ตกดึก ลมพัดโหมกระหน่ำมาจากหน้าผาอย่างรุนแรง
เซียวโหรววิ่งหนีหัวซุกหัวซุนออกไปเท้าเปล่าด้วยความตื่นตระหนก ทิ้งรอยเท้าเปื้อนเลือดเอาไว้เป็นทาง
ความเจ็บปวดแสนสาหัสทำให้ทุกย่างก้าวที่นางวิ่งไปเหมือนกำลังเหยียบเหล็กร้อนๆ อยู่ไม่มีผิด
แต่นางกลับไม่กล้าที่จะหยุด
ฟึ่บ เสียงลูกศรพุ่งเข้ามา
ลูกศรแหลมๆ แทงทะลุไหล่ที่ผอมแห้งของเซียวโหรวเข้าไปอย่างแรง มันแรงมากเสียจนพุ่งทะลุผ่านตัวของนางออกไปเลย ทันใดนั้นเลือดก็พุ่งกระฉูดออกมาจากปากของนาง ในที่สุดนางที่พยายามฝืนร่างกายให้ทรงตัวอยู่นั้น ก็ทรุดลงไปกับพื้นในทันที
ขณะเดียวกัน คนที่ไล่ตามมาก็ฝ่าความมืดพุ่งทะยานมาตรงหน้านาง
เซียวโหรวเอามือกุมท้องน้อยที่ปวดเกร็งเอาไว้ ดวงตาสีดำสดใสคู่นั้นของเขาจ้องมองตรงมาที่นางด้วยเจตนาฆ่า
“จ้าวหยวน ข้าได้ทิ้งหนังสือหย่าเอาไว้แล้ว หลังจากนี้ไปข้าจะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับจวนอ๋องยวนของท่านอีก แล้วเหตุใดท่านถึงยังตามรังควานข้าไม่เลิก จะฆ่าจะแกงกันให้ถึงตายเช่นนี้?”
จ้าวหยวนกระโดดลงมาจากหลังม้าทันที เขามองไปยังหญิงสาวที่บาดเจ็บและยิ้มเยาะอย่างดูถูกเหยียดหยาม
“เจ้าคิดว่าแค่ทิ้งหนังสือหย่าเอาไว้ แล้วข้าจะยอมให้เจ้ากลับเมืองหลวงได้เยี่ยงนั้นหรือ? เซียวโหรว เจ้ากลายเป็นคนไร้เดียงสาเช่นนี้ไปตั้งแต่เมื่อใดกัน ส่งหลักฐานทั้งหมดที่เจ้ามีมาเดี๋ยวนี้ แล้วข้าจะเหลือศพที่สมบูรณ์ไว้ให้เจ้า”
เซียวโหรวหัวเราะออกมาเสียงแหลม “ที่แท้ท่านก็กลัวเรื่องนี้เองหรือ?”
“ใช่แล้ว ทั้ง ๆ ที่จวนอ๋องยวนสมคบคิดกับชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือแอบลอบค้าเกลือและเหล็กอย่างผิดกฎหมายเพื่อผลกำไรมหาศาล แต่แล้วท่านกับท่านพ่อของท่านกลับโยนความผิดฐานสมคบคิดกับศัตรูและทรยศชาติมาให้กับตระกูลเซียวของข้า เพื่อที่จะรักษาชีวิตของตนเองเอาไว้เสียอย่างนั้น”
“ท่านกลัวว่าข้าจะนำหลักฐานกลับไปช่วยเหลือคนที่เมืองหลวง ก็เลยฆ่าคนสนิทของข้า กักขังข้าไว้ในจวน แม้แต่ลูกในครรภ์ของข้า ท่านก็ยังมิยอมไว้ชีวิต จ้าวหยวน ท่านยังมีความเป็นคนหลงเหลืออยู่บ้างหรือไม่? เด็กคนนี้เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของท่านนะ”
จ้าวหยวนยิ้มอย่างชั่วร้ายและตอบกลับไปว่า “มีหญิงสาวมากมายที่เต็มใจกำเนิดลูกให้ข้า เจ้าคิดว่าข้าจะสนใจไอ้เด็กที่มันรกหูรกตาในครรภ์ของเจ้างั้นหรือ?”
“เซียวโหรว นี่เป็นโอกาสสุดท้ายของเจ้าแล้ว ส่งหลักฐานมาให้ข้าบัดเดี๋ยวนี้!”
