ตอน 1

เสียงฟ้าร้องคำรามดังไปทั่วพื้นปฐพี สายอสุนีบาตฟาดลงที่ต้นไม้อายุนับร้อยปี กลิ่นไหม้ฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ เพียงครู่เดียวสายฝนก็สาดกระหน่ำลงมา เหมือนกับว่าเป็นลางบอกเหตุบางอย่าง ประตูหน้าเรือนท้ายตำหนักถูกกระชากเปิดออก ฉีกงกงเดินเข้ามาหยุดอยู่กลางห้อง แววตาเย้ยหยันมองสตรีสูงศักดิ์ที่บัดนี้ไม่หลงเหลือความจองหองเหมือนเช่นในอดีต

“พระชายากระหม่อมนำข่าวสกุลหลิวมาบอก” หลิวอวี่หนิงค่อยๆ หันกลับไปมองช้า ๆ ถึงจะพูดว่ามองแต่นางก็มิได้เห็น นางใช้เพียงสัมผัสทางหูที่ได้ยินเท่านั้น

สายฟ้าสาดส่องลงมาอีกครั้งภายในห้องที่มืดมิดพลันสว่างขึ้น ฉีกงกงก้าวถอยหลังอย่างไม่รู้ตัว ดวงตาเบิกกว้างมองสตรีที่นั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าที่เคยงดงามกลับขาวซีด ดวงตาขุ่นมัวไร้แวว เส้นผมที่เคยเงางามแห้งกระด้างจับตัวกันเป็นก้อน นางค่อย ๆ อ้าปากออกช้า ๆ และพยายามเปล่งเสียงพูด

“ข่าวอะไร” เสียงแหบพร่าเอ่ยออกมา อาจเพราะว่านางมิได้พูดคุยกับผู้ใดนานมากแล้ว น้ำเสียงจึงฟังแหบแห้งราวกับคนแก่

“ท่านแม่ทัพหลิวตายแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ร่างอรชร นางค่อย ๆ ลุกจากเก้าอี้ มือเรียวยื่นออกไปข้างหน้าปัดป่ายไปมา ฉีกงกงเบ้ปากก่อนจะขยับเท้าถอยหลัง

“พระชายามองไม่เห็นก็ไม่จำเป็นต้องลุกขึ้นมาพ่ะย่ะค่ะ”คนเราก็เท่านี้ ผู้ใดจะไปคิดว่าสกุลหลิวที่สูงส่งจะตกอับเช่นทุกวันนี้

“ตาย!...พี่ชายข้า ตายได้อย่างไร!”

“แม่ทัพหลิวแอบซุกซ่อนกองกำลังฝึกทหารลับหลังฝ่าบาทเท่านั้นยังไม่พอ แม่ทัพหลิวยังเหิมเกริมลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาท พระชายาทรงเป็นคนฉลาด เช่นนั้นก็ย่อมคิดได้ว่าโทษของกบฏ สมควรตายหรือไม่”

กบฏหรือช่างหน้าไม่อายนัก สกุลหลิวจงรักภักดีมาทุกรุ่นตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษ ไม่คาดคิดว่าวันนี้พี่ชายนางจะถูกฐานะกบฏ สวมลงบนศีรษะ ช่างน่าขำ ลอบปลงพระชนม์เช่นนั้นหรือ พี่ชายนางมีเหตุผลใดต้องทำเช่นนั้นหลิวอวี่หนิงยกยิ้มเย้ยหยันออกมา

“ฉีกงกงเจ้าคงไม่คิดจะเข้ามาบอกข้าเพียงอย่างเดียวกระมัง”

“กระหม่อมถึงบอกว่าพระชายาเป็นคนฉลาด เช่นนั้นพระชายาจะรอสิ่งใดอยู่เล่าพ่ะย่ะค่ะจะทนอยู่กับความอัปยศนี้ไปเพื่อสิ่งใด รอสิ่งใดอยู่หรือ มิสู้จากไปอย่างสงบเถิด” หลิวอวี่หนิงเซถอยหลังดวงตาเบิกกว้าง นางก้าวล้มลงไปนั่งบนพื้นที่สกปรก

“ข้าต้องการพบกู่เหว่ยหยวน ไปตามเขามาพบข้า!!..” นางแค่นเสียงออกมาทีละคำ มือเล็กกำเข้าหากันแน่น

