ยามชวีในเหมันตฤดู ร่างเล็กของเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบที่นอนหลับไม่ได้สติมานานถึงสามคืนเริ่มขยับกายไปมาบนเตียงนอนไม้ขนาดกว้าง ผ้าแพรสีขาวปลิวไสวไปตามแรงลมที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างเอื่อยๆ ข้างเตียงมีสตรีที่มีใบหน้างดงามแต่ทว่ากลับฉายแววถึงความกังวลออกมา นางกำลังนั่งรอคอยให้เจ้าของร่างเล็กที่นอนหลับไปนานเกือบสามคืนตื่นมาพูดคุยกับนางเช่นแต่ก่อน เด็กหญิงผิวขาวแต่ทว่ามีดวงหน้าซีดเซียวเริ่มขยับปาก
“น้ำ…ข้าหิวน้ำ” เปลือกตาของนางค่อยๆ เปิดก่อนที่เสียงเล็กแหบแห้งจะดังขึ้นมา
“เจินเจิน… เจ้าตื่นแล้วหรือลูก” น้ำเสียงที่คุ้นเคยทำให้เจ้าของร่างเล็กหันไปมอง
“น้องหญิงรอง…” คนที่เพิ่งจะรู้สึกตัวเปล่งเสียงออกมาจากริมฝีปากเล็กแต่คนที่ได้ยินเช่นนั้นกลับแสดงสีหน้างุนงงออกมา
“เจ้าเรียกแม่ว่าเช่นไรนะเจินเอ๋อร์ นี่แม่ของเจ้าอย่างไรเล่า เจ้าร้องเรียกผู้ใดกัน” ร่างเล็กตาเบิกโพลงพลางพยุงตัวเองให้ลุกขึ้นนั่งก่อนที่จะสำรวจไปรอบๆ
“ข่ะ…ขอกระจกให้ข้าหน่อยเถิดเจ้าค่ะ”
เมื่อบุตรีเอ่ยปากขอออกมา โจวฮูหยินหรือฉินเซี่ยหรงจึงสั่งให้บ่าวรับใช้ที่คอยดูแลโจวเจินเจิน บุตรีคนโตของนางให้นำกระจกที่อยู่ข้างเตียงมาส่งให้ มือเล็กรับมาก่อนที่จะค่อยๆ ยกกระจกขึ้นมาส่อง นางจดจ้องคนในกระจกก่อนที่จะหันไปมองหน้าน้องสาวคนรองของตน
‘แย่แล้ว… เหตุใดข้าถึงมาอยู่ในร่างของหลานสาวของข้าได้ แล้วร่างกายของข้าเล่า ยามนี้คือความฝันหรือความจริงกันแน่’
คนที่เพิ่งได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งคิดในใจก่อนที่จะยกกระจกขึ้นมาส่องใบหน้าเล็กอีกครา มือเล็กก็ยกขึ้นมาลูบหน้าจนคนที่มองมามีแต่ความงุนงง
“พวกเจ้า… มีผู้ใดไปตามท่านหมอมาหรือยัง” เสียงหวานรีบเอ่ยถามบ่าวในเรือนทันที
“อาอวี้ไปตามแล้วเจ้าค่ะนายหญิงใหญ่” บ่าวรับใช้คนสนิทของคุณหนูใหญ่ตอบออกมาพลางมองไปที่ร่างเล็กที่กำลังส่องกระจกอยู่ด้วยแววตาตื้นตัน
“ดะ…เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ…เอ่อ… ท่านป้าของลูกล่ะเจ้าคะ”
เสียงเล็กเปล่งออกมา ฉินเซี่ยหรูอยากจะแน่ใจว่านางมาเกิดใหม่ในร่างของหลานสาวจริงๆ มิใช่เพียงแค่สลับร่างกัน เพราะหากเป็นเช่นนั้น ผู้ที่ทุกข์ใจต่อไปก็คงจะเป็นหลานสาวของนางซึ่งนางมิได้ต้องการให้เป็นเช่นนั้น ความทรงจำก่อนที่นางจะหมดลมหายใจช่างเลือนรางนัก นางจดจำชั่วยามนั้นมิได้ แต่นางกลับจดจำเรื่องราวที่ผ่านมาได้ตั้งแต่ต้น เขาคนนั้น...ทำให้นางต้องกลายมาเป็นเช่นนี้
“เจินเอ๋อร์… ท่านป้าเซี่ยหรูของเจ้านางจากพวกเราไปเมื่อวันก่อนแล้วล่ะลูก” ฉินเซี่ยหรงตอบบุตรสาวออกมาทั้งน้ำตา
“จะ…จากไปแล้วเช่นนั้นหรือเจ้าคะ” เสียงแหบเล็กเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
“เจ้ามิต้องเสียใจไปหรอกหนา ท่านป้าของเจ้านางมิต้องเป็นทุกข์อีกแล้ว"
ใบหน้าเล็กพยักขึ้นลงก่อนที่มารดาจะรวบตัวนางเข้าไปกอดเอาไว้ด้วยความห่วงใย น้ำตาไหลลงมาอาบใบหน้าเล็กอย่างมิอาจสะกดกลั้นเอาไว้ได้ ชีวิตของฉินเซี่ยหรูได้จบสิ้นไปแล้ว…
