@หมู่บ้านโขงเข้
“เอ้า! ไอ้แฝดออกจากป่าเป็นด้วยเหรอวะ!” เมื่อพวกเขาเริ่มเข้ามาในตัวหมู่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านก็เอ่ยถามขึ้นเมื่อออกมาจากป่าบ้านหลังแรกที่เจอก็คือบ้านผู้ใหญ่ช้าง ตะเข้ที่เป็นคนขี่รถนั้นจึงจอดรถเพื่อให้ตะโขงที่หิ้วพวงอะไรสักอย่างซึ่งเก็บมาระหว่างทางลงไปยื่นให้ผู้ใหญ่
“คิดถึงพ่อคิดถึงแม่ครับเลยออกมาหาบ้าง นี่มะกอกป่าผมเก็บมาระหว่างทางเอาไปตำส้มตำกินได้”
“เออๆ ขอบใจ พ่อกับแม่เอ็งก็อยู่บ้านแหละเพิ่งกลับมาจากกรุงเทพมั้งเห็นว่าไปรับสาวน้อยมาจากในกรุง”
“อ่อ ลูกสาวเพื่อนเขามั้ง ไงผมไปหาเขาก่อน”
“เออๆ ข้าก็จะไปอาบน้ำกินข้าวแล้ว” ผู้ใหญ่ช้างบอกแล้วก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน ส่วนสองหนุ่มก็ขับรถตรงไปยังบ้านของเขาที่อยู่แทบจะทางเข้าหมู่บ้าน ส่วนบ้านผู้ใหญ่นั้นอยู่ท้ายหมู่บ้านติดกับป่า
ใช้เวลาประมาณยี่สิบนาทีเขาก็มาถึงบ้านของพวกเขาที่เป็นบ้านชั้นเดียวแต่มีขนาดใหญ่ ใหญ่ที่สุดในหมู่บ้านเลยก็ว่าได้ เมื่อดับรถเครื่องแล้วพวกเขาก็พากันเดินเข้าไปในบ้านแต่ก็ไม่พบใครสักคน จึงเดินออกมาหน้าบ้านก็เห็นพ่อกับแม่เดินคุยกันเข้ามา
“อ้าว! เพิ่งมาเหรอ?”
“ครับ ไปไหนกันมา?”
“บ้านตรงข้ามลูกสาวเขาคลอดลูกเลยไปดูมา ได้ลูกสาวน่ะ”
“คลอดที่บ้านเหรอครับ?” ตะโขงถามแล้วเดินไปเปิดหาน้ำในตู้เย็นดื่มแล้วก็รินใส่แก้วมายื่นให้แฝดน้องก่อนจะหย่อนก้นนั่งลงบนพื้น ส่วนพ่อกับแม่เขาก็เดินไปนั่งลงบนโซฟากลางบ้าน
“ใช่ๆ แม่ก็เพิ่งกลับมาเห็นเขาบอกว่าไปไม่ทันมั้งแต่โชคดีที่หมอจากอนามัยมาช่วยทำคลอด ตัดสายสะดือให้แล้ว”
“แล้วไหนสาวกรุงล่ะ ผมมารับพาเธอไปอยู่ด้วย”
“เมารถนอนหลับอยู่ในห้อง แล้วใครบอกว่าแม่จะให้เอ็งเอาไป..น้องพลอยเป็นลูกสาวเพื่อนพ่อมาจากในกรุงในเมืองจะให้ไปอยู่ในป่ากับพวกลูกได้ไง” ลำพังแค่ให้มาอยู่ที่นี่ก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้หรือเปล่าเพราะต่างถิ่นต่างที่ แต่เพราะความจำเป็นก็คงต้องช่วยให้เธอปรับตัวอยู่ไปให้ได้แหละ
“ไม่รู้ล่ะ นี่ผมชวนไอ้โขงออกมาจากป่าเพราะจะมารับเธอไปอยู่ด้วยเลยนะ”