“เจ้าคู่ควรจะพบองค์ชายหรือ หลิวอวี่หนิงเจ้าอย่าได้เรื่องมากอยู่เลย หากพระองค์อยากพบเจ้าก็คงยอมมาพบไปนานแล้ว ดวงตาเจ้ามืดบอดพระองค์ยังไม่ยอมให้หมอหลวงเข้ามารักษา เรื่องแค่นี้คนฉลาดอย่างเจ้าจะคิดมิได้หรือ”

“ฉีกงกงอย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย จัดการได้แล้ว”หลิวอวี่หนิงเงยหน้าขึ้นไปตามเสียง

เสียงนี้นางจำได้ดี เป็นอินจูหลี

หึ!!..สตรีชั่วช้านางนี้มาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรนั่นนะสินะองค์ชายสี่พระสวามีนางจะเข้ามาพบนางหรือ เกรงว่ายามนี้แม้แต่ชื่อของนางเขาก็ไม่อยากจะได้ยินให้ระคายหู

“พ่ะย่ะค่ะพระชายารอง”ฉีกงกงพยักหน้าให้นางกำนัลร่างใหญ่เดินเข้าไปกดตัวหลิวอวี่หนิ่งให้แนบลงกับพื้น อินจูหลีถอยหลังออกมา นางคว้าเอาแจกันใบใหญ่โยนกระแทกผนังห้องจนแตกกระจาย และหยิบเอาชิ้นที่แหลมคมยื่นไปให้ฉีกงกง

“พระชายาเอกหลิวอวี่หนิงได้ยินเรื่องของพี่ชายจึงได้อับอายเป็นอย่างมาก ชีวิตนี้ผิดต่อบรรพบุรุษ ผิดต่อราชวงศ์ไท่กู่จึงได้ปลิดชีพตนเอง น้อมรับความผิดร่วมกับพี่ชาย”สิ้นเสียงอินจูหลี ฉีกงกงก็กดเศษแจกันที่ลำคอระหงก่อนจะลากเป็นทางยาวเลือดสีแดงสดไหลทะลักออกมาจากบาดแผล

หลิวอวี่หนิงไม่คิดจะดิ้นรน ร่างอรชรกระตุกเกร็ง ภาพในวันวานย้อนเข้ามา หากวันนั้นนางไม่ตกหลุมรักเขา หากนางไม่หลงรักกู่เหว่ยหยวน พี่ชายเพียงคนเดียวของนางก็คงจะไม่ตาย สกุลหลิวก็คงจะไม่ล่มสลาย เสียดายที่โลกนี้ไม่มีคำว่าหาก ไม่อย่างนั้นครอบครัวนางคงไม่จบสิ้นลงเช่นนี้ นางไม่ยินยอม นางจะต้องตายไปอย่างคับข้องใจแบบนี้หรือ ดวงตาขุ่นมัวปิดลงช้า ๆ โชคดีเหลือเกินที่ดวงตานางถูกพิษจนมืดบอด มิต้องทนเห็นใบหน้าคนเหล่านี้

‘ทั้งชีวิตของข้า หากจะผิดก็คงเป็นเพราะหลงรักบุรุษชั่วช้าอย่างท่าน กู่เหว่ยหยวน ข้าขอให้ท่านโดนเหมือนดังที่ข้าโดน ไม่ว่าจะกี่ชาติภพ อย่าได้เจอกันอีกเลย’

ตอน 2

“พี่ใหญ่ข้าจะออกไปข้างนอกนะเจ้าคะ” หลิวอวี่หนิงวิ่งเข้าไปกอดแขนของหลิวอวี่เหวินพี่ชายเพียงคนเดียวของนาง ใบหน้าหวานเงยมองพร้อมกับส่งสายตาออดอ้อนไปให้เพื่อหวังจะให้อีกฝ่ายเห็นใจ มีหรือที่คนตามใจน้องเช่นเขาจะไม่ใจอ่อน หากนางทำตาเช่นนี้ทีไร ต่อให้เป็นภูเขาไท่ซานก็สั่นไหว