เสียงสะอื้นของบุตรสาวทำให้ฉินเซี่ยหรงกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้น นางรู้ดีว่าบุตรสาวของนางรักท่านป้าเซี่ยหรูที่แสนดีมากเพียงใด เพราะนางเองก็รักและสงสารพี่หญิงใหญ่ของนางมิต่างกัน เหตุใดสตรีที่งดงามและดีพร้อมเช่นนั้นถึงต้องกลายเป็นคนที่มิสมหวังในชีวิตคู่ แล้วมีจุดจบที่น่าเวทนาเช่นนั้นได้ หลังจากที่ฉินเซี่ยหรูจากโลกใบนี้ไป สกุลฉินและสกุลหวงก็แตกหักกันโดยสิ้นเชิง และมิมีวันจะญาติดีกันได้อีกเป็นอันขาด
เมื่อท่านหมอตู้เดินทางมาถึงเรือนขนาดกลางของบุตรีคนโตของจวนสกุลโจว เขาก็เริ่มลงมือตรวจชีพจรของคุณหนูใหญ่ทันที ชีพจรของนางทำให้ท่านหมอตู้รู้สึกแปลกใจยิ่งนัก เพราะว่าชีพจรของนางในยามนี้ไม่เหมือนก่อนหน้านี้เลยสักนิด ชีพจรของคุณหนูใหญ่สกุลโจวยามนี้เต้นเป็นปกติ แถมมีความหนักแน่นกว่าเมื่อก่อนอีกด้วย เขาจึงตรวจนางอีกครั้งเพื่อความแน่ใจแล้วจึงหันไปรายงานกับฮูหยินใหญ่ของจวนสกุลโจวด้วยน้ำเสียงยินดี
“โจวฮูหยิน ข้าน้อยได้ทำการตรวจชีพจรของคุณหนูใหญ่ดูแล้ว ยามนี้นางดีขึ้นมากแล้วขอรับและที่สำคัญไปกว่านั้น นางดูเหมือนจะกลับมาแข็งแรงกว่าเมื่อก่อน ช่วงนี้ท่านให้บ่าวในเรือนนำเทียบยานี้ไปร้านหมอ หากได้ยามาแล้วให้นำมาต้มให้นางดื่มเพื่อฟื้นฟูพละกำลัง พร้อมทั้งจัดหาอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายมาให้กับนาง ข้าน้อยขอรับรองว่าไม่เกินสองอาทิตย์ คุณหนูใหญ่จะกลายมาเป็นเด็กที่ร่าเริงและมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงอย่างแน่นอนขอรับ”
“จริงๆ หรือท่านหมอตู้” โจวฮูหยินเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงดีใจ
นางมิเคยคิดมาก่อนเลยว่าการที่บุตรสาวสลบไปถึงสามคืนนั้นพอนางตื่นขึ้นมาแล้วจะหายดี ก่อนหน้าที่โจวเจินเจินจะสลบไป นางออกไปเดินเล่นกับสาวรับใช้ที่คอยดูแลอยู่ไม่ห่าง ดีที่ยามนั้นมิได้ล้มหัวฟาดพื้น หรือไปกระทบกับของแข็งเข้า แต่นางก็สลบไปถึงสามคืนโดยหาสาเหตุไม่ได้
“จริงๆ ขอรับ แต่สองสามวันนี้ต้องให้คุณหนูใหญ่ได้พักผ่อนและกินอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มยาต้มที่ข้าน้อยเขียนให้ในใบเทียบยา จากนั้นค่อยๆ ฟื้นฟูพละกำลังของนางด้วยการพาเดินออกกำลังกายบ่อยๆ เดี๋ยวร่างกายที่เคยอ่อนแรงก็จะค่อยๆ ดีขึ้นเองขอรับ”
หมอตู้เอ่ยออกมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม ก่อนที่จะขอตัวกลับโรงหมอของตน โจวฮูหยินจึงสั่งให้บ่าวในจวนพาท่านหมอตู้ขึ้นเกี้ยวของจวนไปส่งที่ร้านหมอของเขา ซึ่งอีกฝ่ายก็มิได้ปฏิเสธน้ำใจของโจวฮูหยินด้วยเห็นว่านางกำชับแล้วกำชับอีกให้เขากลับไปอย่างสบาย มิเช่นเหมือนตอนมาที่ถูกพาขึ้นหลังม้ามาอย่างมิทันได้เตรียมตัว
“เจินเอ๋อร์… เจ้าหิวหรือไม่ แม่จะให้คนนำโจ๊กข้าวมาให้เจ้า”
เด็กหญิงพยักหน้า ยามนี้ฉินเซี่ยหรูพอจะรับรู้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับตนแล้ว แม้จะมิอาจรู้ได้ว่าหลานสาวของนางสิ้นอายุขัยหรืออย่างไร แต่ในเมื่อนางมาอยู่ในร่างของหลานสาวที่นางรักแล้ว นางก็จะใช้ชีวิตให้ดีๆ และมิยอมตกเป็นทาสของคำว่ารักอีกเป็นอันขาด
