พ่อเลี้ยงหนุ่มเดินตรงเข้าไปทักทันที หญิงสาวก็กำลังจ้องมองที่เขาเหมือนกัน ไม่คิดว่าโลกจะกลมขนาดนี้ พระเจ้าช่างปั้นแต่งมาให้อย่างลงตัวเหมาะสมกันจริงๆ พ่อก็เป็นเสี่ยคุมซ่อง ค้าประเวณี ส่วนลูกสาวแต่งตัวแบบนี้ก็คงจะใจแตกเหลวแหลกที่เมืองนอก
“สวัสดีคนสวย ดีใจที่ได้พบกัน ถ้าเดาไม่ผิดเธอคือน้องสาวของคุณปรินทร์” ชายหนุ่มเดินเข้ามาทัก แต่ทว่าน้ำเสียงและของเขาสายตากลับดูแคลน มองไล่การแต่งตัวของปารวีตั้งแต่หัวจรดเท้า
“ถ้าทักเพราะฉันเป็นน้องเจ้าของโรงแรมก็ใช่ แต่ถ้าทักเพราะอย่างอื่นละก็...เท่าที่จำความได้ ก้านสมองและซีรีบรัมของฉัน ที่เก็บข้อมูลไว้หลายปี ไม่เคยรู้จักคนหยาบคายอย่างคุณมาก่อน คงไม่มีความจำเป็นที่ฉันจะได้พบคุณ” ปารวีเงยหน้าตอบกลับเสียงแข็ง ยังไม่ทันมองเห็นหน้าชายหนุ่มชัดๆ เต็มตาด้วยซ้ำ แล้วเธอก็เดินหนีเลี่ยงจากตรงนั้นไปทันที
“เดี๋ยว!” พ่อเลี้ยงธามส์เรียกเสียงดัง มือหนาก็คว้าฉุดมือปารวีไว้ ทว่าหญิงสาวสะบัดมือหนาของเขาออกทันทีอย่างนึกรังเกียจสายตาโลมเลีย ถึงจะเป็นเขา แต่เธอไม่ชอบให้ใครเข้าถึงเนื้อถึงตัวง่ายดายอย่างนี้ แต่แทนที่มือหนาจะยอมปล่อย เขายิ่งกระชับมันแน่นขึ้น เหมือนต้องการยั่วอารมณ์หญิงสาวตรงหน้า
“อย่ามาทำกิริยาต่ำๆ แบบนี้กับฉัน ปล่อย! และช่วยหลีกทางด้วย” ไม่เพียงแต่ไม่ทำตามคำสั่งของหญิงสาว พ่อเลี้ยงธามส์ยังกระตุกมือบางของปารวีอย่างแรง ทำให้เธอเซเสียหลักเข้ามาอยู่ในอ้อมกอดของเขาอย่างง่ายดายไม่ทันตั้งตัว
“ไอ้! ไอ้คนฉวยโอกาส! จะทำอะไรฉัน ปล่อยเดี๋ยวนี้นะ ไม่อย่างนั้นฉันจะร้องให้คนช่วย...” ปารวีแหวออกมาด้วยความโมโหที่โดนชายหนุ่มโอบ ดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมแขนแข็งแรง ถึงแม้เธอจะชอบแต่งตัวตามแฟชั่น และมั่นใจในตัวเองมาก ตามแบบฉบับสาวที่ถูกเลี้ยงมาจากชาติตะวันตก ยิ่งเธออยู่เมืองแฟชั่นก็ยิ่งไม่แปลกกับการแต่งตัวแบบนี้ แต่เธอก็ไม่เคยให้ใครถึงเนื้อถึงตัวมากขนาดนี้เลยสักครั้ง
“พับผ่า! ให้ตายเถอะ ฉันสาบานได้ว่าไม่มีทางคิดพิสมัย ผู้หญิงที่แต่งตัวเหมือนจะอ่อยผู้ชายตลอดเวลาอย่างเธอหรอก บอกตรง ๆ ว่ากระเดือกไม่ลง ถึงแม้หน้าอกของคุณจะโอ้ว อึ้ม อ้า...เกินคาดก็เถอะ แต่ผู้หญิงนมโตอย่างเดียว แล้วแต่งตัวเหมือนอีตัวแบบนี้ ฉันไม่มีวันลดตัวลงไปเกลือกกลั้วด้วยหรอก...กลัวโรคติดต่อ...”เขาส่งเสียงจิ๊จ๊ะในลำคอ ทำมือล้อเลียนขนาดหน้าอกเธออย่างหยาบคาย
ปารวีโกรธจนแทบพ่นไฟออกปาก พ่นลมออกหู เมื่อเธอได้ฟังวาจาจาบจ้วงหยาบคายของเขา แถมสายตาโลมเลียที่จับจ้องมองมาที่หน้าอกของเธออีกละ หยาบคายที่สุด
เผียะ!