“หนิงหนิงเจ้าจะออกไปที่ไหนบอกพี่ใหญ่มาตามตรงเถอะ” หลิวอวี่เหวินยกมือขึ้นเคาะปลายจมูกรั้นของน้องสาว เพียงแค่มองตาก็รู้แล้วว่าเด็กผู้นี้ต้องการจะออกไปที่ใด

“ข้านัดอาหลีเอาไว้เจ้าค่ะ วันนี้ที่ร้านกวนฮวามีเครื่องประทินผิวแบบใหม่เข้ามาวางขาย ข้ากับอาหลีจึงว่าจะเข้าไปดูเจ้าคะ”หลิวอวี่

เหวินหรี่ตาเล็ก ใบหน้าคมจ้องมองลงมา ทำร่างอรชรเย็นวาบไปทั้งแผ่นหลัง สายตาพี่ใหญ่ช่างน่ากลัวนัก หากนางไม่ใช่น้องสาว ก็คงไม่กล้าออดอ้อนเช่นนี้

“หนิงหนิง..คนอย่างเจ้านะหรือจะสนใจเครื่องประทินผิวอะไรนั่น หึ!!..ข้าว่าเจ้าจะแอบไปหาองค์ชายสี่กระมัง อย่าคิดนะว่าข้าจะรู้ไม่ทันเจ้า องค์ชายสี่เสด็จมาชายป่าท้ายเมือง เจ้าบอกข้ามาตามตรงเถอะ”

หลิวอวี่หนิงเบิกตาขึ้น พี่ใหญ่จะร้ายกาจเกินไปแล้ว แต่รู้แล้วอย่างไร นางไม่ยอมรับเสียอย่าง และนางก็นัดอินจูหลีเอาไว้จริง ๆ นี่นา แต่นัดกันไปแอบดูองค์ชายสี่ต่างหากเล่า

“พี่ใหญ่หากท่านไม่เชื่อก็ไปถามอาหลีเถอะ ข้ารู้ว่าพี่ใหญ่ไม่ชอบให้ข้าเข้าไปวุ่นวายกับองค์ชายสี่ ข้าย่อมเชื่อฟังท่าน” หลิวอวี่เหวินหัวเราะออกมา ท่าทางดื้อรั้นเช่นนั้น ในสายตาคนเป็นพี่ย่อมมองว่าน่าเอ็นดู

“เอาละ ๆ พี่ใหญ่ไม่เถียงกับเจ้าแล้ว หากจะไปร้านกวนฮวาหรือว่าท้ายเมืองก็ไปเถอะ แต่หนิงหนิงองค์ชายสี่มิใช่คนที่พวกเราจะเข้าไปเกี่ยวข้องได้ ตำหนักเชื้อพระวงศ์สูงเกินกว่าที่พี่ใหญ่จะคว้าให้เจ้าได้เข้าใจหรือไม่ เจ้าอยากเห็นพระพักตร์ของพระองค์ก็ไปดูเถิด แต่พี่ใหญ่ขอเจ้าวันหนึ่งเจ้าจะต้องตัดใจให้ได้ เข้าใจหรือไม่ ยิ่งเจ้าตัดใจได้เร็วเท่าไร นั่นก็ย่อมเป็นผลดีกับตัวเจ้า”

“หนิงหนิงทราบแล้วเจ้าค่ะ”

หลิวอวี่เหวินโบกมือเป็นการอนุญาต ต่อให้ในใจจะไม่ยินดี แต่หากสิ่งนั้นเป็นความสุขของน้องสาว เขาก็ไม่อาจทำใจหักห้าม หลิวอวี่

หนิงเห็นดังนั้นก็สลัดอารมณ์ขุ่นมัวเมื่อสักครู่ทิ้งไป นางไม่เข้าใจเลยสักนิดพี่ใหญ่จะกลัวสิ่งใด หากพี่ใหญ่ออกหน้ามีหรือการพระราชสมรสระหว่างนางและองค์ชายสี่จะเป็นไปไม่ได้ แต่ที่เป็นไปไม่ได้เพราะพี่ใหญ่ไม่อยากให้นางได้แต่งกับองค์ชายสี่มากกว่ากระมัง