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ… บ่าวตกใจแทบแย่ตอนที่คุณหนูใหญ่ทรุดไป ดีที่บ่าวประคองทัน มิเช่นนั้นบ่าวจะมิยอมให้อภัยตัวเองเลยเจ้าค่ะ”
นัยน์ตากลมมองไปยังสาวรับใช้วัยสิบห้าของหลานสาวก่อนที่นางจะส่งยิ้มจางๆ ไปให้ นางผู้นี้ซื่อสัตย์และรักหลานสาวของนางอยู่ไม่น้อย เพราะเห็นหลานสาวของนางมาตั้งแต่เกิด
‘ต่อไปนี้เจ้ามาเป็นบ่าวคนสนิทของข้าก็แล้วกัน…อี้ถง’
ฉินเซี่ยหรูคิดในใจ จากนี้ต่อไปนางจะต้องกลายเป็นเด็กหญิงวัยเจ็ดขวบ มิใช่สตรีอายุยี่สิบสามที่เคยมีชีวิตครอบครัวที่ล้มเหลวอีกแล้ว นางจะละทิ้งอดีตที่ทำให้นางเจ็บปวดและนางให้คำมั่นสัญญากับตนเองในร่างของหลานสาวเลยว่า นางจะมิยอมแต่งงานเพื่อให้นางต้องได้พบกับความเจ็บปวดอีกเป็นอันขาด…
หลังจากได้นอนพักอยู่สามวัน ร่างกายของคุณหนูใหญ่สกุลโจวก็แข็งแรงขึ้น เด็กหญิงวัยเจ็ดขวบกลับมาสดใสมากกว่าเดิม ชีวิตวัยเด็กของฉินเซี่ยหรูนั้นแสนน่าเบื่อ นางต้องเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องที่สตรีต้องเรียนรู้ แต่พอได้กลับมาอยู่ในวัยนี้อีกครั้ง น้องสาวของนางกลับมิได้บังคับให้บุตรีต้องทำเรื่องที่น่าเบื่อเช่นเดียวกัน เรื่องนี้นางอดที่จะชื่นชมน้องสาวและน้องเขยมิได้ ที่เลี้ยงดูหลานทั้งสองของนางด้วยความรักและความเข้าใจ มากกว่าการบังคับให้ทำในสิ่งที่พวกตนต้องการ
“โอ้..หลานย่า เจ้าแข็งแรงขึ้นมากแล้วสิท่า” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามหลานสาววัยเจ็ดขวบที่เข้ามาคำนับนางถึงเรือนนอน พอได้สำรวจใบหน้าเล็กก็พอจะเดาออกว่าหลานสาวของนางมีอาการดีขึ้นมากแล้ว ดูจะสดใสมากกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำ
“หลานคารวะท่านย่าเจ้าค่ะ… ยามนี้หลานแข็งแรงขึ้นมากแล้ว”
นางมิได้คุ้นชินกับฮูหยินผู้เฒ่าสกุลโจวแต่จากนี้ไปนางจะต้องทำความรู้จักทุกคนในจวนแห่งนี้ใหม่ เพราะว่านางมิใช่คนของเรือนนี้มาตั้งแต่เกิด มีเพียงน้องสาวอย่างฉินเซี่ยหรงเท่านั้นที่นางรู้จักอีกฝ่ายดีเพราะเป็นพี่น้องแท้ๆ ที่มีอายุห่างกันเพียงหนึ่งปี
“ดี…ดี… ไหนเข้ามาใกล้ๆ ย่าสิ” คนเป็นย่ากวักมือเรียกหลานสาวให้เข้ามาใกล้ ร่างเล็กจึงค่อยๆ เดินเข้าไปหาแล้วนั่งลงข้างๆ ท่านย่า
“อืม…. ดูหน้าตาสดใสขึ้นมากจริงๆ มาลูกมา มาชิมขนมกุ้ยฮวา ย่าเพิ่งจะลงมือทำก่อนหน้าที่เจ้าจะมาเพียงหนึ่งเค่อเอง ยังร้อนๆ อยู่เลย” นางสำรวจใบหน้าของหลานสาวก่อนที่จะฉีกยิ้มออกมาแล้วเอ่ยชวนกินขนมตรงหน้าด้วยกัน
“ขอบพระคุณเจ้าค่ะท่านย่า” มือเล็กหยิบขนมขึ้นมากัดก่อนที่จะเคี้ยวแล้วกลืนลงคอไปอย่างเอร็ดอร่อย
คนเป็นย่าหัวเราะออกมาอย่างชอบใจที่เห็นว่าหลานสาวกินเก่งขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน เพียงเท่านี้ท่านก็มีความสุขมากแล้ว เพราะคนที่นางห่วงมากที่สุดในจวนก็คงจะเป็นหลานสาวคนโตของสกุลนี่แหละ ที่ร่างกายมิค่อยแข็งแรงมาตั้งแต่เกิด แต่หลังจากสลบไปสามวันนางก็ตื่นมาพร้อมกับร่างกายที่แข็งแรงขึ้นราวกับปาฏิหาริย์
