมือหนึ่งแก้วมาให้แขกที่แวะมาหาแต่เช้าของวันนี้พร้อมมองตามสายตาของชายหนุ่มไปด้านนอก
“หลานสาวของคุณยายแสงฉวีน่ะน่าน”
“อือ” เขาหันมาพยักหน้ารับรู้แล้วรับแก้วน้ำในมือของสุดใจมาดื่มแล้ววางไว้บนโต๊ะตรงหน้า พร้อมกับเจ้าของร้านเสริมสวยก็นั่งลงตรงข้ามกับเขา
“เธอสวยมากเลยนะน่านว่าไหม เนี่ยมาทำงานที่นี่ทำให้หนุ่มๆ แถวนี้มองกันตาค้างเลย เธอแต่งตัวเปรี้ยวทันสมัย มีเสน่ห์มากเลยแหละ”
“ถ้าจะแต่งแบบนั้นทำไมไม่ถอดโชว์ไปเลยล่ะ นมก็เล็กเท่าอะไรทำเป็นใส่เกาะอกอวดเนินอก” พูดด้วยอารมณ์โกรธคนตัวเล็กที่กำลังเดินข้ามถนนมาทางฝั่งที่ตัวเองอยู่
“สุดใจว่าสวยออก อีกอย่างน่านดูอารมณ์ไม่ดีเป็นอะไรรึเปล่าแล้วก็พูดเยอะเหมือนไม่ใช่น่านด้วย”
คนที่เป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานานหลายปี ไม่ใช่สิ ต้องเรียกว่าอดีตแฟนเก่าถึงจะถูก แม้จะเคยคบกันเป็นแฟนในช่วงระยะเวลาไม่กี่ปีแต่ก็ทำให้รู้จักน่านน้ำเป็นอย่างดี แม้ตอนนี้น่านน้ำจะลดสถานะของเธอมาเป็นแค่เพื่อนแล้วก็ตาม แต่สุดใจก็หวังว่าในอนาคตจะได้เป็นคนรักของเขา
“ร้อนน่ะเลยหงุดหงิด”
“ร้อนเหรอ งั้นเราปรับแอร์ลงอีกหน่อยไหม”
“ไม่ต้องหรอกสุดใจ เดี๋ยวน่านจะกลับแล้ว วันหลังจะแวะมาหาใหม่นะ”
ว่าแล้วก็หยิบเสื้อหนังที่ถอดพาดไว้ที่พนักโซฟาขึ้นมาใส่แล้วหยิบกุญแจรถเดินจากไปทันที พร้อมกับที่คนที่ข้ามถนนมาถึงฝั่งนี้พอดี ส่วนสุดใจเก็บแก้วน้ำเดินเข้าไปหลังร้านเมื่อแขกกลับไปโดยไม่ได้มองว่าตอนนี้น่านน้ำไม่ได้กลับ แต่เดินตามหญิงสาวที่พูดถึงก่อนหน้านี้ไป