“หยาบคาย สารเลว” แทนที่คนถูกฝ่ามือพิฆาตเมื่อครู่จะแสดงความโมโหออกมา เขากลับยิ้มเยาะ ลูบแก้มเบาๆ จับมือปารวีไว้แน่น เขามองหน้าอกเธออย่างจาบจ้วงอีกครั้ง
ปารวีพยายามข่มใจ ไม่ฟาดมืออีกข้าง ที่ไม่ได้ถูกเขารวบและกำไว้ เธอยกมืออีกข้างขึ้นกระแทกบนใบหน้าอีกฝ่าย แต่ก็สุดที่จะทนมองสายตาหยาบคายได้
ยังไม่ทันที่เธอจะยกมืออีกข้างขึ้นตบ มือบางก็ถูกยึดไว้ได้ทัน...ด้วยมือหนาใหญ่กว่ามือของเธอเกือบเท่าตัว ตอนนี้...มือทั้งสองข้างถูกพันธนาการแน่นหนา เหมือนเขาจะรู้ทันความคิดของเธอ แถมเธอยังโดนเจ้าของมือใหญ่ลากรั้งร่างอิ่มถลาเข้าไปหาจนชิดแทบอก คนตัวใหญ่กว่าที่ก้มลงกระซิบชิดใบหูบาง
“อย่าหวังว่าเธอจะได้ตบฉันฟรี ๆอีกครั้ง ถ้าเธอตบฉันอีกครั้ง ฉันปล้ำ! คนอย่างฉันไม่ทำแค่จูบหรอกนะจะบอกให้” สิ้นคำหน้าคมก็ก้มลงชิดพวงแก้มปารวี ทำเอาหญิงสาวสั่นเป็นลูกนกด้วยความกลัว อีกคนยิ้มเจ้าเล่ห์ ยกนิ้วขึ้นจุ๊ปาก
“จุ๊ จุ๊...แต่ไม่ต้องคิดว่าคนอย่างฉันจะหน้ามืดจูบหรือปล้ำเธอหรอกนะ บอกแล้วว่าแค่มีเรื่องจะคุยด้วยเท่านั้น เพราะกลัว...โรคติดต่อ! ถ้าเธอยอมไปคุยกับฉันดีๆ” เขาเน้นคำว่าโรคติดต่อสียงหนัก จนคนฟังเต้นเร่าเป็นเจ้าออกโรง มันจะมากเกินไปแล้วนะ
พ่อเลี้ยงธามส์ยิ้มให้กับตัวเองที่เห็นคนตรงหน้าเต้นจนเผลอลืมตัว ปารวีได้ทียกขาขึ้นตีเข่า กระแทกกลางกล่องดวงใจของเขาทันที จนร่างหนาคู้โค้งกระโดด หยองแหยงด้วยความเจ็บปวดจนหน้าเขียวหน้าเหลือง
“โอ๊ยย!”