หลิวอวี่หนิงเป็นน้องสาวเพียงคนเดียวของหลิวอวี่เหวินครอบครัวสกุลหลิวสายหลักเหลือกันเพียงแค่สองคนพี่น้องเท่านั้น บิดาเขาอดีตแม่ทัพอู่เว่ยหลิวอวี่เหอสิ้นชีพอยู่กลางสนามรบ หลังจากที่นำศพบิดากลับมาถึงจวน มารดาทนรับความเสียใจไม่ไหว ก็ปลิดชีพตนเองตายตรงหน้าหีบศพของบิดา

ยามนั้นเขามีอายุเพียงสิบเจ็ดเท่านั้นส่วนน้องสาวก็เป็นเพียงเด็กหญิงอายุสิบสองหลังเสร็จสิ้นงานศพบิดา เขาก็พาน้องสาวเพียงคนเดียวมุ่งหน้าสู่เหอตง เลี้ยงน้องไปด้วยทำศึกไปด้วย ครั้นเมื่ออายุได้สิบแปดปีก็ได้รับตำแหน่งแม่ทัพมาครอบครอง อาจเพราะหลิวอวี่เหวินตามบิดาเข้ากองทัพตั้งแต่จำความได้กระมัง ฝีมือการศึกจึงมิได้ด้อยกว่าผู้เป็นบิดาเลยแม้แต่น้อย หากจะพูดไปแล้วความมุทะลุของแม่ทัพหลิวคนลูกออกจะมากกว่าเสียด้วยซ้ำ

เพราะอย่างนั้นแม่ทัพหลิวจะไม่ตามใจน้องสาวได้อย่างไร ถึงแม้จะรู้ว่านางมีใจให้องค์ชายสี่ และทุกครั้งที่นางออกจากจวน ก็มักจะไปแอบดูองค์ชายอยู่เสมอก็ตาม เขาก็ทำใจห้ามนางมิได้ ต่อให้ในใจจะรู้ว่าองค์ชายผู้สูงศักดิ์จะรังเกียจน้องสาวเขามากเพียงใด แต่เขาก็ไม่อาจเอ่ยวาจาแม้แต่ครึ่งคำ หวังเพียงแค่เมื่อถึงวันหนึ่งนางจะตัดใจได้เสียที

“อาหลีเร็ว ๆ ได้หรือไม่ เดี๋ยวก็ไม่ทันขบวนเสด็จหรอก” หลิวอวี่หนิงควบม้าไปอยู่ที่ข้างหน้าต่างรถม้าสกุลอิน นางเอ่ยเร่งคนบนรถม้าด้วยความร้อนใจ

“อาหนิงข้ามิได้เป็นคนบังคับม้าและอีกอย่างที่นี่ในเมืองหลวงนะ เจ้าใจเย็น ๆ ลงหน่อยเถอะ” อินจูหลีบุตรสาวเสนาบดีอินอี้ซวน เปิดม่านหน้าต่างขึ้น นางชะโงกหน้าออกไปมองสตรีที่อยู่บนหลังม้า น้ำเสียงกลั้วหัวเราะเอ่ยออกมา หลิวอวี่หนิงหน้ายุ่งขึ้น นางหันไปมองสหายในรถม้าพลางส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยว่า

“อาหลีข้ากลัวว่าองค์ชายสี่จะเสด็จเข้าไปในป่าก่อนน่ะสิ เอาอย่างนี้เถอะ เจ้าก็นั่งรถม้าตามข้าไปก็แล้วกัน ข้าจะเร่งนำหน้าไปก่อน ขอให้ข้าได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์เพียงเล็กน้อยข้าหลิวอวี่หนิงจะได้นอนหลับฝันดี” อินจูหลีเบิกตาขึ้น นางรีบชะโงกหน้าออกนอกรถม้า ก่อนจะมองซ้ายขวา

“อาหลีจะชะโงกหน้าออกมาทำไม เจ้าไม่รู้หรือว่ามันอันตราย” หลิวอวี่หนิงขมวดคิ้วมอง เหมือนกับว่านางกำลังมองหาใครอยู่

“อาหนิงเจ้าพูดจาสิ่งใดออกมา เจ้าเป็นสตรีนะคอยดูเถิดหากท่านแม่ทัพหลิวรู้เข้าเจ้าจะต้องถูกลงโทษ”หลิวอวี่หนิงหัวเราะเสียงดังนางแลบลิ้นออกมาก่อนจะทำหน้าทะเล้นใส่สหายเพียงคนเดียวในเมืองหลวงแห่งนี้อย่างอารมณ์ดี