“อี้ถง… ข้าอยากไปเดินเล่นรอบๆ จวนหน่อย เจ้าพาข้าไปได้หรือไม่” หลังจากนั่งเล่นอยู่ที่เรือนของท่านย่าครู่ใหญ่นางจึงขอตัวกลับเรือนของตน ซึ่งฮูหยินผู้เฒ่าก็มิได้รั้งตัวหลานสาวเอาไว้แต่อย่างใด เพราะเห็นว่าหลานสาวคงอยากจะพักผ่อน
“เจ้าค่ะคุณหนูใหญ่ แต่ถ้าเหนื่อยคุณหนูต้องนั่งพักก่อนนะเจ้าคะ”
อี้ถง สาวรับใช้ที่ดูแลโจวเจินเจินมาตั้งแต่ห้าขวบตอบออกมาด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น นางเข้าใจว่าคุณหนูใหญ่คงอยากจะเดินไปเยี่ยมชมสถานที่ในจวนแห่งนี้ เพราะตั้งแต่นางเติบโตมาจนอายุเจ็ดขวบ คุณหนูใหญ่ของนางก็อยู่แต่ในเรือนนอนเสียเป็นส่วนใหญ่
อี้ถงรู้เรื่องราวในจวนแห่งนี้เป็นอย่างดี ทำให้ฉินเซี่ยหรูรับรู้ว่าน้องสาวของนางมีความสุขกับครอบครัวที่นางเลือกเอง แตกต่างจากนางที่มีความทุกข์จนต้องตรอมใจตายก่อนวัยอันสมควร แต่เรื่องนี้นางมิได้โทษน้องสาว ที่เป็นแบบนี้ก็เป็นเพราะนางเลือกที่จะไม่ปฏิเสธ ยามเมื่อท่านพ่อท่านแม่หาคู่ที่เหมาะสมมาให้ นางตกลงปลงใจโดยคิดว่าอยู่ไปก็รักกันเอง แต่สุดท้ายมันก็มิได้เป็นอย่างที่นางคิด
จวนสกุลโจวมีอยู่ทั้งหมดสี่เรือน เรือนใหญ่เป็นของโจวถงกวงและฮูหยินเอกอย่างฉินเซี่ยหรง เรือนกลางเป็นของฮูหยินรองฉีจินเหยาที่อาศัยอยู่กับบุตรชายวัยห้าขวบโจวเชินและบุตรีคนเล็กโจวเจินหลิงวัยสามขวบ เรือนสามเป็นของฮูหยินผู้เฒ่า และเรือนสี่เป็นของโจวเจินเจินบุตรีของภรรยาเอก โดยโจวเจินเจินได้แยกออกมาอยู่เรือนนี้เมื่อหกเดือนก่อน เพราะเรือนนี้อยู่ใกล้กับลำธาร บิดาคิดว่าการที่บุตรีได้มาอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติจะทำให้สุขภาพร่างกายของนางแข็งแรงขึ้น แรกๆ ฉินเซี่ยหรงคัดค้านเพราะอยากให้บุตรสาวได้อยู่ใกล้ชิดกับนาง แต่พอได้ฟังความหวังดีของสามีจึงได้อนุญาตให้โจวเจินเจินย้ายมาอยู่ที่เรือนแห่งนี้เพราะสามีก็มิได้คิดจะรับอนุมาเพิ่มอีก
ฉินเซี่ยหรูใช้ชีวิตอยู่ในร่างของโจวเจินเจินได้อย่างราบรื่น นางแสร้งทำตัวเป็นเด็กให้สมกับวัย มิได้ทำตัวให้ดูเคร่งขรึมเช่นชาติภพก่อนที่ตนยังมีชีวิตอยู่ นางรู้ดีว่าชีวิตในชาติภพก่อนของนางนั้นแสนน่าเบื่อ วันๆ ทำแต่เย็บปักถักร้อย สนใจแต่การทำอาหารในครัวเพื่อเอาใจคนในตระกูลของสามี แต่ผลที่ได้รับคือทรยศหักหลัง และการไม่ให้เกียรติ ทั้งๆ ที่นางเป็นภรรยาเอกและสะใภ้เอก แม้จะเป็นเช่นนั้นนางก็มิเคยได้รับความรักจากเขา หรือแม้แต่สัมผัสเขาก็นึกรังเกียจอย่างไร้เหตุผล ร่างเล็กเดินไปหยุดยืนมองสายน้ำที่ไหลผ่านไป
ความงดงามทางธรรมชาติทำให้ฉินเซี่ยหรูรู้สึกผ่อนคลาย แต่ทว่าเมื่อความเงียบเข้ามาปกคลุมจิตใจยามใด ภาพในอดีตก็ไหลย้อนวนมาเป็นฉากๆ ให้นางได้เจ็บปวดอยู่เช่นเดิม เหตุใดท่านเทพช่างใจร้ายยิ่งนัก ทำให้นางลืมอดีตชาติไปเลยก็มิได้ นางไปทำกรรมทำเวรอันใดไว้กันหรือ ถึงแม้นางจะได้มาเกิดใหม่ แต่ก็ยังหนีไม่พ้นที่เกิดมาอยู่บนโลกใบเดิม โลกที่มีแต่คนใจร้ายและเห็นแก่ตัวเช่นคนพวกนั้น เพียงแค่นึกไปถึงเรื่องราวในอดีต น้ำตาของนางก็ไหลลงมาอย่างกลั้นเอาไว้ไม่อยู่….