“แต่ฉันบอกแล้ว!...ว่าไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องคุยกับคนอย่างคุณ และขอสาปแช่ง...ไม่ว่าชาตินี้ หรือชาติไหนก็อย่าได้เจอคนหยาบคายอย่างคุณอีกเลย” ปารวีบอกแล้วเดินออกไปอย่างหัวเสีย อารมณ์อยากเจอหน้าเขาก่อนกลับมากับตอนนี้แตกต่างกันลิบลับ
“ฝากไว้ก่อนเถอะแม่ตัวดี” พ่อเลี้ยงธามส์คาดโทษปารวีตามหลัง ทั้งที่ยังจุกกล่องดวงใจไม่หาย ก่อนที่จะเดินตามหญิงสาวเข้าไปในบ้าน
“อ้าวพี่ธามส์...มาทางนี้ค่ะ ทำไมถึงมาถึงที่นี่ได้ล่ะ” น้องสาวโบกมือเรียกทักทายพี่ชายที่เพิ่งเดินเข้ามา และพ่อเลี้ยงธามส์ก็เดินตามเสียงเรียกของน้องเข้าไปในบ้านที่หญิงสาวอีกคนเดินเข้าไปก่อน
“พอดีพี่เพิ่งจะเสร็จงานน่ะ ก็เลยแวะมาหาเราสักหน่อย หวัดดีคุณปรินทร์” คนเป็นพี่ตอบน้องสาว ไม่ลืมหันไปทักทายเจ้าของบ้านตามมารยาท ทั้งที่ใจไม่ได้รู้สึกอยากทักสักนิด
“เอ่อ... ผมขอแนะนำให้รู้จักปารวี น้องสาวของผม เธอเพิ่งมาจากฝรั่งเศส รวี...นี่พ่อเลี้ยงธามส์เจ้าของไร่ชา และไร่ดอกไม้ที่ใหญ่ที่สุดในเชียงราย” ปรินทร์หันไปเรียกน้องสาวมาแนะนำ คนที่ถูกเรียกมายืนหน้าบึ้งตึงบอกบุญไม่รับอยู่ข้างๆ เธอรู้จักประวัติเขาดีกว่าที่พี่ชายแนะนำเสียอีก
“สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักนะครับคุณปารวี ไม่น่าเชื่อว่าคุณปรินทร์จะมีน้องสาวสวยขนาดนี้ ผมชักตื่นเต้นเต็มทีที่จะ...” ชายหนุ่มทักอย่างสุภาพ หากเอ่ยค้างไว้ที่เท่านั้นเพราะน้องสาวเหยียบเท้าเอาไว้เต็มแรง รู้ว่าน้องสาวกำลังปรามไม่ให้เสียมารยาท ชายหนุ่มหยุดพูดแต่กลับส่งสายตามองปารวีตรงกันข้ามกับคำพูด
ปารวีกัดฟันกรอด เกลียดผู้ชายตรงหน้าตั้งแต่แรกเห็น เขาช่างหยาบคายไร้มารยาทที่สุดเท่าที่เธอเคยเจอ
“ขอบคุณค่ะที่กรุณาชม แต่เก็บคำชมของคุณเอาไว้เถอะค่ะ ดิฉันไม่นิยมคนไม่จริงใจ” ปารวีถลึงตามองตอบกลับไป เธอพยายามรักษาน้ำเสียงให้เป็นปกติ เพื่อรักษามารยาทไว้บ้าง ทั้งที่เธอรังเกียจกับสายตาโลมเลียน่ารังเกียจนี้มากแค่ไหนก็ตาม
คนถูกว่ายังคงลอยหน้ายิ้มยั่วอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว เห็นอาการอย่างนี้เขาก็ยิ่งนึกสนุก เจ้าหล่อนคงยังไม่รู้ว่าชื่อของตัวเองกำลังจะกลายเป็นพนักงานของที่ไร่ในไม่ช้า วินาทีนี้เขาอยากให้เธอไปทำงานที่ไร่ใจแทบขาด
“ชักอยากเห็นหน้าคนปากดีที่ไร่เร็วๆ แล้วสิ” ชายหนุ่มยวนต่อ รษาเห็นท่าไม่ดี ถ้าไม่เบรกศึกคงเป็นเรื่องยาว เธอจึงชวนทุกคนเข้าบ้าน
“ไปทานข้าวกันก่อนดีกว่าค่ะ ถึงเวลาพอดี...กับข้าวจะชืดเสียก่อน”
