“ซ่งอันหราน ครบกำหนดโทษแล้ว มีคนมารับเธอแล้ว ”
สุ้มเสียงอันเย็นชาของผู้คุมดังขึ้นในห้องเยี่ยมญาติขณะที่ซ่งอันหรานกำลังกรอกเอกสารใบปล่อยตัวแผ่นสุดท้าย ปลายปากกาหมึกซึมชะงักลงบนหน้ากระดาษ น้ำหมึกซึมกระจายเป็นวงเล็ก ๆ
เธอค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น เมื่อผ่านลูกกรงเหล็กออกไป ก็เห็นชายหนุ่มที่ยืนรออยู่ด้านนอก เขาคือซ่งอันชวน คุณชายรองแห่งซ่งซื่อกรุ๊ป พี่รองที่มีสายเลือดเดียวกันกับเธอนั่นเอง
“พ่อกับแม่ให้ฉันมารับเธอกลับบ้าน” ซ่งอันชวนอยู่ในชุดสูทเนี้ยบกริบ นาฬิกาปาเต็กฟิลิปป์บนข้อมือสะท้อนแสงไฟสีขาวซีดในห้องเยี่ยมญาติ เกิดประกายเย็นยะเยือก “สามปีมานี้เธอคงจะลำบากแย่ ทางบ้านจะชดเชยให้เธอเป็นอย่างดี ”
ชดเชยงั้นเหรอ
ซ่งอันหรานเกือบจะหลุดหัวเราะออกมา บทพูดช่างคุ้นหูเหลือเกิน เหมือนกับชาติที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน
ชาติก่อน พวกเขาก็ใช้วิธีนี้หลอกล่อให้ลูกสาวตัวจริงอย่างเธอกลับตระกูลซ่ง เพื่อให้ไปรับโทษจำคุกแทนซ่งอันโหรว ลูกสาวตัวปลอมคนนั้น
แต่พอครบกำหนดโทษสามปี พวกเขากลับไม่โผล่หน้ามาเลยสักคน ปล่อยให้เธอถูกพวกอันธพาลที่ซ่งอันโหรวจัดฉากไว้รุมข่มเหงจนตายตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเท้าออกจากคุก
หลังตาย ตระกูลซ่งก็รีบคัดชื่อเธอออกจากผังตระกูลทันที แม้แต่เถ้ากระดูกก็ยังไม่ยอมรับไปทำพิธีด้วยซ้ำ
เธอเจ็บใจนัก!
วิญญาณเธอล่องลอยอยู่ในโลกมนุษย์เนิ่นนาน กว่าเธอจะได้รู้ความจริงที่โหดร้ายยิ่งกว่า ซึ่งก็คือ มันไม่มีสิ่งที่เรียกว่าอุ้มผิดตัวตั้งแต่แรกแล้ว
ปีนั้นเพียงเพราะหมอดูทักว่าเธอเป็น “ดาวกาลกิณี” ที่จะนำความวิบัติมาสู่คนทั้งบ้าน พ่อแม่แท้ ๆ จึงจงใจสลับตัวเธอกับซ่งอันโหรวที่มีดวงชะตาดีเลิศ แล้วทิ้งเธอไว้ที่บ้านนอก ปล่อยให้ดิ้นรนเอาชีวิตรอดเองตามยถากรรม
แรงอาฆาตนั้นฝังลึกจนทำให้เธอย้อนเวลากลับมาในช่วงปีที่สามของการจำคุก
ครั้งนี้ เธอใช้ความทรงจำจากชาติก่อน แอบร่วมมือลับ ๆ กับเจ้าพ่อวงการธุรกิจอย่างซ่างกวนหวายจือ จนทำให้เธอได้รับการปล่อยตัวก่อนกำหนดในวันนี้
“สามปีก่อนตอนพวกคุณรับฉันกลับไปที่ตระกูลซ่ง ก็บอกว่าจะชดเชยให้ฉันเหมือนกัน” ซ่งอันหรานวางปากกาลง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบจนน่ากลัว “แล้วผลเป็นยังไงล่ะ? ฉันต้องรับผิดคดีฉ้อโกงทางธุรกิจแทนซ่งอันโหรว ตอนอยู่ในคุกก็โดนคนแอบผสมเศษแก้วลงในข้าว ”
ซ่งอันชวนขมวดคิ้วมุ่น แววตาฉายความรำคาญออกมาวูบหนึ่ง “ตอนนั้นสถานการณ์มันบีบบังคับ ร่างกายของโหรวโหรวไม่แข็งแรง ทนสภาพในคุกไม่ไหวหรอก เธอเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตระกูลซ่ง ก็ควรจะ...”
