Chapter 1
ผลัวะ!
อ๊ากส์!
พลั่ก!
เสียงโหยหวนนั้นเรียกรอยยิ้มสาแก่ใจแต้มมุมปากชายฉกรรจ์หกคนที่ยืนอยู่ในห้อง ขณะมองชายหนุ่มวัยยี่สิบแปดปีประเคนหมัดหนักหน่วงเข้าใส่หน้าและลำตัวของผู้ชายหนึ่งในห้าที่ถูกมัดโยงด้วยโซ่เส้นโต ทุกครั้งที่จบคำถามและไม่ได้คำตอบที่ต้องการ เรี่ยวแรงกำลังถาโถมเข้าใส่เชลยตรงหน้าหนักหน่วงมากขึ้น เรียกเสียงโหยหวนลั่น แต่พวกเขาไม่กลัวหรอกว่า เสียงของมันจะเล็ดลอดออกไปเข้าหูใครก็ตามที่บังเอิญผ่านมา นั่นเพราะที่นี่เป็นห้องใต้ดินภายในตึกหลังงามหลังหนึ่งบนอาณาจักรศิลาลักษณ์
ห้อง... ที่ถูกขนานนามว่า ห้องเชือด!
สองข้างกายมัน ชายฉกรรจ์อีกห้าคนถูกมัดมือด้วยโซ่โยง หน้าตาเนื้อตัวพวกมันแตกยับ กลิ่นคาวเลือดคลุ้ง แต่ละคนคอตกคอพับสลบเหมือด ยกเว้นไอ้คนที่กำลังแหกปากร้อง
“รีบบอกคุณคาร์ลดีกว่าถ้าไม่อยากทรมานมาก”
หนึ่งในชายฉกรรจ์ส่งเสียงข่มขวัญ ขณะที่คนถูกจองจำร่างกายโอนเอนตามแรงหมัด ความเจ็บปวดร้าวไปทั่วสรรพางค์กาย มันเจ็บจนตัวงอ ร่ำร้องจนเสียงแห้ง คนลงมือก็หาได้สนใจ นาทีนี้ มันได้กลิ่นความตายของตัวเองรำไรขณะผจญอยู่ในนรกแห่งความเจ็บปวดแสนสาหัส
“รีบๆ ฆ่ากูเลยสิวะ กูไม่กลัวมึงหรอกไอ้คาร์ล”
เจ็บร้าวปางตายตรงชายโครง มันคิดว่ากระดูกส่วนนั้นคงหักไปหลายซี่ การถูกทรมานมาหลายชั่วโมงทำให้มันนึกอยากตายไปให้รู้แล้วรู้รอด เสียงพูดที่ดังออกมาไม่ต่างอะไรกับเสียงกระซิบหากไม่วายปากดี ร่างกายใหญ่โตของมันหาใช่หินผา ถูกทรมานมานาน สติหลุดรอยในที่สุด
“ปลุกมันขึ้นมา”
คมคาย ศิลาลักษณ์ กระตุกยิ้มเย็นเยือก ยิ้มที่ส่งไม่ถึงดวงตาคมกริบดุดันไร้ปรานี
ชายฉกรรจ์ที่อยู่ในห้องนั้นนำถังน้ำมาสาดใส่เชลยทั้งหมด ปลุกพวกนั้นให้คืนสติ
“อย่าทำกูอีกเลย ปล่อยกูเถอะ กูไม่รู้ ไม่รู้จริงๆ”
ทันทีที่ตื่นมารับรู้ว่ามันยังต้องผจญอยู่ในนรกถึงกับผวาหน้าตาตื่น ใครคนหนึ่งแหกปากร้องวิงวอนราวคนบ้า ดวงตาปูดโปนแดงก่ำเต็มไปด้วยแววหวั่นผวาจับจ้องที่ใบหน้าคมคายแม้ครึ่งใบหน้านั้นจะรกด้วยแนวหนวดเครา ยังเห็นได้ว่าผิวนั้นขาวจัด เกิดจากการใช้ชีวิตท่ามกลางอากาศหนาวมาหลายปี มันแทบไม่อยากเชื่อสายตาว่าลูกชายคนเดียวของมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของเมืองไทยจะจัดเจนฝีมือและทรมานคนได้เหี้ยมโหดขนาดนี้ ภาพลักษณ์ที่พวกมันเคยเห็นจนชินตาคือชายหนุ่มผู้ชื่นชอบความสำเริงสำราญท่ามกลางกลุ่มเพื่อน หญิงสาวสวย และสังคมหรูหรา
“ถ้ามึงไม่รู้อะไรเลยมึงก็ไม่สมควรอยู่รับรู้อะไรอีก”
คมคายเปรย เสียงไร้ความรู้สึก
“ถ้ามันไม่อยากพูด ลิ้นก็ไม่ควรเก็บไว้นะครับเจ้านาย”
