การเดินทางที่ยาวนานนับสามเดือนนี้แทบจะสูบวิญญาณของนางและครอบครัวออกไปจนหมด เกาซื่อนำข้าวต้มมาให้บุตรสาวที่ตั้งแต่ตื่นมาก็นั่งเหม่ออยู่บนเตียงเท่านั้น
"เยว่เออร์กินข้าวเสียหน่อยลูก เสบียงที่มีมาใกล้หมดแล้วแต่อีกไม่กี่วันก็จะเดินทางถึงเมืองโยวเป่ยที่พวกเราต้องไปอยู่แล้ว เจ้าก็อดทนอีกหน่อยนะลูก" เกาซื่อส่งชามให้จินเยว่พร้อมทั้งลูบหัวนาง
"ท่านแม่ ข้า ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน" จินเยว่เอ่ยด้วยเสียงสะอื้น เป็นเพราะนางคิดถึงคุณแม่ของนางมากจริงๆ แล้วมารดาของร่างนี้ก็เหมือนแม่ของนางราวกับคนเดียวกัน ความโหยหาตลอดสามปีที่ผ่านมามันกลั่นออกมาเป็นคำพูดมิได้ มีเพียงกอดที่นางส่งไปให้เกาซื่อเท่านั้นที่บอกความรู้สึกของนางออกมาทั้งหมดแทน
"เจ้าลูกคนนี้ เพียงหลับไปสามวันเท่านั้น จะมาคิดถึงแม่ได้อย่างไร" นางแสร้งดุแต่มือข้างที่ไม่ได้กอดบุตรสาวก็ยกขึ้นปาดน้ำตาทิ้งตลอด สวรรค์เท่านั้นที่จะรู้ว่านางกลัวสูญเสียบุตรสาวมากเพียงใด
เสวี่ยป๋อเหวินที่เข้ามาเห็นสองแม่ลูกกอดกันร้องไห้ก็รีบเดินเข้ามาสอบถามทั้งคู่ว่าเป็นอันใด เมื่อรู้เรื่องก็ดึงทั้งคู่มากอดพร้อมทั้งพร่ำบอกว่าเป็นตนเองที่อ่อนแอจนถูกคนใส่ร้าย
จินเยว่ลอบสาบานในใจว่านางจะหาหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ของบิดา และจะเอาคืนคนที่ทำให้ครอบครัวของนางเป็นเช่นนี้อย่างสาสมเป็นแน่
เมื่อทั้งสามคนหยุดร้องไห้แล้วจินเยว่เล่าเรื่องของนางให้บิดาและมารดารู้เพราะหากนางมีพฤติกรรมที่แปลกไปพวกเขาจะได้ไม่นึกสงสัย จินเยว่คนเก่านั้นเรียบร้อยอ่อนหวาน เพียบพร้อมด้วยสี่คุณธรรม (กรอบคุณธรรมที่ใช้อบรมสตรีชั้นสูง กิริยาเพียบพร้อม พูดจาอ่อนน้อม รูปร่างหน้าตาสะอาดสะอ้าน การบ้านการเรือนไม่ขาด) สามคล้อยตาม (หญิงที่ยังไม่ออกเรือนต้องเชื่อฟังบิดา ออกเรือนต้องเชื่อฟังสามี สิ้นสามีต้องเชื่อบุตรชาย) สมกับเป็นสตรีในห้องหออย่างแท้จริง แต่นางในตอนนี้มิได้เป็นเช่นนั้น