“ไอ้เข้เอ้ย เอ็งก็เพลาๆ ได้มั้งเรื่องผู้หญิงเนี่ย” ทรงกรดเหรือกำนันกรดเอ่ยบอกกับบุตรชายด้วยน้ำเสียงเนือยๆ ขนาดเขาที่ช่วงวัยรุ่นนั้นเสือตัวพ่อยังไม่เท่าเจ้าลูกชายตอนนี้เลย ไม่รู้เพราะด้วยความที่เป็นฝาแฝดด้วยหรือเปล่าเขาถึงรู้สึกว่าสองคนนี้เอาผู้หญิงไปกินเยอะกว่าผู้ชายทั่วไปอีก
ถามว่าทำไมไม่ห้าม ห้ามจนปากจะฉีกถึงรูหูแล้วไม่เห็นจะไปทำอะไรพวกมันได้ แค่เจ้าลูกชายขอผู้หญิงดีๆ ไม่ชุดกระฉากลากไปเอาเขาที่เป็นพ่อเป็นกำนันหมู่บ้านก็โล่งใจแล้ว
“เพลาลงได้ไง ผู้หญิงมีแต่น่ากินทั้งนั้น”
“ดูพี่เอ็งเป็นตัวอย่างบ้าง”
“โหพ่อ! มันนั่นแหละกินเงียบๆ ไม่ค่อยพูดอย่าคิดว่ามันไม่เอาสิ!” ตะเข้หันไปแย้งผู้เป็นพ่อ จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นเดินไปเปิดประตูห้องที่คาดว่าสาวน้อยที่พ่อกับแม่พามานอนอยู่ในนั้น
“ตาเข้นี่มันยังไงนะ น้องนอนอยู่อย่าไปกวนน้อง!” คุณใบไม้รีบเดินไปดึงคอเสื้อของตะเข้ที่จะเดินเข้าไปนั้นออกมาเพราะกลัวว่าสาวน้อยที่นั่งเมารถมาตลอดการเดินทางนั้นจะตื่น แต่พอดึงมือตะเข้ออกมาให้พ้นประตูห้องยังไม่ทันได้ปิดประตูตะโขงก็พรวดพราดเข้าไปด้านในแทนจนคุณใบไม้ต้องยกมือขึ้นมากุมขมับตัวเอง
“อายุจะสามสิบกันแล้วนะ มึนกันจริง!”
“ผมขอดูหน้าเธอหน่อย” ตะโขงพูดแล้วก็นั่งยองข้างเตียงเพื่อจ้องมองใบหน้าของหญิงสาวที่คุณแม่เขาเรียกว่าน้อยพลอย ใบหน้าที่เล็กจิ้มลิ้มนั้นกำลังหลับตาพริ้มขณะที่ริมฝีปากบางกระจับกำลังเคี้ยวเส้นผมของตัวเองอยู่ทำให้เขาต้องเอื้อมมือไปดึงมันออกมา
“ผมจะเอาเธอไปเลี้ยง” จากนั้นเขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วบอกผู้เป็นแม่ด้วยน้ำเสียงที่จริงจัง
“น้องเขาอายุสิบเก้าไม่ใช่เก้าขวบ แม่กับพ่อเลี้ยงเองได้”
“แต่ผมอยากมีน้อง” ตะเข้ขยับเข้ามาพูดสมทบแฝดพี่ คุณใบไม้จึงต้องดึงมือของบุตรชายทั้งสองให้ออกมาจากห้องนอนนั้นก่อนที่หญิงสาวนั่นจะตื่นและปิดประตูให้
“อยากมีน้อง ลูกก็เข้าเมืองไปบ้านพักเด็กกำพร้าแล้วไปทำเรื่องขอเด็กมาเลี้ยงสิ”
“เด็กเล็กเลี้ยงยาก อายุเท่าน้องพลอยของแม่นั่นแหละพอดี”
“ใช่ครับคุณแม่ใบไม้คนสวย ว่าแต่เธอชื่อพลอยเหรอ พ่อแม่เธอล่ะ แล้วไม่ได้เรียนเหรอ ทำไมถึงถูกส่งตัวให้มาอยู่ที่นี่ล่ะ” เมื่อได้ถามแล้วตะเข้ก็ยิงคำถามรัวก่อนจะเป็นฝ่ายดึงมือของแม่กับตะโขงที่ยังยืนอยู่นั้นให้มานั่งบนโซฟา
“ทำไมถึงพูดมากถึงมึนกันแบบนี้นะ!”