รัฐกร ธัญชัยพร ผู้ช่วยและคนสนิทสำทับแทรกเสียงคร่ำครวญของเชลย พอเขาพูดจบมีดเล่มหนึ่งก็ถูกยื่นมาตรงหน้า เจ้านายเพียงปรายตามองเฉย เขาจึงคว้ามันมาโยนเล่นโดยไม่ลืมสังเกตสีหน้าหวาดผวาสุดขีดของเชลยอีกสองคนที่ถูกปลดจากโซ่
ผู้ถูกจองจำอีกคนตะเบ็งเสียงขึ้นมาอีกครั้ง รังสีอำมหิตที่แผ่ออกมาจากตัวหนุ่มรุ่นลูก ความโหดร้ายทารุณที่มันได้เจอกับตัวเห็นกับตาทำมันแทบเป็นบ้า ยิ่งเห็นมีดคมวับด้านหลังใจมันแทบระเบิด
“กะ... กูไม่รู้เรื่อง กูตรวจเช็กเครื่องแล้ว มันไม่มีปัญหาอะไรจริงๆ มันเป็นอุบัติเหตุ ตำรวจก็บอก มึงไม่เชื่อก็ไปเอาเรื่องพวกตำรวจสิวะ พวกกูเป็นแค่ช่างเครื่องจะรู้อะไรวะ”
“มึงไม่ต้องมาสอนว่าพวกกูควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร ทางที่ดีมึงบอกมาดีกว่าว่าพวกมึงทำงานให้ใคร คุณคาร์ลอาจจะเมตตามึงบ้างก็ได้”
“กูไม่รู้ ไม่รู้!”
คมคายสีหน้าเรียบเฉยหาได้มีปฏิกิริยาอะไรต่ออาการกระเสือกกระสนหาทางรอด ตากร้าวกระด้างจับจ้องคนที่เป็นหัวหน้าซึ่งต่อสายตากับเขาไม่หลบ ภายใต้ความนิ่ง โพรงอกของเขาระอุไปด้วยความร้อนราวกับถูกไฟนรกแผดเผา เหตุเพราะพวกมัน!
“เอามันลงมา”
ศิลาลักษณ์ทำธุรกิจหลายอย่าง ธุรกิจหลักคือผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มจำพวกเหล้า เบียร์ น้ำเปล่า น้ำอัดลมตลอดถึงเครื่องดื่มชูกำลัง รองลงมาเป็นกิจการขนส่งระหว่างประเทศ กิจการอสังหาและสังหาฯ ตัวแทนนำเข้ารถหรู
นอกจากนี้ก็ยังมีธุรกิจสีเทา คือ ผับ บาร์ โรงแรมหรูในเมืองใหญ่หลายจังหวัด สนามแข่งรถบนพื้นที่ชายฝั่งติดทะเล แน่นอนว่าต้องเป็นสมาชิกเท่านั้นถึงจะใช้บริการได้เพราะค่าสมาชิกหลายแสนบาท สุดท้ายกิจการกาสิโน ส่วนใหญ่อยู่ต่างประเทศ มีหนึ่งแห่งอยู่บนเกาะ
ไอ้ตัวสวะตรงหน้า มันเคยเป็นผู้บริหารกาสิโนแห่งหนึ่งในประเทศเพื่อนบ้าน ถูกให้ออกเพราะยักยอกเงินมหาศาล มันเคียดแค้นและกลับมาแว้งกัดด้วยการรวมหัวกับทีมช่างเครื่องบินส่วนตัว
เครื่องบินที่บังเอิญเกิดอุบัติเหตุขณะเดินทางไปดูงานที่สมุย พ่อแม่ของเขา การ์ดและนักบินรวมสิบชีวิต ทั้งหมดเสียชีวิตทันที
อุบัติเหตุเครื่องบินตกแม้ไม่ได้มีทุกวัน ไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์พันลึก เกิดกับใครก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่สำหรับครอบครัวของเขา
ไม่ใช่ ศิลาลักษณ์! ที่มีการป้องกันแน่นหนาด้วยการ์ดมืออาชีพ
ตำรวจสรุปว่ามันเป็นอุบัติเหตุจากหลักฐานที่เก็บรวบรวมได้
เขาไม่เชื่อ! คนนอกไม่มีทางทำอันตรายพ่อแม่เขาได้ ยกเว้นมันจะเป็นคนใน!