“ควรจะติดคุกแทนนังลูกกาฝากนั่นน่ะเหรอ?” ซ่งอันหรานพูดขัดขึ้นมาด้วยการแค่นหัวเราะ “ซ่งอันชวน คนตระกูลซ่งของพวกคุณนี่มันเป็นบ้ากันไปหมดแล้วหรือไง ถึงได้เห็นคนนอกดีกว่าลูกในไส้แบบนี้? ”
“พูดจาบ้าบออะไรของเธอ?” ซ่งอันชวนตบโต๊ะและลุกขึ้นพรวด “ซ่งอันหราน มารยาทของเธอมันหายไปไหนหมด ใครอนุญาตให้เธอพูดจาว่าร้ายโหรวโหรวแบบนี้? ”
มารยาทงั้นเหรอ ซ่งอันหรานแทบจะหัวเราะจนน้ำตาไหล
เด็กที่ถูกพ่อแม่แท้ ๆ ทิ้งขว้างคนหนึ่ง โตมากับข้าวก้นบาตรชาวบ้าน จะไปเอา “มารยาทผู้ดี” มาจากไหนกัน
เธอไม่พูดพร่ำทำเพลงอีก คว้ากระเป๋าผ้าใบเก่า ๆ ที่ถูกซักจนสีซีดขาว อันเป็นสัมภาระที่มีอยู่น้อยนิดขึ้นมา แล้วเดินตรงดิ่งไปยังประตูทางออกทันที
“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” ซ่งอันชวนตวาดไล่หลังเสียงเข้ม “ถ้าไม่กลับตระกูลซ่ง แล้วเธอจะไปไหน? ”
ซ่งอันหรานไม่แม้แต่จะปรายตาหันกลับไปมอง “ก็ไปในที่ที่ฉันควรจะไปไงล่ะ ”
วินาทีที่ผลักประตูคุกออกไป แสงแดดต้นฤดูร้อนก็สาดส่องจนเธอต้องหรี่ตา สามปีที่ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวัน เธอเกือบลืมไปแล้วว่าแสงแดดมันให้ความรู้สึกอบอุ่นแค่ไหน
ในตอนนั้นเอง รถมายบัคสีดำสนิทคันหนึ่งก็แล่นมาจอดเทียบตรงหน้าเธออย่างเชื่องช้า กระจกรถค่อย ๆ เลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าของชายแปลกหน้าคนหนึ่ง
“คุณซ่งครับ คุณซ่างกวนส่งผมมารับคุณครับ” คนขับรถก้าวลงมา และเปิดประตูให้เธอด้วยท่าทางนอบน้อม
ซ่งอันหรานพยักหน้าเล็กน้อย ก่อนจะก้าวขึ้นรถไปโดยไม่ลังเล
เมื่อมองผ่านกระจกมองหลัง เธอเห็นซ่งอันชวนกำลังวิ่งตามออกมาหน้าประตูเรือนจำ
พลางยืนทำหน้าตื่นตะลึง มองดูรถหรูราคาหลายสิบล้านคันนั้นแล่นจากไปจนลับสายตา
รถยนต์แล่นเข้าสู่เทียนสี่วาน โครงการวิลล่าสุดหรูระดับท็อปใจกลางเมือง ก่อนจะจอดลงหน้าวิลล่าเดี่ยวที่กินพื้นที่เกือบหนึ่งพันตารางเมตร ภายในสวน ชายหนุ่มสวมชุดสูทสั่งตัดพิเศษสีดำสนิทยืนหันหลังให้เธอ เขากำลังชื่นชมต้นเมเปิ้ลแดงญี่ปุ่นที่ปลูกอยู่ในนั้นอย่างเพลิดเพลิน