“รวีต้องขอตัวนะคะพี่ปรินทร์ น้องรษา” ปารวีหันมาบอกพี่ชายกับพี่สะใภ้ แล้วเดินออกไปจากตรงนั้นทันที
“รษา...พี่ก็ต้องขอตัวเหมือนกัน พอดีนึกขึ้นได้ว่าติดธุระด่วน เอาไว้วันหลังค่อยคุยกันนะ ส่วนเรื่องงานของเรา...ไปเริ่มทำได้แล้ว...ไปค้างที่ไร่เลย จะได้ไม่ต้องเทียวไปเทียวมา” แขกมองเจ้าของบ้านอย่างเข่นเขี้ยว รษาเองก็หนักใจ...ไม่รู้ว่าพี่ชายจะเคืองโกรธสามีของเธอไปถึงไหน เรื่องมันก็ผ่านมานานแล้ว
“คงจะไม่ได้หรอกครับ ยังไงเมียก็ต้องกลับมาอยู่กับสามี ผมให้รถโรงแรมไปรับไปส่งทุกวันยังไหว” ปรินทร์แทบแยกเขี้ยวส่งแขก พอลับร่างแขกที่เดินออกไป ปรินทร์ก็หันมาอ้อนภรรยา
“ผมยอมให้คุณไปทำงานช่วยพี่ชายคุณก็มากเกินพอแล้วนะครับ ผมไม่ให้คุณค้างที่ไร่อย่างพี่ชายคุณบอกนะ แล้วผมก็รับปากว่าจะขอให้รวีไปช่วยอีกแรง”
“เรามีกันแค่สองคน...ที่ผ่านมาพี่ธามส์ก็ทำเพื่อรษามาเยอะแล้ว รษาขอนะคะ พอจบเรื่องนี้...รษาจะตามใจคุณทุกอย่าง” สาวน้อยขี้อ้อนกอดแขนอ้อนสามี เขย่งปลายเท้าจูบปลายคางสากเบาๆ ถึงอย่างนั้นคนตัวโตถึงยิ้มออกมาได้ เขาเองก็ไม่ค่อยชอบใจแผนของภรรยาสาวมากนัก แต่เมื่อเธอขอมา เขาก็ขัดไม่ได้ทุกที
ปารวีเดินทอดน่องมาถึงสวนหน้าโรงแรมปางวิมาน มองตึกที่บิดาสร้างมาด้วยความภาคภูมิใจ เกือบยี่สิบปีที่เธอจากไป...พอกลับมาอีกครั้งมันก็แปลกตาจนเธอแทบจำเค้าลางเดิมไม่ได้
ปารวียืนพิงขอบพนักเก้าอี้ไม้โบราณกลางสวน เธอแหงนหน้าขึ้นบนท้องฟ้าสีหม่น แสงสะท้อนแสงบนตึกรามบ้านช่องของเมืองเชียงราย แสงไฟที่เปิดแข่งแสงเดือน ใจกลางเมืองดับรัศมีดาวสวยแห่งค่ำคืน นานมากแล้วที่เธอไม่ได้เห็นดวงดาวกับแสงเดือนในเวิ้งขอบฟ้าเมืองสยาม แต่คืนนี้...ดาวช่างดูหม่นหมองเหมือนใจเธอเสียอย่างไร
“คุณพ่อคะ...รวีขอโทษที่ไม่ได้กลับมาหาคุณพ่อเลย ไม่นึกเลยว่าการกลับเมืองไทยของรวีครั้งแรก...หลังจากที่รวีจากไป กลับต้องเป็นการมาส่งคุณพ่อครั้งสุดท้าย...รวีรักคุณพ่อนะคะ” ปารวีทรุดตัวลงนั่งอย่างอ่อนแรง เธอกลับมาก็เพราะการจากไปของบิดา และพี่ชายขอร้องให้อยู่ต่อ เธอถึงยอมส่งจดหมายไปลาออกจากงานที่ฝรั่งเศส เมื่อนึกถึงความทรงจำครั้งหลังที่อยู่ที่นี่...น้ำตาก็เอ่อปริ่มคลอเบ้า ทั้งที่พยายามอดกลั้นเริ่มไหลรินออกมา แต่เธอก็บังคับมันไม่ได้สักที
“อ้าว! ไอ้เราก็นึกว่านางไม้ที่ไหน ที่แท้ก็...” พ่อเลี้ยงธามส์ชะงักค้างไว้แค่นั้น...จากที่เขาตั้งใจจะพูดยั่วอารมณ์หญิงสาวมากกว่านั้น แต่...เมื่อเขาเห็นแก้มเนียนใสยังมีรอยคราบน้ำตา ดวงตาคมแดงก่ำเหมือนกำลังร้องไห้ แต่เขาก็ยังไม่วายกวาดสายตาโลมเลียปารวีอย่างกวนๆ อย่างที่ตั้งใจไว้
ปารวีใช้หลังมือปัดแก้มเช็ดคราบน้ำตาลวกๆ มองหน้าพ่อเลี้ยงธามส์อย่างเอาเรื่อง เขาจะตามกวนอารมณ์ของเธอให้ขุ่นมัวไปถึงไหนกัน
“นี่คุณอีกแล้วหรือ วันนี้มันเป็นวันอะไรของฉันนักหนานะ ถึงได้ดวงตกขนาดนี้ พ่อก็ตายไม่ได้มาดูใจ พอมีคนเข้าใกล้ก็ปากมอมไม่มีใครเกิน สงสัยฉันต้องไปทำบุญล้างซวยปัดรังควาญจริงๆ” ปารวีจ้องมองหน้าคนที่เดินเข้ามาใหม่ ตอบกลับทันทีทั้งที่รอยคราบน้ำตายังเช็ดไม่หมดจากข้างแก้ม
“จะไปลงนรกหรือขึ้นสวรรค์ที่ไหนก็ไป”
ชายหนุ่มยกมือยอมแพ้ “โอเคๆ แค่จะมาบอกว่า เจอกันที่ไร่นะ...ฉันจะรออย่างใจจดใจจ่อ และจะเตรียมการต้อนรับเป็นอย่างดี” ชายหนุ่มยักคิ้วบอกอย่างอารมณ์ดี
“ไม่มีทางเสียละ” หญิงสาวตะโกนตามหลัง
“ฮ่าๆๆ”
เขาตอบกลับด้วยเสียงหัวเราะดังลั่น อีกคนได้แต่มองตามหลังอยากคาดโทษ โกรธที่ทำอะไรเขาไม่ได้
แสงแดดยามบ่ายคล้อยของวันยามเหมันต์ฤดู สาดส่องปกคลุมทั่วทั้งดอย หากเกิดแสงเงาสะท้อนแนวตามแปลงชาสีเขียวเข้ม อีกฟากของไร่เป็นแนวทิวแปลงดอกไม้เมืองหนาวสลับสีเบ่งบาน อวดแสงสีทองอร่ามตา
‘บ้านดุจเดือน’ เป็นจุดที่สามารถมองทิวทัศน์ได้โดยรอบกว้างสุดสายตา ท้องฟ้าสีน้ำเงินเข้มตัดกับกลุ่มเมฆขาว ลอยเกลื่อนอยู่เบื้องบน บ้างเคลื่อนลอยต่ำลงมาปกคลุมสันเขาที่ยาวติดต่อกันไป
ชายหนุ่มผิวขาว ใบหน้าคมเข้ม สูงเกินกว่ามาตรฐานชายไทย สวมหมวกปีกใบกว้างปิดบังอำพรางแสงกล้า สายตาคมดุจพญาเหยี่ยวที่จับจ้องมองใครก็ชวนให้หลงใหลได้ง่ายๆ หากวันนี้ถูกบดบังด้วยแว่นกันแดดเรย์แบนสีชา รับกับใบหน้าคมเจือไรหนวดเข้มของเขา
ชายหนุ่มกำลังยืนคุมวิศวกรก่อสร้างโรงงานผลิตหัวน้ำหอม ความฝันที่เขาใช้เวลานานหลายปีไปร่ำเรียนและกลับมาสานต่อกิจการไร่ดอกไม้ของครอบครัว
เขากวาดสายตามองรอบๆ เพื่อเช็กรายละเอียดด้วยตาอีกครั้ง ก่อนจะเดินกลับไปที่รถและเหวี่ยงตัวเองขึ้นไปนั่งด้านคนขับ ออกรถพุ่งทะยานออกไป หลงเหลือไว้เพียงแนวฝุ่นแดงตลบเป็นทางยาว
ท้ายไร่อีกฝั่งริมเขา คนงานจำนวนหนึ่งกำลังตัดแต่งกิ่งกุหลาบ รถโฟวิลของพ่อเลี้ยงธามส์แล่นมาจอด ชายหนุ่มร่างสูงโปร่งผิวออกขาวเหลืองอย่างคนเมืองเหนือกระโดดลงมาจากรถ ตรงดิ่งเข้ามาหากลุ่มคนงานทันที
ถึงแม้จะต้องอยู่กลางแดด แต่ก็ไม่ทำให้เขาคล้ำลงไปแม้แต่น้อย เขาเดินดูการทำงานของคนงานไปเรื่อยๆ มาหยุดอยู่ที่ ‘ธนิน’ ผู้จัดการไร่หนุ่มใหญ่ที่มีศักดิ์เป็นอาแท้ๆ ผู้จัดการหนุ่มใหญ่กำลังตรวจคุณภาพดอกไม้ที่เก็บมาก่อนส่งให้ลูกค้า อีกฝั่งเป็นกุหลาบบางส่วนถูกยกขึ้นใส่รถไปแล้ว
“เป็นอย่างไรบ้างครับอา” พ่อเลี้ยงธามส์ถามผู้สูงวัยกว่าที่กำลังวุ่นอยู่กับคนงาน ในมือถือแฟ้มเอกสารปึกใหญ่
“พอดีมีออเดอร์เร่งน่ะ อาเลยสั่งคนงานตัดกุหลาบเพิ่มเยอะเหมือนกัน แล้วนี่ธามส์จะไปไหนหรือ” ผู้จัดการหนุ่มใหญ่ตอบกลับมาทั้งที่ไม่ละสายตาจากงานตรงหน้า
“ผมจะแวะมาบอกอาว่าจะไปไร่โน้น” โร่โน้นที่หมายถึงคือไร่ฟ้าสีหมอกที่ทุกคนต่างรู้ดี ทั้งสองไร่มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าที่บุกเบิกไร่มาด้วยกัน
“มีอะไรหรือเปล่า” ผู้จัดการหนุ่มใหญ่ละสายตาจากแฟ้มงาน หันมามองชายหนุ่มแวบหนึ่ง ก่อนที่เขาจะหันไปสนใจงานตรงหน้าต่อ เอ่ยถามเสียงเรียบ
“เปล่าครับ ผมแค่มีเรื่องจะคุยกับไหมนิดหน่อย เรื่องส่งออกเท่านั้นเอง”
“อืม!...ว่าแต่โรงงานเป็นอย่างไรบ้างล่ะ? ไปถึงไหนแล้ว อาไม่ได้ข้ามไปฝั่งโน้นเลย ช่วงนี้งานในไร่ยุ่งเหลือเกิน”
“โรงงานเกือบเสร็จแล้วครับ ก็เหลือเพียงรอใบอนุญาต ตอนนี้นายก้องก็ไปดูเครื่องจักร ที่จะนำเข้าจากฝรั่งเศส และกำลังติดตั้ง อีกไม่นานโรงงานคงเดินสายการผลิตได้ครับอา”
“หลานคงยุ่งมากสินะ อาไม่ค่อยได้เห็นหน้าหลานเลย”
“ครับ ช่วงนี้อานินคงต้องเหนื่อยหน่อยเหมือนเดิม ผมกลับมา...ก็ไม่ได้ลงมาช่วยดูงานในไร่เท่าไร แล้วยิ่งมาเพิ่มงานให้อีก แต่ผมจะหาคนมาช่วยทำเรื่องการตลาดและเอกสารนะครับ อาจะได้ไม่เหนื่อยมาก”
“ไม่เป็นไรหรอกธามส์ อายอมเหนื่อย ไร่นี้พ่อของหลานรักมาก แล้วอาก็รักไร่แห่งนี้มากเหมือนกัน ไม่ต้องห่วงนะ”
“ครับ...ขอบคุณอามาก ผมไปก่อนนะครับ”
โครงการก่อสร้างโรงงานผลิตหัวเชื้อน้ำหอมของพ่อเลี้ยงธามส์ก้าวหน้าไปมาก เครื่องจักรที่สั่งนำเข้าจากฝรั่งเศสทยอยนำมาติดตั้ง เหลือเพียงใบอนุญาตการผลิตก็จะสามารถเปิดไลน์การผลิตได้ทันที
ปารวีลากกระเป๋าออกมาหน้าโรงแรมอย่างจำยอม ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจทำตามคำขอร้องของพี่สะใภ้และพี่ชาย เป็นอย่างที่ชายหนุ่มปากเสียบอกไม่มีผิด หลังจากที่ชายหนุ่มเจ้าของไร่กลับไป พี่ชายก็เขามาขอร้องเธอ...พร้อมทั้งยกเหตุผลข้ออ้างต่างๆ นานามาอ้าง ซึ่งเธอก็ขัดไม่ได้เลยสักข้อ...ถ้าคิดจะช่วย
‘ถ้ารวีไม่ยอม รษาต้องไปช่วยงานที่ไร่ รวีจะไม่เห็นใจคนเพิ่งแต่งงานใหม่อย่างพี่เลยหรือไง’
‘กี่ปีที่พี่ไม่มีความรัก หรือรวีไม่อยากเห็นพี่มีความสุข’
‘พี่อยากให้เมียเป็นเพื่อนคู่คิด เป็นกำลังใจใจการแก้ปัญหา ปัญหาสะสมที่โรงแรมมีเยอะเหลือเกินนะรวี’
‘เราไปทำงานที่โรงงานน้ำหอม เป็นงานที่เราถนัดที่สุดไม่ใช่หรือ ถ้ารวีทำได้ดี พี่ก็จะได้อยู่กับเมียไง อย่าใจร้ายกับพี่นักเลยนะรวี’
และอีกหลายๆ เหตุผลที่พี่ชายหยิบยกขึ้นมาอ้าง...
ปารวีนอนคิดสะระตะมาทั้งคืน อย่างน้อยนักเคมีที่ทำงานในโรงงานน้ำหอมระดับโลกอย่างเธอ การได้ทำงานในโรงงานน้ำหอมก็เหมาะกับเธอมากกว่าทำงานที่โรงแรมกับพี่ชายเป็นแน่
“รวีจะไปไหนหรือ...อย่าบอกพี่ว่าจะกลับฝรั่งเศสนะ” ปรินทร์ถามน้องสาวอย่างสงสัย แปลกใจไม่น้อยที่เห็นพนักงานกำลังยกกระเป๋าของปารวีขึ้นรถ เมื่อคืนตอนคุยกัน..เขาทั้งขอและอ้อนวอนเธอก็ค้านหัวชนฝา ผ่านแค่ข้ามคืนเธอก็ลากกระเป๋าออกมา คงจะคิดเป็นอย่างอื่นไม่ได้
“รวีจะไปทำงานที่ไร่ปกรัก” หญิงสาวตอบกลับพี่ชายเสียงเรียบ
“หา!...รวีว่าอะไรนะ? ไหนเมื่อคืนบอกจะไม่ไป” คนเป็นพี่ร้องตกใจทันทีที่รู้ว่าน้องสาวจะไปไหน
“จะตกใจอะไรนักหนา แล้วตกลงจะให้ไปไหมล่ะ?...ถ้าถามอีกครั้ง...คราวนี้รวีเปลี่ยนเส้นทาง...เป็นบินกลับฝรั่งเศสนะ” คำตอบของน้องสาวยิ่งทำให้ปรินทร์ยิ้มออกมา เขารู้จักปารวีดีว่าเป็นคนที่เชื่อมั่นในการตัดสินใจของตัวเองเป็นที่สุด
“รวีดูแลตัวเองด้วยนะ” คนเป็นพี่รีบอวยพร ก่อนที่น้องสาวจะเปลี่ยนใจจริงๆ เมื่อคืนเขาใช้เวลาอ้อนวอนอยู่เกือบชั่วโมงแต่น้องสาวก็ยังนิ่ง เมื่อผิดแผนที่วางเอาไว้ เขาก็หาทางออกไว้เผื่อและทำใจที่ต้องส่งเมียรักกลับไปทำงานที่ไร่
ก่อนหน้า...ปรินทร์โฆษณาความเก่งกาจของน้องสาวให้ภรรยาฟังเสียยกใหญ่ คนมีความสามารถที่ผ่านแบรนด์น้ำหอมระดับโลกมา หากได้มาช่วยพ่อเลี้ยงธามส์โรงงานก็จะพัฒนาไปได้เร็วขึ้น เขาบอกอย่างมีแผน และรษาก็คล้อยตามจนวางแผนแอบส่งใบสมัครของปารวีไปที่ไร่ เพราะรู้ดีว่าพี่ชายของตัวเองคงไม่ยอม หากอะไรที่ไม่เป็นขั้นตอนและมีอภิสิทธิ์เหนือคนอื่น
งานนี้เป็นการวางแผนที่มัดมือชกแบบในกติกา ปรินทร์เชื่อว่าจะเกลี้ยกล่อมน้องสาวได้ง่ายๆ แต่เมื่อคืนกลับทำให้สองสามีภรรยาแอบถอดใจ ที่ไร่แทนที่จะมีปัญหากลับยอมรับ แต่ปารวี...คนที่พี่ชายมั่นใจว่าจัดการได้กลับเป็นปัญหา
ถึงตอนนี้สองสามีภรรยาก็แอบถอนหายใจอย่างโล่งอก หากปารวีทำงานได้ดีอย่างที่ปรินทร์บอก บางทีพ่อเลี้ยงธามส์อาจจะไม่ต้องการน้องสาวอีกต่อไป
“ค่ะ”
“จริง...ไปได้แล้ว ติดต่อกลับมาหาพี่บ้างก็แล้วกัน ถ้าเกิดพี่ว่างๆ จะแวะไปเยี่ยมที่ไร่กับรษา อีกไม่นานรษาก็ต้องไปทำงานที่ไร่เหมือนกัน” ปรินทร์ดันน้องสาวออกไปหน้าโรงแรม ที่มีรถของโรงแรมจอดรออยู่
“เอาไว้...รวีติดต่อกลับมาหาพี่เองดีกว่านะคะ” น้องสาวจำต้องเดินออกไปนอกโรงแรม ตามแรงผลักของพี่ชาย