“ฆ่ากูซะเลยสิ”
คมคายกระตุกมุมปาก จ้องคนตรงหน้าเขม็ง ก่อนที่มันจะได้ดูแลกาสิโน มันเคยเป็นหัวหน้าการ์ดของพ่อเขามาก่อน พ่อไว้ใจมันมาก
เขาไม่เชื่อว่ามันจะทำเรื่องนี้ลำพังเพียงเพราะแค้นที่ถูกไล่ออก
“กูให้โอกาสมึงอีกครั้ง มึงทำงานให้ใคร หรือจะไปสารภาพบาปกับยมบาลในนรก”
ในความนิ่ง แท้จริงอารมณ์เขาโคตรจะเชี่ยวกราก ความเจ็บแค้นจุกแน่นโพรงอก
“กูไม่ได้ทำงานให้ใครทั้งนั้น กูแค้นโว้ย ทำงานให้พ่อมึงมานาน แล้วดูที่มันตอบแทนกูสิ ถุย!”
แววตาแดงก่ำของมันวาวขึ้น ไม่ถึงอึดใจก็เป็นฝ่ายโผนเข้าหาเขาก่อน คมคายเพียงฉากตัวหลบ สวนกลับด้วยลูกเตะเต็มกำลัง
อ๊ากส์!
มันร้องลั่น ถลาไปชนกับกล่องพลาสติกมุมห้อง ก่อนตะเกียกตะกายทะยานเข้าหาศัตรูอีกครั้ง ครั้งนี้ประสบการณ์ตามอายุที่มากกว่า ทำให้มันซัดกลับหนุ่มรุ่นลูกได้หลายหมัด
คาร์ลใช้หลังมือเช็ดเลือดตรงมุมปาก มองเลือดบนหลังมือ แสยะยิ้มที่แทบมองไม่เห็นว่ายิ้ม ตวัดตามองอีกฝ่าย มันพุ่งเข้าหาอย่างไม่รักตัวกลัวตายเหมือนคนอื่นๆ เขาชอบความบ้าเลือดของมันเพราะมันทำให้เขา...สนุก!
ทันทีที่รู้เรื่องอุบัติเหตุ แม้คมคายจะอยู่ต่างประเทศก็ได้สั่งการให้รัฐกรจัดการเรื่องนี้ทันที ไม่เป็นการยากสักนิดในการสืบเสาะหาตัวคนทำ เขาปล่อยให้มันได้ใจ ลำพองฮึกเหิมกับสิ่งที่พวกมันทำ กระทั่งงานศพของบิดามารดาผ่านพ้นไป จากนั้นรวบตัวพวกมันมาเซ่นสังเวยเถ้ากระดูก
ชายหนุ่มระบายความเจ็บแค้นด้วยการกระหน่ำหมัดและเท้าประเคนใส่โดยไม่สนเนื้อตัวแตกเลือดโชกส่งกลิ่นคาวคละคลุ้ง ในสมองของเขาราวหลุดเข้าไปอีกโลก ที่มีแค่เขากับมัน เขารู้แค่อยากจะฆ่ามันให้ตายช้าๆ ให้ทรมานแสนสาหัสจนลมหายใจเฮือกสุดท้าย มันควรจะเป็นแบบนั้น
และเพราะแบบนั้น เสียงโหยหวนอันเกิดจากความเจ็บปวดจึงดังระงมโกดังอีกครั้ง เนิ่นนาน พอๆ กับสภาพยับเยินของผู้ทุรยศที่ทำเอาผู้ชายตัวโตในห้องเกิดอาการอยากเมินหน้าหนี นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นเจ้านายหนุ่มโกรธจัด
ท่ามกลางความกดดันในมวลอากาศ โทรศัพท์ของรัฐกรมีสายเรียกเข้า เขาส่งมีดคืนชายฉกรรจ์คนหนึ่งก่อนรับสาย ไม่กี่วินาทีเบี่ยงโทรศัพท์ออกห่างตัวเล็กน้อยพร้อมรายงานผู้เป็นนาย
“คนของเรารายงานมาว่ารวบตัวพวกที่หนีไปได้หมดแล้ว คุณคาร์ลจะให้จัดการยังไงดี”
“ฆ่าให้หมด”
“อีกเรื่อง มันรู้แล้วว่าครอบครัวไอ้เหี้ยนี่อยู่ที่ไหน ตอนนี้มันประกบตัวอยู่”
คำรายงานนั้นทำให้เชลยทั้งหมดหูผึ่ง สีหน้าตกตะลึง โดยเฉพาะอดีตผู้ดูแลกาสิโน มันคาดไม่ถึงว่าครอบครัวที่เขาส่งไปไกลแสนไกลจะตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกมันง่ายดาย
“ไม่จริง!”
อาการผวา แววตาหวาดหวั่นของไอ้ตัวหัวหน้าที่บังอาจมาทำร้ายพ่อแม่เขา ทำให้คมคายกระตุกยิ้มเย็น ออกคำสั่งเยือกเย็นไม่ต่างจากสีหน้า
“เก็บซะ”
“ไม่!!!”
รัฐกรไม่สนเสียงตะเบ็งโหยหวนและกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งโกดัง เลื่อนโทรศัพท์มาถ่ายทอดคำสั่งออกไปก่อนวางสาย
“กูฆ่ามึงแน่ไอ้คาร์ล!!!”
“มึงมันสมควรตาย” คมคายแค่นเสียงลอดไรฟัน สะบัดร่างโชกเลือดกระเด็นออกห่าง เอ่ยเสียงเย็น “แต่มึงควรอยู่ อยู่รอดูว่าพ่อมึงตายยังไง แม่มึงตายแบบไหน คนในครอบครัวมึงต้องมีจุดจบก็เพราะความชั่วที่มึงทำ”
“ไอ้สัตว์! ไอ้ปีศาจ!”
มันร่ำร้องคั่งแค้น คมคายไม่สนใจ
“อย่าให้มันตายง่ายๆ”
มันสมควรตาย แต่ต้องตายให้ช้าที่สุดและทรมานที่สุด
“ฉันจะมาเล่นสนุกกับมันทุกวัน”
ลูกน้องวัยฉกรรจ์ต่างเข้าใจสารนั้นเป็นอย่างดี มุมปากพวกมันกระตุกยิ้มสะใจ
“กูจะฆ่ามึง ไอ้คาร์ล! กูจะฆ่ามึง!!!”
คมคายไม่แม้แต่จะปรายตามองซากร่างโชกเลือดพวกนั้นเมื่อเสียงร้องโหยหวนเจ็บแค้นของมันดังขึ้น นับครั้งได้ที่เขาจะโกรธจัดและลงมือจัดการใครสักคนด้วยตัวเอง
เลือดล้างด้วยเลือด... เหมาะสมแล้ว
ร่างสูงสง่าผึ่งผายเพราะส่วนหนึ่งมีเชื้อสายตะวันตกเดินออกจากโกดัง ล้วงบุหรี่ส่งเข้าปาก อัดควันเข้าปอดลึกๆ
วันนี้ไม่มีหลักฐานว่ามันทำงานให้ใครอีก สักวันเขาต้องรู้แน่ ขอให้พวกมันฉลาดให้สมกับที่คิดเล่นงานศิลาลักษณ์
ถ้าวันนั้นมาถึง เขาไม่เอาพวกมันไว้แน่ ความตายยังปรานีเกินไป
“จัดการด้วย”
“ครับคุณคาร์ล”
รัฐกรรับคำเสียงเรียบใบหน้าเรียบนิ่งไม่ต่างจากผู้เป็นเจ้านาย คล้อยหลังร่างสูงสง่าก้าวออกไปจากโกดังแล้ว เขาหันไปสั่งงานกับคนอื่นๆ ขณะเหลือบมองไอ้พวกไม่รักตัวกลัวตายที่ริอ่านแหย่ขาเข้ากรงเสือ
บุหรี่อึกสุดท้ายถูกอัดลงปอด ร่างสูงหยุดยืนใต้ต้นมะม่วงใหญ่ห่างจากตัวบ้านประมาณห้าร้อยเมตร
คมคายถอนหายใจยาว ขับไล่ความอัดอั้นทั้งมวล ตามองไปยังบ้านหลังมหึมาในความรู้สึกเขา ใครๆ เรียกมันว่าคฤหาสน์ พรั่งพร้อมด้วยข้าทาสบริวารและเครื่องอำนวยความสะดวก ในวันนี้สำหรับเขา มันช่างเงียบเหงาและใหญ่เกินไป เมื่อข้างในนั้นไม่มีพ่อและแม่อีกแล้ว
พวกท่านจากไปกะทันหัน เขาไม่มีโอกาสดูใจด้วยซ้ำ
นิ้วเรียวแข็งดีดก้นบุหรี่ทิ้ง และคงเดินกลับเข้าตัวตึกถ้าไม่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวเบาๆ หลังต้นไม้ คิ้วเข้มย่นเล็กน้อย เดินเงียบเชียบอ้อมมาอีกด้าน
ร่างผอมบางของเด็กสาววัยสิบเก้าปีนั่งกอดเข่าโยกตัวเบาๆ ท่าทางเหม่อลอย
มะลิ...
เจ้าของร่างนั้นก็เหมือนรู้ว่าไม่ได้อยู่ลำพัง ใบหน้าจิ้มลิ้มหันมา ดวงตาเรียวสวยเบิกเล็กน้อยเมื่อเจอเขา จากนั้นเป็นการลนลานลุกขึ้นยืนก้มหน้า ส่งเสียงแผ่วเบา
“คุณคาร์ล”
“มาทำอะไรตรงนี้”
ด้วยที่ตัวเขาสูงใหญ่กว่าเมื่อก้าวเข้าหาอีกก้าวจึงข่มร่างบอบบางให้ดูเล็กจ้อยลงไปอีก
“เปล่าค่ะ”
เขาเห็นมือเรียวบางขยุ้มกระโปรงสีดำแน่น แวบหนึ่งที่เธอเงยหน้ามอง แววเศร้าในดวงตา พานให้หัวใจมืดครึ้มมากขึ้นไปอีก เด็กสาวตรงหน้าเป็นลูกสาวของอดีตแม่บ้าน เขารู้เรื่องของหล่อนคร่าวๆ ว่าถูกแฟนทิ้งขณะท้องอ่อนมาหางานทำ แม่เขาสงสารจึงรับไว้ และเมื่อหล่อนคลอดลูกออกมาเป็นเด็กผู้หญิง พ่อและแม่ที่มีเขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวจึงให้ความเอ็นดูเด็กน้อยกำพร้าคนนี้มากถึงขนาดตั้งชื่อให้เมื่อตอนแรกเกิดว่า ‘มัลลิกากานต์’ เมื่อแม่บ้านเสียชีวิตหลังคลอดลูกไม่นาน ท่านจึงนำเด็กน้อยขึ้นมาเลี้ยงในตึกใหญ่ เธออยู่ในความดูแลของแม่ตั้งแต่นั้นมากระทั่งบัดนี้
แม้ไม่ได้มอบตำแหน่งใดๆ ให้ มัลลิกากานต์ยังได้รับความเกรงใจและเอ็นดูจากคนงาน
“กลัวเหรอ”
“...”
