“จินเฉิน วันนี้เป็นวันครบรอบแต่งงานสามปีของพวกเรานะ ฉันเตรียมเซอร์ไพรส์เอาไว้ให้คุณด้วย กลับมาได้ไหม?”
หลังจากส่งข้อความไปแล้ว เจียงซุ่ยจ้องมองหน้าจอโทรศัพท์ รอคอยด้วยความคาดหวัง
เวลาผ่านไปเรื่อย ๆ เจียงซุ่ยคอยเปิดโทรศัพท์ดูเป็นครั้งคราว กลัวว่าตัวเองจะพลาดข่าวสารอะไรไป
แต่ก็เหมือนเดิม เธอไม่เคยได้รับการตอบกลับใด ๆ จากยู่จินเฉินเลย
ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นมา เจียงซุ่ยรู้สึกมีความสุขมาก หัวใจเธอพองโตขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ แววตาของเธอเป็นประกายระยิบระยับ
หรือว่า จิ่นเฉินจะกลับมาแล้วเหรอ?
เจียงซุ่ยอดใจรอไม่ไหว รีบไปเปิดประตูทันที
แต่คนที่ยืนอยู่หน้าประตูกลับไม่ใช่ยู่จินเฉิน แต่เป็นบอดี้การ์ดชุดดำของเขาแทน
“คุณผู้หญิง เชิญคุณไปโรงพยาบาลด้วยครับ” หัวหน้าบอร์ดี้การ์ดพูดขึ้นมา
เจียงซุ่ยตกใจ เธอถอยหลังไปเล็กน้อย แต่ก็ยังถูกคนเข้ามาล็อคตัว แล้วก็ลากเธอไปขึ้นรถจนได้
ตลอดทาง ไม่ว่าเธอจะถามอะไร พวกเขาก็ไม่ให้คำตอบเธอเลยสักอย่าง
แล้วรถก็ขับมาถึงโรงพยาบาลด้วยความรวดเร็ว
บอร์ดี้การ์ดชุดดำพาเจียงซุ่ยไปยังหน้าห้องผู้ป่วยห้องหนึ่ง แล้วก็ผลักเธอไปติดกับกำแพง
เจียงซุ่ยยืนพิงกำแพงนิ่งอยู่ในสภาพน่าอนาถ เมื่อเงยหน้าขึ้น เธอก็เห็นยู่โหล น้องสาวของสามีเธอกำลังมองมาที่เธออย่างไม่สบอารมณ์
“ทำไมมาช้าขนาดนี้ล่ะ?”
หัวใจของเจียงซุ่ยเหมือนดิ่งลงไปในเหวลึกทันที “โหลโหล ทำไมคุณถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ? แล้วทำไมจู่ ๆ บอดี้การ์ดพวกนั้นถึงพาฉันมาที่นี่ล่ะ จินเฉินป่วยเหรอ?”
ยู่โหลมองเธอด้วยสายตารังเกียจ แล้วก็พูดขึ้นมาอย่างตามเรื่องตามราวว่า “พี่ฉันไม่ได้ป่วยหรอก แต่เป็นเพราะไตของเธอกับพี่เมิ่งหนิงเข้ากันได้ดีต่างหากล่ะ วันนี้ ที่ฉันพาเธอมาที่นี่ ก็เพื่อให้เธอบริจาคไตให้พี่เมิ่งหนิงไง”
“อะไรนะ?” เจียงซุ่ยตัวแข็งทื่อ เธอพูดออกมาด้วยความยากลำบากว่า “... นี่คือสิ่งที่จินเฉินต้องการงั้นเหรอ?”
แต่งงานกันมาสามปี เธอรู้มาโดยตลอดว่าในใจของยู่จินเฉินมีแต่เสิ่นเมิ่งหนิงเท่านั้น ตอนที่เสิ่นเมิ่งหนิงป่วย และเข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่ต่างประเทศนั้น เขาก็มักบินไปเยี่ยมเธอบ่อยครั้ง บ้านเขาก็ไม่ได้กลับ เมื่อเสิ่นเมิ่งหนิงกลับมา เขาก็รับเธอกลับมาอยู่ที่บ้าน แล้วก็คอยดูแลเธอด้วยตัวเอง
แต่เจียงซุ่ยก็ยังคงหวังว่า สักวันหนึ่งสามีของเธอจะเห็นความดีของเธอบ้าง ด้วยเหตุนี้ เธอจึงคอยดูแลเรื่องงานบ้านทั้งหมด แล้วก็คอยปรนนิบัติรับใช้คนในครอบครัวเขาเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ซึ่งเธอก็ยอมทุ่มสุดตัวทำทุกอย่างด้วยความเต็มใจ
แต่ครั้งนี้ เขากลับต้องการที่จะช่วยชีวิตของเสิ่นเมิ่งหนิงไว้ ด้วยการเอาไตของเธอไปข้างหนึ่งเนี่ยนะ?