แปดปีก่อน
สตรีที่มีดวงหน้างดงามราวกับเทพเซียน อีกทั้งยังมีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมกลายเป็นที่หมายปองของบุรุษทั่วทั้งเมืองฮวาหลาน บัดนี้นางกำลังเดินชื่นชมตลาดที่อยู่กลางเมืองในยามเชิน ด้านหลังมีสาวรับใช้เดินติดตามนางถึงสองคน ร่างบางหยุดยืนเลือกเครื่องประดับอยู่ที่ร้านข้างทาง
“คุณหนูใหญ่เจ้าคะ ชิ้นนี้งามเหมาะกับคุณหนูยิ่งนักเจ้าค่ะ” หุ้ยเจินสาวรับใช้ออกความคิดเห็นทันทีที่เห็นคุณหนูของนางลังเลกับการเลือกเครื่องประดับตรงหน้าซึ่งเป็นกำไลหยกขาวและหยกสีเขียว
“จริงหรือหุ้ยเจิน” เสียงหวานเอ่ยถามออกมา
“จริงเจ้าค่ะ”
“บ่าวก็เห็นด้วยกับพี่หุ้ยเจินเจ้าค่ะ” ชีโยวสาวรับใช้อีกคนของคุณหนูใหญ่สกุลฉินแสดงความคิดเห็นออกมาเช่นกัน
“ถ้าเช่นนั้น ข้าเอาชิ้นนี้แหละจ้ะ” หุ้ยเจินหยิบเงินจ่ายให้กับคนขายทันที ส่วนชีโยวเป็นคนรับเครื่องประดับชิ้นนั้นมาเก็บไว้ให้คุณหนูของนาง
สาวงามวัยแรกแย้มยามเยื้องย่างไปทิศทางใดก็มักจะเป็นจุดสนใจของเหล่าบุรุษ ปีนี้ฉินเซี่ยหรูมีอายุได้สิบหกปีแล้ว ปีที่ผ่านมานางเพิ่งจะเข้าพิธีปักปิ่นไป แต่เป็นเพราะนางยังมิได้เร่งรีบที่จะออกเรือนจึงอยู่กับบิดามารดามาจนถึงวันนี้ ในขณะที่ฉินเซี่ยหรงผู้เป็นน้องสาวที่อายุห่างกันเพียงหนึ่งปีได้ออกเรือนไปเมื่อไม่กี่เดือนก่อน กับจอหงวนจากสกุลโจวเพราะทั้งสองคนรักกันด้วยใจ สำหรับฉินเซี่ยหรูนางมิอาจรู้ว่าความรักคือสิ่งใดจนได้พบกับเขาผู้นี้
“เขาคือผู้ใดกันหรือ” บุรุษรูปงามที่ขี่ม้าผ่านหน้านางไปไม่แม้แต่จะมองมายังนางเช่นเดียวกับบุรุษคนอื่น
“แม่นาง… นั่นคือใต้เท้าหวง หวงจิงอวี่ หัวหน้าองครักษ์หน่วยเสือดำ บุตรชายคนโตของสกุลหวง เขาสอบขุนนางผ่านตั้งแต่อายุยังน้อย ยามนี้น่าจะอายุราวๆ สิบเก้าปีแล้วเจ้าค่ะ” เจ้าของร้านซาลาเปาที่นางหยุดอยู่หน้าร้านเอ่ยขึ้นมาทันทีที่ได้ยินสตรีตรงหน้าเอ่ยถามสาวรับใช้ที่ติดตาม
“ใต้เท้าหวงหรือจ๊ะ อายุสิบแปดได้เป็นใต้เท้าแล้วหรือ” เสียงหวานเอ่ยถามออกมาด้วยความสนใจ แต่ก็ยังคงสงวนท่าทีของตนเพื่อมิให้เกินงาม
“ใช่เจ้าค่ะ เขาเป็นบุรุษที่โดดเด่นในเมืองฮวาหลาน มีตระกูลขุนนางและพ่อค้าอยากที่จะยกบุตรีให้แต่งงานกับเขา แต่ยามนี้เขายังมิได้เลือกสตรีนางใดไปเป็นภรรยาเอกเลยเจ้าค่ะ”
ฉินเซี่ยหรูพยักหน้าให้กับเถ้าแก่เนี้ยที่บอกเล่าเรื่องราวของบุรุษหนุ่มที่น่าสนใจให้นางได้ฟัง จากนั้นนางจึงเดินนำสองสาวรับใช้คนสนิทไปยังรถม้าของจวนสกุลฉินที่หยุดรอรับนางอยู่ที่หน้าโรงเตี๊ยมซีไหลเพื่อกลับจวน
จวนสกุลฉิน