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ามีเรื่องต้องบอกพวกท่าน" จินเยว่เล่าเรื่องที่นางหลับไปสามวันแล้วหลุดไปอีกภพหนึ่งนางใช้ชีวิตอีกโลกหนึ่งเพียงลำพังเพราะเสียบิดามารดาไปกับอุบัติเหตุ ในโลกหนึ่งมีสิ่งของแปลกประหลาดที่ต่างจากที่นี่มากมาย รถม้าก็เปลี่ยนเป็นรถยนต์ที่วิ่งได้เร็วกว่า เครื่องบินที่เดินทางบนฟ้าได้ อาวุธปืนที่มีอานุภาพมากกว่าธนู เครื่องอำนวยความสะดวกที่ไม่จำเป็นต้องมีแรงงานทาส มีไฟฟ้าให้ใช้โดยไม่ต้องหวังเพียงแค่แสงเทียนหรือคบเพลิง
ตอนนี้สองสามีภรรยาตกใจจนเสียขวัญตั้งแต่ได้ยินที่บุตรสาวพูดว่านางหลุดไปอีกภพหนึ่งเมื่อสามวันที่แล้ว เรื่องราวต่างๆที่บอกเล่าออกมาจากปากน้อยๆของนางสร้างความตื่นเต้นให้เสวี่ยป๋อเหวิน ยิ่งธนาคารรับฝากเงินที่บุตรสาวเล่าเขาอยากให้มีเกิดขึ้นในแคว้นของตน แต่ตอนนี้เขาจะทำอันใดได้ แค่ชีวิตของบุตรสาวเขายังแทบจะยื้อไว้ไม่ได้เลย
ระหว่างเดินทางจินเยว่ที่ร่างกายเริ่มกลับมาแข็งแรงนางก็ทนไม่ได้ที่จะกินเพียงแผ่นแป้งกับเนื้อแห้งเท่านั้น และเมื่อหยุดแวะพักนางขอยืมมีดสั้นจากทหารวัยสิบหกคนหนึ่ง แล้วเดินหายเข้าไปในป่าเพียงลำพัง แต่นางรู้ว่ามีตนตามนางออกมา คงคิดว่านางจะหาทางหลบหนี นางจึงมิได้สนใจ
เมื่อเดินไปได้ไม่ไกลนางก็พบกับไก่ป่าสองตัว นางเลือกตัวที่ใหญ่ที่สุดแล้วขวางมีดสั้นในมือออกไปทันที ลู่ซาน คือทหารที่องค์รัชทายาทส่งมาปะปนในขบวนเดินทางเพื่อคอยดูแแลเสนาบดีเสวี่ย ที่เขาเดินตามคุณหนูเสวี่ยออกมาเพราะกลัวว่านางจะเกิดอันตราย แต่ไม่คิดว่านางจะออกมาหาจับไก่ป่า และนางยังสามารถจับได้อีกด้วย
ตอนที่ลู่ซานยังตกตะลึงอยู่นั้นจินเยว่ก็จับไก่ป่าเพิ่มได้อีกสองตัว ตอนนี้นางหิ้วไก่ป่าทั้งสามออกมาจากป่าแล้ว
"ไม่ต้องหลบแล้ว ช่วยข้าถือหน่อย" นางส่งไก่ป่าให้ลู่ซาน เพราะในห่อเสื้อของนางยังมีไข่อีกเกือบสิบฟองด้วย ทั้งคู่เดินกลับถึงที่พักนางก็ลงมือกับไก่ทั้งสามตัวทันที โดยมิได้ร้องขอให้ทหารคนใดช่วยนาง ลู่ซานจึงเดินเข้าไปช่วยเหลือนาง เขานำไก่ที่จัดการถอนขนนำเครื่องในออกแล้วไปย่าง
จินเยว่นำเครื่องในไก่ที่กินได้มาเสียบไม้ที่นางเหลาไว้แล้วไปย่างด้วย ลู่ซานมองสิ่งที่นางนำมาอย่างตกตะลึง คุณหนูเสวี่ยนางกล้ากินของสกปรกเช่นนี้หรือ เกาซื่อมองบุตรสาวที่ลงมือทำอาหารเองและยังอยู่ท่ามกลางบุรุษโดยไม่ได้รู้สึกเขินอายเลย แต่เมื่อนึกถึงสิ่งที่บุตรสาวต้องพบเจอในอีกโลกนึกน้ำตานางก็คลอเพราะสงสารบุตรสาว นางกับสามีเชื่อบุตรสาวอย่างสุดใจว่าเรื่องที่นางเล่าคือเรื่องจริง
กลิ่นไก่ย่างพร้อมเครื่องในเรียกน้ำย่อยให้ทั้งขบวนเดินทางได้อย่างดี ไม่มีใครที่ท้องจะไม่ร้องแม้แต่เกาซื่อด้วย จินเยว่นำไก่หนึ่งตัวกับเครื่องในสองไม้ไปให้บิดามารดา ทหารที่เหลือได้ไก่สองตัวแล้วยังมีเครื่องในไก่อีกสี่ไม้ หากแบ่งกันกินก็สามารถกินได้ครบทุกคน นับว่าอาหารมื้อนี้สร้างความชื่นชมที่ทุกคนมีกับคุณหนูเสวี่ยเพิ่มขึ้น แม้แต่ของสกปรกก็อร่อยยิ่งนักเมื่ออยู่ในมือคุณหนูเสวี่ย
แม้หลายคนจะแปลกใจที่นางเปลี่ยนไปก็ตาม วันแรกที่โดนควบคุมตัวมา คุณหนูเสวี่ยได้แต่ร้องไห้ พวกตนเข้าใกล้ก็หวาดกลัว หลังจากที่นางล้มป่วยลงก็เหมือนกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ตอนนี้นางไม่ร้องไห้เสียใจอีกแล้ว แถมยังออกไปหาของป่ามาทำอาหารให้ทุกคนได้กินอีก
ตลอดการเดินทางที่เหลือจินเยว่เข้าป่าพร้อมทหารหลายนายและกับออกมาพร้อมเนื้อ เมื่อเดินทางผ่านเมืองที่มีตลาดทหารบางคนยังปลีกตัวออกไปหาซื้อเครื่องปรุงมาติดไว้ให้นางใช้ปรุงอีกด้วย ยิ่งได้เครื่องปรุงอาหารของจินเยว่ก็มีรสชาติที่ดียิ่งกว่าในเหลาอาหารดังเสียอีก
เมื่อเดินทางถึงเมืองโยวเป่ย คนที่รอรับต่างคิดว่าจะเห็นสภาพที่ย่ำแย่ของทุกคนแต่ผิดคาด ทหารทุกนายล้วนน้ำหนักขึ้นแม้แต่จินเยว่ที่ผายผอมลงในตอนแรกตอนนี้ก็มีน้ำมีนวลขึ้น เสวี่ยป๋อเหวินกับเกาซูฮวาก็ดูแข็งแรงขึ้นกว่าตอนที่ออกจากเมืองหลวงเพราะได้รับสารอาหารที่ครบ ในขบวนไม่มีใครล้มป่วยลงอีกเลย เพราะน้ำดื่มจินเยว่ยังสั่งให้ต้มก่อนที่จะกิน
คนที่มารอรับพวกเขาในครั้งนี้มีขุนนางหลายคนทั้งที่สนิทกับบิดาและคนฝ่ายตรงข้าม สายตาที่มองมามีทั้งเห็นใจและสะใจกับความโคร้ายที่ตระกูลเสวี่ยได้รับ คงมีเพียงเสวี่ยป๋อเหวินกับเสวี่ยจินเยว่ที่ไม่สนสายตาเหล่านั้น แต่มารดาของตนอับอายเกินกว่าจะเงยหน้ามามองใครได้