“อาหลีเจ้าคิดมากไปแล้วพี่ใหญ่จะมาได้ยินได้อย่างไรกันเล่า เอาเถอะข้าไม่เถียงกับเจ้าแล้วข้าล่วงหน้าไปก่อนก็แล้วกัน”

อินจูหลีมองตามอาชาเหงื่อโลหิตของหลิวอวี่หนิงที่ควบออกไป ฝุ่นคละคลุ้งไปตามความเร็วของม้า มือเรียวปิดผ้าม่านหน้าต่างลง เพียงแค่อาชาที่นางขี่ก็รู้แล้วว่าแม่ทัพหลิวรักน้องสาวร่วมอุทรมากเพียงใด

“คุณหนูเจ้าคะบ่าวไม่เข้าใจเลยสักนิด คุณหนูจะออกมากับคุณหนูหลิวทำไมกัน ดูเอาเถอะคุณหนูหลิวทำตัวไร้กฎเกณฑ์ มารยาทอันสตรีพึงกระทำก็หามีไม่ แล้วเหตุใดคุณหนูของบ่าวต้องคบหากับนางด้วยเจ้าคะ”

“อาชิงหุบปากของเจ้าเดี๋ยวนี้ หากใครมาได้ยินเข้าจะหาว่าสกุลอินสั่งสอนบ่าวไพร่ไม่ดี”

อาชิงก้มหน้าลงทว่าน้ำตากลับคลอไปทั้งดวงตา เหตุใดคุณหนูจึงไม่เข้าใจความหวังดีของนาง ทั่วทั้งเมืองหลวงคุณหนูจวนใดบ้างที่อยากคบหากับคุณหนูสกุลหลิว เพียงแค่ได้ยินชื่อก็หลบหน้าหนีกันทั้งนั้น

“เฮ้อ..อย่างไรนางก็เป็นสหายข้า นางอาจจะนิสัยไม่เหมือนคุณหนูในห้องหอไปบ้าง แต่นั่นก็ช่วยไม่ได้ไม่ใช่หรือ บิดามารดานางล้วนจากไปตั้งแต่นางยังเล็กนัก ผู้ใดจะสอนเรื่องเหล่านั้นให้นางกันเล่า และอีกอย่างอาหนิงก็เติบโตขึ้นมาในกองทัพ นิสัยนางจึงเป็นเช่นนั้น แต่นางก็เป็นคนจริงใจเป็นอย่างมาก”

“เจ้าค่ะเป็นอาชิงที่พูดไม่คิดไปเอง คุณหนูอย่ามีโทสะเลยนะ”

อินจูหลีพยักหน้าอย่างพอใจ นางหันหน้าออกไปมองนอกหน้าต่าง รอยยิ้มบนใบหน้าพลันเลือนหาย ดวงตาเรียวจ้องมองผ่านผ้าม่านออกไปอย่างแข็งกร้าว!!..

ตอน 3

“ทุกอย่างเตรียมพร้อมหมดแล้ว เชิญเสด็จพ่ะย่ะค่ะ” กู่เหว่ยหยวนเอามือไขว้กันไว้ที่ด้านหลัง ดวงตาคมมองออกไปตามทาง หย่งเสียนหนึ่งในสี่องครักษ์เห็นดังนั้นก็ส่งสายตามองตามทางที่องค์ชายสี่มองไปด้วยเช่นกัน

“องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ” หย่งเสียนเห็นว่ากู่เหว่ยหยวนไม่ได้ตอบสิ่งใดออกมาก็ขมวดคิ้วขึ้นมิใช่ว่าองค์ชายตั้งใจจะเข้าไปล่าสัตว์หรอกหรือ แล้วเหตุใดจึงยังไม่เข้าไปอีกเล่า หรือพระองค์จะรอผู้ใดกัน

“รออีกหน่อย” เป็นจริงอย่างที่องครักษ์หนุ่มคาดคิด กู่เหว่ยหยวนจ้องมองไปทางม้าด้วยความร้อนใจ มือที่อยู่ด้านหลังบีบเข้าหากันแน่น ในใจพร่ำบอกกับตนเองว่า นางจะต้องมา รออีกหน่อยเถอะนางจะต้องมาแน่ ๆ