ขณะที่คุณหนูใหญ่กำลังลงจากรถม้า นางก็ต้องรู้สึกแปลกใจที่ได้เห็นว่ามีรถม้าของผู้มาเยือนยังจวนของนาง ร่างบางเดินนำสองสาวรับใช้เข้าไปด้านใน แต่ขณะที่กำลังจะเดินผ่านเรือนใหญ่ บ่าวรับใช้ในเรือนกลับเรียกนางเอาไว้ เท้าที่กำลังจะก้าวเดินกลับเรือนนอนของตนต้องชะงักแล้วเปลี่ยนทิศทางไปยังเรือนรับรอง ณ ยามนี้มีผู้มาเยือนซึ่งนางมิเคยได้พบหน้าที่ไหนมาก่อน สตรีรูปร่างท้วมวัยน่าจะใกล้เคียงกับมารดานั่งคุยกับบิดาและมารดาของนางอยู่
“หรูเอ๋อร์… กลับมาแล้วหรือลูก มาคารวะท่านป้าจินม่ายก่อนเร็ว”
เสียงของมารดาที่ฟังดูยินดีเมื่อได้เห็นหน้านางดังขึ้นทันทีที่ฉินเซี่ยหรูเดินเข้าไปถึง สตรีที่มาเยือนหันมามองหน้าพร้อมทั้งแอบใช้สายตาสำรวจร่างกายของผู้มาใหม่พลางยิ้มออกมาด้วยความพอใจ
“หรูเอ๋อร์… คารวะท่านป้าจินม่ายเจ้าค่ะ” นางเดินไปหยุดอยู่กลางห้องโถงที่มีเก้าอี้อยู่สองฝั่ง แต่ขณะนี้ฝั่งขวามีสตรีที่นางคำนับนั่งอยู่ก่อนแล้ว
“อืม… ตามสบายหรูเอ๋อร์….”
คุณหนูใหญ่สกุลฉินจึงเดินไปนั่งฝั่งทางซ้ายอย่างเรียบร้อย กิริยามารยาทที่งดงามสมกับเป็นสตรีที่เป็นที่หมายปองของบุรุษทั้งเมืองทำให้สตรีที่มาเยือนรู้สึกพอใจ
หวงฮูหยินหรือ หวงจินม่าย วันนี้ที่นางมาเยือนจวนสกุลฉินเป็นเพราะอยากจะมาดูตัวสตรีไปเป็นภรรยาเอกให้กับบุตรชายคนโตอย่างหวงจิงอวี่ที่วันๆ เอาแต่จับดาบ ออกลาดตระเวนมิยอมเอ่ยปากอยากมีคู่ครองสักที จนอายุอานามก็ล่วงเลยไปสิบเก้าปีย่างยี่สิบปีแล้ว นางจึงต้องออกมามองหาสตรีที่เหมาะสมไปเป็นภรรยาเอกให้แก่บุตรชาย สกุลหวงยังต้องการทายาทเพื่อสืบสกุลต่อไปเพราะมีหวงจิงอวี่เป็นบุตรชายเพียงคนเดียว ที่เหลือคือบุตรีอีกสามคน
“งดงาม กิริยาเรียบร้อยสมกับเป็นหญิงงามแห่งเมืองฮวาหลานจริงๆ” หวงฮูหยินเอ่ยชมสตรีวัยแรกแย้มตรงหน้าออกมาจากใจจริง
“กว่าจะได้แบบนี้น้องก็สั่งสอนอยู่นานหลายปีเลยเจ้าค่ะ” มารดาของฉินเซี่ยหรูเอ่ยพลางหัวเราะออกมา เรียกเสียงหัวเราะจากผู้มาเยือนเช่นกัน
“ได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเจ้าเก่งมากแล้วแหละน้องหญิง” หวงฮูหยินหันไปคุยกับฉินฮูหยินอย่างชอบใจ
นางอยู่พูดคุยเพื่อสังเกตเด็กสาวนานเกือบครึ่งชั่วยามก่อนที่จะขอตัวกลับไป ระหว่างที่พูดคุยกันอยู่นั้น ฉินเซี่ยหรูจึงได้รับรู้ว่าท่านป้าที่มาเยือนเป็นมารดาของบุรุษผู้นั้น บุรุษที่มิชายตาแลมองนางเลยสักนิดในตลาดเมื่อยามเชิน
หลังจากหวงฮูหยินเดินทางออกจากจวนสกุลฉินไปแล้ว ใต้เท้าฉินกับฉินฮูหยินก็บอกให้บุตรสาวคนโตอยู่พูดคุยกันก่อนที่นางจะกลับเรือนกลาง ซึ่งเป็นเรือนนอนของนาง
“เจ้าพอจะทราบแล้วใช่หรือไม่ว่าท่านป้าหวงเขามาที่นี่เพื่อเหตุใด” บิดาเป็นฝ่ายเอ่ยถามออกมาก่อน