นอกจากสายตาที่เห็นใจและสะใจแล้วขุนนางบางคนยังมองจินเยว่อย่างประเมินนางเหมือนนางเป็นสิ่งของที่รอให้คนมาเลือกซื้อกลับไป ตอนที่จินเยว่อยู่เมืองหลวงนางก็ได้ชื่อมาหนึ่งในสาวงามของเมืองหลวง ยิ่งเมืองทางชายแดนไม่ต้องพูดถึงสาวงามเช่นนางจะหลุดออกมาได้นับว่ามีน้อยยิ่งนัก
ใครจะไม่ชื่นชอบสาวงาม หากได้นางมาอุ่นเตียงคงจะทำให้ชีวิตของพวกเขามีสีสันยิ่งนัก แต่ตอนนี้มีทั้งคนใจกล้าและคนที่ยังลังเลอยู่ ด้วยเรื่องของเสวี่ยป๋อเหวินยังไม่ถูกตัดสินบางคนจึงยังไม่กล้าที่จะลงมือ
แต่ที่สร้างความแปลกใจเพราะครั้งนี้มีท่านแม่ทัพจ้าวร่วมอยู่ด้วย
"ก็แค่ครอบครัวนักโทษที่โดนเนรเทศ จำเป็นให้ขุนนางทั้งเมืองมารอรับด้วยหรือ" จินเยว่หันไปมองตามเสียงที่พูดขึ้น
บุรุษผิวสีน้ำผึ้งใบหน้าคมเข้ม รูปร่างสูงใหญ่สมกับที่เป็นทหาร สีหน้าที่มองมาที่ครอบครัวนางมีแต่ความเหยียดหยาม เหมือนสะใจที่ครอบครัวของนางตกต่ำเช่นนี้ บิดาของนางก็มีใบหน้าที่เคร่งเครียดขึ้น มารดาของนางที่ก้มหน้าลงต่ำก็ยิ่งก้มต่ำลงไปอีก นางเชิดหน้าขึ้นมองอย่างท้าทาย ปากดีเช่นนี้สมควรได้รับการสั่งสอน แต่นางในตอนนี้อำนาจที่ตกต่ำของบิดาจะสั่งสอนให้ได้
นางได้แต่จดบัญชีแค้นนี้ไว้ในใจ หากมีวันใดที่นางเอาคืนได้ ความอับอายในครั้งนี้นางจะคืนให้เขาได้อับอายกว่าครอบครัวของนางอย่างแน่นอน
"ขออภัยที่ทำให้ทุกท่านต้องลำบาก ขุนนางต้องโทษเสวี่ยและครอบครัวขอตัวก่อน" เสวี่ยป๋อเหวินหันไปก้มหัวอย่างขออภัยให้แม่ทัพจ้าว และขุนนางที่มารอรับและรอดูความสนุก
ก่อนที่ขบวนของขุนนางต้องโทษจะเดินผ่านไป จินเยว่เดินผ่านหน้าจ้าวตงหยางแล้วพูดโดยไร้เสียงว่า "ไอ้เวรเอ๋ย" จ้าวตงหยางไม่รู้ว่าที่นางพูดหมายความว่าอย่างไรแต่คงไม่ใช่คนชมเป็นแน่
ลู่ซานนำครอบครัวเสวี่ยไปส่งถึงที่พักในหมู่บ้านหวงลี่ เป็นบ้านสามห้องนอน หนึ่งห้องโถง หนึ่งห้องครัว พื้นที่ในบ้านมีไม่มาก แต่ก็พอให้จินเยว่ปลูกผักปแปลงเล็กๆไว้กินเอง หรือเลี้ยงไก่ไว้กินไข่ได้สักสิบตัว ก่อนที่ลู่ซานจะจากไปเขาส่งตั๋วเงินให้เสวี่ยป๋อเหวินไว้พันตำลึง เป็นเงินที่องค์รัชทายาทฝากมาให้ หากให้มากกว่านี้จะเป็นที่สงสัยเอาได้
เพียงบ้านหลังนี้กับเงินพันตำลึงก็เพียงพอให้สามคนพ่อแม่ลูกใช้ชีวิตอย่างไม่ยากลำบากแล้ว นอกจากในหมู่บ้านแล้วพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ออกนอกพื้นที่อีก ตอนแรกลู่ซานก็จะได้อยู่คุ้มครองพวกเขาต่อ แต่เป็นแม่ทัพจ้าวที่เปลี่ยนทหารทั้งหมดใหม่ นางจึงได้ขอร้องให้ลู่ซานหาพ่อไก่แม่ไก่ และเมล็ดผักมาให้นางจำนวนหนึ่งก่อนที่จะไป
แต่ของเหล่านั้นก็โดนยึดไว้เสียก่อนที่จะถึงมือนาง จินเยว่ข่มความโกรธจนตาแดง นางเดินเข้าไปหาทหารหน้าประตูที่ยึดของนางไว้ตามคำสั่งท่านแม่ทัพ
"หากจวนแม่ทัพของเจ้าอดยากเพียงนั้นข้าก็ขอมอบของทั้งหมดให้แม่ทัพของพวกเจ้าก็แล้วกัน" ดวงตาที่เออคลอไปด้วยน้ำตาแห่งความโกรธ นางปรับเสียงให้อ่อนลง เพียงเท่านี้ทหารที่เห็นก็ล้วนใจอ่อนยวบ ใครจะทนให้สาวงามหลั่งน้ำตาได้
"คุณหนู เอ่อ แม่นางเสวี่ย เจ้ารอให้ข้าไปขออนุญาตจากแม่ทัพก่อนหากไม่มีสิ่งใดที่ผิดแม่ทัพย่อมไม่ห้ามให้เจ้านำของกลับไป" ทหารนายนั้นรีบหันหลังวิ่งออกไปที่ค่ายทหารซึ่งอยู่ไม่ไกลทันที หากยังอยู่เขากลัวว่าแม่นางเสวี่ยน้ำตาไหลออกมาเขาคงได้คืนของไปโดยที่ยังไม่ได้ไปขออนุญาตจากท่านแม่ทัพ
จินเยว่หันหลังกลับเข้าเรือนอย่างหัวเสีย หากเป็นไปได้นางก็อยากจะฝากคำด่าไปให้จ้าวตงหยางด้วย แต่ด้วยหน้าตาของนางหากบีบน้ำตาเล็กน้อยย่อมทำให้คนใจอ่อนอย่างง่าย นางใช้วิธีเช่นนี้ดีกว่า นอกจากจะได้คนเห็นใจแล้ว ยังทำให้คนของจ้าวตงหยางคิดว่าเขาเป็นบุรุษใจแคบรังแกผู้หญิงตัวน้อยๆได้อีกด้วย คิดได้เช่นนี้จินเยว่ก็คลายโทสะลง แล้วเดินไปช่วยมารดาเก็บกวาดเรือน
"ท่านแม่ท่านหยุดพักก่อนเถิด ส่วนที่เหลือลูกจัดการเองเจ้าค่ะ" นางแย่งผ้าในมือมารดามาถือไว้ แล้วเดินไปส่งบิดามารดาให้เข้าไปพักในห้อง
จินเยว่จัดการเรือนทั้งหลังไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำ ห้องครัว ห้องโถงนางลงมือจัดการอย่างรวดเร็ว ทหารที่คอยจับตาดูครอบครัวนางได้แต่มองตามอย่างไม่อยากเชื่อสายตา เพราะคุณหนูคนหนึ่งทำงานได้ราวกับเป็นคนใช้และยังรวดเร็วเสียด้วย
ยังดีที่รอบตัวเรือนนางไม่ต้องมานั่งถอนหญ้าด้วยเพราะลู่ซานให้ทหารที่มาส่งช่วยทำให้แล้ว ในเรือนยังมีต้นหอมหมื่นลี้อยู่ด้วย ตอนนี้กำลังออกดอกส่งกลิ่นหอมไปทั่วเรือน นางเดินเข้าไปหยิบผ้าสะอาดมาผืนพร้อมกระจาดที่มีอยู่ในครัว