“รีบตอบมาสิครับ พ่อตอบก็ได้ที่ผมถามไปน่ะ”
“เฮ้อ! น้องชื่อพลอยใส อายุสิบเก้าเพิ่งเรียนจบปีที่แล้ว ดรอปเรียนอยู่เพราะพ่อแม่เลิกและเพิ่งแยกทางกัน อืม…ส่วนเรื่องนี้อย่าพูดให้น้องพลอยได้ยินนะ ธุรกิจที่บ้านเธอล้มละลายเพราะแม่เธอน่ะ” ประโยคหลังกำนันกรดพูดด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาอย่างกลัวว่าคนในห้องนั้นจะได้ยินมัน สองหนุ่มจึงพยักหน้ารับแล้วก็ยิ้มอ่อนให้
“ผมขอเอาเธอไปเลี้ยงนะ จะเลี้ยงให้ดีเลย!” และมิวายที่ตะโขงจะเอ่ยขอผู้เป็นพ่อเพราะตัวเขารู้สึกถูกใจใบหน้าที่จิ้มลิ้มของพลอยใส ไม่ต่างจากตะเข้เองที่ก็ชอบไม่ต่างกัน จากที่นั่งข้างคุณใบไม้ตะเข้ก็ขยับไปนั่งข้างผู้เป็นพ่ออีกฝั่ง
“น้องมันเป็นเด็กสาวชาวกรุงไปอยู่ในป่ากับพวกเอ็งไม่ได้หรอก!”
“ได้สิถ้าพ่ออนุญาต พวกผมจะพานั่งมอเตอร์ไซค์ไปนี่ไงทำไมจะไปไม่ได้”
“ไอ้เข้เอ็งจะเอาให้ได้เลยหรือไง!!”
“ก็ใช่น่ะสิ พวกผมไม่ทำอะไรเธอหรอกแค่เอาไปเลี้ยงเองเลี้ยงเหมือนลูกเหมือนน้องเลยไม่ทำให้เสียหายหรอก”
“ก่อนจะมามีเอ็งพ่อก็พูดกับยายเอ็งแบบนี้แหละสุดท้ายเป็นไง แม่เอ็งก็เป็นเมียกำนันกรดมีลูกเป็นพวกเอ็งนี่ไง” กำนันกรดบอกกับบุตรชายอย่างรู้ทันนิสัยเจ้าเล่ห์ ทำให้สองหนุ่มถึงกับส่งเสียงจิ๊จ๊ะออกมาเพราะเหมือนว่าจะถูกห้ามไม่ให้เอาเจ้าเด็กน้อยนี่ไปจริงๆ
“กำนันครับ กำนัน! มีคนถูกยิง!!” จู่ๆ ก็มีเสียงของผู้ชายคนหนึ่งดังมาจากหน้าบ้าน ทำให้คนในบ้านรีบวิ่งออกไปหน้าบ้านด้วยความเร็วก็เห็นว่าผู้ชายคนหนึ่งพยุงผู้ชายอีกคนไว้โดยที่หน้าท้องนั้นมีเลือดไหลโชกออกมา
“ใบไปเอากล่องปฐมพยาบาลมาแล้วขึ้นรถ! พวกเอ็งพ่อฝากน้องพลอยด้วย!” กำนันกรดกับคุณใบไม้วิ่งเข้าไปเตรียมตัวในบ้านไม่ถึงสามนาทีก็พากันวิ่งออกไปขึ้นรถกระบะโดยที่ตะเข้กับตะโขงช่วยพยุงคนเจ็บขึ้นรถที่มีคุณใบไม้คอยเตรียมปฐมพยาบาลเบื้องต้น
“พวกผมไม่ยุ่งเรื่องพวกนี้นะ ขอกลับกระท่อมก่อน…เดี๋ยวเอาน้องพลอยไปเลี้ยงให้!” ตะเข้ตะโกนตามหลังรถผู้เป็นพ่อที่ถูกขับออกไปด้วยความเร็ว แล้วพวกเขาก็เดินกลับเข้าไปในบ้านก่อนที่ตะเข้นั้นจะไปเก็บเสื้อผ้าข้าวของของพลอยใสใส่กระเป๋าเป้ใบใหญ่ ส่วนตะโขงเดินไปอุ้มร่างเล็กขึ้นมาพาดบ่าแล้วพาออกไปซ้อนท้ายรถเครื่องโดยที่ตะเข้เป็นคนขับ