“มาเยี่ยมท่านพ่อกับท่านแม่ใช่หรือไม่เจ้าคะ” แน่นอนว่านางพอจะคาดเดาออกแม้จะมิได้ยินกับหูว่าหวงฮูหยินต้องการที่จะสู่ขอนางให้ไปเป็นภรรยาเอกให้กับบุตรชาย หวงจิงอวี่ ฉินเซี่ยหรูมิได้รู้สึกตื่นเต้นหรือดีใจจนเกินงาม แต่นางก็ปิดบังแววตาที่แสดงออกถึงความพอใจไม่มิด
“หึๆ เจ้าแกล้งเย้าพ่อเล่นใช่หรือไม่” ใต้เท้าฉินมองออกว่าบุตรีของตนมิได้โง่เขลา นางมองออกหากมีผู้ใหญ่ที่มิเคยมาเยี่ยมเยือนที่จวนมาก่อนแล้วมาเยี่ยมเยือนเช่นนี้ต้องเป็นเรื่องทาบทามสู่ขอนางไปเป็นสะใภ้เข้าสกุลเขาเป็นแน่
“คิกๆ ลูกทราบเจ้าค่ะท่านพ่อท่านแม่ ท่านป้าหวงมาดูตัวลูกใช่หรือไม่เจ้าคะ” ฉินฮูหยินพยักหน้าก่อนที่จะเอ่ยถามขึ้น
“แล้วเจ้าคิดว่าเช่นไร กับสกุลหวงแม่ว่าดีนะ โอกาสในภายภาคหน้าเจ้าอาจจะได้ยศถาบรรดาศักดิ์ตามว่าที่สามีเพราะแม่ได้ยินว่าบุตรชายของสกุลหวงได้เป็นหัวหน้าองครักษ์ตั้งแต่อายุเพียงสิบแปด ยากนะที่จะหาคนที่เหมาะสมกับเจ้าได้ถึงเพียงนี้”
แม้ในใจของฉินเซี่ยหรูจะบอกว่าเร็วเกินไปสำหรับเรื่องแต่งงาน แต่นางก็มิอาจปฏิเสธได้ว่านางถูกใจใบหน้าหล่อเหลาของบุรุษท่าทางสง่างามผู้นั้น และนางก็มิคิดว่าในเมืองฮวาหลานแห่งนี้จะมีบุรุษใดเหมาะสมกับนางเท่าเขาอีกแล้ว
“มันก็จริงอย่างที่ท่านแม่กล่าว.. เรื่องนี้ลูกให้ท่านพ่อกับท่านแม่ตัดสินใจแทนข้าได้เลยเจ้าค่ะ”
คำตอบของบุตรสาวเรียกรอยยิ้มแห่งความดีใจที่ปิดไม่มิดออกมาจากทั้งใต้เท้าฉินและฉินฮูหยิน มีผู้ใดบ้างจะมิอยากให้บุตรสาวของตนได้แต่งงานกับบุรุษที่มีหน้าที่การงานที่ดี
สามวันต่อมาแม่สื่อจึงนำของสินสอดมาส่งให้แก่เจ้าสาวที่บ้านก่อนที่จะให้แต่งออกเรือนไปในอีกเจ็ดวันข้างหน้าตามฤกษ์ยามที่ฝ่ายสกุลหวงหามา ในขณะที่ฝ่ายเจ้าสาวรู้สึกยินดีไปกับการได้เกี่ยวดองกับสกุลหวงในครานี้ แต่ทว่ามิใช่กับว่าที่เจ้าบ่าวอย่างหวงจิงอวี่ เขามิได้ชื่นชอบสตรีที่มีความเก่งกาจเพียงแค่ในจวนหรือเป็นบุตรีของขุนนาง แต่เขากลับชื่นชอบสตรีที่เป็นเพียงหญิงสาวธรรมดา และเขาก็มีคนที่เขารักอยู่แล้ว
“ท่านแม่… เหตุใดท่านมิปรึกษาข้าก่อนขอรับ ข้ามิอยากได้สตรีที่งามแต่รูปมาเป็นภรรยา”
เขาบ่นออกมาทั้งๆ ที่ยังมิได้เห็นหน้าว่าที่ภรรยาเลยสักครั้ง เขาเคยได้ยินเพียงชื่อเสียงของนางที่เหล่าบุรุษเอาไปพูดคุยกันถึงความงดงาม แต่ความงามมิใช่สิ่งที่เขาต้องการ
“ถือว่าแต่งเพื่อสกุลหวงของเราก็แล้วกันนะอวี่เอ๋อร์… ให้นางมาเป็นภรรยาเอกให้ผู้คนภายนอกได้ชื่นชม แล้วเจ้าจะรับอนุมากี่คนแม่ก็จะไม่ว่า” หวงฮูหยินเกลี้ยกล่อมบุตรชาย