“รษาจะโทรไปแจ้งที่ไร่ให้ก่อนนะคะ” รษาบอกออกมา
“อย่าลำบากเลยน้องรษา ยังไงก็ต้องเจออยู่ดี ใบสมัครงานของพี่ก็มีคนใจดีส่งให้แล้ว โพรไฟล์ของพี่คงไม่มีอะไรน่ากังขา” หญิงสาวตอบกลับพี่สะใภ้เรียบๆ แม้จะยอมช่วยเองอย่างเต็มใจ แต่พอรู้ว่ามีคนวางแผนไว้ก่อน เธอก็อดเคืองพี่ชายพี่สะใภ้ไม่ได้
รษาหน้าแหยไปนิด แม้น้องสามีจะไม่ได้ว่าอะไรตรงๆ แต่เธอกับสามีก็ทำไม่ถูกต้องจริงๆ ปรินทร์โอบไหล่ภรรยาบีบอย่างปลอบโยน
ภายในสำนักงานของไร่ ปกรัก ชายหนุ่มสองคนสีหน้าเครียดขึงไม่แพ้กัน แต่อีกคนที่นั่งอยู่ข้างในโต๊ะทำงานดูจะมีมากกว่า จากรอยย่นระหว่างคิ้วเป็นริ้วชัดเจน มันขมวดมุ่นผูกเป็นปมเหมือนความรู้สึกภายในใจของเจ้าของ หลายเรื่องที่ผ่านเข้ามาพักหลัง...มันแรงจนเขาแทบรับไม่ไหว แต่เขาก็ต้องเป็นผาหินแกร่งให้คนงานหลายร้อยได้ซุกลบภัย เป็นเกราะกำบัง เขาจะท้อแท้ไม่ได้ แม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
พึ่บ! เอกสารปึกใหญ่ถูกทิ้งลงบนโต๊ะทำงานเต็มแรง สองหนุ่มต่างสถานะใช้เวลาร่วมกันหลายชั่วโมง แต่ก็ยังหาทางออกไม่ได้ นี่ก็ใกล้จะเปิดโรงงานเดินสายการผลิตแล้ว
พ่อเลี้ยงธามส์เอนหลังพิงเก้าอี้ปิดเปลือกตาลง ขับไล่เหนื่อยอ่อน ถึงแม้ว่ามันจะเป็นช่วงเวลากี่นาที มันก็ช่วยเขาได้มาก ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาโหมงานหนักมากแทบไม่ได้พักผ่อน เขาไม่มีเวลาแม้กระทั่งจะมานั่งเสียใจ...ทั้งที่เพิ่งสูญเสียคนรักไป
“สวัสดีค่ะ” ปารวีทักผู้ชายผู้ชายสองคนที่กำลังนั่งจมกองเอกสารอยู่ ส่วนอีกคนนั่งพิงเก้าอี้เปลือกตาปิดสนิท ก้องหล้าตะลึงในความสวยของปารวี
“นางฟ้า....” เขาเพ้อตาลอยตะลึงค้างอยู่อย่างนั้น ไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อนออกห่าง
“คุณคะ...คุณ” ปารวีเรียกอีกครั้งเหมือนเตือนสติชายหนุ่มที่เอาแต่เพ้อตาลอยจ้องหน้าเธอ ก้องหล้าสะดุ้งเรียกสติของตัวเองกลับมา เพิ่งรู้ตัวว่าจ้องหน้าหญิงสาวนานเกินไปแล้ว
“เอ่อ...ค..คะ...ครับ”
“เอ่อ...ดิฉันจะมาทำงานที่ไร่ปกรักค่ะ” ปารวีแนะนำตัวเองและยกมือไหว้ก้องหล้าอีกครั้ง ทั้งที่อีกคนที่เธอรู้จักยังคงหลับตานิ่งไม่ไหวติงบนเก้าอี้ตัวเดิม
“สวัสดีครับ...ผมชื่อก้องหล้าเป็นผู้จัดการในโรงงานครับ แล้วคุณ...เอ่อ”