“ลุงขอมฝากบ้านด้วยนะครับ!” ไม่ลืมที่จะบอกกับคนสวนของบ้านซึ่งเขาก็พยักหน้ารับ ส่วนสองหนุ่มก็ขับรถเครื่องคันเก่ากลับไปยังท้ายหมู่บ้านเพื่อกลับเข้าไปที่กระท่อมของตัวเอง
“เธอตื่นมั้ยน่ะ?” ตะเข้ที่เป็นฝ่ายขับรถเอ่ยถามขึ้นเมื่อตอนนี้เริ่มเข้าไปในป่าแล้วและรถมันก็สั่นคลอนไปมาเนื่องจากเป็นถนนลูกรังที่มีแต่ดินกับเศษก้อนหิน และเวลานี้ถึงในหมู่บ้านจะเริ่มมืดแล้วแต่ก็ยังมีหลอดไฟให้ความสว่างได้ ต่างจากในป่าที่มืดแล้วและไม่มีความสว่างจากอะไรเลย โชคดีที่รถคันเก่าแก่ของพวกเขายังมีไฟส่องให้ความสว่างอยู่บ้าง
“ไม่นะ หลับลึก”
“แบบนี้น่าจับกระแทกข้างทาง”
“ใจเย็นบ้างเถอะมึงอ่ะ แม่ก็บอกอยู่ว่าน้องมันเมารถ”
“แหม ลองถ้ากูจับน้องมันกระแทกข้างทางมีหรือมึงจะไม่ร่วมด้วย”
“หุบปากแล้วตั้งใจขี่รถไปเถอะ” บอกกับแฝดน้องก่อนจะใช้มือประคองใบหน้าเรียวของหญิงสาวที่นั่งหลับอยู่ตรงหน้าเขาไว้เมื่อหัวเธอสั่นคลอนไปมา และถึงแม้เขาจะใช้มือจับใบหน้าขนาดนี้เธอก็ไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเลย
จนไม่นานก็มาถึงที่กระท่อม ตะเข้จึงดับรถเครื่องแล้วเดินไปเปิดกระท่อมพร้อมจัดที่นอนให้หญิงสาวตัวเล็กซึ่งถูกตะโขงอุ้มเข้ามาวางบนที่นอนแล้ว ส่วนตะเข้ก็เดินไปเปิดไฟที่มาจากแผงโซลาร์เซลล์ขนาดกลางที่เก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์ในตอนกลางวันเพื่อให้ความสว่างภายในกระท่อมในเวลาค่ำคืนเช่นนี้
“อื้มมม~” ริมฝีปากบางส่งเสียงออกมาเล็กน้อยเมื่อเธอได้นอนบนที่นอนนุ่มๆ อย่างสบายตัวแล้ว เธอขยับตัวพลิกไปจนแขนชนเข้ากับผนังกระท่อมที่เป็นไม้ไผ่ เมื่อผิวบางๆ ถูไถกับไม้ไผ่ที่เป็นพื้นผิวลื่นๆ เจ้าตัวเล็กจึงขยับหนีมานอนกลางที่นอนตามเดิม โดยที่ไม่รู้ว่ากำลังมีสายตาสองคู่กำลังยืนจ้องมองอยู่
“ดูท่าจะไม่ตื่นจริงๆ นะ” ตะเข้พึมพำขึ้นเมื่อร่างเล็กไม่มีทีท่าว่าจะตื่นเลย วันนี้เธอคงจะต้องนอนกับพวกเขาก่อน ที่จริงก็ไม่ใช่แค่วันนี้หรอก วันอื่นก็ด้วยเหมือนกันแหละ!
“คืนนี้ไม่ต้องทำนะไว้พรุ่งนี้ พักคxยบ้าง!” ตะโขงพูดแล้วก็เดินออกไปนั่งที่ครัวเพื่อหาอะไรกิน ส่วนตะเข้ได้แต่มองเรือนร่างบางด้วยสายตาละห้อยแล้วเดินไปหยิบกระเป๋าของพลอยใสที่วางอยู่หน้าประตูนั้นไปวางไว้ปลายเตียงจากนั้นตัวเขาก็เดินออกไปนั่งกับแฝดพี่ที่ครัว
“เธอน่ารักดีมึงว่ามั้ย ผิวขาวชะมัดเลย”
“กูกับมึงก็ผิวขาว” ตะโขงตอบกลับแฝดน้องตามความจริง เมื่อผิวของพวกเขากับเจ้าตัวเล็กนั่นก็ขาวไม่ต่างกันเลยเพราะแม่เขาเดิมก็เป็นคนในเมืองพื้นฐานคือผิวขาวอยู่แล้ว แต่ผิวของผู้หญิงจะนุ่มกว่าผิวผู้ชายอย่างพวกเขาไง
“กูรู้ แต่คือกูกำลังชื่นชมน้องว่ามันสวย มันน่ารัก มันน่าเอา!”
“มึงก็แค่พูดว่าน้องมันน่าเอาก็จบ จะมาพูดทำไมว่าน้องขาว”
“เหอะ! แล้วนี่สร้อยฟ้าห่ออะไรมาให้กินบ้าง” สร้อยฟ้าคือเด็กสาวที่เอาอาหารมาส่งเมื่อเย็นรวมถึงมาบริการพวกเขาถึงเตียงด้วย เมื่อตะเข้ถามแฝดพี่ก็เลยเปิดกล่องข้าวสี่ห้ากล่องออก สองกล่องแรกคือข้าวเปล่า กล่องที่สามคือน่องไก่ทอดห้าหกน่อง กล่องที่สี่ผัดเผ็ดปลาดุก และกล่องที่ห้าคือแกงส้มมะละกอใส่กุ้ง
“อุ่นก่อนมั้ยล่ะมันเย็นหมดแล้ว”
“เออ เดี๋ยวกูก่อไฟแปป” ว่าแล้วตะเข้ก็จัดการก่อไฟจากเตาถ่านซึ่งใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีไฟก็ติด เขาจึงเอาหม้อนึ่งไปตั้งบนเตาเพื่อเตรียมอุ่นอาหารกินกันในคืนนี้
“หาววว~ กลิ่นอะไรคะเหม็นจัง” เสียงหวานดังขึ้นพร้อมกับร่างเล็กเดินบิดตัวออกมาจากกระท่อมแล้วยืนมองสองหนุ่มที่กำลังยืนล้อมเตาถ่านอยู่ ตะโขงกับตะเข้จึงหันไปมองต้นเสียงแล้วหันมามองหน้ากันอย่างแปลกใจที่พลอยใสไม่ได้ร้องไห้ หรือตกใจที่ตัวเองมาอยู่ในที่แบบนี้
“กลิ่นควันไฟน่ะ” เป็นตะโขงที่ตอบพร้อมกับชี้นิ้วไปยังเตาถ่าน หญิงสาวตัวเล็กจึงพยักหน้าให้แล้วเดินตรงมามองมันด้วยความตื่นเต้นเหมือนกับไม่เคยเห็นมันมาก่อน
“เพิ่งเคยเห็นของจริง เหมือนเตาถ่านของหมูกระทะเลยนะคะ”
“เอ่อ อืม…” สองหนุ่มที่ได้ยินพลอยใสพูดแบบนั้นก็ถึงกับอ้ำอึ้งเพราะนอกจากเธอจะไม่ตกใจยังสามารถที่จะพูดคุยกับพวกเขาได้อย่างไม่กลัว อีกอย่างที่อึ้งก็คงจะเป็นการที่เธอบอกว่าเพิ่งเคยเห็นเตาถ่านแบบนี้ครั้งแรกนี่แหละ!
“ไฟมันจะติดอยู่ได้นานมั้ยคะ?”