“แต่หากช้ากว่านี้แดดจะแรง พวกสัตว์จะกลับเข้าไปในป่าลึก ยามนี้อาฝานและอาฟานเข้าไปเตรียมตัวรอด้านในแล้ว รอแค่พระองค์เสด็จพ่ะย่ะค่ะ” ยามนี้ข้างในป่าหย่งฝานและหย่งฟาน สององครักษ์ได้เข้าไปเตรียมความพร้อมเอาไว้หมดแล้ว ใครจะกล้าละเลยความปลอดภัยขององค์ชายกันเล่า

“ข้าบอกให้รอ...เจ้าไปเตรียมตัวเถอะ” หย่งเสียนก้มศีรษะรับคำสั่งและถอยออกไป ทว่าก็ยังอดสงสัยมิใด ก่อนหน้านั้นองค์ชายสี่มิได้บอกว่าจะมีผู้ใดมาร่วมขบวน แม้กระทั่งองค์ชายรองและองค์หญิงหกขอติดตามมาด้วย พระองค์ก็ทรงไม่ยินยอม เหล่าองครักษ์รู้ดีว่าองค์ชายของพวกเขามิชอบความวุ่นวาย การเข้าป่าล่าสัตว์ก็เพียงแค่ต้องการออกมาเที่ยวเล่นแก้เบื่อเท่านั้น

แต่แล้วกู่เหว่ยหยวนก็ได้ยินเสียงม้าวิ่งเข้ามาพร้อมกับร่างอรชรที่อยู่ด้านบนหลังม้า ใบหน้าชายหนุ่มพลันปรากฏรอยยิ้ม เขาก้าวขาออกไปข้างหน้า ทว่าม้าตัวนั้นกลับชะลอความเร็ว และวิ่งเหยาะๆ ไปที่ด้านหลังต้นไม้ กู่เหว่ยหยวนหัวเราะออกมาอย่างขบขัน ยังเหมือนเดิม ครั้งนั้นนางก็ขี่ม้ามาแอบดูเขาเช่นนี้ หย่งเสียนได้ยินเสียงม้าก็กระชับกระบี่ขึ้น พร้อมกับวิ่งขึ้นมาบังด้านหน้าเจ้านายตนเองอย่างระแวดระวัง

“หย่งเสียนเจ้าจะทำอะไรหลบออกไป” มือหนายื่นออกไปผลักองครักษ์ด้านหน้าให้พ้น เขารีบก้าวขาเดินไปยังหลังต้นไม้ ที่ม้าตัวนั้นยืนอยู่ หย่งเสียนพยายามจะห้ามแต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งได้ จึงได้แต่เดินตามไปห่าง ๆ

“เจ้ามาแล้วจะมัวมาแอบอยู่ทำไมเล่า หรือคิดว่าข้าจะมองไม่เห็นเจ้า” หลิวอวี่หนิงเบิกตาขึ้นมา ใบหน้าหวานพลันแดงซ่าน

“องค์ชายมาไล่หม่อมฉันหรือเพคะ หม่อมฉันขอแอบมองพระองค์อีกครู่เดียวก็จะกลับแล้ว” กู่เหว่ยหยวนหัวเราะออกมาอย่างพอใจ นางช่างตรงไปตรงมาเสียเหลือ นางเปิดเผยอย่างน่ารักเช่นนี้ เหตุใดเขาจึงได้มองว่านางน่ารังเกียจไปได้กันนะ

“เจ้าอยากไปล่าสัตว์กับข้าหรือไม่” คำถามที่เอ่ยออกมาอย่างไม่ตั้งตัว ทำให้หลิวอวี่หนิงพลันตกใจระคนดีใจ

“หม่อมฉันไปได้หรือเพคะ” นางถามออกมาพร้อมกับรอยยิ้มที่กว้างขึ้น ดวงตาคู่นั้นเป็นประกายแห่งความคาดหวัง กู่เหว่ยหยวนพลันใจเต้นแรงขึ้นมา อยากจะคว้านางเอามากอด และจุมพิตให้ทั่วใบหน้า เขาคิดถึงนางเหลือเกิน