“และอีกอย่างแม่ได้พบนางแล้วสองครั้ง นางมิได้มีดีเพียงแค่รูปโฉมเช่นที่เจ้ากล่าวมาหรอกนะ แต่นางยังทำอาหารเก่ง เรื่องเย็บปักก็เป็นเลิศ ฉินที่เจ้าฝึกมิเคยได้นางก็ดีดได้อย่างคล่องแคล่ว หาสตรีที่ดีและเพียบพร้อมเช่นนี้มิได้อีกแล้วนะ สำหรับภรรยาเอกเจ้าก็รู้ว่าต้องเป็นบุตรีที่แต่งมาจากภรรยาเอกเท่านั้น เห็นแก่แม่เถิด หลังจากแต่งงานกันไป เจ้าอาจจะเปลี่ยนใจก็เป็นได้”
“เช่นนั้นก็ได้ขอรับ ข้าจะยกตำแหน่งภรรยาเอกให้กับนาง” แต่ความรักเขามิอาจให้นางได้ หรือแม้แต่สัมผัสร่างกายนางเขาก็มิอยากทำ
“ดีๆ เจ้าเป็นลูกที่เชื่อฟังพ่อกับแม่มากที่สุดอวี้เอ๋อร์ อย่าลืมว่าลูกคือความภูมิใจของสกุลหวงของเรา”
หวงฮูหยินเอ่ยออกมาอย่างวางใจ ขอเพียงบุตรชายยอมแต่งบุตรีสกุลฉินเข้ามา ก็สามารถทำให้ภายในจวนของนางมั่นคงได้ เพราะมีลูกสะใภ้คนโตที่เพียบพร้อมจนสกุลอื่นต้องพากันอิจฉาริษยา
หวงจิงอวี่คำนับลาบิดามารดาก่อนที่จะขอตัวกลับหน่วยเสือดำ สถานที่ทำงานที่เขาพอใจและมีใครบางคนรอคอยเขาอยู่ไม่ไกลจากที่แห่งนั้นโดยที่บิดาและมารดามิเคยรับรู้เรื่องที่เขาปิดบังเอาไว้มาก่อนเลย
เจ็ดวันต่อมา
จวนสกุลฉินถูกประดับตกแต่งไปด้วยผ้าแพรสีแดงรวมไปถึงโคมไฟสีแดง ชุดผ้าแพรไหมปลิวสไวไปตามแรงลมที่พัดผ่านเข้ามาทางหน้าต่างเอื่อยๆ ร่างเล็กของสาวแรกแย้มที่ต้องออกเรือนในวันนี้กำลังถูกแต่งหน้าและทำผมตั้งแต่ยามเหม่าเพื่อเตรียมตัวเป็นเจ้าสาวซึ่งถือเป็นครั้งเดียวในชีวิตของสตรี
“ตื่นเต้นหรือไม่เจ้าคะท่านพี่” น้องสาวคนรองเอ่ยถามพี่สาวขณะที่ลงมือแต่งหน้าให้นาง
“อืม… คราก่อนที่เจ้าแต่งพี่ว่าน่าตื่นเต้นแล้ว แต่พอมาเป็นคราของตัวเองบ้าง พี่กลับรู้สึกตื่นเต้นยิ่งกว่า”
“เรื่องนั้นมันก็แน่นอนอยู่แล้วล่ะเจ้าค่ะคุณหนูใหญ่” หุ้ยเจินบอกคุณหนูของตน นางและชีโยวก็จะได้ติดตามคุณหนูใหญ่ของนางออกไปอยู่ที่จวนสกุลหวงด้วยเช่นกัน
“หุ้ยเจิน ชีโยว แต่นี้ต่อไปข้าฝากดูแลพี่ใหญ่ของข้าด้วยนะ” คุณหนูรองฉินเซี่ยหรงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงห่วงใย นางรู้สึกเห็นใจที่พี่สาวต้องออกเรือนไปกับบุรุษที่นางมิได้รัก แต่นางแต่งออกไปก็เป็นเพราะเห็นแก่หน้าบิดามารดา
“บ่าวสองคนจะดูแลคุณหนูใหญ่เป็นอย่างดี คุณหนูรองสบายใจได้เจ้าค่ะ”
ชีโยวรับปากคุณหนูรอง ฉินเซี่ยหรูพยักหน้าขึ้นลงด้วยความสบายใจก่อนที่ทั้งสตรีสี่นางจะหยุดการสนทนาแล้วรีบแต่งตัวให้เจ้าสาว ซึ่งขบวนเจ้าบ่าวจะเดินทางมารับไปทำพิธีต่อที่จวนสกุลหวงในยามเฉินหลังจากทำพิธียกน้ำชาส่งตัวจากบ้านเจ้าสาวเสร็จ ฉินเซี่ยหรูในยามนั้นมิได้รู้เลยว่า เส้นทางที่นางเลือกเดินไปคือทางที่ทำให้นางต้องทุกข์ใจไปจนวันสุดท้ายของชีวิตของนาง