“ก็เติมถ่านได้เรื่อยๆ แต่ก่อไฟครั้งหนึ่งถ้าใช้ถ่านแบบนี้ก็อยู่นานเกือบชั่วโมง แต่ถ้าเป็นฟืนก็แค่แปปเดียว”
“อ่อ แล้วมีอะไรกินเหรอคะ…หนูกินด้วยได้มั้ย เมื่อกลางวันอ้วกออกมาหมดเลยท้องว่างมาก”
“มี แต่ต้องรออุ่นก่อน” ตะโขงตอบแล้วก็ชี้นิ้วไปที่เก้าอี้เพื่อให้พลอยใสที่ยังยืนอยู่นั้นไปนั่งรอ เธอจึงเดินไปนั่งบนเก้าอี้ที่มีโต๊ะอาหารขนาดสี่คนนั่งตั้งอยู่ตรงหน้า มือเล็กที่สั่นระริกนั้นวางประสานกันอยู่บนหน้าตักขณะที่สายตามองไปรอบๆ ด้วยความหวาดกลัวแต่เธอพยายามที่จะไม่แสดงความกลัวของตัวเองออกมา
“พลอย…”
“คะ!?”
“เธอรู้จักพวกเรามั้ย!?” เป็นตะเข้ที่เดินมานั่งตรงข้ามเธอแล้วเอ่ยถาม สักพักตะโขงก็เดินมานั่งข้างแฝดน้องแล้วมองดูพลอยใสที่ส่ายหัวให้พวกเขาช้าๆ ไม่ใช่แค่ไม่รู้จัก แต่เธอไม่รู้จักเลยสักนิดว่าพวกเขาเป็นใครแล้วทำไมเธอถึงมาอยู่นี่ เป็นเพราะหลังจากเมารถจนอ้วกเธอก็เลยกินยาแก้แพ้ไปหลายเม็ดระหว่างนั่งรถมาที่หมู่บ้านเพื่อนพ่อจากนั้นก็เลยหลับลึกมาตลอดทางจนจำอะไรไม่ได้อีกเลย
“แล้วทำไมพวกพี่ถึงรู้จักชื่อหนูล่ะ?”
“ไม่ต้องรู้หรอก…ฉันชื่อตะโขง ส่วนนี่ตะเข้ จำได้มั้ย?”
“จำได้…”
“ถามจริง” ตะเข้ถามด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยอยากเชื่อ ถึงแม้การเป็นแฝดที่มีหน้าตาเหมือนกันและมีอะไรหลายๆ อย่างที่ต่างกันแต่ก็ไม่ใช่ว่าเห็นปุ๊ปจะจำได้ปั๊ปนี่ แม่สาวน้อยคนนี้จะเก่งเกินแล้ว
“จริงค่ะ พี่โขงหน้าดุกว่าพี่เข้” เธอตอบออกมาตามสิ่งที่เห็น ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเหมือนกันทุกระเบียบนิ้ว แต่สีหน้าแววตากลับแสดงออกมาคนละแบบ ตะเข้จะออกไปทางขี้เล่นส่วนตะโขงจะดูนิ่งๆ มากกว่า
“ไม่อยากถามอะไรพวกเราบ้างเหรอ?”
“อยาก…”
“ถามมาดิ”
“ที่นี่คือที่ไหน แล้วหนูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง?”
“ที่นี่คือกลางป่า พวกเราพาเธอมาไง” ตะเข้ตอบแล้วก็ลุกขึ้นเดินไปยกกับข้าวที่อุ่นได้ที่แล้วมาวางไว้บนโต๊ะ จากนั้นก็ไปหยิบจานเพื่อมาแบ่งข้าวให้พลอยใสที่ยังคงนั่งประสานมืออยู่บนตัก เธอไม่กล้าที่จะร้องหรือโวยวายเพราะมองไปรอบๆ มันมืดมากเหมือนที่นี่มีแค่พวกเธอ หากไปทำให้เขารำคาญหรือโมโหพวกเขาอาจจะทำร้ายเธอได้ ดังนั้นเธอจึงต้องทำตัวนิ่งเข้าไว้
“แล้วคุณป้ากับคุณลุงล่ะคะ?”
“ใครเหรอ?”