“คุณซ่างกวนครับ คุณซ่งมาถึงแล้วครับ” คนขับรถเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ชายหนุ่มค่อย ๆ หันกายกลับมา แสงแดดสาดส่องลงมาจากทางด้านหลังของเขา ทำให้เกิดเป็นประกายขอบสีทองระยิบระยับรอบตัวเข นี่เป็นครั้งแรกที่ซ่งอันหรานได้เห็นหน้าตาของตำนานแห่งวงการธุรกิจผู้นี้ชัด ๆ เขาเป็นชายวัยสามสิบต้น ๆ ใบหน้าคมคาย ดวงตาฉายแววคมกริบดุจพญาอินทรี ทั้งยังแผ่รัศมีเปี่ยมอำนาจที่ทำให้ผู้คนยำเกรงโดยไม่ต้องเอ่ยปากตวาด
“ซ่งอันหราน” เขาเอ่ยชื่อเธอด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงเชลโล “คุณไม่ค่อยเหมือนที่ผมจินตนาการไว้เท่าไหร่เลยนะ ”
ในจินตนาการของซ่างกวนหวายจือ ผู้หญิงที่สามารถคาดการณ์ความผันผวนของตลาดหุ้นทั้ง ๆ ที่อยู่ในคุกได้อย่างแม่นยำถึงสามครั้ง และช่วยให้เขารอดพ้นจากการขาดทุนนับหมื่นล้าน ไม่น่าจะมีสภาพเช่นนี้…….ผอมโซจนแทบเสียรูป ใบหน้าก็ซีดเผือดราวกับแผ่นกระดาษ มีเพียงดวงตาคู่นั้นที่สว่างไสวจนน่าตกใจ
“แล้วในจินตนาการของคุณซ่างกวน ฉันเป็นคนยังไงเหรอคะ?” ซ่งอันหรานสบสายตากับเขาตรง ๆ ท่าทีนิ่งสงบ ไม่ยอมก้มหัวให้ใคร แต่ก็ไม่ได้โอหังอวดดี
ซ่างกวนหวายจือคลี่ยิ้มออกมาทันที
ดวงตาคู่นี้นี่เองที่เขาเคยเห็นผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์มานับครั้งไม่ถ้วน ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบากเพียงใด แสงสว่างในดวงตาคู่นี้ก็ไม่เคยมอดดับลงเลย
“วิลล่าหลังนี้ คุณคิดว่าเป็นยังไง?” เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนา พลางชี้ไปยังคฤหาสน์หรูที่อยู่ด้านหลัง
ซ่งอันหรานกวาดตามองไปรอบ ๆ “เทียนสี่วานเป็นย่านคฤหาสน์หรูระดับท็อปของเมือง วิลล่าหลังนี้หันหน้าไปทางทิศใต้ การจัดสวนมาจากฝีมือปรมาจารย์ การตกแต่งภายในยิ่งไม่ต้องพูดถึง...”