เมื่อเห็นว่าจ้าวหยวนเริ่มเดินเข้ามาหานางทีละก้าว เซียวโหรวก็หัวเราะออกมาจนน้ำตาไหลอาบแก้ม
“ท่านหมายถึงจินหยูเฟย ท่านหญิงแห่งแคว้นหวยหยางผู้ไร้ยางอายคนนั้นน่ะหรือ? จริงสิ เพราะนางเต็มใจที่จะอยู่กับท่าน มิเช่นนั้น นางจะยอมลักลอบเป็นชู้กับท่านจนตั้งครรภ์ได้เยี่ยงไร?”
จ้าวหยวนขมวดคิ้ว “เจ้ารู้แล้วหรือ?”
“ข้าต้องรู้อยู่แล้วสิ ทุกช่วงเวลาที่ข้าอยู่กับท่าน ข้ารู้สึกขยะแขยงเกินจะหาสิ่งใดมาเทียบได้ “จ้าวหยวน ท่านเป็นคนไร้ความสามารถไร้ศีลธรรม ความโลภและความเห็นแก่ตัวคือสันดานของท่านโดยเนื้อแท้ ส่วนความขี้ขลาดและไร้ความสามารถคือธาตุแท้ของท่าน ชาตินี้การที่ข้าได้มาเป็นผัวเมียกับท่าน นับว่าเป็นความอัปยศที่ใหญ่หลวงที่สุดในชีวิตของข้าแล้ว”
ใบหน้าของจ้าวหยวนดูโมโหเดือดดาลขึ้นมาทันที เขายกขาขึ้นเตรียมจะกระทืบไปที่ท้องน้อยของเซียวโหรวอย่างแรง
แต่แล้วกลับมีเสียงที่นุ่มนวลเพราะพริ้งของใครคนหนึ่งดังขึ้นมาเสียก่อน
“เหตุใดท่านพี่โหรวถึงต้องโมโหเดือดดาลถึงเพียงนี้ด้วยเล่า? อย่างไรเสียท่านกับท่านพี่หยวนก็เป็นสามีภรรยากันมาตั้งหลายปี ควรจะเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีตกันเสียบ้าง ท่านมิควรนำหลักฐานที่มิเป็นผลดีต่อจวนอ๋องยวนไปยื่นเรื่องร้องเรียนที่เมืองหลวงเลยนะเจ้าคะ”
เซียวโหรวมองไปที่จินหยูเฟยที่เดินออกมาจากด้านหลังจ้าวหยวน แววตาเย้ยหยันของนางยิ่งชัดเจนมากขึ้น “จ้าวหยวน ท่านกับนังสารเลวนี่แยกจากกันมิได้เลยนะ ขนาดในสถานการณ์แบบนี้ ท่านยังจะพานางมาด้วยอีกหรือ”
จินหยูเฟยเอนกายอิงซบไปกับหน้าอกของจ้าวหยวนอย่างอ่อนแรง ดวงตาที่กลมโตใสแจ๋วกำลังมองมาที่เซียวโหรวอย่างไร้เดียงสา
“ท่านพี่อย่าพูดจาไม่น่าฟังเช่นนั้นสิ ข้ากับท่านพี่หยวนรักกันจริงๆ เราก็ย้อมต้องร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันเป็นธรรมดา”
“ข้าว่าท่านพี่อย่าหาเรื่องให้ตัวเองต้องอยู่อย่างยากลำบากเลยจะดีกว่า ตอนนี้ครอบครัวของท่านก็บ้านแตกสาแหรกขาดไปหมดแล้ว ต่อให้ท่านจะกลับไปเมืองหลวง เกรงว่าแม้แต่ศพของคนในครอบครัวก็ยังรวบรวมได้มิครบเลยด้วยซ้ำ การที่ท่านทำร้ายจิตใจท่านพี่หยวนเพื่อสมาชิกในครอบครัวที่ตายไปแล้วเช่นนี้ มันมิใช่สิ่งที่ภรรยาควรพึงกระทำเลยนะเจ้าคะ”
หลังพูดจบ จินหยูเฟยก็ลูบท้องน้อยของตัวเองที่นูนออกมาอย่างยั่วยุ สายตาที่มองมาที่เซียวโหรวดูโหดเหี้ยมอำมหิตอย่างยิ่ง
สีหน้าของเซียวโหรวดูตื่นตกใจมาก นางถามขึ้นว่า “ที่เจ้าบอกว่า ‘บ้านแตกสาแหรกขาด’ มันหมายความว่าเยี่ยงไร? จินหยูเฟย เจ้าอย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ ประกาศของทางการก็ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนว่า คดีของตระกูลเซียวของข้าจะตัดสินในอีกครึ่งเดือน ประกาศนั้นมิมีทางเป็นของปลอมแน่!”
จ้าวหยวนพูดด้วยความสะใจว่า “แน่นอนว่าประกาศนั้นมิมีทางเป็นของปลอมอยู่แล้ว แต่ท่านพ่อและพี่ชายของเจ้าดันไปยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์ของผู้อื่นเข้า เช่นนั้นคนบางคนในเมืองหลวงจึงมิมีทางยอมให้พวกเขามีชีวิตอยู่ต่ออีกเป็นแน่”
เซียวโหรวเข้าใจความหมายของจ้าวหยวนได้ในทันที “ท่านกำลังจะบอกว่า คนที่สมคบคิดกับชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือ นอกจากจวนอ๋องยวนแล้ว ยังมีคนที่เมืองหลวงด้วยเยี่ยงนั้นหรือ?”
จ้าวหยวนพูดด้วยรอยยิ้มว่า “สมกับที่เป็นบุตรีคนโตของฮูหยินเอกที่โดดเด่นที่สุดของตระกูลเซียวในรอบร้อยปียิ่งนัก ช่างฉลาดหลักแหลมเสียจริง เซียวโหรว ในเมื่อตอนนี้ทุกคนในครอบครัวของเจ้าตายสิ้นกันไปหมดแล้ว เจ้ายังจะเก็บหลักฐานเหล่านั้นไว้ทำไมอีกเล่า?”
“ข้าเป็นคนรักษาคำพูดอยู่แล้ว เพียงแค่เจ้ายอมส่งมอบหลักฐานมา บางทีข้าอาจจะใจดี ยอมไว้ชีวิตเจ้าก็เป็นได้ !”
เซียวโหรวกุมท้องน้อยที่ปวดเกร็งขึ้นมาไม่หยุดเอาไว้ นางมองดูเลือดที่ค่อยๆ ไหลซึมออกมาตรงขา ในที่สุดเสียงโอดครวญที่แสนเจ็บปวดก็ดังขึ้น น้ำตาไหลลงมาอาบแก้ม
เป็นความผิดของนางเอง ทั้งหมดเป็นความผิดของนางแต่เพียงผู้เดียว!
นางไม่น่าให้ท่านพ่อกับพี่ชายไปสืบเรื่องการสมรู้ร่วมคิดระหว่างจวนอ๋องยวนกับชนเผ่าเร่ร่อนทางเหนือเลย ถ้าไม่ใช่เพราะนางยุ่งเรื่องที่ไม่ควรยุ่ง ครอบครัวของนางก็คงไม่ต้องมาประสบกับภัยพิบัติร้ายแรงเช่นนี้หรอก!
ผู้ใดสมคบคิดกับศัตรูและทรยศต่อประเทศชาติ ต้องโทษประหารถึงเก้าชั่วโคตร!
เมื่อเห็นเซียวโหรวเสียใจจนแตกสลายถึงเพียงนี้ จินหยูเฟยก็พูดขึ้นมาด้วยสีหน้าได้ใจว่า “ท่านพี่โหรว ผู้เข้าใจสถานการณ์คือผู้เฉลียวฉลาด ตระกูลเซียวของพวกท่านถือตัวว่าสูงส่งเหนือใคร รนหาที่ตายกันเอง จะไปโทษผู้อื่นก็คงมิได้หรอกนะเจ้าคะ”
“หุบปาก!”
เซียวโหรวจ้องมองไปที่หญิงไร้ยางอายด้วยสายตาเย็นชา “ช่างน่าขันเสียจริง หญิงสารเลวสำส่อนที่ลักลอบหนีตามผู้ชายมาโดยไม่มีแม้แต่ตำแหน่งฐานะเช่นเจ้า มีสิทธิ์อันใดมาเชิดหน้าชูคอใส่ข้าเช่นนี้หรือ?”
สีหน้าของจินหยูเฟยเปลี่ยนไปทันที นางโกรธจนสั่นไปทั้งตัว
แต่เซียวโหรวหาได้สนใจจินหยูเฟยไม่ นางมองไปที่จ้าวหยวนอย่างโมโหเดือดดาลพลางพูดว่า “ที่ท่านต้องกดดันข้าถึงเพียงนี้ เพราะกลัวหลักฐานในมือข้าเยี่ยงนั้นหรือ?”
“จ้าวหยวน ข้าจะไม่มีวันมอบหลักฐานให้ท่านเด็ดขาด นับจากนี้ไปข้าจะทำให้ท่านต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัวตลอดทั้งวันทั้งคืน”
หลังจากพูดจบ เซียวโหรวก็ฝืนทนต่อความเจ็บปวดแสนสาหัส เอามือกุมท้องน้อยไว้และหันหลังกระโดดลงจากหน้าผาไป นางร่วงลงไปอย่างรวดเร็วราวกับผีเสื้อปีกหัก เหลือไว้เพียงแผ่นหลังที่แน่วแน่เด็ดเดี่ยวเท่านั้น
ร่างที่ร่วงหล่นลงมาอย่างรวดเร็ว เมื่อปะทะกับสายลมที่เชือดเฉือนราวกำลังถูกคมมีดกรีดแทง มันทรมานยิ่งกว่าการถูกเฉือนช้าๆ หลายเท่า
นางที่ทั้งโศกเศร้าทั้งโกรธแค้นจนน้ำตาไหลออมาเป็นสายเลือด
นางมีท่านพ่อที่ซื่อสัตย์สุจริต มีท่านแม่ที่อ่อนโยนและใจดี มีพี่ชายคนโตที่กล้าหาญเกรียงไกร แล้วก็มีน้องชายคนเล็กที่อายุยังไม่ถึงห้าขวบ……
แต่ทุกคนในตระกูลเซียวได้ถูกฆ่าตายกันไปหมดแล้ว!
ถ้านางมีโอกาสอีกครั้ง นางจะทำให้คนที่ทำร้ายพวกเขาต้องตายอย่างอนาถให้จงได้!
เลือดต้องชดใช้ด้วยเลือดเท่านั้น!
เซียวโหรวรู้สึกเจ็บระบมไปทั่วทั้งตัว โดยเฉพาะที่ศีรษะ นางรู้สึกเหมือนถูกเหล็กร้อนๆ มานาบไว้ไม่มีผิด ความเจ็บปวดจากการบวมและแสบร้อนทำให้นางดิ้นทุรนทุรายลุกขึ้นมานั่งพร้อมกับกรีดร้องเสียงแหลม
“เอ๊ะ? ทำไมนังสารเลวนี่ถึงได้ฟื้นขึ้นมาอีกได้เล่า? เมื่อกี้นี้นางสิ้นลมไปแล้วมิใช่หรือ? สรุปแล้วพวกเจ้าทำอันใดกันแน่? เหตุใดถึงยังมิรีบจัดการนังสารเลวนี่ให้ตายไปอีกเล่า!”
หลังได้รับคำสั่งด้วยเสียงที่แสบแก้วหูนี้ เชือกเส้นหนึ่งก็มาคล้องอยู่ที่คอของเซียวโหรวทันที
ในชั่วพริบตาเดียว เซียวโหรวก็รู้สึกเหมือนคอของนางกำลังจะถูกคนหัก
ความรู้สึกหายใจไม่ออกอย่างรุนแรงทำให้นางพยายามดิ้นรนอย่างทุรนทุราย มือทั้งสองข้างโบกสะบัดไปมา แล้วนางก็คว้าปิ่นปักผมบนศีรษะได้โดยไม่ตั้งใจ นางจึงดึงปิ่นปักผมออกมาแทบจะโดยสัญชาตญาณ แล้วก็แทงเข้าไปที่ตัวของคนที่อยู่ด้านหลังนางอย่างแรง!
“โอ๊ย……!”
เสียงร้องโหยหวนราวกับเสียงหมูถูกเชือดดังลั่นออกมาจากในห้อง
พอเซียวโหรวรู้สึกว่าแรงกดที่คอของนางลดลงไปมากแล้ว นางก็รีบหันหลังเพื่อสร้างระยะห่างระหว่างตัวนางกับคนที่อยู่ด้านหลัง ในขณะเดียวกันนางก็เบิกตาโตกว้างเพื่อมองดูทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในห้อง
แล้วนางก็เห็นว่าตรงหน้ามีบ่าวหญิงสูงวัยรูปร่างอ้วนท้วมดูกำยำกำลังยืนกันอยู่สามถึงสี่คน หนึ่งในนั้นกำลังกุมแขนตัวเองที่มีเลือดไหลไม่หยุดเอาไว้ด้วยความเจ็บปวด สายตากำลังมองมาที่นางอย่างถมึงทึงโหดเหี้ยม
เซียวโหรวรู้สึกงุนงงไปหมด ไม่เข้าใจว่าภาพตรงหน้าเป็นความฝันหรือความจริงกันแน่
เห็นๆ อยู่ว่านางกระโดดลงจากหน้าผาในคืนที่หิมะกำลังตก ไม่มีโอกาสที่จะรอดชีวิตเลยแม้แต่น้อย
แต่ถ้านางตายไปแล้ว แล้วเหตุใดความเจ็บปวดตามร่างกายของนางถึงได้สมจริงเช่นนี้เล่า? แล้วสิ่งที่นางเห็น เหตุใดถึงได้ชัดเจนถึงเพียงนี้?
ในขณะที่เซียวโหรวกำลังสับสนงุนงงอยู่นี่เอง จู่ๆ ความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของนางก็ผุดขึ้นมาในหัว!
จวนกงชินโหว ตระกูลพ่อค้า การแต่งงานเพื่อสร้างพันธมิตร การทรมาน การนอกใจ การประหารชีวิต……
เซียวโหรวเอามือกุมศีรษะที่เหมือนกำลังจะระเบิดของตัวเองเอาไว้ น้ำตาเม็ดใหญ่จากความเจ็บปวดที่คลอเบ้าอยู่ไหลอาบแก้มลงมาอย่างควบคุมไม่ได้ ในขณะเดียวกัน นางก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดนางถึงมาอยู่ในที่แห่งนี้ได้
นางได้กลับมาเกิดใหม่แล้ว!
หนึ่งเดือนต่อมาหลังจากได้กลับมาเกิดใหม่ ในร่างของฮูหยินรองแห่งจวนกงชินโหวที่เมืองหลวง
ฮูหยินรองท่านนี้มีชื่อแซ่เดียวกันกับนาง นั่นก็คือเซียวโหรว
เพียงแต่ว่าเซียวโหรวคนนี้ไม่ใช่เซียวโหรวจากตระกูลเซียวที่เป็นอัครมหาเสนาบดี แต่เป็นเซียวโหรวที่เกิดจากตระกูลพ่อค้า
เซียวโหรวที่เกิดในตระกูลพ่อค้าคนนี้มีจิตใจดีและบอบบาง ด้วยฐานะทางบ้านที่มั่งคั่งประกอบกับรูปโฉมที่งดงาม นางจึงเป็นที่ถูกตาต้องใจของจวนกงชินโหวผู้ทรงอำนาจ ทำให้นางได้ตบแต่งเข้าจวนมาอย่างสมเกียรติผ่านพิธีแต่งงานตามธรรมเนียมทุกอย่าง ได้กลายเป็นฮูหยินเอกของบุตรชายคนรองที่เกิดจากฮูหยินเอกของบ้านใหญ่
เดิมทีนางคิดว่าตัวเองได้แต่งงานเข้ามาอยู่ในครอบครัวที่ร่ำรวย ได้พบสามีที่ดี แต่แล้วนางกลับไม่คาดคิดเลยว่านางจะกลายเป็นลูกแกะที่เข้าไปในถ้ำเสือเสียได้
แม่สามีทั้งเจ้าเล่ห์ทั้งโลภมาก ส่วนสามีของนางก็ไร้หัวใจและเลือดเย็น ทุกคนในจวนโหวไม่มีใครปฏิบัติต่อนางอย่างมีมนุษยธรรมเลย
เพื่อที่จะยึดสินเดิมของนาง แม่สามีจึงวางแผนการชั่วร้าย โดยกล่าวหาว่านางไปอ่อยชายอื่น บีบบังคับให้นางเอาหัวกระแทกกำแพงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง
บางทีอาจเป็นเพราะสวรรค์มีตาที่ทำให้เซียวโหรวจากตระกูลพ่อค้าเสียชีวิตไป ทำให้เซียวโหรวจากตระกูลเซียวที่เป็นตระกูลนักปราชญ์ได้ทะลุมิติมาเข้าร่างของนางเวลานี้พอดี แล้วก็ได้กลับมามีชีวิตอีกครั้งแทนที่ของนาง
น้ำตาที่ไหลอาบใบหน้าของนางอยู่ในขณะนี้ คือความเจ็บปวดและความแค้นก่อนตายของเซียวโหรวจากตระกูลพ่อค้า ในขณะเดียวกัน เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของเซียวโหรวจากตระกูลพ่อค้าก่อนสิ้นใจก็ยังคงดังก้องอยู่ในหัวของนางไม่จางหายไป!
ข้าต้องการแก้แค้น! ข้าต้องการแก้แค้น!
แม่นมไป๋ประคองแม่นมหลี่ที่ถูกแทงเอาไว้ แล้วก็พูดขึ้นมาด้วยสายตาอาฆาตแค้นว่า “อีชั่ว ตอนแรกข้าก็อยากจะทำให้เจ้าตายเร็วๆ อยู่หรอก ไม่คิดเลยว่าเจ้ายังจะกล้าทำร้ายผู้อื่นเช่นนี้อีก? ดี! ในเมื่อเจ้าอยากรนหาที่ตายดีนัก เช่นนั้นข้าก็จะทำให้เจ้าสมปรารถนาเอง”
หลังพูดจบ แม่นมไป๋ก็กระชากตั่งที่อยู่ข้างๆ ขึ้นมาอย่างแรง เตรียมจะฟาดลงมาบนหัวของเซียวโหรว
ทันใดนั้นเอง เซียวโหรวที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้นก็ลุกขึ้นยืนอย่างกระทันหัน แล้วก็วิ่งปรี่ไปหาแม่นมไป๋อย่างรวดเร็ว และใช้ปิ่นปักผมจ่อไปที่เส้นเลือดของแม่นมไป๋
“อย่าขยับ ถ้าใครกล้าขยับ ข้าได้ฆ่านางแน่!”
แม่นมไป๋และทุกคนต่างก็ตื่นตกใจกับเรี่ยวแรงและความเร็วที่เพิ่มขึ้นมาอย่างฉับพลันของเซียวโหรวอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะแม่นมไป๋ ตอนที่นางสังเกตเห็นว่าปิ่นปักผมที่จ่ออยู่ตรงคอของนางแหลมคมเพียงใด นางก็ทั้งโกรธทั้งโมโหจนตะโกนใส่เซียวโหรวว่า “อีชั่ว! เจ้ากล้าขู่ข้างั้นหรือ! ?”
เซียวโหรวที่ฝืนทนความเจ็บปวดอยู่ ได้ตะโกนใส่แม่นมไป๋ที่อยู่ในอ้อมแขนของนางโดยไม่กล้าขยับเขยื้อนใดๆ ว่า “แล้วเหตุใดข้าถึงต้องมิกล้าด้วยเล่า? พวกเจ้าก็แค่พวกบ่าวสถุลที่บังอาจล่วงเกินผู้เป็นนาย กล้าดีอย่างไรมาคิดทำร้ายเจ้านายเช่นนี้ ต่อให้ต้องไปถึงที่ว่าการจิงจ้าว พวกเจ้าก็มีแต่จะถูกตราหน้าและเนรเทศออกไปเท่านั้น!”
แม่นมไป๋หัวเราะเยาะเย้ยออกมาและพูดขึ้นว่า “ฮูหยินรองเป็นผู้สูงศักดิ์ที่ความจำยอดแย่เสียจริง เจ้าลืมไปแล้วหรือว่า เจ้าลอบคบชู้สมสู่กับชายภายนอกจนถูกฮูหยินจับได้คาหนังคาเขา การมีชู้มีโทษถึงขั้นถูกจับไปถ่วงน้ำในกรงหมู เจ้าจะกล้าให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่จนไปถึงทางการจริงๆ น่ะหรือ?”
“มีอะไรให้ต้องกลัวด้วยเล่า?”
ปิ่นปักผมแทงเข้าที่คอของแม่นมไป๋มากยิ่งขึ้น เมื่อได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของหญิงชรา เซียวโหรวก็พูดขึ้นมาอย่างเย็นชาว่า “ข้าต้องการพบโหวฮูหยิน!”
“มิเช่นนั้น…… ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะพายายแก่นี่ไปลงนรกด้วยกันหรอก!”