อีกครั้งที่เขาเห็นวาวรื้นในดวงตา ถ้อยคำที่เคยพูดก็ดังขึ้นมา
“กลัวแล้วทำไมมาหลบอยู่คนเดียว โง่หรือฉลาด”
ย้อนกลับไปหลายปีก่อน เด็กหญิงมัลลิกากานต์ตัวเล็กเวลาตกใจหรือกลัวมักจะหลบไปมุดใต้เตียงไม่ก็หนีมาแอบในสวน เขาที่โตกว่าสิบปีพลอยเอ็นดูไปด้วย มักจะแกล้งขยำผมยาวหยิก หยอกล้อ ดึงร่างเล็กมาอุ้ม ลูบแผ่นหลังไปมา
มือหนาเผลอยกขึ้นตามความเคยชิน ก่อนที่เขาจะมองเห็นเลือด จึงพลิกตัวหันหลังให้ เอ่ยเรียบเบา
“ไม่ต้องกลัว”
เธออาจกำลังเคว้ง... เมื่อผู้อุปการะทั้งสองจากไป
เสียงของเขาคงไปปลดล็อกบางอย่างในตัวเธอ ชายเสื้อด้านหลังถูกจับขยุ้มกำ ในจังหวะที่เขากำลังจะก้าวเข้าบ้าน ไม่มีเสียงร้องไห้ แค่เสื้อที่ค่อยๆ ถูกขยุ้มจนแน่น คมคายรับรู้ถึงจังหวะหายใจที่ไม่ปกติ ร่างสูงยืนนิ่งเงียบ ปล่อยให้เสียงสะอื้นแผ่วเบาดังอยู่อย่างนั้น...
จิตใจหมุนวนไปเมื่อหลายปีก่อน
เขาที่โตกว่าเด็กหญิงมัลลิกากานต์สิบปี เวลาที่เธอร้องไห้หนีมาแอบ เขามักเป็นคนที่เจอตัวเธอ
“กลัวแล้วทำไมมาหลบอยู่นี่คนเดียว โง่หรือฉลาด”
“...”
“คุณคาร์ลไม่ให้ใครมาทำอะไรหนูลิหรอก”
“จริงนะ” เด็กน้อย ป.3 เงยหน้าถามทั้งน้ำตา
“เธอเป็นคนของศิลาลักษณ์ ใครทำเธอก็เหมือนทำศิลาลักษณ์ มันต้องชดใช้ ฉันให้เวลาร้องจนฉันเดินถึงประตูบ้าน ก้าวเข้าบ้านแล้วน้ำตายังไม่แห้งจะไม่โอ๋แล้ว อยู่บ้านนี้ต้องเข้มแข็ง ไม่กลัวอะไรทั้งนั้น คนของศิลาลักษณ์จะได้รับการปกป้อง เข้าใจหรือเปล่า”
เด็กน้อยพยักหน้าถูไถไปมากับซอกคอ ร่างสูงก้าวเนิบช้าตรงไปยังคฤหาสน์หลังใหญ่
มุมปากได้รูปหยักลงเล็กน้อย เข้ามาภายในบ้านแล้ว เจ้าตัวเล็กยังไม่หยุดร้อง เอ่ยเสียงดุขรึม
“ดื้อไม่เปลี่ยน ทิ้งลงพื้นซะดีไหม”
เด็กน้อยได้ยินยิ่งซุกหน้าแนบต้นคอหนา กอดรอบไหล่แข็งแน่นด้วยกลัวจะถูกปล่อยลงพื้น จึงไม่ได้เห็นประกายตาคมอ่อนแสงขณะหลุบมองตัวเธอ
คมคายในวัยสิบเก้าปีส่ายหน้า ที่พูดไปก็เพียงข่มขู่เล่น ยิ่งได้เห็นวงหน้าเล็กแอบมองพร้อมทำปากยื่นใส่อย่างเด็กดื้อในตอนที่คิดว่าเขาไม่มอง ใจแข็งทิ้งลงพื้นไม่ลง แม้ระอาแต่ความเอ็นดูมีอยู่มาก เขาสรุปเอาว่า มันเป็นความคุ้นเคย เพราะเห็นเจ้าตัวเล็กมาแต่เกิด
มัลลิกากานต์เติบโตขึ้น ไม่ใช่เด็กหญิงตัวน้อยที่เขาชอบแกล้งคนนั้นอีกแล้ว วันเวลาเปลี่ยนเด็กน้อยตัวผอมผิวขาวเมื่อเจ็ดปีก่อนให้เป็นสาวน้อยวัยสิบเก้า หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา รูปร่างเพรียวบาง แม้ในยามสวมใส่ชุดเดรสเรียบร้อยสีดำเช่นนี้ยังส่งเสริมให้คนสวมใส่ดูน่ารัก อ่อนเยาว์และบริสุทธิ์สวยงาม บอบบาง สมกับชื่อของเธอ ...มะลิ
คืนนี้ ท้องฟ้าไร้ดวงดาว จันทร์อับแสงเพราะเมฆครึ้มทะมึนมาตั้งแต่หัวค่ำ มัลลิกากานต์กลับนอนไม่หลับแม้จะดึกค่อนคืนแล้ว นอนมองท้องฟ้าอันเวิ้งว้างอยู่นาน จิตใจก็ยิ่งเงียบเหงาห่อเหี่ยว มันช่างเหมือนชีวิตเธอในตอนนี้จริงๆ
อ้างว้างว่างเปล่าและตัวคนเดียว...