“ชอบไหม? งั้นผมยกให้คุณ ”
ซ่างกวนหวายจือพูดแทรกเธอขึ้นมา “ถือว่าเป็นของขวัญพบหน้า สำหรับการร่วมมืออย่างเป็นทางการของเรา ”
แม้จะได้มีชีวิตใหม่เป็นครั้งที่สอง ซ่งอันหรานก็ยังอึ้งกับความใจป้ำนี้อยู่ดี
วิลล่าในเขตเทียนสี่วาน มูลค่าตลาดเริ่มต้นอย่างต่ำก็หนึ่งพันห้าร้อยล้าน
“คุณซ่างกวนนี่ทุ่มทุนสร้างจังเลยนะคะ” เธอตั้งสติมั่น “ไม่กลัวฉันขายวิลล่าแล้วหอบเงินหนีไปเหรอ? ”
ซ่างกวนหวายจือขยับเข้ามาใกล้ขึ้นสองก้าว กลิ่นหอมจาง ๆ ของอำพันทะเลจากร่างของเขาโชยมาแตะจมูก “เงินที่คุณช่วยผมหาได้ตอนอยู่ในคุก ซื้อวิลล่าแบบนี้สิบหลังยังเหลือเฟือเลย อีกอย่าง...” เขาเว้นจังหวะการพูดอย่างสื่อความนัย “เป้าหมายของเราตรงกัน”
ซ่งอันหรานรู้ดีว่าเขาหมายถึงอะไร... การโค่นล้มซ่งซื่อกรุ๊ปนั่นเอง
ชาติที่แล้ว หลังจากเธอตายไป ซ่างกวนหวายจือเคยเปิดศึกแย่งซื้อกิจการกับซ่งซื่อจนสะเทือนเลือนลั่นไปทั้งวงการธุรกิจ สุดท้ายก็บาดเจ็บสาหัสกันทั้งสองฝ่าย
“ยินดีที่ได้ร่วมมือค่ะ” เธอยื่นมือออกไป
ซ่างกวนหวายจือกุมมือที่เห็นข้อกระดูกชัดเจนของเธอเอาไว้ สัมผัสนั้นเย็นเฉียบ “ห้องของคุณอยู่ชั้นสอง ห้องแต่งตัวก็เตรียมไว้พร้อมแล้ว คุณไปพักผ่อนก่อนเถอะ ”
ในขณะเดียวกัน ที่วิลล่าตระกูลซ่งนั้นกำลังวุ่นวายโกลาหล
“อะไรนะ? มันขึ้นรถคนอื่นไปเหรอ?” ซ่งจื้อหย่วนผู้เป็นพ่อตบโต๊ะและลุกพรวดขึ้นมา “ นังเด็กคนนี้ไม่เห็นหัวคนในบ้านบ้างเลยหรือไง! ”
หลินหย่าจือผู้เป็นแม่ปาดน้ำตา “แกคงยังแค้นที่พวกเราให้แกไปติดคุกแทนโหรวโหรวหรือเปล่าคะ? แต่โหรวโหรวถูกเลี้ยงมาแบบไข่ในหิน จะไปทนลำบากในคุกไหวได้ยังไง...”
“แม่คะ อย่าเสียใจไปเลยนะคะ” ซ่งอันโหรวเดินออกมาจากห้องครัวพร้อมจานคุกกี้ที่เพิ่งอบเสร็จใหม่ ๆ ขอบตาแดงก่ำเหมือนกระต่ายตัวน้อย “เป็นความผิดของหนูเอง ถ้าตอนนั้นหนูไม่หน้ามืดตามัวทำเรื่องผิดพลาด พี่เขาก็คงไม่ต้อง... เดี๋ยวหนูจะไปตามพี่กลับมาเองค่ะ! ”
“เหลวไหล!” พี่ใหญ่อย่างซ่งอันหมิงรีบห้ามเธอไว้ “ร่างกายเธอยิ่งไม่แข็งแรงอยู่ จะเที่ยววิ่งวุ่นไปทั่วได้ยังไง? เจ้ารอง ตกลงรถคันนั้นมันรถใคร? ”
ซ่งอันชวนขมวดคิ้วแน่น “เลขทะเบียนเรียงกันสวยขนาดนั้น น่าจะเป็น...” จู่ ๆ เขาก็เบิกตากว้าง “ผมนึกออกแล้ว! นั่นมันรถของซ่างกวนหวายจือ! เดือนก่อนผมเจอในงานประชุมการเงิน! ”
“ซ่างกวนกรุ๊ปเหรอ?” ซ่งอันหมิงหน้าถอดสีทันใด “ซ่งอันหรานไปรู้จักคนระดับนั้นได้ยังไง? ”
ห้องรับแขกตกอยู่ในความเงียบอันชวนขนหัวลุก
ซ่างกวนกรุ๊ปกับซ่งซื่อเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันมาตลอด ถ้าซ่งอันหรานไปจับมือกับฝั่งนั้นได้จริง ๆ...