เธอไม่อยากจะเชื่อเลยจริง ๆ
ยู่โหลหลบสายตาของเธอเล็กน้อย จากนั้นก็ทำตัวหยิ่งผยองมากขึ้น “แน่นอนสิ! คนที่พี่ชายของฉันชอบก็คือพี่เมิ่งหนิง ไม่ใช่เธอ! ตอนแรก ถ้าไม่ใช่เพราะคุณย่ารีบร้อนอยากจะอุ้มหลาน แล้วพี่เมิ่งหนิงต้องไปรักษาตัวที่ต่างประเทศ พี่ชายของฉันจะแต่งงานกับคุณแบบส่งเดชไปทำไมล่ะ ไม่เช่นนั้น เด็กกำพร้าที่มาจากชนบทอย่างเธอ จะเข้ามาอยู่ในตระกูลยู่ได้ยังไง!”
เจียงซุ่ยมองดูริมฝีปากของเธอที่ขยับไปมาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า แต่สิ่งที่ยู่โหลพูดนั้น เธอกลับได้ยินไม่ชัด ราวกับว่ายู่โหลพูดมาจากอีกโลกหนึ่งอย่างไรอย่างนั้นแหละ
ยู่โหลเอามือทั้งสองข้างกอดอกเอาไว้ “เธอแต่งงานเข้ามาตั้งสามปีแล้ว แต่กลับยังไม่มีลูกสักคน แถมเรื่องอาหารการกินหรือเรื่องงานบ้าน เธอก็เทียบกับสาวใช้ไม่ติดเลยสักนิด ตอนนี้ถึงเวลาที่จะได้ทำตัวให้มีประโยชน์แล้ว ก็ช่วยรู้จักหน้าที่ด้วย ยอมให้ความร่วมมือ บริจาคไตให้กับพี่เมิ่งหนิงดี ๆ พี่ชายของฉันจะไม่ทำให้เธอเสียเปรียบแน่ มิฉะนั้น หลังจากการรักษาสิ้นสุดลงแล้ว ถ้าพี่ชายของฉันทิ้งเธอไปแต่งงานกับพี่เมิ่งหนิงขึ้นมา เธอก็จะไม่ได้อะไรเลยนะ!”
ตอนที่กำลังจะตอบกลับไป ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของเจียงซุ่ยก็สั่นขึ้นมา
เธอหยิบมันออกมาดู แล้วก็พบว่าเป็นการแจ้งเตือนการโอนเงินผ่านธนาคาร
“... มีเงินโอนเข้ามา 10,000,000”
ยู่จินเฉินโอนเงินให้เธอสิบล้าน!
นี่คือเงินซื้อไตของเธองั้นเหรอ?
เธอควรต้องรู้สึกเป็นเกียรติไหม ที่ไตของเธอมีค่ามากขนาดนี้?
หัวใจของเจียงซุ่ยราวกับถูกเจาะด้วยเข็มเหล็กจำนวนนับไม่ถ้วน ทิ่มแทงเข้ามาจนเลือดไหลชุ่มไปหมด เธอเริ่มรู้สึกร้อย ๆ ที่เบ้าตา มีเพียงแค่ความภูมิใจและความรู้สึกนับถือในตนเองที่เหลืออยู่เท่านั้น ที่ช่วยทำให้เธอไม่ร้องไห้ออกมา
เวลานี้ยู่โหลหมดความอดทนแล้ว เธอกวัดมือเรียกบอดี้การ์ดชุดดำเข้ามา “ดูเธอเอาไว้ให้ดี ฉันจะไปพบหมอก่อน เราจะดำเนินการผ่าตัดทันที อย่าปล่อยให้เธอหนีไปเด็ดขาด”
เธอจงใจพูดเสียงดัง ราวกับว่าเธอกำลังพูดให้เจียงซุยได้ยินโดยเฉพาะ เมื่อพูดจบแล้ว เธอก็จากไปอย่างภาคภูมิใจ
แต่เจียงซุ่ยไม่อยากนั่งรอความตายอยู่เฉย ๆ เธอจึงอาละวาดขึ้นมา ผลักบอร์ดี้การ์ดออก เธอจะไปถามยู่จินเฉินให้มันรู้เรื่องด้วยตัวเธอเอง
เธอเดินโซซัดโซเซ บุกเข้าไปในห้องผู้ป่วย
ในห้องผู้ป่วย เจียงซุ่ยได้เห็นด้วยตาของตัวเองว่า สามีที่เธอคิดถึง กำลังคอยเฝ้าอยู่ข้าง ๆ ผู้หญิงอีกคนอยู่
เสิ่นเมิ่งหนิงเอนตัวอยู่ในอ้อมแขนของยู่จินเฉิน ราวกับเธอเป็นกระต่ายน้อยที่น่าสงสารและน่าเอ็นดูมากอย่างไรอย่างนั้นแหละ
ยู่จินเฉินกอดเธอเอาไว้ ปลอบเธอด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลว่า “เมิ่งหนิง ไม่ต้องห่วงนะ ผมจะพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาคุณให้หายดีให้ได้ ผมหาไตที่เหมาะสมได้แล้วนะ คุณกำลังจะหายในไม่ช้านี้แล้ว”
เวลานี้ เจียงซุ่ยรู้สึเหมือนตัวเองตกลงไปในถ้ำน้ำแข็งที่เย็นสุดหัวใจ
เมื่อยู่จินเฉินเห็นเจียงซุ่ยเดินเข้ามา เขาก็ขมวดคิ้วแน่น
ใบหน้าของเขายังคงหล่อเหลาราวกับเทพแห่งดวงอาทิตย์ที่เพิ่งจะก้าวออกมาจากภาพวาดสีน้ำมันของกรีกโบราณอย่างไรอย่างนั้น แต่เวลานี้ เจียงซุ่ยกลับไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวกับเขาอีกแล้ว
“ยู่จินเฉิน คุณจะใช้ไตของใครช่วยเสิ่นเมิ่งหนิง ของฉันงั้นเหรอ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของยู่จินเฉินก็ดูคร่ำเครียดขึ้นมาทันที
เสิ่นเมิ่งหนิงที่อยู่บนเตียงผู้ป่วยด้วยใบหน้าที่ซีดเซียว เริ่มมีเลือดสูบฉีดขึ้นมาในทันใด เธอชิงพูดขึ้นมาด้วยความประหลาดใจก่อนว่า “เมื่อกี้นี้ตอนที่ฉันได้ยินจินเฉินบอกว่าเขาหาไตได้แล้ว ฉันยังไม่อยากจะเชื่อเลย ที่แท้เป็นของคุณเองเหรอเนี่ย คุณเจียง คุณเต็มใจที่จะบริจาคไตให้ฉันไหมคะ?”
“ฉันไม่เต็มใจ” เจียงซุ่ยเปิดโปงแผนการของเธอ “แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งนะ คุณควรจะเรียกฉันว่าคุณหญิงยู่มากกว่า”
เสิ่นเมิ่งหนิงชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นเธอก็ไอออกมาอย่างรุนแรง หายใจหอบ เหมือนกับว่าเธอกำลังจะเป็นลม
สีหน้าของยู่จินเฉินเปลี่ยนไปในทันที เขาตะคอกขึ้นมาเสียงดุดันว่า “พอได้แล้วเจียงซุ่ย เมิ่งหนิงไม่สามารถถูกกระตุ้นอะไรได้ในตอนนี้!”
เมื่อเห็นท่าทางของเขาที่ดูเป็นห่วงเป็นใยเซินเมิ่งหนิงมากขนาดนี้ เจียงซุ่ยก็สตั้นอยู่กับที่ ในใจของเธอตอนนี้มีเพียงความรู้สึกหนาวเหน็บที่เกินจะบรรยาย
ดูเหมือนว่า เพื่อช่วยเสิ่นเมิ่งหนิง เขาพร้อมที่จะทำทุกอย่างเลยนะ
เจียงซุ่ยที่ดวงตาแดงก่ำ เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างดื้อดึง “คุณอยากจะช่วยเธอ แล้วฉันล่ะ?”
เมื่อยู่จินเฉินเห็นท่าทางที่ดูอ่อนแอของเธอ เขาก็ตกตะลึงไปเล็กน้อบ ตอนที่เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วเสียงที่อู้อี้ของเสิ่นเมิ่งหนิงก็ดังมาจากด้านหลัง “จินเฉิน ฉันเจ็บมาก.......”
จากนั้น เสิ่นเมิ่งหนิงก็หมดสติไป ไม่ขยับเขยื้อนใด ๆ
สีหน้าของยู่จินเฉินจึงเปลี่ยนไปในทันที เขารีบกลับไปที่ข้างเตียงของเสิ่นเมิ่งหนิง
เจียงซุ่ยทำเสียง “เหอะ” ออกมาอย่างขมขื่น จากนั้นก็หันหลังกลับ เตรียมจะเดินออกไปข้างนอก ยู่จินเฉินลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่เขาก็ยังกัดฟัน สั่งบอดี้การ์ดที่ประตูขึ้นมาว่า “ขวางคุณผู้หญิงเอาไว้ แล้วก็ให้หมอเตรียมพร้อมสำหรับการผ่าตัดเดี๋ยวนี้เลย!”
จากนั้น เขาก็หันกลับไปมองยังเสิ่นเมิ่งหนิงที่เป็นลมหมดสติอยู่ ความกังวลในใจของเขาตอนนี้เกินคำบรรยายจริง ๆ
ดวงตาคู่นั้นของเจียงซุ่ยเบิกโตกว้างอย่างเหลือเชื่อ
ยู่จินเฉิน ทำแบบนี้... หมายความว่าต้องการจะบังคับเอาไตของเธอไปให้ได้อย่างนั้นเหรอ?
นี่เป็นการแต่งงานที่เธอพยายามอย่างเต็มที่ เพื่อจะรักษาไว้ให้ได้มาเป็นเวลาสามปี
ซึ่งในช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา ความทุ่มเททั้งหมด ความอดกลั้นทั้งหมด และความคาดหวังทั้งหมดของเธอ กลายเป็นเพียงแค่เรื่องตลกในตอนนี้เท่านั้น
เมื่อเห็นบอดี้การ์ดกรูกันเข้ามา จะมาจับเธอ เจียงซุ่ยก็ปัดมือพวกเขาออกอย่างใจเย็น แล้วก็เดินไปที่เตียงทีละก้าว
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ไปไหนหรอก”
ภายใต้สายตาสงสัยของทุกคน เจียงซุ่ยยกมือขึ้น แล้วก็ตบหน้าอันบอบบางนั้นของเสิ่นเมิ่งหนิงอย่างแรง
จนเกิดเสียง “เพี๊ยะ” ดังขึ้นมา
เสียงตบของเธอดังกึกก้องไปทั่วทั้งห้องผู้ป่วย
“เจียงซุ่ย นี่เธอทำอะไรน่ะ!”
สีหน้าของยู่จินเฉินดูดุดันมาก เขารีบคว้ามือของเจียงซุ่ยไว้ทันที
ด้านหลังเขา เสิ่นเมิ่งหนิงที่เมื่อกี้นี้ยังนอนไม่ได้สติอยู่ ตอนนี้กลับลืมตาขึ้นมาอย่างกะทันหัน เอามือกุมหน้าตัวเองไว้ พร้อมกับมองไปที่เจียงซุ่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อ “นี่คุณ... กล้าดียังไงมาตบฉันฮะ!”
ด้วยความที่เธอขยับมากเกินไปเพราะความตื่นตระหนก ผ้าห่มสีขาวที่อยู่บนตัวของเธอจึงหลุดออก หัวเข็มสำหรับให้น้ำเกลือจึงเลื่อนหลุดออกมาพร้อมกันหมด
หากสังเกตดี ๆ จะเห็นว่า หัวเข็มเพียงแค่ติดเอาไว้ตรงขอบ ๆ เพียงเล็กน้อยเท่นั้น ไม่ได้สอดเข้าไปในร่างกายเลยสักนิด!
ทุกคนต่างก็มองออกมา มันมีพิรุธบางอย่าง!
ยู่จินเฉินสตั้นอยู่ที่เดิม หลังจากที่เขาตั้งตัวกลับมาได้ เขาก็ถามเสิ่นเมิ่งหนิงด้วยน้ำเสียงที่เอาเรื่องว่า “นี่มันอะไรกัน?”
เสิ่นเมิ่งหนิงหน้าซีด รีบอธิบายว่า “ฉัน... ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน หมออาจจะใส่ไว้ไม่เรียบร้อย...”
เจียงซุ่ยพูดด้วยรอยยิ้มที่เย้ยหยันขึ้นมาว่า “แต่ฉันคิดว่าคุณไม่ได้ป่วยมากกว่านะ นี่ถึงขนาดจะทำให้ฉันต้องสูญเสียไตเลยเหรอ เสิ่นเมิ่งหนิง แผนการของคุณนี่ยอดเยี่ยมสุด ๆ ไปเลยนะ!”
“คุณกำลังพูดเรื่องไร้สาระอะไร!” เสิ่นเมิ่งหนิงมองไปที่ยู่จินเฉินด้วยความตื่นตระหนก “จินเฉิน คุณต้องเชื่อฉันนะ! คุณก็รู้ว่าร่างกายของฉันไม่แข็งแรง!”
ยู่จินเฉินมองเธอด้วยสีหน้าที่เคร่งขรึม ทำให้เสิ่นเมิ่งหนิงตกใจจนตัวสั่น จากนั้นเขาก็เปลี่ยนจุดโฟกัสไปที่เจียงซุ่ยแทน
“ผมจะไปสืบความจริงมาให้มันชัดเจน แล้วก็จะแจ้งให้คุณทราบอีกที ผมจะชดเชยให้คุณทุกอย่าง เท่าที่คุณต้องการ”
เจียงซุ่ยมองดูชายที่เธอเคยรักอย่างสุดซึ้ง แต่ในใจของเธอกลับไม่ได้รู้สึกหวั่นไหวอะไรอีกแล้ว
ของบางอย่าง ตอนที่เธอตั้งหน้าตั้งตารอคอยด้วยความคาดหวัง ผู้ชายคนนี้กลับไม่เคยที่จะทำอะไรให้เธอเลยสักนิดเดียว แต่ตอนนี้สิ่งที่เขาบอกจะชดเชยให้เธอ สำหรับเธอแล้ว มันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากขยะที่ไร้ค่าหรอก
เจียงซุ่ยพูดขึ้นมาด้วยความเย้ยหยันว่า “ไม่จำเป็นหรอก ฉันไม่ได้ต้องการอะไรทั้งนั้น ฉันแค่ต้องการหย่ากับคุณ!”
ยู่จินเฉินมองเธอด้วยความประหลาดใจ
เป็นครั้งแรกในรอบสามปี ที่เขาเห็นภรรยาคนนี้อยู่ในสายตา
แต่เจียงซุ่ยกลับไม่ได้สนใจมันอีกแล้ว เธอหันหลังกลับ แล้วก็จากไปโดยไม่หันมามองอีกเลย
ทันทีที่เดินออกจากโรงพยาบาลไป ร่างกายของเจียงซุ่ยก็โซเซไปมา
ที่เธอโต้กลับเขาไปเมื่อกี้นี้ได้ เพราะเธอฝืนทำตัวเป็นเข้มแข็ง ตอนนี้เธอจึงหมดเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีแล้ว
เธอหยิบโทรศัพท์มือถือออกมากดโทรออก
หลังจากนั้นไม่นาน รถลินคอล์นสีดำก็มาหยุดอยู่หน้าเจียงซุ่ย แล้วชายรูปงามใส่ชุดสูทคนหนึ่งก็ลงมาจากรถ
ทันทีที่เจียงซุ่ยเห็นเขา เธอก็ทนไม่ไหวอีกแล้ว ตัวของเธอเอนไปข้างหลังทันที
ชายคนนั้นก้าวเข้ามารับตัวเธอเอาไว้ แล้วก็เอามือโอบรอบเอวเธอและอุ้มเธอขึ้นมา
เจียงซุ่ยพูดออกมาคำหนึ่งว่า “อารอง......” แล้วเธอก็หมดสติไปในอ้อมอกของชายคนนั้น
ในห้องผู้ป่วย อุณหภูมิเหมือนจะต่ำกว่าข้างนอกหลายองศา
ยู่จินเฉินยืนอยู่ข้างเตียงด้วยใบหน้าที่เย็นชามาก ส่วนเสิ่นเมิ่งหนิงกำลังขดตัวอยู่บนเตียงด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าซีดเซียว ไม่กล้าพูดอะไรออกมาสักคำ
เวลานี้ มีเสียงฝีเท้าที่เร่งรีบดังมาจากด้านนอกประตู จากนั้นประตูของห้องผู้ป่วยก็ถูกผลักเปิดออก เป็นยู่โหลที่พาหมอเดินเข้ามา
“พี่ ฉันพาหมอมาแล้ว” เมื่อไม่เห็นเจียงซุ่ยแล้ว ยู่โหลก็ตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แล้วก็ตะโกนขึ้นมาทันทีว่า “แล้วเจียงซุ่ยล่ะ? เธอต้องหนีไปแล้วแน่ ๆ ให้ฉันส่งคนไปจับมันกลับมาใหม่ไหม?”
ยู่จินเฉินมองไปที่ยู่โหล สายตาของเขาดูเย็นชามากขึ้นกว่าเดิมมาก “เธอเป็นคนพาเจียงซุ่ยมาที่นี่งั้นเหรอ?”
ยู่โหลตกตะลึง เธอมองไปที่เสิ่นเมิ่งหนิง แล้วก็แก้ตัวขึ้นมาว่า “ฉันทำเพื่อพี่เมิ่งหนิงนะ ในช่วงสถานการณ์ที่เร่งด่วนแบบนี้ มีเพียงเจียงซุ่ยเท่านั้นแหละที่จะช่วยชีวิตพี่เมิ่งหนิงเอาไว้ได้!”
“หุบปาก!” ยู่จินเฉินตะคอกออกมาเสียงดังลั่น จากนั้นก็สั่งบอดี้การ์ดว่า “พายู่โหลกลับไป แล้วก็จับตาดูเธอเอาไว้ให้ดี อย่าปล่อยให้เธอออกมาได้เด็ดขาด!”
ยู่โหลรู้สึกน้อยใจมาก เธอยังอยากจะพูดอะไรอีก แต่บอดี้การ์ดที่อยู่ข้าง ๆ กลับดึงตัวเธอออกไปตามคำสั่งของยู่จินเฉินซะก่อน
ในห้องกลับสู่ความเงียบสงัดอีกครั้ง
แพทย์รู้สึกว่า มีบางอย่างผิดปกติ ตัวเขาจึงเริ่มสั่นขึ้นมา
ยู่จินเฉินชี้ไปที่เสิ่นเมิ่งหนิงที่ไม่กล้าแสร้งทำเป็นป่วยอีก แล้วตอนนี้ก็ลุกขึ้นมานั่งแล้วด้วยท่าทางที่เย็นชา จากนั้นก็ถามหมออย่างเอาเรื่องว่า “นี่คืออาการของคนที่คุณบอกว่าป่วยหนัก จำเป็นต้องปลูกถ่ายไตงั้นเหรอ?”
หมอเริ่มเหงื่อออกไม่หยุด ตาของเขาล่อกแล่กไปมา เขาพูดขึ้นมาอย่างอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ว่า “เอ่อ เอ่อคือว่า ผมอาจจะวินิจฉัยผิดโดยไม่ได้ตั้งใจ...”
ยู่จินเฉินยื่นคำขาดออกมาทันทีว่า “แม้กระทั่งโรคนี้คุณก็ยังวินิจฉัยผิดได้ ผมว่าหลังจากนี้ไป คุณคงทำอาชีพนี้ไม่ได้แล้วล่ะ!”
แพทย์ตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว เขารู้ดีว่า เพียงแค่ยู่จินเฉินเอ่ยปากพูดแค่คำเดียว ก็สามารถทำลายอนาคตของเขาได้ในทันที
เขาจึงรีบพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือว่า “คุณยู่ ทั้งหมดนี้เป็นความประสงค์ของคุณหนูเสิ่นครับ ผม ผมก็โดนบังคับเหมือนกัน......”
ยู่จินเฉินยกมือขึ้นมากุมขมับ เขากัดฟันพูดออกมาว่า “ไสหัวไป”
แพทย์ไม่ได้สนใจสายตาของเสิ่นเมิ่งหนิงที่ส่งมาเตือนเลยสักนิด หลังจากโค้งคำนับขอโทษแล้ว เขาก็รีบเพ่นไปทันที
หลังจากเงียบไปสักพัก ยู่จินเฉินก็มองไปที่เสิ่นเมิ่งหนิงด้วยสีหน้าที่ไร้อารมณ์มาก พอเห็นเขาดูสงบนิ่งผิดปกติ เสิ่นเมิ่งหนิงก็ยิ่งหวาดกลัวมากขึ้นไปอีก
เสิ่นเมิ่งหนิงน้ำตาไหลพรั่งพรูออกมา “ฉันขอโทษจินเฉิน ฉันไม่น่าโกหกคุณเลย ฉันแค่อยากให้คุณสนใจฉัน...”
แววตาของยู่จินเฉินดูเคร่งขรึมมาก
“ผมดีกับคุณมามากพอแล้ว! นี่ไม่ใช่เหตุผลที่คุณจะมาแกล้งป่วย เสิ่นเมิ่งหนิง เป็นเพราะผมตามใจคุณมากเกินไปต่างหาก!”
เสิ่นเมิ่งหนิงตื่นตระหนกมาก เธอรีบพูดขอโทษออกมาอย่างร้อนรน “จินเฉิน ฉันรู้สึกผิดจริง ๆ นะ! ตั้งแต่ที่ต้วนเฉินเสียชีวิต ฉันก็ไร้ที่พึ่ง แม้ว่าครั้งนี้ฉันจะแกล้งป่วย แต่คุณก็รู้อยู่แล้วหนิว่าสุขภาพของฉันย่ำแย่มากจริง ๆ ฉันกลัวว่า คุณจะไม่สนใจฉันแล้ว... คุณยกโทษให้ฉันในครั้งนี้ได้ไหม?”
เมื่อได้ยินชื่อต้วนเฉิน ยู่จินเฉินก็เหม่อลอยไปสักพัก
ต้วนเฉินยอมตายเพื่อช่วยยู่จินเฉิน แล้วก็ฝากฝังเสิ่นเมิ่งหนิงซึ่งเป็นคู่หมั้นของเขาไว้กับยู่จินเฉินก่อนที่เขาจะเสียชีวิต เขาจะได้ไม่ต้องเป็นห่วงเสิ่นเมิ่งหนิงอีก
เมื่อคิดถึงต้วนเฉิน ยู่จินเฉินก็รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นมาทันที แล้วท่าทีของเขาก็ดูจะผ่อนคลายลง
“ผมเคยสัญญากับต้วนเฉินเอาไว้ว่าจะดูแลคุณ ผมก็ต้องทำให้ได้”
หน้าตาของเสิ่นเมิ่งหนิงดูดีอกดีใจมาก
แต่ทว่า ยู่จินเฉินกลับยังพูดไม่จบ เขาพูดเตือนขึ้นมาว่า “แต่เจียงซุ่ยเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผม ต่อไปอย่าคิดจะวางแผนทำร้ายเธออีก ครั้งนี้จะต้องเป็นครั้งสุดท้ายเท่านั้น”
เสิ่นเมิ่งหนิงตัวแข็งทื่อไปเลย แววตาของเธอดูเคียดแค้นมาก แล้วเธอก็พูดขึ้นมาอย่างไม่พอใจว่า “จินเฉิน ผู้หญิงอย่างเจียงซุ่ยเหมาะจะเป็นภรรยาของคุณตรงไหนเหรอ ในช่วงเวลาสามปีที่ผ่านมา เธอยังทำให้คุณต้องอับอายไม่มากพอรึไง หรือว่าคุณคิดที่จะใช้ชีวิตอยู่กับเธอไปตลอดทั้งชีวิตจริง ๆ ? อีกอย่าง เธอก็ไม่รู้จักพอ แถมยังบอกว่าต้องการจะหย่ากับคุณอีกด้วย...”
“คุณไม่ต้องมากังวลเรื่องการแต่งงานของผมหรอก”
แววตาของยู่จินเฉินดูเย็นชามาก ทำเอาเสิ่นเมิ่งหนิงตกใจกลัวจนไม่กล้าพูดอะไรต่ออีก
“คุณพักผ่อนเถอะ แล้วก็ทบทวนตัวเองดูให้ดีด้วย”
เขาออกจากห้องผู้ป่วยไปด้วยใบหน้าที่เย็นชา แล้วก็นึกถึงแผ่นหลังที่ดูเด็ดเดี่ยวของเจียงซุ่ยตอนที่เธอจากไปขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ เวลานี้เขาจึงรู้สึกกระวนกระวายใจขึ้นมาทันที
ยู่จินเฉินไม่คาดคิดว่า ผู้หญิงคนนี้จะกล้าขอหย่ากับเขา
เขาไม่เคยคิดที่จะหย่ากับเจียงซุ่ยเลยด้วยซ้ำ
แม้ว่าเจียงซุ่ยจะไม่มีภูมิหลังทางครอบครัวที่ดี แต่ในช่วงสามปีที่ผ่านมาของการแต่งงาน เธอมีความประพฤติดีและเชื่อฟังมาโดยตลอด วางตัวในการเป็นคุณหญิงยู่ได้อย่างเหมาะสม ทำให้เขารู้สึกพึงพอใจมาก
เขาไม่ได้อยากจะทำร้ายเจียงซุ่ยเลยสักนิด อันที่จริงเขาพบแหล่งไตอื่นที่ตรงกันกับเสิ่นเมิ่งหนิงแล้ว
ด้วยความที่เขาต้องอยู่เป็นเพื่อนเสิ่นเมิ่งหนิงในการเข้ารับการผ่าตัดที่โรงพยาบาล เขาจึงสั่งผู้ช่วยให้โอนเงินสิบล้านไปให้เจียงซุ่ยเป็นกรณีพิเศษ เพื่อเป็นการชดเชยที่เขาไม่สามารถกลับไปในวันครบรอบแต่งงานได้
แต่ยู่จินเฉินไม่คาดคิดว่า ยู่โหลจะตัดสินใจด้วยตัวเองในการพาเจียงซุ่ยมาที่โรงพยาบาลแบบนี้ ทำให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหญ่ขึ้น
ยู่จินเฉินเอามือบนวดขมับ แล้วก็ถอนหายใจออกมา
เนื่องจากเจียงซุ่ยต้องการหย่าเพราะเรื่องของเสิ่นเมิ่งหนิง งั้นเขาก็ต้องการจะอธิบายเรื่องนี้ให้เธอฟังให้มันชัดเจน แล้วค่อยชดเชยให้เธอ
แต่เขากลับไม่คาดคิดว่า เจียงซุ่ยจะขอหย่ากับเขาจริง ๆ เขาได้ทำการตรวจสอบเกี่ยวกับชีวิตของเจียงซุ่ยมาแล้ว เธอเป็นเด็กกำพร้าคนหนึ่งที่เติบโตมาในชนบท เธอไม่มีเงิน ไม่มีอำนาจ แล้วก็ไม่มีที่พึ่งใด ๆ ถ้าไม่มีเขา เธอก็ไม่มีใครแล้วและไปไหนไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วยังไงเธอก็ต้องกลับมาอยู่ดี
...
เจียงซุ่ยลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่เธอเห็นก็คือห้องนอนที่อบอุ่นและหรูหรา
“จากบ้านไปสามปี สุดท้ายถึงรู้กลับมาสักทีสินะ? เพื่อผู้ชายแค่คนเดียว ทำให้เธอต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้เลย นี่เธอยังเป็นคนของตระกูลเจียงของฉันอยู่รึเปล่าเนี่ย?”
เมื่อเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น เจียงซุ่ยก็หันหน้าไปมองด้วยความงุนงง
เวลานี้ มีชายร่างสูงกำยำคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ข้างเตียง ใบหน้าของเขาคมราวกับมีด ทั้งดูหล่อเหลาและเด็ดเดี่ยว บุคลิกท่าทางของเขาราวกับมีดคม ๆ ที่ซ่อนอยู่ในฝัก ดูสง่างามและน่าเกรงขาม
เมื่อได้เจอคนในบ้านของตัวเองอีกครั้ง เจียงซุ่ยไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้อีกต่อไป
“อารอง ฉันผิดไปแล้ว ฉันไม่ควรออกจากบ้านไปเลย ฉันก็ไม่ควรทำร้ายความรู้สึกของพวกคุณเพียงเพราะผู้ชายเลว ๆ ที่ไม่คู่ควรคนหนึ่ง ฉันขอโทษ...”
เจียงฮวนที่เป็นหัวหน้ากองบัญชาการระดับสูงสุดผู้มากความสามารถ เมื่อเห็นหลานสาวตัวน้อยที่เป็นที่รักของเขาร้องห่มร้องไห้เช่นนี้ ท่าทีของเขาก็อ่อนโยนลงทันที เขาพูดปลอบโยนเธอขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลว่า
“ไม่เป็นไร กลับมาก็ดีแล้วล่ะ!” เจียงฮวนพูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนว่า “ซุ่ยซุ่ย เธอเป็นแก้วตาดวงใจของตระกูลเจียงของพวกเรานะ เธอจะยอมให้คนอื่นมารังแกฟรี ๆ แบบนี้ไม่ได้!”
เวลานี้ นายท่านเจียงที่มีผมสีขาวแล้วแต่ยังคงสง่างามเดินเข้ามา ซึ่งเขาก็คือเจียงเจียนกั๋ว ผู้นำหยูโจว กรุ๊ปที่ทำให้คนทั้งเมืองจันท์ต้องสั่นสะท้านด้วยความกลัวทันทีที่เขายกมือขึ้นนั่นเอง
“ร้องไห้ทำไม! ซุ่ยซุ่ย เธอคือองค์หญิงน้อยแห่งตระกูลเจียง ในอนาคต ทรัพย์สินเงินทองหลายพันล้านจะต้องตกเป็นของเธอ ถ้าใครรังแกเธอ ก็เอาคืนกลับเลย!”