บนลำคอของแม่นมไป๋อาบไปด้วยเลือด ดวงตาที่แดงก่ำด้วยความหวาดกลัวจ้องมองเซียวโหรวที่ดูราวกับคลานขึ้นมาจากขุมนรกอย่างตื่นตระหนก
“นังสารเลว…… มิใช่สิ ฮูหยินรอง มิใช่ว่าข้าน้อยมิพาท่านไปพบฮูหยิน แต่เป็นเพราะวันนี้ที่จวนโหวจัดงานเลี้ยงต้อนรับแขกเหรื่อ บรรดาเจ้านายต่างก็อยู่ที่เรือนหน้าเพื่อต้อนรับแขกผู้มีเกียรติกันอยู่ หากท่านยอมปล่อยข้าน้อยไป ข้าน้อยจะกลับไปช่วยพูดกับฮูหยินแทนท่าน ให้นางละเว้นโทษท่านสักครั้ง ดีหรือไม่เจ้าคะ?”
เซียวโหรวยิ้มกว้างกว่าเดิมด้วยความเย้ยหยันพลางพูดว่า “ปล่อยเจ้าเยี่ยงนั้นหรือ? เพื่อจะได้ให้เจ้ามาฆ่าข้าต่อหรือเยี่ยงไร? ในเมื่อวันนี้ที่จวนโหวมีแขกผู้มีเกียรติมาเยือนถึงจวน เช่นนั้นก็ดีเข้าไปใหญ่ พวกเรามาทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตกันเถิด ให้เหล่าผู้สูงศักดิ์ทั่วทั้งเมืองหลวงได้เห็นกันไปเลยว่า เบื้องหลังของจวนกงชินโหวที่แสนยิ่งใหญ่นั้นน่าสะอิดสะเอียนเพียงใด”
ภายในโถงผกามาศ ณ เรือนหน้าของจวนโหว ในยามนี้บรรดาแขกเหรื่อกับเจ้าบ้านต่างพากันรื่นเริงบันเทิงใจและชนจอกสุราจนเสียงดังระงมไปทั่ว
แม้เป็นถึงตระกูลขุนนางเก่าแก่แห่งเมืองหลวง ทว่าเมื่อจวนกงชินโหวสืบทอดมาถึงท่านโหวรุ่นปัจจุบันกลับเสื่อมบารมีลงประดุจตะวันยามโพล้เพล้ที่ใกล้ลับขอบฟ้าเต็มที
มิเช่นนั้นในครั้งนั้นคงไม่เห็นแก่ทรัพย์สินเงินทองจนยอมแต่งเอาบุตรีจากตระกูลพ่อค้าเข้ามาในจวนเป็นแน่
“เหตุใดถึงยังมิมีข่าวคราวจากทางแม่นมไป๋อีก?”
วันนี้นางเฉาผู้เป็นฮูหยินแห่งจวนโหวแต่งกายหรูหราสง่างามเป็นพิเศษ นางสวมเสื้อตัวยาวแบบผ่าหน้า บนนั้นปักลายนกมงคลและมวลบุปผาด้วยดิ้นทองที่มีความเงางามเล่นแสง แลดูภูมิฐานสมฐานะ ยามที่ขยับกาย ชายผ้าของเสื้อตัวนั้นจะพริ้วไหวตามไปด้วย ช่วยขับเน้นให้ใบหน้าที่ร่วงโรยไปตามวัยดูมีสง่าราศีและเสน่ห์ที่สตรีพึงมีมากขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว
แม่นมหลานประคองนางเฉาอย่างระมัดระวังพลางพูดว่า “ฮูหยินโปรดวางใจเถิดเจ้าค่ะ แต่ไหนแต่ไรมาแม่นมไป๋ทำงานอย่างรอบคอบและถี่ถ้วน ย่อมมิมีทางผิดพลาด เรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของนางเถิด ยามนี้การจัดงานเลี้ยงฉลองการเลื่อนตำแหน่งของคุณชายใหญ่ให้ออกมาอย่างราบรื่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดเจ้าค่ะ”
ถ้อยคำดังกล่าวทำให้นางเฉาปลาบปลื้มจนหัวใจพองโต ซึ่งในขณะที่นางกำลังหัวเราะต่อกระซิกด้วยสีหน้าที่มีแต่ความภูมิใจและตื่นเต้นยินดีอยู่นั้นเอง
ทันใดนั้น ภายในโถงผกามาศก็มีเสียงที่อุทานด้วยความตกใจดังขึ้น
“ตายแล้ว! เหตุใดทางเรือนหลังของจวนโหวถึงได้มีเพลิงไหม้ได้เล่า?”
เมื่อเสียงอุทานนั้นแพร่ออกไป แขกทุกคนที่มาร่วมงานเลี้ยงต่างพากันเดินออกมาจากโถงผกามาศและมองไปยังทิศทางที่เกิดเพลิงไหม้
นางเฉากับซ่งเหยียนซูผู้เป็นกงชินโหวเองก็ตื่นตระหนกตกใจมากเช่นกัน
เมื่อเห็นว่าเปลวเพลิงเริ่มลุกโชนขึ้นมาแล้ว ยามนี้จึงไม่มีเวลามาพะวงเรื่องการจัดงานเลี้ยงอีกต่อไป ทั้งคู่รีบสั่งการคนรับใช้ให้รีบไปดับไฟทันที
นางเฉาที่มีแม่นมหลานคอยประคองไว้มองไปยังทิศทางที่เกิดเพลิงไหม้ จากนั้นนางก็พูดด้วยสีหน้าสีเผือดในทันทีว่า “เหตุใดข้าถึงเห็นว่า เหมือนจะเป็นเรือนของนังสารเลวนั่นเลยเล่า?”
“ไป รีบไปดูกันเถิด!”
เมื่อเทียบกับแขกเหรื่อคนอื่นๆ ที่ตื่นตระหนกหรือชอบสอดรู้สอดเห็นแล้ว ในยามนี้ บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งซึ่งนั่งอยู่ตรงที่นั่งของผู้ที่มีตำแหน่งสูงสุดในงานเลี้ยงกลับกำลังจิบน้ำชาในมืออย่างสบายอารมณ์
จนกระทั่งมองไปยังเพลิงไหม้ที่กำลังลุกโชนอยู่ไม่ไกล เขาก็ยิ้มมุมปากกว้างขึ้นกว่าเดิม ทว่าแววตากลับเยือกเย็นลงเรื่อยๆ
“เพลิงไหม้ครั้งนี้ช่างมาได้ถูกเวลาเสียจริง ฉินเฟิง ไปจัดการธุระของพวกเรากันเถิด”
บุรุษที่ถูกเรียกว่าฉินเฟิงพูดด้วยท่าทางลังเลเล็กน้อยว่า “ท่านผู้บัญชาการทหาร ฮ่องเต้ทรงตัดสินโทษคดีที่ตระกูลเซียวสมคบคิดกับศัตรูทรยศแผ่นดินไปเป็นที่เรียบร้อยและมิสามารถเปลี่ยนแปลงอันใดได้แล้ว หากท่านยังดึงดันจะสืบสวนต่อจนฮ่องเต้ทราบ เกรงว่าจะทำให้พระองค์มิพอพระทัยได้นะขอรับ”
บุรุษหนุ่มเงยหน้าขึ้นและเหลือบมองไปยังฉินเฟิงพลางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เจ้าเคยเห็นข้าทำงานตามระเบียบแบบแผนตั้งแต่เมื่อใดกัน? หากภายภาคหน้าเสด็จลุงตรัสถามข้าจะอธิบายเอง จงรีบไปเสีย อย่าให้คนของตระกูลซ่งพบเข้า ยามนี้พวกเราเหลือเบาะแสนี้เพียงแค่เบาะแสเดียวแล้ว”
เมื่อเห็นผู้เป็นเจ้านายยืนกรานเช่นนั้น ฉินเฟิงก็ไม่ได้พูดสิ่งใดต่อและวูบหายไปทางห้องหนังสือของจวนโหวทันที
บุรุษหนุ่มหมุนจอกน้ำชาในมือเล่น ในภวังค์นั้นเอง ภาพของสตรีในอาภรณ์สีแดงที่เขาซุกซ่อนไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดของความทรงจำอย่างทะนุถนอมก็ผุดขึ้นมาในหัว
บุญคุณที่นางเคยช่วยชีวิตไว้ในครั้งนั้น เขาไม่อาจตอบแทนได้อีกแล้ว
ยามนี้เขาทำได้เพียงใช้กำลังอำนาจอันน้อยนิดที่มี เพื่อลองดูว่าพอจะช่วยล้างมลทินให้คนในครอบครัวของนางได้หรือไม่