ตั้งแต่จำความได้เธออยู่ในความดูแลของคุณบงกช อยู่ในบ้านหลังใหญ่โตนี้ คุณบงกชเลี้ยงดูเธอเป็นอย่างดีแล้ว ท่านยังกรุณาให้ได้เข้าเรียนโรงเรียนเดียวกับคมคาย แม้เขาจะไม่ได้ให้ความสนิทชิดเชื้อกับเธอมากนัก เธอรับรู้ว่าเขาใจดี เวลาที่เธอมีปัญหาก็มักจะได้รับความช่วยเหลือจากเขาตลอด กระทั่งเขาย้ายไปเรียนปริญญาตรีก็เริ่มห่างเหินไปทั้งๆ ที่ยังอยู่บ้านเดียวกัน และห่างหายเมื่อเขาไปเรียนต่างประเทศ
คฤหาสน์หลังนี้มีทั้งหมดสามชั้น ชั้นหนึ่งเป็นห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ห้องครัว ห้องอาหาร ชั้นสองด้านหนึ่งเป็นห้องพักของคุณพนัสและคุณบุษกร ห้องพักแขก และห้องของเธอ ชั้นสามเป็นห้องพักของคมคาย ชั้นสองและสามมีครัวอเนกประสงค์ บาร์เครื่องดื่มและห้องทำงาน ภายในบ้านยังติดตั้งลิฟต์ไว้อำนวยความสะดวก ที่เธอได้พักบนชั้นสองก็เพราะความกรุณาของคุณท่านทั้งสอง ด้วยเหตุผลว่าเธอเป็นเด็กผู้หญิง ชั้นล่างกับนอกบ้านมีการ์ดผู้ชายหลายคน ไม่เหมาะสมที่เธอจะพักชั้นล่างและเพื่อให้สะดวกกับการที่คุณบุษกรจะเรียกใช้ด้วย
เมื่อท่านทั้งสองจากไป ชั้นสองจึงเงียบเหงาไม่น้อย เธอเองไม่มีหน้าที่อย่างอื่นทำนอกจากการไปเรียนในแต่ละวัน
ร่างบางตัดสินใจลุกจากที่นอน บางทีได้ดื่มอะไรอุ่นๆ อาจจะทำให้เธอหลับง่ายขึ้น คิดได้แบบนั้นจึงออกจากห้อง ตรงไปยังบาร์เครื่องดื่มบนชั้นสอง นอกจากเหล้า เบียร์และไวน์ขวดแพงๆ แล้ว ที่นี่ยังมีนมกับโอวัลตินด้วย
หนึ่งเดือนมานี้ คมคายมักเก็บตัวเงียบอยู่บนชั้นสาม ช่วงบ่ายจะไปขลุกอยู่ตึกฝั่งตะวันออกจนค่ำมืด จากนั้นออกไปข้างนอก กลับบ้างไม่กลับบ้าง เธอไม่รู้หรอกว่าเขาไปไหน คนที่รู้คือรัฐกรเพราะคอยตามไปดูแลตลอด หากเธอก็ไม่กล้าพอจะถาม กลัวว่ามันจะเป็นการละลาบละล้วง อย่างไรเสียคมคายก็คือเจ้านาย ถ้าไม่ออกจากบ้าน เขาจะกลับขึ้นไปเก็บตัวเงียบที่ชั้นสาม สิ่งเหล้านี้กลายเป็นกิจวัตร วันนี้เขาออกจากบ้านไปตั้งแต่หัวค่ำ
มันช่วยไม่ได้ที่เธอรู้สึกว่า คมคายหลบเลี่ยงเธอ แรกๆ เธอคิดว่าเพราะเขาเสียใจกับการจากไปของคุณท่านทั้งสองจึงไม่อยากพูดคุยกับใคร หากนับวันยิ่งรู้สึกว่าเขาจงใจเมินเธอต่างหาก
มันเพราะอะไรกันแน่
ความคิดดิ่งจม มัลลิกากานต์จึงไม่ทันสังเกตว่า บัดนี้เธอไม่ได้อยู่ลำพัง เมื่อมีเสียงขรึมต่ำดังขึ้นจึงทำให้สะดุ้งโหยง
“ทำอะไร”
“ว้าย!”