หลิวอวี่หนิงกระโดดลงจากหลังม้า นางขยับมายืนตรงหน้าก่อนจะย่อกายลงเพื่อทำความเคารพเขา ความจริงนางจะต้องทำการคารวะเขาตั้งแต่ที่เขาเดินเข้ามาแล้ว ทว่านางกลับลืมเสียได้ ก็ใครใช้ให้นางทั้งตื่นเต้นและดีใจกันเล่ากู่เหว่ยหยวนยกคิ้วขึ้นมองนาง

“ขออภัยเพคะ หนิง..เอ่อ..หม่อมฉันลืมแสดงความเคารพพระองค์ ถวายพระพรองค์ชายสี่เพคะ” ครั้นเห็นว่านางย่อกายลง เขาก็เก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่แล้ว ชายหนุ่มหัวเราะออกมาดังลั่น พลางเอามือกุมท้อง หนิงหนิงของเขาช่างน่ารัก

“ฮ่า ๆ ๆ..ตามสบายเถอะ เป็นความผิดของข้าเองที่เข้ามาทักเจ้า ว่าอย่างไรเล่าจะไปล่าสัตว์กับข้าหรือไม่” ร่างอรชรขมวดคิ้วขึ้น นางพูดอันใดออกไปหรือ เขาจึงได้หัวเราะงอหงายเช่นนี้ ช่างเส้นตื้นเหลือเกิน

“หม่อมฉัน..เอ่อ..” แน่นอนนางอยากจะไปด้วยกันกับเขา ทว่านางไม่ได้บอกพี่ใหญ่เอาไว้ก่อน หากนางกลับจวนไม่ตรงเวลา ครั้งหน้าก็ยากที่จะได้ออกมาเที่ยวเล่นแล้ว หลิวอวี่หนิงขมวดคิ้วแน่น ใบหน้าหวานดูยุ่งเหยิง กู่เหว่ยหยวนย่อมเข้าใจความคิดของนาง

“ข้าจะให้ฉีกงกงไปแจ้งที่จวนท่านแม่ทัพหลิว ว่าข้าต้องการให้เจ้าเข้าป่าล่าสัตว์เป็นเพื่อนข้า และหลังจากออกจากป่า ข้าจะไปส่งเจ้ากลับถึงจวนด้วยตนเอง”

“จริงหรือเพคะ”

“แน่นอนว่าจริง เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”

หลิวอวี่หนิงได้ยินเช่นนั้นก็รีบเดินไปที่ม้าตนเอง นางก้าวขาไปเหยียบโกลนและโหนตัวขึ้นบนหลังม้าอย่างชำนาญ ท่าทางนางช่างสง่างามและห้าวหาญยิ่งนัก ไม่เสียแรงที่เป็นบุตรสาวอดีตแม่ทัพหลิวอวี่เหอ และยามนี้นางยังมีพี่ชายอย่างหลิวอวี่เหวินแม่ทัพไร้พ่ายเป็นพี่ชายอีกด้วย พ่อพยัคฆ์ลูกจะเป็นสุนัขได้อย่างไร

กู่เหว่ยหยวนยื่นมือไปจับเชือกบังคับม้าของนาง และจูงม้านางให้เดินไปสมทบกับคนของเขา หลิวอวี่หนิงนั่งยิ้มปล่อยให้เขาจูงม้านางไปด้วยความดีใจ ในหัวใจนางเต้นระรัวเหมือนกับว่าอีกเดี๋ยวมันจะกระเด็นหลุดออกมานอกอกอยู่แล้ว

หญิงสาวยกมือขึ้นกุมหน้าอกตนเอง เหตุใดองค์ชายสี่ถึงได้แปลกไปเช่นนี้ ทำไมเขาถึงได้เข้ามาหานางก่อนและยังชวนนางไปล่าสัตว์กับเขา เท่านั้นยังไม่พอ ยามนี้เขายังจูงม้าให้นางนั่งอีกด้วย ความใจดีที่มาอย่างไม่ทันตั้งตัวนี้คืออะไรกันนะ ไม่ใช่ว่าองค์ชายสี่ชิงชังนางหรอกหรือ

เมื่อวันก่อนนางไปแอบดูเขาที่โรงน้ำชา เขายังต่อว่านางให้อับอายผู้คนอยู่เลยมิใช่หรือ แล้วทำไมวันนี้เขาถึงได้เปลี่ยนไปกัน แต่ก็ช่างเถอะ เขาเปลี่ยนมาสนใจนางก็ดีแล้ว จะมีสิ่งใดดีกว่านี้กันเล่า นางจะต้องคิดมากไปทำไมกัน