“ก็คนที่ไปรับหนูมากจากกรุงเทพไงคะ”
“ไม่รู้สิ กินข้าวเถอะ” ว่าแล้วตะเข้ก็กินข้าวจากล่องเช่นเดียวกับตะโขง ส่วนพลอยใสนั้นถึงแม้ท้องน้อยๆ จะร้องโกรกกรากแต่ก็ยังไม่ยอมกินได้แต่นั่งมองข้าวเปล่าที่อยู่ในจานสลับกับมองผู้ชายทั้งสองคนตรงหน้า
“ไม่ได้ใส่อะไรลงไปหรอก กินได้ปลอดภัย” เมื่อเห็นว่าหญิงสาวตรงหน้าคงจะกังวลกับข้าวตรงหน้าตะโขงจึงเอ่ยบอก พลอยใสจึงยิ้มอ่อนให้พวกเขาแล้วก็จัดการกับอาหารทันที
“เธอยังไม่แนะนำตัวเองให้พวกเรารู้จักเลยนะ”
“เอ่อ หนูชื่อพลอยใสค่ะ อายุ19ปี พ่อกับแม่เพิ่งเลิกกันพ่อเลยส่งให้หนูมาอยู่กับลุงกรดชั่วคราว แต่คุณลุงกับคุณป้าเขาไปไหนแล้วก็ไม่รู้” พลอยใสเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน เพราะอย่างที่บอกไปว่าหลับมาตลอดทางแบบหลับไม่รู้เรื่องรู้ราวอะ ตื่นมาอีกทีก็มาอยู่ในกระท่อมนี่แล้ว เธอคงไม่ได้โดนคุณลุงคุณป้าทิ้งไว้ระหว่างทางแล้วผู้ชายสองคนนี้เก็บมาหรอกนะ
“ชื่อน่าอร่อยจังเลยนะ” พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แผ่วเบาพร้อมกับรอยยิ้มมุมปาก
“พี่เข้พูดว่าอะไรนะคะ?”
“ชื่อเพราะน่ะ กับข้าวพอถูกปากมั้ย?” ตะเข้ตอบพลางถามกลับเมื่อเห็นเด็กสาวชาวกรุงคนนี้ที่ท่าทางดูหิวแต่กลับนั่งเขี่ยข้าวไปมาและเมื่อเขาถามไปแบบนั้นพลอยใส จึงส่ายหน้าให้เบาๆ
“หนูกินเผ็ดไม่ได้ กินแล้วมันจะแสบท้อง…”
“แล้วก็มีแต่แกง กินกับไก่ทอดได้มั้ยล่ะ?” ตะโขงพูดแล้วก็ลุกไปหยิบไก่ทอดที่อุ่นหลังสุดมาวางตรงหน้าของพลอยใส เธอจึงพยักหน้ารับแต่ก็ยังคงไม่ทาน
“กินสิ เป็นอะไรอีกล่ะคงไม่ใช่ว่ามีกระดูกติดเลยกินไม่ได้หรอกนะ” ตะเข้เลิ่กคิ้วถามเมื่อเห็นร่างเล็กยังนั่งมองหน้าเขาสลับกับตะโขง
“เปล่าค่ะ พวกพี่ไม่มีบ้านเหรอคะ ทำไมถึงมาอยู่ในกระท่อมกลางป่าแบบนี้?”
“ก็ที่นี่ไงคือบ้านเรา”
“…พวกพี่เป็นคนป่าเหรอคะ?”
“ก็ประมาณนั้น”
“แล้วพวกพี่จะกินหนูมั้ย?” พลอยใสถามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเมื่อได้รับคำตอบจากพวกเขาว่าเป็นคนป่า คนป่าที่เธอเคยอ่านการ์ตูนมาพวกนั้นจะจับคนที่หลงเข้าไปในป่าเอามาต้มในหม้อใบใหญ่แล้วก็กินเหมือนกับซุป บะ แบบนั้นมันจะน่ากลัวเกินไปแล้ว…
“กินสิ เธอน่าอร่อยขนาดนี้” ยิ่งได้รับคำตอบจากตะเข้มันก็ยิ่งทำให้เธอรู้สึกกลัวเข้าไปใหญ่ ต่างจากคนพูดที่ยกยิ้มมุมปากออกมาให้กับคำพูดของตัวเอง
“หนูไม่อร่อยเลยนะคะ ต้มไปแล้วเนื้อมันคงจะเละไม่น่าอร่อยหรอก” พลอยใสเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นพวกเขาตั้งหน้าตั้งตาทานอาหารไปอย่างไม่สนใจเธอเลยสักนิด ไม่ใช่ว่ากินของคาวเสร็จแล้วจะมาต้มเธอกินเป็นของหวานหรอกนะ ยิ่งคิดพลอยใสก็ยิ่งหวาดกลัวเข้าไปใหญ่