เพล้ง! ขวดโอวัลตินที่ถือไว้หล่นกระแทกพื้นเคาน์เตอร์ เธอรีบตะครุบขวดที่ยังคงสภาพดีไว้ “คุณคาร์ล!”
เขาแค่ปรายตามองเคาน์เตอร์แวบเดียวก็ตวัดตาคมที่แดงเรื่อมองเธอ
“ดึกแล้วทำไมไม่นอน”
มัลลิกากานต์ได้กลิ่นเหล้าฉุนกึกรุนแรงจนย่นจมูก คนถามเหมือนไม่ใส่ใจจะเอาคำตอบ กายสูงของหนุ่มลูกเสี้ยวอเมริกันบราซิลพลิกตัวเดินไปยังบันไดขึ้นชั้นสาม
เธอนิ่วหน้า ก้าวตามไปห่างๆ อย่างอดไม่ได้ หลงลืมสังเกตตัวเองว่าสวมเพียงชุดนอนน่ารักเนื้อบางเบา เธอไม่เคยเห็นคมคายเมา คะเนจากกลิ่นเหล้าหึ่งจัดแล้ว คาดว่าดื่มมาไม่น้อย เธอกลัวเขาพลัดตกบันได รัฐกรไม่รู้หายหน้าไปไหนอีกคน
ขึ้นบันไดไปไม่กี่ขั้น คมคายเหมือนรู้ว่าเธอเดินตาม เขาชะงัก หันมาหา
“มีอะไร”
เสียงห้วน ห้าว ห่างเหินทำเธอหน้าเสีย สะอึกอึ้งในอกจนอึดอัด กัดเม้มปาก
“คะ คุณ...เมาหรือเปล่า”
เขากลับกระตุกยิ้มแบบที่เธอรู้สึกว่ามันดูหยันพิกล ก่อนจะได้พูดอะไรก็ต้องตกใจจนเกือบหวีดร้อง จู่ๆ เขากลับลงบันไดมารวดเร็ว ท่าที...คุกคาม เธอล่าถอยได้ครึ่งก้าว เอวถูกฝ่ามืออีกข้างที่ตะปบคว้า ดึงตัวขึ้นมาเบียดผนัง กระแทกฝ่ามือใหญ่อีกข้างค้ำยันผนังเฉียดเส้นผมจนรู้สึกได้ ทำให้เธอตาเบิกกว้าง เบียดตัวเข้าแนบผนัง ร่ำๆ จะฝังกายเป็นเนื้อเดียวกับมัน
“คุณคาร์ล!”
ยกสองมือขึ้นมาดันอกกว้างทันที ใจเต้นรัวระทึก หน้าคมสันครึ้มเคราก้มลงมาใกล้ ลมหายใจกรุ่นร้อนคละเคล้ากลิ่นเหล้าพ่นรดดวงหน้าชวนใจผวา
“อะ อะไร...คะ” เขาจะทำอะไร
เธออายุยังน้อยแต่ไม่ได้ไร้เดียงสาจนไม่รู้ว่า ท่าทางแบบนี้ส่อแววระรานด้านไหน
เขาจ้องหน้าเธอ ตาคมคู่นั้นหลุบลงมองปาก
“อะไรดี...”
มัลลิกากานต์อ้าปากเผยอ ขืนตัวเต็มที่ สัญญาณอันตรายแผ่ออกมาจากผู้ชายตรงหน้า ตลอดเวลาหนึ่งเดือนมานี้เธอเห็นเขาห่างๆ เท่านั้น เขาเป็นอะไรไป