“เป็นไปไม่ได้หรอกค่ะ” ซ่งอันโหรวพูดแทรกขึ้นมาทันควัน น้ำเสียงหวานเลี่ยนจนน่าเอียน “พี่เขาโตมาในบ้านนอก แล้วก็ติดคุกอยู่ตั้งสามปี จะมีโอกาสไปรู้จักตระกูลซ่างกวนได้ยังไงคะ? ต้องเป็นเรื่องบังเอิญแน่ ๆ ”
เธอก้มหน้างุดเพื่อซ่อนแววตาอำมหิต นังนั่นจะมีปัญญาไปเกาะแกะซ่างกวนหวายจือได้ยังไง? ต้องเป็นเรื่องเข้าใจผิดแน่ ๆ แต่ไม่เป็นไรหรอก ในเมื่อออกมาแล้ว เธอก็มีวิธีอีกนับไม่ถ้วนที่จะเขี่ยซ่งอันหรานกลับลงนรกนั่นอีกครั้ง
คราวนี้... อย่าหวังจะได้ออกมาอีกตลอดกาล!
“แปะ แปะ……”
หลังจากซ่งอันหรานเก็บของเสร็จ เธอก็เดินลงมาข้างล่าง ขณะที่กำลังครุ่นคิดถึงแผนการขั้นต่อไปอยู่นั้น ซ่างกวนหวายจือก็ยกมือขึ้นปรบเบา ๆ สองครั้ง เสียงฝีเท้าที่เป็นระเบียบพลันดังขึ้นภายในวิลล่า
คนรับใช้ที่ผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีกว่าสามสิบคนเดินเรียงแถวออกมาจากโถงด้านใน แบ่งเป็นสามแถวและยืนประจำที่
ผู้ที่ยืนนำอยู่ด้านหน้าคือหญิงวัยกลางคนอายุราวสี่สิบปี เธอโน้มตัวลงเล็กน้อยแล้วเอ่ยอย่างนอบน้อมว่า “สวัสดีค่ะคุณซ่ง ดิฉันเป็นแม่บ้านชื่อจางเสวี่ยเหลียน เรียกดิฉันว่าป้าเหลียนก็ได้ค่ะ ”
ทันทีที่สิ้นเสียงของเธอ เหล่าคนรับใช้ด้านหลังก็กล่าวทักทายขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียง “สวัสดีค่ะ คุณซ่ง! ”
ซ่งอันหรานเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองซ่างกวนหวายจือ
“คุณซ่างกวนคะ นี่คือ……? ”
มุมปากของชายหนุ่มกระตุกยิ้มที่มุมปาก น้ำเสียงราบเรียบ หากแต่เด็ดขาดจนไม่อาจโต้แย้ง “ตระกูลซ่งไม่ให้เกียรติคุณ แต่ผมจะให้เกียรติคุณเอง”
หัวใจของซ่งอันหรานกระตุกวูบ
เธอเพิ่งออกจากคุก แถมยังแตกหักกับตระกูลซ่งอย่างสิ้นเชิง อีกไม่นานวงสังคมชั้นสูงก็คงรู้ข่าวเรื่องที่เธอถูกครอบครัวทอดทิ้งแล้ว ถึงตอนนั้น ใคร ๆ ก็สามารถเหยียบย่ำเธอได้ตามอำเภอใจทั้งนั้น
แต่การกระทำของซ่างกวนหวายจือในครั้งนี้ เท่ากับประกาศให้ทุกคนรู้ว่า ซ่งอันหราน...คือคนของเขา
“ขอบคุณค่ะคุณซ่างกวน” เธอเอ่ยขอบคุณเสียงแผ่ว แต่ในใจกลับรู้ดีกว่าใครว่าผู้ชายคนนี้ไม่ใช่คนใจบุญสุนทาน ที่เขาให้เกียรติเธอ ก็เพราะเธอยังมีผลประโยชน์เท่านั้นเอง
แต่ก็ช่างปะไร
เมื่อเทียบกับญาติพี่น้องจอมปลอมพวกนั้นแล้ว “พันธมิตร”อย่างซ่างกวนหวายจือถือว่าน่าไว้ใจกว่าเยอะ
“ป้าเหลียนอยู่กับผมมาหลายปีแล้ว มีอะไรให้เธอจัดการได้เลย” พูดจบซ่างกวนหวายจือก็หันหลังเดินออกไป
ซ่งอันหรานรีบสาวเท้าตามไปทันที “คุณซ่างกวนคะ เรื่องความร่วมมือของเรา…… ”
ฝีเท้าของชายหนุ่มไม่ได้หยุดชะงักแม้แต่น้อย ทว่าน้ำเสียงกลับดังกระทบโสตประสาทเธออย่างชัดเจน “ไม่ต้องรีบ ผมคาดหวังในความสามารถของคุณซ่งอยู่นะ ”
ทันทีที่สิ้นเสียงนั้น ประตูรถมายบัคก็ปิดลง เครื่องยนต์ส่งเสียงครางต่ำ ๆ ก่อนที่ตัวรถจะแล่นออกจากวิลล่าไปอย่างรวดเร็ว
...นี่เขาทิ้งเธอไว้ตรงนี้ดื้อ ๆ เลยเหรอ?
ซ่งอันหรานหรี่ตาลงเล็กน้อย ก็จริงด้วย ตอนนี้เธอมีเวลาถมเถ ค่อย ๆ วางแผนเดินหมากไปก็แล้วกัน
“คุณซ่งคะ นี่เป็นบัตรที่คุณซ่างกวนเตรียมไว้ให้คุณค่ะ” ป้าเหลียนยื่นแบล็คการ์ดใบหนึ่งมาให้ “วงเงินไม่จำกัด คุณใช้ได้ตามสบายเลยค่ะ ”
ซ่งอันหรานรับบัตรมา มุมปากพลันขยับยกเป็นรอยยิ้มจาง
...ซ่างกวนหวายจือนี่ช่างใจป้ำจริง ๆ
“คุณเพิ่งออกมา น่าจะต้องพักผ่อนฟื้นฟูร่างกายสักหน่อย” ป้าเหลียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “น้ำร้อนเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว อาบน้ำเสร็จแล้วป้าจะพาเดินชมบ้านนะคะ ”
ซ่งอันหรานพยักหน้ารับ และเดินตามสาวใช้ขึ้นไปชั้นสอง
ภายในห้องน้ำ อุณหภูมิน้ำกำลังพอดี กลิ่นหอมของน้ำมันกุหลาบและเครื่องหอมช่วยผ่อนคลายประสาทได้อย่างเยี่ยมยอด เธอเอนกายพิงขอบอ่าง พลางหลับตาลงและนึกย้อนถึงแผนการที่วางไว้ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมา......
หลังจากที่กลับเกิดใหม่ เธอก็รีบติดต่อซ่างกวนหวายจือทันที
เมื่อชาติก่อนตอนเป็นดวงวิญญาณที่ล่องลอย เธอเคยเห็นซ่างกวนหวายจือเปิดศึกธุรกิจกับตระกูลซ่งกับตา ผู้ชายคนนี้ลงมือโหดเหี้ยม แต่มีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง... นั่นคือเขาไม่เคยเอาเปรียบคนของตัวเองเลย
ดังนั้น เธอเลยยอมเสี่ยงดวงดูสักตั้ง
เธอคาดการณ์เหตุการณ์หุ้นตกหนักล่วงหน้าสามครั้ง และบอกวิธีหลบเลี่ยงความเสี่ยงให้ซ่างกวนหวายจือได้อย่างแม่นยำ สิ่งแลกเปลี่ยนก็คือ เขาจะต้องช่วยให้เธอออกจากคุกก่อนกำหนด และสนับสนุนเงินทุนให้
ส่วนคำสัญญาของเธอก็คือ ภายในสามเดือน เธอจะทำกำไรคืนให้เขาเป็นสิบเท่า
“ซ่างกวนหวายจือ การค้าครั้งนี้ คุณไม่มีทางขาดทุนหรอก” เธอพึมพำเสียงแผ่ว มุมปากกระตุกยิ้มเย้ยหยันอย่างเย็นชา
เธอไม่เพียงต้องการให้ตระกูลซ่งชดใช้กรรมเท่านั้น แต่ยังจะทำให้พวกเขาต้องเบิกตามองเธอ ยืนอยู่บนจุดสูงสุดแบบที่ชาตินี้ทั้งชาติพวกเขาก็ไม่มีวันเอื้อมถึง!
หลังจากอาบน้ำแต่งตัว ซ่งอันหรานก็สวมชุดเดรสโอต์กูตูร์คอลเลกชันฤดูกาลปัจจุบันที่ป้าเหลียนเตรียมไว้ให้ ผมยาวดัดลอนเล็กน้อย แต่งหน้าอย่างประณีต บุคลิกเปลี่ยนไปเป็นคนละคน
ป้าเหลียนมองด้วยสายตาตกตะลึงวูบหนึ่ง ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมา “คุณซ่งเหมาะกับสไตล์นี้มากเลยค่ะ ”
ซ่งอันหรานเพียงยิ้มบาง ๆ “ช่วยสืบเรื่องคนคนหนึ่งให้ทีสิคะ ชื่อจางฉู่ฉู่ ”
ในเมื่อจะเริ่มต้นใหม่ การรวบรวมขุมกำลังพลและซื้อใจผู้คน ก็คือก้าวแรกที่ต้องลงมือทำ!
หนึ่งชั่วโมงต่อมา ณ เหิงหลงพลาซ่า
สถานที่แห่งนี้เป็นแหล่งรวมสินค้าแบรนด์เนมระดับท็อป ทันทีที่ซ่งอันหรานก้าวเข้าไปในร้าน “LUMOS” พนักงานก็รีบเข้ามาต้อนรับ
“คุณผู้หญิงคะ ไม่ทราบว่าต้องการชุดสไตล์ไหนคะ? ”
ซ่งอันหรานยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เสียงหวานหยดย้อยสายหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากด้านหลัง...
“พี่รองคะ ชุดนี้สวยจังเลยค่ะ! ”
ปลายนิ้วของซ่งอันหรานชะงักกึก ก่อนจะค่อย ๆ หันหลังกลับไปมอง
...ซ่งอันโหรวกำลังควงแขนกับซ่งอันชวน ชี้ไม้ชี้มือไปที่ชุดราตรีราคาสองล้านห้าแสนบาทอย่างออดอ้อน
ซ่งอันชวนขยี้กลุ่มผมเธอเบา ๆ อย่างตามอกตามใจ “งั้นก็ลองดูสิ ถ้าชอบก็ซื้อเลย ”
พนักงานร้านทำสีหน้าลำบากใจ “ขอประทานโทษครับ ชุดนี้เป็นรุ่นลิมิเต็ด ไม่สามารถลองใส่ได้ครับ ”
สีหน้าของซ่งอันชวนเคร่งขรึมลงทันตา “หมายความว่ายังไง กลัวพวกเราไม่มีปัญญาจ่ายเหรอ? ”
พนักงานรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน “เปล่าครับ เพียงแต่เป็นกฎของทางแบรนด์…… ”
“ชุดนี้ ฉันจองแล้วค่ะ ”
จู่ ๆ น้ำเสียงอันเย็นเยียบของหญิงสาวคนหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมา