เขาคือหัวหน้าหน่วยสังหารผู้เก่งกาจนามเรียกขานคือ เสือดำ
เมื่อถึงแก่ความตายเขาได้ย้อนเวลากลับเข้าสู่โลกเมื่อหลายร้อยปีก่อน ในร่างของคุณชายผู้ตกอับจนกลายเป็นเด็กเลี้ยงมานาม "หยางเจี๋ย"
หยางเจี๋ย ถือกำเนิดในสกุลทรงอำนาจมารดาเสียตั้งแต่ยังเด็กส่วนบิดาถูกปรักปรำว่าทุจริตจนฆ่าตัวตาย ทิ้งเขาไว้ให้ท่านราชครูผู้หนึ่งดูแล เขาถูกลดฐานะเป็นเพียงเด็กเลี้ยงม้าผ้าหนึ่ง และวันหนึ่งเขาก็ล้มปล่วยหนักจนถึงแก่ความตาย บัดนี้ในร่างนี้หาใช่หยางเจี๋ยอีกต่อไปแต่วิญญาณภายในนั้นคือบุรุษหนุ่มผู้หนึ่งที่มาจากอนาคต เพราะตกหลุมรักคุณหนูผู้หนึ่งหยางเจี๋ยจึงต้องการเปลี่ยนแปลงฐานะโดยเข้าสู่วังวนของอำนาจ “เพื่อนาง”
ฉีเย่ว์ คุณหนูสี่แห่งจวนราชครู เพราะเฉลียวฉลาดท่านราชครูจึงได้ฝากความหวังกับนางในการดำรงตำแหน่งสืบต่อจากตนเอง คุณหนูสี่จึงถูกเคี่ยวเข็ญตั้งแต่เด็กเพื่อเป็นผู้นำจวนราชครูในรุ่นต่อไป นางเป็นสตรีผู้งดงามสดใส ในชีวิตของนางมีเพียงบุรุษคนเดียวที่อยู่ในใจคือหยางเจี๋ย แต่เพราะทั้งหมดที่เกี่ยวกับนางล้วนเป็นเรื่องของอำนาจอีกทั้งมีชีวิตผู้คนที่ต้องดูแล คุณหนูสี่จะทำเช่นไรเมื่อวันหนึ่งได้พบว่าตนเองไม่อาจครองคู่กับหยางเจี๋ยได้
"ผมขอให้ท่านไว้วางใจในตัวผมต่อการปฏิบัติการครั้งนี้ครับ ผมต้องช่วยลูกสาวท่านออกมาได้อย่างปลอดภัย"
นี่เป็นคำพูดคำสุดท้ายของหัวหน้าหน่วยรบพิเศษที่ลูกน้องในหน่วยได้เรียกขานนาม "เสือดำ" มานานหลายปีจนบัดนี้ "เสือดำ" กลายเป็นชื่อของเขาไปแล้ว
เขาผู้นี้ได้ลืมตัวตนของตนเองได้ลืมว่าความจริงแล้วเขาคือใครมานานมาก ชีวิตของเขามีเพียงสนามรบ มีเพียงศัตรู และการเข่นฆ่าจนกลายเป็นเรื่องที่เขาชาชินไปแล้ว
ก่อนหน้านี้เขาเป็นเพียงเด็กชายคนหนึ่งจากบ้านเด็กกำพร้า เมื่อช่วงวัยรุ่นได้พบรักเด็กสาวผู้หนึ่งซึ่งมีฐานะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะต้องการที่จะก้าวข้ามความแตกต่างของฐานะ เขาจึงหาวิธีที่จะทำให้พ่อแม่ผู้หญิงยอมรับ
วิธีที่เร็วที่สุดคือการเข้าร่วมกับกองกำลังของกองทัพ ในฐานะแพทย์ทหารเขาทำสำเร็จสอบเข้าในหน่วยนี้ได้ และครอบครัวของแฟนเขายอมรับ หลังจากแต่งงานกันได้เพียงหนึ่งเดือน ภรรยาของเขาต้องเดินทางไปทำงานที่สหรัฐอเมริกา
ผู้ก่อการร้ายใช้ระเบิดพลีชีพบนเครื่องบิน ทำให้เครื่องบินลำนั้นที่มีภรรยาของเขาอยู่ด้วยระเบิดจนไม่เหลือซาก
คำพูดสุดท้ายที่เขาได้พูดกับภรรยาก่อนที่เธอจะขึ้นเครื่องคือ ดูแลตนเองให้ดี เขาไม่ได้เอ่ยคำลา ไม่มีโอกาสบอกรักเธอเป็นครั้งสุดท้าย นั่นทำให้เขาเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง เจ็บปวดเจียนใจจะสลายสิ่งที่ทำให้เขามีชีวิตอยู่ทุกวันนี้เพียงหวังแต่ว่าตนเองจะมีโอกาสแก้แค้น คนที่อยู่เบื้องหลัง
ในวันนั้นหลังจากฝังภรรยาด้วยภาพของเธอโดยไร้กระทั่งร่างกายของเธอ ความคั่งแค้นทำให้เขาตัดสินใจขอรัฐบาล ให้ส่งเขาไปยังประเทศอังกฤษเข้าร่วมฝึกกับหน่วยรบพิเศษที่ชื่อว่าโหดที่สุดในโลก เพื่อแก้แค้นคนพวกนั้น ผู้ก่อการร้ายที่พรากทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาไป
เขาจะไม่มีวันตายตาหลับจนกว่าจะได้เอาชีวิตหัวหน้าผู้ก่อการร้ายที่วางแผนคนนั้นลงโลงพร้อมกับเขา เขาฝึกหนักอยู่หลายปี เข้าร่วมสงครามกับผู้ก่อการร้ายมามากมายจนในที่สุดเขาก็ได้ขึ้นเป็นผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษ ผู้ที่มีจิตใจแข็งแกร่งและดำมืดอีกทั้งยังโหดเหี้ยมที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ในตอนนี้เป็นโอกาสของเขาแล้ว เมื่อพวกเขาไล่ล่าผู้ก่อการร้ายจนพวกมันจนมุม แต่สิ่งไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อพวกมันได้ไปจับตัวลูกสาวประธานาธิบดีที่เรียนอยู่ต่างประเทศอย่างเงียบเชียบถึงบ้านพัก เพื่อแลกกับอาวุธสงครามจำนวนมหาศาล
เสือดำและทีมของเขา สืบเสาะข่าวว่าพวกมันจับตัวลูกสาวประธานาธิบดีไว้ที่ไหนจนกระทั่งวันนี้พวกเขารู้ที่ซ่อนของมันแล้ว พวกเขากำลังบุกเข้าไปทลายรังของผู้ก่อการร้าย การวางแผนมาเป็นอย่างดีอีกทั้งประสบการณ์ที่ชำนาญของหัวหน้าหน่วย ทำให้พวกเขาสามารถเข้าไปภายในได้อย่างรวดเร็ว
"ทีมหนึ่งเรียกทีมสองจากสัญญาณความร้อนภายในห้องโถงมีคนอยู่ห้าคน ทุกคนมีอาวุธ มีคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ท่าทางคล้ายถูกมัด เป็นพลเรือน ย้ำเป็นพลเรือน"
เมื่อได้ข้อมูลมา เสือดำ สั่งทีมด้วยภาษามือให้เตรียมตัวบุกเข้าไปชิงตัวประกันอย่างเงียบเชียบ ในขณะที่มือแม่นปืนที่อยู่ด้านนอกคอยใช้ปืนเก็บเสียง เก็บฝั่งศัตรูที่เดินเข้ามาทีละคนอย่างแม่นยำ
จนกระทั่งเข้าใกล้ห้องนั้น ทหารทุกนายสวมหน้ากากกันแก๊สพิษแล้วพ่นแก๊สเข้าไปภายในอย่างระวัง ปริมาณแก๊สไม่มากพอจะทำอันตรายคนถึงแก่ชีวิต แต่ก็ทำให้มึนงงได้ เมื่อแก๊สถูกเป่าเข้าไปเสียงร้องเอะอะภายในเริ่มดังขึ้น ควันหนาถูกรมเข้าไปอย่างรวดเร็ว ห้องทั้งห้องจึงตกอยู่ในภาวะมืดคลึ้มด้วยควันพิษ
เสือดำ นำลูกน้องเข้าไปอย่างว่องไว จากจุดที่ได้รับข้อมูลมา พลเรือนจะนั่งอยู่กลางห้องในตัวของเธอเป็นไปได้ว่าจะมีระเบิดพันอยู่รอบกาย
เสือดำผู้สวมหน้ากากมิดชิดจึงพุ่งเข้าไปยังบริเวณจุดนั้นอย่างแม่นยำ เสียงต่อสู้รอบตัวของเขาดังขึ้นเสือดำจับจ้องสมาธิที่ภารกิจ จวบจนสัมผัสได้ถึงร่างผอมบางของผู้หญิงคนหนึ่ง เขาพ่นบางสิ่งเข้าที่ร่างของเธออย่างรวดเร็ว
ผู้หญิงคนนั้นไม่สามารถหวีดร้องออกมาได้เพราะปากของเธอโดนผ้าอุดปากเอาไว้ เธอตกใจแทบสิ้นสติเมื่อไม่สามารถมองเห็นสิ่งใด รู้สึกตัวแต่เพียงว่ามีคนมาช่วยตัดขาเก้าอี้ที่เธอนั่งอย่างรวดเร็ว
ร่างกายหนาวจนสะท้านเธอคล้ายจะถูกแช่แข็งไปแล้ว ภายนอกเสียงปืนยังยิงกันสนั่น ส่วนเธอถูกเขาคนนั้นช่วยออกมาได้อย่างปลอดภัยก่อนจะถูกส่งต่อให้คนอีกหลายคนอย่างรวดเร็ว
เสือดำ หลังจากช่วยตัวประกันสำเร็จ เขาติดตามคนร้ายที่ขึ้นรถจิ๊บหนีไปอีกด้าน ผู้ก่อการร้ายถึงจะเชี่ยวชาญแค่ไหนแต่พวกเขาก็ยังไม่มีสิ่งช่วยเหลือที่ทันสมัยเท่าฝ่ายนักรบนานาชาติ
เทคโนโลยีล้ำหน้าที่ทันสมัยถูกนำมาใช้ในการบุกเข้าช่วยเหลือตัวประกันในครั้งนี้ เมื่อผู้ก่อการร้ายหนีไปแน่นอนว่าเสือดำย่อมรู้ว่าพวกมันหนีไปทางใด เขาจึงใช้รถจิ๊บของผู้ก่อการร้ายอีกคนขับตามไปอย่างไม่ลดละ
"หัวหน้า ประธานาธิบดีสั่งให้หัวหน้าถอยก่อนตัวประกันปลอดภัยแล้ว หัวหน้าที่นั่นเป็นรังของพวกมัน อันตรายหัวหน้าโปรดกลับมา หัวหน้า"
"ดูแลตัวเองและฝากหน่วยของเราด้วย"
นี่เป็นเสียงสุดท้ายของเสือดำที่ลูกน้องในหน่วยรบพิเศษได้ยิน ก่อนที่เขาจะหายเข้าไปในเทือกเขาที่เป็นที่ซ่องสุมกำลังของผู้ก่อการร้าย เทือกเขานี้สลับซับซ้อนสัญญาณดาวเทียมยากจะจับไปถึง เสือดำตามพวกมันมาไม่สนใจกระทั่งชีวิตของตัวเอง
ในระหว่างการต่อสู้ เสือดำรู้ดีว่าคนพวกนี้เป็นใครเขาใช้ปืนยิงไปที่หน้าอกของคนสนิทคนหนึ่งของพวกมัน เขารู้ว่ามันต้องกลับมาที่รังแห่งนี้ คนคนนี้นอกจากจะเป็นคนสนิทแล้วข่าวของเขายังบอกอีกว่าเป็นญาติผู้น้องคนสนิทของหัวหน้าผู้ก่อการร้าย
กระสุนที่ฝังอยู่ในอกของคนคนนั้น มีเครื่องติดตามตัวอยู่ด้วย เขาจอดรถจิ๊บทิ้งไว้ไกลจากหมู่บ้านราวสามกิโล แล้วเดินเท้าอย่างเงียบเชียบมายังหมู่บ้าน ในที่สุดเสือดำก็สามารถเล็ดลอดเข้ามาได้โดยไม่มีผู้ใดรู้
เขารู้ตัวดีว่าเมื่อเข้ามาแล้วเขาไม่อาจจะมีชีวิตรอดกลับไปได้อีกเป็นแน่ แต่เขาไม่ห่วงเรื่องนั้น ชีวิตต้องชดใช้ด้วยชีวิต เสือดำแอบลอบเข้าไปในบ้านหลังหนึ่ง ที่กำลังมีคนเจ็บ
มีหมอคนหนึ่งที่กำลังช่วยนำลูกปืนออกจากอกของคนคนหนึ่ง และสิ่งที่เขาเห็นเต็มตา คือหัวหน้าผู้ก่อการร้ายคนนั้นที่ยืนอยู่ข้างๆ และกำลังตวาดหมอที่ทำงานอย่างเชื่องช้า สิ่งที่เขาต้องการอยู่ตรงหน้าแล้ว
เมื่อเสือดำโผล่เข้าไปในห้องนั้น ทุกคนมองอย่างตกตะลึง ก่อนที่เสียงหนึ่งจะดังขึ้นโดยที่ทุกคนยังไม่ขยับตัว
ตู้ม
เสือดำยิ้มหลังจากกระโดดเข้าไปกอดร่างของหัวหน้าผู้ก่อการร้าย เขาไม่มีวันปล่อยมันไป วันนี้สุดท้ายเขาก็ตายได้แล้ว เขาไม่รู้ว่าชีวิตหลังความตายจะเป็นเช่นไร
วันนี้นับว่าเป็นวันที่เขามีความสุขที่สุดในชีวิต หลังจากเขาดึงสลักระเบิดพลีชีพก็เท่ากับว่าเขาได้ปลดปล่อยตนเองจากความทุกข์ทั้งหมดที่ได้เผชิญในโลกนี้แล้ว
แคว้นจ้าว เดือนสามภายใต้อากาศเย็นชื้นสายฝนสายเล็ก ๆ หล่นลงมากระทบพื้นดินโชยกลิ่นหอมกรุ่นของดอกไม้ใบหญ้า หยางเจี๋ยนิ่วหน้าหัวคิ้วชนกัน อีกทั้งขยับตัวเล็กน้อย
"พี่เจี๋ย พี่เจี๋ย ท่านฟื้นแล้ว"
เสียงเจื้อยแจ้วของเด็กหญิงผู้หนึ่งเอ่ยขึ้น เสียงเล็กแหลมนั้นดังพอจะทำให้เขารู้สึกตัว
แสงเทียนละมุนทำให้เขาลืมตาได้ไม่ลำบากเท่าใด เสือดำมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวังเฉกเช่นนายทหารผู้เจนสงครามคล้ายกับตอนนี้เขายังอยู่ในสนามรบ เขาสงบนิ่งและระวังภัย ตั้งสติแล้วค่อยๆ เก็บรายละเอียดรอบตัวอย่างรอบคอบ
"สวรรค์หรือ" เขาถามตนเองในใจ เมื่อครั้นหันหน้าไปพบก้อนกลมก้อนหนึ่งที่เท้าคางจ้องเขาแล้วยิ้มจนตาหยีถึงกับทำให้เขาผงะออกมา
"หนูน้อย หรือ"
ซาลาเปาก้อนนั้นพยักหน้าหงึกหงัก จีบปากจีบคอพูดว่า
"พี่เจี๋ย ไม่เป็นไรแล้วไม่ต้องห่วง น้องสาวเป็นคนช่วยท่านเอง ท่านเป็นหนี้ชีวิตข้าแล้วเพราะข้าขอให้ท่านพ่อช่วยตามหมอท่านจึงไม่ตาย" เด็กหญิงตัวน้อยยิ้มสดใส แก้มยุ้ยย้วยลงสองข้างแก้มดูน่าหยิกเป็นอย่างยิ่ง
กล่าวจบเสียงคนผู้หนึ่งก็ดังขึ้น
"คุณหนูมาอยู่ที่นี่นี่เอง กลับเรือนได้แล้วเจ้าค่ะถึงเวลานอนแล้ว มาเฝ้าเจ้าเด็กนี่อีกแล้ว"
"แม่นม เขาไม่ใช่เจ้าเด็กนี่เขาคือพี่เจี๋ย ข้าบอกนมหลายครั้งแล้ว"
"คุณหนู จุ๊ ๆ อย่าให้ใครได้ยิน คุณหนูจะเรียกเด็กเลี้ยงม้าว่าพี่ไม่ได้นะเจ้าคะ หากนายท่านรู้เข้า"
"ทำไมหรือ เขาแก่กว่าข้าย่อมต้องเรียกพี่"
"แต่เขาเป็นเพียงทาสนะเจ้าคะ ไปเจ้าค่ะอย่าดื้อ เขาฟื้นแล้วไม่เป็นไรแล้ว"
"เดี๋ยวก่อนนม ข้าเอานี่ให้เขาดูก่อน"
เสือดำที่มองเหตุการณ์ด้านหน้าอย่างพิจารณาจนถึงตอนนี้ยังไม่มั่นใจว่าเกิดอะไรขึ้น หรือว่าชีวิตนี้จะเป็นชีวิตหลังความตาย การแต่งตัวของพวกเขาก็โบราณห้องนอนแห่งนี้ก็โบราณ ทุกสิ่งที่เขาเจอในตอนนี้ ตกลงว่าคือความฝันหรือเรื่องจริงกันแน่
ซาลาเปาก้อนนั้นคล้ายจะกลิ้งขลุกๆ กลับมาหาเขา แล้วยื่นบางสิ่งในมือให้พร้อมกับบอกเขาด้วยความยินดี
"พี่เจี๋ยนี่นกน้อยที่ท่านช่วยเอาไว้ ข้าดูแลมันจนหายดีแล้วเห็นหรือไม่ รีบหายแล้วมาช่วยกันเลี้ยงนก ท่านยังสัญญาว่าจะสอนข้าขี่ม้าอย่าลืมสัญญานะ ในตอนนี้ท่านยังไม่หายดีข้าจะดูนกตัวนี้เองไม่ให้มันลำบากแน่ พอท่านหายข้าค่อยคืนท่าน"
"คุณหนู ตายแล้วๆ เลี้ยงอะไรอีกเจ้าคะ รีบไปกันเถิดหากนายท่านรู้เข้า" เสียงผู้สูงอายุยังคงบ่นต่อ
"นมไม่บอกท่านพ่อก็ไม่รู้ ข้าเพียงแต่ห่วงพี่เจี๋ยถ้าเขาตายข้าก็ไม่มีเพื่อนแล้ว มีเพียงเขาที่ยอมเล่นกับข้านมอย่าใจดำนักสิเจ้าคะ"
"คุณหนู พูดเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ ไม่งามเลยจะบอกว่าเป็นห่วงบ่าวไพร่ผู้ชายได้อย่างไร"
"ก็คนห่วงก็คือห่วง ไม่ให้บอกว่าห่วงแล้วจะให้บอกว่าอย่างไร นมไม่ใช่หรือที่สอนให้ซื่อสัตย์"
"คุณหนู ท่านนี่นะ เอาอย่างนี้กลับกันก่อนนะเจ้าคะ"
"กลับแล้ว ๆ นมห้ามทุกเรื่องอึดอัดจะแย่"
"คุณหนู"
เสือดำรับฟังทุกประโยคจนกระทั่งซาลาเปาก้อนนั้นถูกแม่นมคนนั้นอุ้มออกไปแล้ว เขาก็ยังได้ยินเสียงหนูน้อยเจื้อยแจ้วจนสุดสาย
เมื่ออยู่ในห้องตามลำพังกับชายชราคนหนึ่ง เสือดำ มองผู้เฒ่าอย่างพิจารณา ท่าทางของเขาโรยราไม่น่าก่ออันตรายใดๆได้ เขาจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง อีกทั้งเป็นเสียงของเด็กชายผู้หนึ่งจนทำให้เขาตกใจตนเอง
"คุณตาครับ ผมขอกระจกหน่อยครับ"
ชายชราเลิกคิ้วอย่างสงสัย คิดว่าหยางเจี๋ยคงถูกตีจนเพี้ยนไปแล้ว จึงพยักหน้าแล้วส่งกระจกทองเหลืองที่ดูมัวๆ ให้เขาทันที พร้อมกับพูดว่า
"หยางเจี๋ย เจ้าตอนนี้ไม่ใช่นายน้อยแห่งสกุลหยางแล้ว เจ้าเป็นทาสที่ท่านราชครูยอมรับเลี้ยงอย่าได้ลืมตัวเข้าใจหรือไม่ ท่านราชครูไม่ชอบให้เจ้าเล่นกับคุณหนูสี่ เจ้าก็อย่าได้เข้าใกล้นางอีกเลย โดนตีจนป่วยหนักคราวนี้คงเป็นบทเรียนแล้ว เจ้าเกือบเอาชีวิตไม่รอดแล้วไม่รู้หรือ ข้าเป็นห่วงเจ้าจริงๆ"
เสือดำไม่เข้าใจในสิ่งที่คนแก่คนนี้พูด สิ่งที่ทำให้เขาถึงกับมืออ่อนยวบบัดนี้คือภาพเด็กชายตัวผอม ตาโต ดูไร้เรี่ยวแรงอีกทั้งอายุอานามก็ไม่น่าจะเกินสิบขวบที่เห็นในกระจกขมุกขมัวนี้ทำให้เขาผู้นิ่งสงบแม้แต่ความตายยังไม่หวาดกลัว ถึงกับตกตะลึง
"กะเกิดอะไรขึ้นกับผมกันแน่"
เสือดำมองเด็กหญิงแก้มยุ้ยหน้ากลมที่ขยันเข้ามาตอแยเขาอยู่ทุกวันพลางถอนหายใจ จะบอกว่าหนูน้อยผู้นี้มาตอแยตนเองก็ไม่ถูก ใครใช้ให้เจ้าของร่างเดิมของเขาเคยเป็นเพื่อนเล่นของเด็กหญิงคนนี้กันเล่า
ผ่านมาได้ครบหนึ่งสัปดาห์พอดีที่เขาฟื้นขึ้นมาในร่างกายผอมกะหร่องนี่ จากที่เขาพอจะรวบรวมเรื่องราวได้ แรงระเบิดนั่นคงทำให้เขาตายไปแล้วแต่วิญญาณกลับเข้ามาสู่ร่างเด็กน้อยที่ชื่อหยางเจี๋ยที่มีอายุเพียงสิบขวบคนนี้
ตอนนี้เขาได้ย้อนเวลากลับมาสู่ยุคโบราณที่ผ่านพ้นไปนับร้อยปี อีกทั้งไม่รู้ว่าตนเองอยู่ในยุคใดในประวัติศาสตร์
หยางเจี๋ยเคยเป็นคุณชายจากจวนสกุลหยางกำพร้าแม่ที่ตายไปตั้งแต่เขาเกิด ที่บ้านถูกริบทรัพย์เพราะมีพ่อทุจริต พ่อของเขาทนไม่ได้จึงได้ผูกคอตาย ส่
วนหยางเจี๋ยเพราะพ่อของเขาเคยมีบุญคุณกับท่านราชครู เขาจึงโชคดีถูกนายท่านราชครูนำมาชุบเลี้ยงเป็นเด็กเลี้ยงม้าในจวนถูกลดขั้นจากชนชั้นขุนนางไปเป็นชนชั้นทาสอันต่ำต้อย
ส่วนเด็กก้อนแป้งคนนี้คือคุณหนูสี่ฉีเย่ว์ บุตรสาวที่เกิดจากอนุเพียงคนเดียวของนายท่านราชครูแม้จะเป็นลูกอนุแต่ฉลาดหลักแหลมนัก
ท่านราชครูจึงทั้งรักทั้งหวงมากกว่าพี่น้องคนอื่นเลี้ยงดูนางประดุจองค์หญิงผู้หนึ่ง อีกทั้งยังเคร่งครัดกับนางเพื่อหวังให้นางสืบทอดตำแหน่งราชครูผู้สูงส่งต่อจากเขา
อาทิตย์ก่อนเพราะคุณหนูสี่ฉีเย่ว์มารบเร้าให้เขาสอนขี่ม้า หยางเจี๋ยจนใจจึงให้นางขี่ม้าแคระตัวเล็กตัวหนึ่ง
คุณหนูสี่พลาดตกจากม้าแม้นางจะไม่เป็นอะไรมากแต่คงตกใจจึงร้องไห้ ด้วยเหตุนี้หยางเจี๋ยจึงถูกโบยถึงสิบไม้
เดิมหยางเจี๋ยไม่ค่อยแข็งแรงอยู่แล้วเพราะเขาเคยใช้ชีวิตคุณชายสุขสบายพอต้องมาทำงานหนักเขาจึงมักจะเจ็บป่วยอยู่เสมอ เมื่อถูกโบยเนื้อบาง ๆ ของคุณชายเช่นเขาจะทนได้อย่างไร ภายในได้รับบาดเจ็บปางตาย
หยางเจี๋ยจึงเกือบเอาชีวิตไม่รอดท่านราชครูก็ไม่ได้สนใจ สุดท้ายเป็นคุณหนูสี่ฉีเย่ว์ที่เห็นเขาใกล้ตายจึงไปร้องไห้ขอร้องบิดาน้ำตาแทบเป็นสายเลือดให้หาหมอมารักษาเขา
ท่านราชครูเห็นบุตรสาวทุกข์ใจเช่นนั้นจึงยอมให้หมอมารักษา จึงเรียกได้ว่าคุณหนูสี่ผู้นี้คือคนที่ทำให้หยางเจี๋ยเกือบตายและรอดตายมาได้ เสือดำจึงไม่รู้ว่าจะเรียกว่าเด็กน้อยตากลมคนนี้ ว่ามีบุญคุณกับหยางเจี๋ยได้หรือไม่
เสือดำที่ตอนนี้ยอมรับตนเองได้แล้วว่าคือหยางเจี๋ยเด็กน้อยอายุสิบขวบ จะให้เขาทำเช่นไรเมื่อชาติที่แล้วชีวิตดับสิ้นแล้ว ชาติใหม่นี้สวรรค์คงต้องการให้เขาใช้ชีวิตเรียบง่ายเป็นเพียงเด็กเลี้ยงม้าคนหนึ่ง
ความทรงจำอันเจ็บปวดที่ฝังเข้าในหัวใจเขาทำให้หยางเจี๋ยสะอิดสะเอียนสงคราม กลิ่นคาวเลือด เสียงปืนและฝุ่นที่คละคลุ้งเป็นอย่างยิ่ง
อย่างน้อยโลกใบนี้ธรรมชาติรอบกายเขาก็ยังสดชื่นไม่มีสงคราม ไม่มีเสียงระเบิด ไม่มีเสียงปืน ห่างไกลจากคำว่าวุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง เขาจะหวังอะไรอีกเพียงมีชีวิตให้จบสิ้นในชาตินี้และใช้ชีวิตให้มีความสุขในแบบที่เด็กน้อยคนหนึ่งพึงทำได้ก็เพียงพอแล้ว
"พี่เจี๋ยพี่หายแล้วใช่หรือไม่ วันนี้ท่านพ่อไม่อยู่เข้าวังแล้วข้าจึงหาเวลามาเล่นกับท่านได้เราจะเล่นอะไรกันดี"
"พี่ยังไม่หายดีคุณหนูสี่ไปเล่นที่อื่นเถอะ" เขาที่ทนฟังเด็กน้อยพูดมาราวชั่วโมงในที่สุดก็ทนไม่ไหว เด็กคนนี้ช่างจ้อจริงๆ
"เล่นกับผู้ใด พวกพี่สาวและพี่ชายไม่ชอบเล่นกับข้าบอกว่าข้าเป็นเพียงลูกอนุพวกเขาไม่ลดตัวมาเล่นด้วย"
หยางเจี๋ยเลิกคิ้ว ความจริงไม่ว่าจะสมัยไหนความแตกต่างในเรื่องชนชั้นนั้นย่อมฝังรากลึก แต่ในสมัยโบราณเช่นนี้ย่อมถูกแบ่งแยกได้โดยง่าย
คนที่มีฐานะต่ำกว่าจึงมักถูกกดขี่ด้วยคำพูดและการกระทำ เขาคิดจะพูดปลอบเด็กหญิงสองสามคำเด็กหญิงช่างจ้อก็ถามขึ้นมาก่อน
"เรื่องนี้ข้าไม่เคยเล่าให้ผู้ใดฟัง ว่าแต่ว่าพี่เจี๋ยพวกพี่สาวพี่ชายหมายความว่าอย่างไรหรือว่าตัวข้าเล็กพวกเขาจึงต้องลดตัวให้ต่ำลงแล้วเล่นกับข้า ข้าเห็นว่าพี่เจี๋ยก็ตัวสูงกว่าข้ายังไม่ต้องลดตัวมาเล่นกับข้าเลย พอคิดว่าหากทำพวกเขาลำบากข้าก็ไม่เล่นดีกว่า"
หยางเจี๋ยอดหัวเราะในความคิดอันบริสุทธิ์ของเด็กน้อยไม่ได้ จึงยกมือลูบหัวนางเบา ๆ แล้วบอกกับนางว่า
"ช่างพวกเขาเถอะ ถ้าเขาไม่อยากเล่นคุณหนูสี่ก็ไม่ต้องเล่นกับพวกเขา"
"ข้าอยากเล่นแต่พวกเขาไม่เล่น เวลาข้ามีเพียงนิดเดียวที่เล่นได้ตอนท่านพ่อเข้าวังหาไม่ข้าต้องเรียนหนังสือทั้งวันน่าเบื่อ โชคดีที่พี่เจี๋ยมาอยู่ในจวนของพวกเราข้าไม่เบื่อแล้ว ว่าแต่ว่าพี่สัญญาว่าจะพาข้าไปดูไข่นกที่ริมบึงเมื่อไหร่จะพาไปหรือ"
หยางเจี๋ยส่ายหน้าเด็กผู้ชายคนนี้ไปสัญญาอะไรกับคุณหนูสี่เอาไว้เยอะแยะกัน ทำให้เขาลำบากแล้วปกติเขาอยู่แต่ในสนามรบไม่เคยเล่นกับเด็กตัวเล็กๆ มาก่อนแล้วเขาจะเล่นกับซาลาเปาก้อนนี้ได้ยังไง
อีกอย่างเธอเป็นถึงคุณหนูคนสำคัญถ้าเกิดอะไรขึ้นร่างกายนี้คงรับไม่ไหวอีก ต้องโดนตีจนตายแล้วถึงวิญญาณของเขาจะโตแล้วแต่เด็กคนนี้ก็เป็นเพียงเด็กอ่อนแอคนหนึ่ง
หยางเจี๋ยมองมือผอมแห้งของตนเองแล้วส่ายหน้า เห็นทีว่าเขาต้องบำรุงและทำให้ร่างกายนี้แข็งแรงกว่านี้หน่อย ความฝันที่จะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในชาตินี้ของเขาจึงจะเป็นจริงได้
ฉีเย่ว์ใช้สองมือเท้าแก้มซาลาเปาของตนเอง สีหน้าไร้เดียงสายิ่งก่อนจะเอ่ยว่า
"พี่เจี๋ยท่านคิดถึงท่านแม่หรือไม่"
"ทำไมหรือคุณหนูคิดถึงแม่หรือ"
"คิดถึงแต่ท่านแม่มักเข้มงวด พอเจอก็ชอบให้เรียนหนังสือแม้จะคิดถึงข้าก็ไม่อยากเจอเท่าใด"
หยางเจี๋ยคิดว่าเด็กคนนี้ช่างประหลาด คิดถึงแม่แต่ไม่อยากเจอแม่ของหนูน้อยต้องเข้มงวดขนาดไหนกันนะ ได้ยินว่าเป็นนางคณิกาที่งดงามคนหนึ่งทำไมจึงได้เข้มงวดกับเด็กน้อยนัก
"ไม่ได้เจอแม่มานานแล้วหรือ"
"นานแล้วปกติท่านแม่จะอยู่ที่วัด นาน ๆ จะกลับจวนข้าไม่ค่อยได้พบ แต่พบคราใดก็ชอบหาครูมาเพิ่มให้ข้าแม้อยากพบข้าก็ไม่อยากพบ"
หยางเจี๋ยยิ้มออกมา แม่หนูน้อยนี่คงพูดจาวกวนตามประสาเด็ก ขณะที่เขากำลังหาทางไล่ให้กลับเข้าเรือนแม่นมคนดีของแม่หนูน้อยก็กระแอมขึ้น
"คุณหนูอีกไม่นานนายท่านก็จะกลับแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูเล่นต่อไม่ได้แล้ว"
ฉีเย่ว์กลอกตาหนึ่งรอบก่อนจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยเต็มใจเท่าใด
"ข้าต้องไปแล้ว สัญญาที่ท่านจะพาข้าไปดูไข่นกริมน้ำข้าไม่ลืม ท่านต้องรีบหายนะ"
"คุณหนูไปได้แล้วเจ้าค่ะ"
"รู้แล้วน่านม"
"ข้าไปแล้วนะพี่เจี๋ย พรุ่งนี้มาไม่ได้ท่านพ่ออยู่ข้าต้องเรียนหนังสือทั้งวัน"
หยางเจี๋ยพยักหน้า นึกสงสารเด็กน้อยในใจเหตุใดเด็กตัวเล็กต้องเรียนหนักขนาดนี้
ลูกขุนนางในสมัยนี้เป็นแบบนี้ทุกคนหรือ เธอยังเป็นเพียงซาลาเปาก้อนเล็กอายุแปดขวบเท่านั้นเอง ที่พ่อของเธอให้เรียนก็เพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองเท่านั้น
ถ้าเป็นผู้หญิงฐานะต่ำต้อยนอกจากแต่งกับคนดีๆ แล้วย่อมไม่มีทางทำมาหากินด้วยตัวเองได้
หยางเจี๋ยหยิบขวดกระเบื้องที่ด้านในใส่บ๊วยดองไว้จนเต็มขึ้นมาดู เขาหยิบบ๊วยดองขึ้นมาชิมรสชาติไม่เลว แม่หนูนี่ช่างใส่ใจ
หยางเจี๋ยจริงๆ เห็นท่าว่าหยางเจี๋ยคงเป็นเพื่อนเล่นเพียงคนเดียวของเธออย่างที่พูดไว้ รสชาติบ๊วยดองทำหยางเจี๋ยรู้สึกสดชื่นขึ้นเป็นอย่างมาก เจ้าของขวดบ๊วยดองนี้แม้จะเป็นเพียงเด็กตัวเล็กแต่ไม่น่าเชื่อว่าจะทำให้เขารู้สึกดีจนคิดว่าความจริงการใช้ชีวิตในชาตินี้ไปวันๆ แบบนี้ก็ดีเหมือนกัน