กู่เหว่ยหยวนเหมือนจะรู้ว่านางกำลังจ้องมองเขาอยู่ เขาจึงหันหน้าไปส่งยิ้มอ่อนโยนให้นาง หลิวอวี่หนิงรีบก้มหน้าลง ใบหน้าแดงซ่านไปจนถึงใบหู เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ชายหนุ่มก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดีเขาจูงม้านางอย่างช้า ๆ ทว่ายังไม่ทันจะถึงตรงที่คนของเขารออยู่ รถม้าคันหนึ่งก็วิ่งเข้ามา ทั้งสามต่างก็หันไปมอง หย่งเสียนจ้องมองอย่างระวังเขาขยับขึ้นมาอีกสองก้าว พลางกระชับกระบี่ขึ้น

“อ่า..หม่อมฉันลืมไปเลยเพคะ หม่อมฉันไม่ได้มาคนเดียวอาหลีเอ่อ..คุณหนูอินก็มาด้วย หม่อมฉันคงไปล่าสัตว์กับพระองค์ไม่ได้แล้ว”

ครั้นได้ยินคำพูดของหลิวอวี่หนิง กู่เหว่ยหยวนก็หยุดชะงักอยู่กับที่ เขากำมือเข้าหากันแน่นจนข้อนิ้วขาวซีดไร้สีเลือด ดวงตาเข้มขึ้นไอสังหารพวยพุ่งออกมาจากร่างหนา

“หม่อมฉันอินจูหลีถวายพระพรองค์ชายสี่เพคะ”รถม้าสกุลอินจอดลง สาวใช้ประคองร่างอรชรลงมาด้วยท่าทางงดงามอ่อนหวาน แต่เมื่อเห็นกู่เหว่ยหยวนจูงม้าให้กับหลิวอวี่หนิง นางก็ชะงักขึ้นทว่าเพียงชั่วครู่ก็ปรับสีหน้ากลับมาอ่อนหวานเช่นเดิม

อินจูหลี!!..นังอสรพิษ กู่เหว่ยหยวนจ้องมองหญิงสาวที่ย่อกายทำความเคารพด้วยสายตารังเกียจ เขาไม่ได้บอกให้นางลุกขึ้น นางจึงย่อกายอยู่อย่างนั้น ขาเรียวเกร็งจนสั่น เหงื่อข้างขมับไหลย้อนลงมา หลิวอวี่หนิงเห็นดังนั้นก็ร้อนใจ

“องค์ชายเพคะ..เอาไว้ครั้งหน้าหม่อมฉันค่อยไปล่าสัตว์กับพระองค์ได้หรือไม่ ครั้งนี้หม่อมฉันนัดอาหลีเอาไว้ พวกเราจะไปดูเครื่องประทินผิวที่ร้านกวนฮวาเพคะ”

“ไม่จำเป็น!! อาเสียนเจ้าไปบอกฉีกงกงส่งคุณหนูอินกลับไปซะ และไปแจ้งแม่ทัพหลิวด้วยว่า คุณหนูหลิวจะเข้าไปล่าสัตว์กับข้า”

“พ่ะย่ะค่ะ”

“หนิงหนิงพวกเราไปกันเถอะ เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้าจะไปรับเจ้าออกไปดูเครื่องประทินผิวเอง หากเจ้าอยากได้ข้าก็จะซื้อให้ ขอเพียงเจ้าต้องการ ข้ากู่เหว่ยหยวน จะหามาให้เจ้าทุกอย่าง”

อินจูหลีกำมือแน่น นางรอจนคนทั้งคู่เดินจากไปจึงได้ขยับตัว อาจเพราะนางย่อตัวนานเกินไปขานางจึงไร้เรี่ยวแรง แต่ก่อนที่นางจะทันได้ลุกก็ล้มลงไปเสียก่อน หลิวอวี่หนิงหันกลับมาเห็นเข้าพอดี นางกระตุกเชือกม้า เตรียมจะลงแต่เสียงเข้มก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน

“ฉีกงกงไปช่วยนาง”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED