ภายในห้องร้างที่มีแต่เพียงเสื่อเก่าๆ ปูทับบนกองฟางและผ้าห่มผืนบางเบาที่แทบจะเรียกได้ว่าเป็นเศษผ้าขี้ริ้วจึงจะถูก ร่างของหญิงสาวหน้าตามอมแมม ถูกขังเอาไว้ภายในห้องดังกล่าวที่อยู่ท้ายจวน ไม่ให้เห็นแสงตะวันและจันทรา
ร่างของนางผ่ายผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกได้ดื่มแต่น้ำฝนเท่านั้นเพื่อประทังชีวิตให้อยู่รอดต่อไป แต่คนที่นำมาขังนั้นตั้งใจฆ่านางให้ตายทางอ้อมอย่างเงียบสนิทที่สุด
สายลมเย็นยะเยือกพาดผ่านเข้ามาตามช่องลมจนภายในห้องเหน็บหนาวไปถึงกระดูก ริมฝีปากทั้งล่างและบนแตกระแหงจนเลือดไหลแห้งกรังเกาะติดอยู่บนริมฝีปากงามของหญิงสาวไปเอง ถานเย่ย่าบุตรีคนโตของเสนาบดีถานอี้เฉิน ที่เกิดจากฉางฮูหยินหรือฉางอู๋ถง ภรรยาเอกที่สิ้นชีพลงทันทีที่ให้กำเนิดถานเย่ย่า และเพราะการเสียชีวิตของฮูหยินอันเป็นที่รักทำให้ถานอี้เฉินเสียใจต่อการจากไปของนางอย่างยิ่งยวด
ทันทีที่นางเกิดมาก็ทำให้คนเป็นแม่ต้องตาย ถานอี้เฉินจึงส่งตัวบุตรสาวให้ไปอยู่ที่อื่นโดยฝากน้องสาวภรรยาที่สามีเสียชีวิตไปเพราะถูกเกณฑ์ไปทำสงครามต่างแคว้นและนางก็เป็นหมันจึงทำให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว
ด้วยเหตุนี้ถานอี้เฉินจึงส่งบุตรสาวที่เกิดจากภรรยาที่เขารักนางเป็นที่สุด ซึ่งยังไม่อาจทำใจมองหน้าบุตรสาวที่เกิดมาได้ จึงส่งทารกน้อยมาให้ฮว่านฮูหยินน้องสาวภรรยาที่ไร้บุตรให้นางเลี้ยงและดูแลแทน
โดยถานอี้เฉินส่งแต่เงินมาให้กับฮว่านฮูหยินเดือนละหนึ่งร้อยตำลึงเงินเท่านั้น แต่กลับไม่เคยมาเยี่ยมลูกสาวเลยแม้แต่ครั้งเดียวและภายหลังถานอี้เฉินได้แต่งงานใหม่กับบุตรสาวจากตระกูลขุนนางชั้นสูงจากแคว้นเจียงและมีบุตรชายหญิงด้วยกันถึงสามคน หากรวมถึงอนุภรรยาอีกสามคนซึ่งล้วนให้กำเนิดบุตรชายด้วยกันทั้งสิ้น ถานอี้เฉินมีบุตรชายถึงเก้าคนและมีบุตรสาวเพียงคนเดียวที่เกิดจากฮูหยินคนใหม่ของเขาซึ่งฉู่อ๋องพระราชทานนางมาให้
การแย่งชิงเพื่อเป็นคนโปรดของบรรดาบุตรชายจึงเกิดการห้ำหั่นกันอย่างเข้มข้นระหว่างคุณชายที่เกิดจากฮูหยินคนใหม่ที่เป็นเมียพระราชทานจากฮ่องเต้และลูกอนุภรรยา
มีเพียงบุตรสาวเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เกิดจากฮูหยินคนใหม่ซึ่งให้กำเนิดบุตรสาวคนที่สองหลังจากคนแรกเป็นบุตรชายและในปีถัดมาก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายซึ่งเป็นคนที่สามจากฮูหยินคนใหม่ผู้นี้ ด้วยนางขึ้นชื่อได้ว่าเป็นสตรีที่เลื่องชื่อในความงามจากแคว้นเจียง จึงทำให้ถานอี้เฉินโปรดปรานฮูหยินผู้นี้มากกว่าภรรยาทุกคน
แต่บุตรสาวคนโตที่เกิดจากฮูหยินคนแรกของฉางอู๋ถงกลับถูกลืมเลือนไปจากความทรงจำของคนเป็นพ่อ นางถูกละเลยและไม่ใส่ใจชีวิตความเป็นอยู่ของบุตรสาวคนนี้แม้แต่น้อยมีเพียงแค่ส่งเงินไปให้เดือนละหนึ่งร้อยตำลึงไปให้เท่านั้น เพื่อเอาไว้ใช้จ่ายอย่างไม่ขัดสนอย่างน้อยก็ยังคิดเห็นว่าเป็นลูกที่เกิดจากอดีตฮูหยินผู้ล่วงลับ จวบจนกระทั่งฉู่อ๋องได้มีพระบัญชาให้มีการคัดเลือกพระชายาให้แก่ชินอ๋องซึ่งเป็นพระอนุชา
โดยบุตรีคนโตของขุนนางในระดับเสนาบดีและจากตระกูลขุนนางเก่ารวมไปถึงคหบดีที่มีความสัมพันธ์กับเชื้อพระวงศ์ของแคว้นฉู่จะต้องถูกส่งตัวเข้าวังหลวงเพื่อทำการคัดเลือกพระชายา
ในขณะที่ตระกูลถานบันทึกของพลเมืองภายในแคว้นฉู่ทะเบียนเกิดกลับปรากฏชื่อของถานเย่ย่าซึ่งเกิดจากฉางฮูหยิน เป็นบุตรีคนโตของตระกูล ด้วยเหตุนี้รายชื่อของนางจึงถูกเรียกให้เข้าร่วมการคัดเลือกพระชายาให้แก่ชินอ๋องในครั้งนี้
เป็นเหตุให้ถานหยี่เหยียนซึ่งเป็นบุตรสาวที่เกิดจากฮูหยินคนใหม่เกิดความไม่พอใจอย่างยิ่งยวด รวมไปถึงเหลียนฮูหยินซึ่งคนเป็นแม่เจ็บแค้นแทนลูกเสียยิ่งกว่า ที่ลูกสาวของอดีตฮูหยินผู้วายชนม์ไปนานแล้วกลับมีชื่อเข้ารับการคัดเลือกพระชายาชินอ๋องในครั้งนี้ แทนที่จะเป็นถานหยี่เหยียนซึ่งเป็นลูกสาวของนาง แต่เพราะทะเบียนพลเรือนไม่อาจแก้ไขได้และทั่วทั้งแคว้นฉู่ต่างล่วงรู้กันอย่างถ้วนหน้าว่าถานอี้เฉินมีบุตรสาวคนโตที่เกิดจากฉางฮูหยิน
แรงริษยาและความทะเยอทะยานของถานหยี่เหยียนรวมไปถึงเหลียนฮูหยินซึ่งต้องการให้ลูกสาวของนางได้เข้าไปเป็นหนึ่งในพระชายาหรือพระสนมของชินอ๋อง
เพื่ออยากให้ลูกสาวคนโปรดสมหวัง เหลียนฮูหยินจึงได้ลงมือวางแผนจ้างวานให้คนลักพาตัวถานเย่ย่าในขณะที่นางกำลังปลูกผักอยู่ในไร่นำมากักขังไว้อยู่บริเวณท้ายจวนตระกูลถานเพื่อไม่ให้ถานอี้เฉินไปรับนางกลับมาเข้ามาร่วมการคัดเลือกพระชายาชินอ๋อง
สองแม่ลูกมีคำสั่งให้นำบุตรสาวคนโตของตระกูลถานในวัย 20 ปี ซึ่งใช้ชีวิตอยู่ในชนบทที่หมู่บ้านเล็กๆ ท่ามกลางป่าเขาเต็มไปด้วยธรรมชาติและเพื่อนบ้านที่เป็นมิตร นางถูกลักพาตัวล่องแม่น้ำมากับเรือจนมาถึงจวนตระกูลถานและถูกนำไปขังไว้ที่เรือนร้างท้ายจวนที่ไม่เคยมีผู้ใดย่างกายเข้ามาใกล้
ด้วยเพราะอยู่ห่างไกลจากเรือนใหญ่มากยิ่งนักประกอบกับพื้นที่ภายในจวนตระกูลถานก็กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา มีพื้นที่ได้รับพระราชทานจากการทำความดีความชอบจากฉู่อ๋อง จึงถูกละเลยไม่มีผู้ใดสนใจเรือนร้างที่มีอยู่หลายหลังบริเวณท้ายจวนแต่อย่างใด
และการหายตัวไปของถานเย่ย่าอย่างไร้ร่องรอยทำให้ทุกคนเข้าใจว่า นางหลบหนีบิดาเพื่อไม่ให้นำนางกลับเมืองหลวงเพื่อเข้าร่วมคัดเลือกพระชายาชินอ๋อง ทำให้ถานอี้เฉินหัวเสียเป็นอย่างมากที่ได้รับรายงานกลับมาเช่นนั้นแต่ในขณะเดียวกันอีกใจหนึ่งเป็นห่วงลูกสาวคนโตด้วยเช่นกัน
เพราะไม่มีผู้ใดล่วงรู้ว่าบุตรสาวคนโตของเขาพำนักอยู่ที่ไหน ยกเว้นเหลียนฮูหยินเท่านั้นที่ล่วงรู้ว่าเขาส่งเงินให้บุตรสาวคนโตไปที่เมืองตวนหงทุกเดือนไม่เคยขาดตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ถานอี้เฉินมีความคิดที่จะทำหนังสือแจ้งกลับไปยังวังหลวง เพื่อส่งถานหยี่เหยียนเข้าคัดเลือกแทนถานเย่ย่าที่หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยโดยตั้งใจที่จะแจ้งกลับไปว่าบุตรสาวคนโตของเขาได้สูญหายไปขณะเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ไปทุกพื้นที่ของแคว้นฉู่
จนบัดนี้ก็ยังไม่พบตัวสมดั่งใจของสองแม่ลูกที่สามารถก้าวเข้ามาแทนที่ถานเย่ย่าได้เป็นผลสำเร็จ และภาวนาขอให้นางสิ้นใจตายคาเรือนร้างเพราะกว่าจะมีคนมาพบศพก็ไม่สามารถล่วงรู้ว่า ซากศพนั้นเป็นของผู้ใดซึ่งไม่สามารถพิสูจน์ได้เลย
ในขณะเดียวกันถานอี้เฉิน ก็ยังมีคำสั่งให้ออกค้นหาบุตรสาวคนโตอีกครั้ง เพื่อให้แน่ใจก่อนจะทำหนังสือส่งไปที่วังหลวงว่าจะเปลี่ยนให้ถานหยี่เหยียนเข้าไปคัดเลือกพระชายาแทน
ด้วยเพราะคนเป็นพ่อรู้สึกสังหรณ์ใจว่า บุตรสาวคนโตกำลังได้รับอันตราย อีกทั้งการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยนั้นหากจะกล่าวกันว่านางตั้งใจหลบหนีบิดา เพื่อไม่ต้องการเข้าเมืองหลวงไปคัดเลือกพระชายาของชินอ๋องในครั้งนี้ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีวันที่นางจะล่วงรู้ว่าคนเป็นพ่อส่งรถม้ามารับเข้าเมืองหลวงเพื่อกลับจวนสกุลถานด้วยสาเหตุอะไร
แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าเหลียนฮูหยินจะล่วงรู้ว่าถานเย่ย่าอยู่ที่ไหน เพราะนางดูแลบัญชีและทรัพย์สินทุกอย่างภายในจวนและล่วงรู้ว่าเขาส่งเงินให้บุตรสาวคนโตเดือนละหนึ่งร้อยตำลึงเงินซึ่งเป็นเงินส่วนตัวของถานอี้เฉิน ที่ได้แยกออกจากบัญชีเรือนของจวน
แต่นางก็ไม่เคยห้ามปรามหรือมาก้าวก่ายเรื่องนี้แต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังสนับสนุนให้สามีส่งเงินให้กับบุตรสาวผู้นี้มาโดยตลอดจึงทำให้ถานอี้เฉินไม่สงสัยในตัวเหลียนฮูหยินแม้แต่น้อย
หากแต่ในความเป็นจริงแล้วภายใต้ใบหน้างดงามและรอยยิ้มที่เป็นมิตรและมีไมตรีของเหลียนฮูหยินที่แสดงออกมานั้น เป็นเพียงหน้ากากที่ปิดบังนิสัยอันแท้จริงของนางที่มีความทะเยอทะยานและต้องการก้าวขึ้นมาเหนือกว่าสตรีทุกคน
นางได้ขึ้นมาเป็นนายหญิงของจวนสกุลถาน เป็นภรรยาเอกของขุนนางใหญ่ในราชสำนักฉู่ ซึ่งความใฝ่ฝันของนางไม่ได้ต้องการเป็นเพียงฮูหยิน ของชนชั้นขุนนางแต่ความจริงแล้วนางต้องการเข้าไปอยู่ในชนชั้นเชื้อพระวงศ์
แต่วาสนาของเหลียนฮูหยินนั้นไปไม่ถึงเมื่อนางไม่มีโอกาส แต่ลูกสาวของนางถานหยี่เหยียนยังมีโอกาส และนางต้องได้เข้าไปเป็นพระชายาของชินอ๋องให้ได้แม้จะไม่ได้ถูกเลือกให้เป็นชายาเอกก็ตามที แต่ถึงกระนั้นก็ขอให้เป็นหนึ่งในอนุชายา ถือได้ว่าไม่ออกแรงเสียเปล่า หลังจากนั้นนางจะผลักดันให้ลูกก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งให้ได้ในภายหลัง ดังนั้นการกำจัดถานเย่ย่าเป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น
และถานหยี่เหยียนก็มีนิสัยที่ได้รับการถ่ายทอดจากแม่มาอย่างเต็มรูปแบบ แต่จะแตกต่างก็ตรงที่เด็กสาวซึ่งมีอายุเพียงแค่ 15 ปีเท่านั้น เพิ่งจะผ่านพ้นพิธีปักปิ่นไปได้ไม่นานกลับมีใจโหดเหี้ยมและอำมหิตกว่าคนเป็นแม่มากมายหลายเท่ายิ่งนัก
กลางดึกในยามวิกาลเสียงฝีเท้าบ่งบอกว่ามีจำนวนเกินกว่าสองคนขึ้นไปกำลังเดินตรงมายังบริเวณเรือนร้างท้ายจวน ท่ามกลางความมืดมิดที่เต็มไปด้วยอากาศอันหนาวเหน็บ แสงจากคบไฟถูกจุดขึ้นจนลุกโชนไปทั่วเพื่อส่องแสงนำทาง ซึ่งเต็มไปด้วยใบไม้แห้งกองสูงเต็มทางเดินและปกคลุมเรือนร้างหลังนั้นก่อนที่ร่างของชายฉกรรจ์จำนวนสองคนและร่างของถานอี้เฉินเจ้าของจวนมาหยุดยืนอยู่บริเวณหน้ากระท่อมดังกล่าว
“พวกเจ้ารีบเข้าไปในกระท่อมว่ามีใครอยู่ในนั้นหรือเปล่า”เสนาบดีใหญ่สั่งบ่าวไพร่
“ขอรับ”บ่าวรับใช้ทั้งสองขานรับอย่างรวดเร็วพร้อมรีบเดินตรงไปยังเรือนร้างตรงหน้าก่อนจะเปิดประตูเข้าไปภายใน
เพียงครู่บ่าวรับใช้หนึ่งในนั้นรีบวิ่งออกมาจากกระท่อมอย่างรวดเร็วเพื่อกลับมารายงานถานอี้เฉิน
“มีแม่นางผู้หนึ่งอยู่ในกระท่อมขอรับใต้เท้า”สิ้นเสียงของบ่าวรายงาน ถานอี้เฉินรีบเดินตรงไปแทบจะวิ่งก็ว่าได้
ทันทีที่ก้าวเข้ามาภายในกระท่อมดังกล่าว สายตาเห็นร่างของหญิงสาวในวัย 20 ปีนอนนิ่งไม่ไหวติงในท่าคว่ำหน้าอยู่ในขณะนั้นใบหน้าถูกเส้นผมสีดำตกลงปรกหน้า ร่างกายผ่ายผอมจนแทบจะเหลือแต่โครงกระดูกก็ว่าได้ บริเวณข้อเท้าถูกล่ามโซ่เอาไว้กับเสาไม้กลางเรือนไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองและหนีออกไปจากที่นี่ได้
ถานอี้เฉินรีบตรงเข้าไปที่ร่างดังกล่าวพร้อมดึงคบไฟจากมือของบ่าวมาไว้ในมือ พลางพลิกร่างของหญิงสาวนางนั้นให้มาอยู่ในท่านอนหงายเพื่อพิจารณาใบหน้าของนางให้ชัดเจนว่ามีลักษณะตรงตามภาพวาดที่ฮว่านฮูหยินได้บอกลักษณะเด่นของบุตรสาวคนโตถางเย่ย่าหรือไม่
พรึบ! ร่างผอมของสตรีนางนั้นถูกพลิกกลับมาอยู่ในท่านอนหงายอย่างรวดเร็ว พร้อมแสงจากคบไฟสาดส่องใบหน้าของนางเผยรูปโฉมให้ถานอี้เฉินได้เห็นบุตรสาวคนโตของเขาถานเย่ย่า ที่เติบโตเป็นสาวเต็มตัวในวัย 20 ปี แม้ว่าจะถูกขังอยู่ภายในเรือนร้างแห่งนี้มานานเกือบเดือน อดข้าวและน้ำแต่นางก็แข็งแกร่งและมีชีวิตอยู่รอดมาได้จนถึงเวลานี้ท่ามกลางลมหายใจอันรวยริน
“ถงเอ๋อ!”ถานอี้เฉินเรียกชื่อฮูหยินคนแรกของเขาที่มักเรียกหานางอยู่เป็นประจำเมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องมีภาพวาดบอกตัวตนให้พิสูจน์ว่าจะใช่ถางเย่ย่าบุตรสาวคนโตของเขาหรือไม่ แต่ใบหน้าของนางเป็นตัวบ่งบอกได้เป็นอย่างดี
ด้วยใบหน้าของถานเย่ย่าถอดแบบคนเป็นแม่ฉางอู๋ถง ฮูหยิน คนแรกเจ้าของหัวใจของถานอี้เฉินผู้เป็นรักแรกและรักแท้ของเขาเพียงหนึ่งเดียวมาโดยตลอดตราบจนถึงทุกวันนี้ ไม่เคยมีวันใดที่สามารถลืมนางไปจากความทรงจำได้แม้แต่น้อย
ตุบ! คบไฟในมือร่วงหล่นตกลงสู่พื้นอย่างรวดเร็วพร้อมสองแขนรีบโผเข้าคว้าร่างงามของบุตรสาวนำมากอดเอาไว้แนบอก ด้วยหัวใจที่สำนึกผิดและสงสารบุตรสาวผู้นี้ของเขาอย่างยิ่งยวด
“พ่อขอโทษที่เพิ่งมาหาเจ้า! พ่อขอโทษจริงๆ ไม่ต้องกลัวนะพ่อมาช่วยเจ้าแล้ว”สิ้นเสียงคำกล่าวขอโทษถานอี้เฉินหันไปออกคำสั่งกับบ่าวรับใช้ทันที
“รีบจัดการตัดโซ่ที่ล่ามลูกข้าเอาไว้เร็วเข้า!”เสนาบดีใหญ่สั่งเสียงกร้าว
“ขอรับ!”บ่าวรับใช้ทั้งสองขานรับอย่างรวดเร็วพร้อมหนึ่งในนั้นเงื้อดาบที่มีใบมีดคมกริบและหนาซึ่งนำติดตัวมาด้วยฟันลงไปบนโซ่ดังกล่าวอย่างแรง
แกร๊ง!!! โซ่ที่มีขนาดไม่ใหญ่มากนักขาดออกจากกันตามแรงฟันอย่างรวดเร็ว ถานอี้เฉินกระชับร่างของลูกเอาไว้แนบอกพร้อมรีบอุ้มร่างลูกสาวคนโตออกมาจากกระท่อมแทบจะวิ่งเลยก็ว่าได้
“พอถึงจวนเจ้าคนใดคนหนึ่งรีบแยกไปตามหมอมาดูอาการลูกของข้าเดี๋ยวนี้! รีบไปอย่าได้ชักช้า”เสียงสั่งกำชับอย่างร้อนรน
ถานอี้เฉินรีบมุ่งหน้าเดินตรงกลับไปที่รถม้าซึ่งจอดรออยู่ตรงปากทางเข้าของเรือนร้างด้วยเส้นทางที่จะมุ่งหน้ามาท้ายจวนนั้นเต็มไปด้วยเนินดินและโขดหินมากมายกระจายไปทั่วบริเวณ
ท่ามกลางความมืดมิดมีเพียงแสงจากคบไฟลุกโชนอยู่สองดวงกำลังรีบเร่งเดินตรงไปยังรถม้าที่จอดรออยู่ในขณะนั้น โดยไม่ล่วงรู้เลยว่ามีร่างของใครบางคนซ่อนเร้นอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ในชุดคลุมสีดำทะมึนปกปิดร่างและศีรษะกำลังจับจ้องอยู่ที่ดวงไฟซึ่งกำลังลุกโชนพร้อมรอยยกยิ้มที่มุมปากปรากฏขึ้นอยู่บนใบหน้า
“ในที่สุดก็ช่วยออกมาได้เป็นผลสำเร็จแล้ว คราวนี้ก็เหลือแต่รีบกลับไปรับหน้าที่จวนเท่านั้น”เสียงพึมพำของหญิงสาวปริศนาในชุดคลุมสีดำทะมึนกล่าวออกมาแผ่วเบา
ร่างในชุดคลุมสีดำค่อยๆ ก้าวเดินออกจากบริเวณเรือนร้างท้ายจวนเพื่อกลับไปที่เรือนใหญ่ของจวนสกุลถานอีกครั้ง เพราะอีกไม่นานจะต้องมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
นับตั้งแต่ถานอี้เฉินได้รับจดหมายลับส่งมาบอกว่าถานเย่ย่าไม่ได้หลบหนีหายไปไหน แต่ถูกลักพาตัวและนำมากักขังที่เรือนร้างท้ายจวน และนางกำลังใกล้จะตาย!
ท่ามกลางเสียงครึกครื้นของผู้คนมากมายดังเอ็ดอึงออกมาเป็นระยะๆ เสียงพูดคุยสลับกับเสียงหัวเราะดังกล่าวกระทบเข้ากับโสตประสาท ของสตรีสาวนางหนึ่งสวมอาภรณ์ด้วยชุดเจ้าสาวสีขาวเลอค่าจนทำให้นางกำลังตื่นจากการหลับใหลขึ้นมา ขนตางอนยาวเริ่มกะพริบติดต่อกันพร้อมเปลือกตาเริ่มกลอกกลิ้งไปมาก่อนจะเปิดขึ้นอย่างช้าๆ
“เฮ้ย! อะไรกันนี่อย่าบอกนะว่าเราเผลอหลับไป”เสียงบ่นพึมพำดังขึ้นมาทันทีพร้อมร่างงามระหงลุกพรวดพราดขึ้นยืนจากเตียงเจ้าสาวโดยไม่ทันสังเกตสิ่งรอบตัวที่เปลี่ยนไป
เจ้าสาวในชุดสีขาวเต็มไปด้วยความงดงามเฉิดฉายรีบก้าวเดินออกมาจากห้องหอในคืนวันส่งตัวของการแต่งงาน ผ้าคลุมหน้าถูกเปิดออกด้วยความรำคาญอย่างรวดเร็ว ด้วยปิดบังสายตาจนมองไม่เห็นเส้นทางเดินตรงหน้าแม้แต่น้อย
“โอ้ยตายแล้วลี่จูหนอลี่จู เธอนี่มันช่างบ้าจริงเลย เผลอหลับเข้าไปได้อย่างไงในห้องแต่งตัว ป่านนี้ทีมงานถ่ายแบบแฟชั่นไม่ใช่รอจนเหงกไปหมดแล้วเหรอ แต่ก็แปลกทำไมทีมงานทางจีนแผ่นดินใหญ่ไม่เข้ามาปลุกเราไปถ่ายแบบเลยนะ ปล่อยให้เผลอหลับไปได้อย่างไง มีเกิดอะไรขึ้นหรือเปล่านะ”หญิงสาวบ่นพึมพำด้วยความสงสัยพร้อมรีบเอื้อมมือเปิดประตูห้องหออย่างรวดเร็ว
แอดดดด!!! ประตูห้องหอถูกเปิดออกกว้างพร้อมบรรยากาศทางด้านนอกในเวลากลางคืนช่วงพลบค่ำของยามซวี่ ปรากฏต่อหน้าของเจ้าสาวคนงามแทนที่จะเป็นเวลากลางวัน
ฟิ้วววว!!!! สายลมเย็นยะเยือกของลมหนาวจนจับขั้วหัวใจปะทะถูกร่างของเจ้าสาวในชุดแดงเข้าให้อย่างจัง จนร่างงามนั้นสั่นสะท้านไปทั่วกายเลยทีเดียว
เฮ้ย!!!!! เสียงอุทานของหญิงสาวดังออกมาทันใดเมื่อเธอเห็นบรรยากาศด้านนอกของห้องแต่งตัวกลับแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ไม่เหมือนกับที่ตอนก้าวเข้ามา จากฤดูร้อนกลายเป็นฤดูหนาวไปอย่างไม่คาดคิด
“นี่ฉันอยู่ที่ไหนเนี่ย! ทำไมถึงเข้ามาอยู่ในสถานที่แบบนี้ทำไมที่นี่เป็นฤดูหนาว ก่อนเราจะเข้ามาในห้องนี้ยังร้อนตับแทบแตกแล้วนี่บ้านของใครก็ไม่รู้ ตามจริงแล้วเราต้องอยู่ในห้องแต่งตัวไม่ใช่เหรอแล้วทำ...ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้”หญิงสาวรำพึงเสียงเบาด้วยความงุนงงสงสัย
ควับ! ร่างในชุดเจ้าสาวหันกลับไปสำรวจด้านหลังที่เธอเข้าใจว่าเป็นห้องแต่งตัวมาโดยตลอดทันที ก่อนจะเบิกตากว้างเมื่อทุกอย่างภายในห้องดังกล่าวตรงหน้าหาใช่ห้องแต่งตัวตามที่เข้าใจ
แต่เป็นห้องนอนที่ถูกประดับประดาเต็มไปด้วยภาพวาดและการตกแต่งห้องที่สวยงามในรูปแบบฉบับโบราณที่หาดูได้ยากในยุคสมัยปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านที่สร้างด้วยไม้ทั้งหลังและเต็มไปด้วยลวดลายแกะสลักสวยงาม
บริเวณมุมห้องถัดไปจากเตียงนอน บนโต๊ะกว้างถูกยกสูงจากพื้นขึ้นมาประมาณหนึ่งไม้บรรทัด มีตั่งที่นั่งตัวเตี้ยวางอยู่กับพื้นมีพนักพิงหลังแทนที่จะเป็นเก้าอี้นั่งตัวสูงที่สามารถเห็นได้ทั่วไปในยุคสมัยใหม่ ทั้งโต๊ะและเก้าอี้ต่างตั้งไว้อยู่กับพื้นเต็มไปด้วยตำรามากมายพร้อมแท่นหมึกและมีแท่นห้อยพู่กันขนาดต่างๆ รวมไปถึงชุดสุราและชุดถ้วยชาพร้อมกาน้ำที่ตั้งอยู่บนเตาวางเอาไว้ส่งไอควันขาวออกมาอยู่เป็นระยะๆ มีไว้อย่างพร้อมเพรียง
“โอโห่! นี่มันห้องของใครกันตกแต่งสวยจังเลย! แต่ว่าฉันไม่ได้อยู่ภายในห้องแบบนี้นะ ที่ถูกต้องมันควรจะเป็นห้องแต่งตัวที่ไม่ใช่ห้องโบราณจึงจะถูก แล้วเรามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไงกัน!”
หญิงสาวส่งเสียงพึมพำก่อนจะสังเกตว่าเสื้อผ้าที่กำลังสวมใส่อยู่ในขณะนี้ไม่ใช่ชุดของเธอในยุคปัจจุบัน กางเกงยีนเสื้อเชิ้ตที่เธอสวมอยู่หายไปแต่ดันมาอยู่ในชุดเจ้าสาวโบราณเข้ามาแทนที่
“เฮ้ย!...อะไรกันนี่! ทำไมฉันมาสวมชุดเจ้าสาวแบบนี้แล้วชุดของเราที่ใส่มาหายไปไหน จำได้ว่ายังไม่ได้เปลี่ยนไปเป็นชุดของทีมงานที่จะนำมาให้เลย อีกอย่างงานนี้เราต้องมาถ่ายแบบชุดแต่งงานของแบรนด์ลาซาโรพร้อมกับเครื่องเพชรด้วยไม่ใช่เหรอ แล้วเพราะอะไร ถึงได้กลับมาอยู่ในชุดแต่งงานแบบจีนโบราณไปได้ นี่ใครมาเล่นตลกกับเราหรือเปล่าเนี่ย! ฉันมาเจอรายการอำกันเล่นหรือเปล่า”หญิงสาวบ่นพึมพำไม่รู้วาย
ในขณะที่หญิงสาวกำลังยืนงงด้วยความสับสนอยู่ในขณะนั้น เสียงฝีเท้าของคนกำลังเดินตรงเข้ามาที่ห้องดังกล่าว ก่อนจะปรากฏร่างสูงของชายหนุ่มผู้หนึ่งสวมชุดโบราณสีขาวทอมาจากผ้าสูงค่าซึ่งแน่นอนว่าเขาก็คือเจ้าของห้องนี้นั่นเอง
“เหตุใดประตูห้องจึงเปิดออกกว้างเช่นนี้นะ ลมหนาวพัดเข้าไปในห้องกันหมดพอดี!”เสียงทุ้มใหญ่เอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัย
ร่างใหญ่สูงทะมึนเดินมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอนของตัวเอง ดวงตาคมกล้าหยุดชะงักมองตรงไปที่ร่างระหงของสตรีสาวนางหนึ่งในชุดเจ้าสาวสีขาวที่กำลังยืนหันหลังให้เขาอยู่ในขณะนี้
ควับ! ร่างงามในชุดเจ้าสาวหันกลับมามองตามเสียงดังกล่าวอย่างรวดเร็วทันทีที่ได้ยินเสียงของผู้ชายเอ่ยออกมาเช่นนั้น
และทันทีที่หญิงสาวหันกลับมาดวงตาของทั้งสองสบประสานเข้าหากัน ฝ่ายเจ้าสาวเต็มไปด้วยความงุนงงสงสัยกับการปรากฏตัวของอีกฝ่าย ส่วนอีกฝ่ายตกอยู่ในอาการที่เรียกว่าตื่นตะลึงเมื่อเห็นใบหน้าสตรีในชุดเจ้าสาวที่ไร้สิ้นผ้าคลุมหน้าปิดบัง
“เจ้า! คุณเป็นใคร!”เสียงของทั้งสองต่างฝ่ายเอ่ยถามสวนขึ้นมาทันที
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันบังเกิดขึ้นกับชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของห้องดังกล่าวขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินนางถามเขากลับมาเช่นนั้น หากแต่ยังไม่ทันที่จะตอบสตรีในชุดเจ้าสาวกลับไป เสียงของนางก็แผดดังก้องขึ้นมาทันที
“ทีมงานของพวกคุณอยู่ที่ไหน! ตกลงจ้างฉันมาถ่ายแบบขึ้นปกหนังสืออะไรกันแน่! ให้ใส่ชุดเจ้าสาวโบราณแบบนี้แล้วจะให้ฉันเอาเครื่องเพชรของพวกคุณไปสวมโชว์ไว้ตรงไหน! ละ..แล้ว...แล้วที่นี่คือที่ไหนกัน เปลี่ยนแปลงคอนเทนต์งานกะทันหันแบบนี้ไม่บอกล่วงหน้ากันเลยอย่างนั้นเหรอ!”เธอถามกลับไปเสียงดังขรมคับห้องเลยทีเดียว
ท่ามกลางความงุนงงของอีกฝ่ายครั้นได้ยินคำกล่าวของนางถามเขากลับมาเช่นนั้น
“เจ้าพูดอะไรข้าไม่เข้าใจ!”ชายหนุ่มคนดังกล่าวถามกลับไป
“อะไรนะ! ที่พูดออกไปตั้งมากมายคุณไม่เข้าใจที่พูดบ้างเลยอย่างนั้นเลยเหรอ!”หญิงสาวถามกลับไปพลางสำรวจผู้ชายตรงหน้าที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเธออย่างละเอียด
เมื่อชายหนุ่มร่างกายสูงกำยำ สวมชุดโบราณสีขาวตามที่เคยเห็นในหนังจีนย้อนยุคที่เคยเห็นทั่วไปในทีวีและตามนิตยสารบันเทิงของบรรดากองถ่ายละครหรือหนังพีเรียดของจีนแผ่นดินใหญ่
ผมยาวสีดำจนถึงกลางหลังถูกปล่อยสยายเกล้าไว้ครึ่งศีรษะพับเป็นมวยเสียบปิ่นหยกสีขาว เส้นผมตกลงปรกหน้าทั้งสองข้าง เส้นผมด้านหลังที่ทิ้งตัวยาวถูกมัดด้วยไหมสีทอง
หญิงสาวต้องยอมรับว่าผู้ชายตรงหน้าเธอที่กำลังยืนมองเขาอยู่ในขณะนี้ สวมชุดโบราณได้หล่อจริงๆ เลย ช่างสอดรับกับใบหน้าหล่อเหลาซึ่งเหมือนจะมีสายเลือดผสมเพราะ มีกรอบหน้าที่ชัดเจน สันจมูกโด่งสูงคะเนว่าน่าจะมีอายุประมาณ20ต้นๆ ซึ่งไม่มากกว่าเธอเท่าไรนัก
“อีตานี้ใส่ชุดโบราณโคตรเท่เลย หน้าตาคล้ายจะเป็นลูกเสี้ยวมีเลือดผสมแน่ๆ ผู้ชายจีนแผ่นดินใหญ่ในยุคสมัยนี้งานดีใช่ย่อยเสียที่ไหน เข้าใจดูแลตัวเองจนร่างกายดูดีถึงขนาดนี้เข้าท่าแฮะ”หญิงสาวคิดในใจก่อนจะยกมือขึ้นเท้าสะเอวด้วยรู้สึกไม่พอใจกับคำตอบแบบไม่รู้ไม่ชี้ที่บอกกับเธอเมื่อครู่ที่ผ่านมา
“ฉันซีเรียสมากนะคุณ! เพราะตอนนี้ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหนและมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไง แล้วคุณเป็นใครในทีมงานถ่ายทำ แล้วมาสวมชุดโบราณแบบนี้เหมือนกับฉันด้วย ตกลงจะถ่ายแบบชุดอะไรกันแน่! ไม่ต้องสวมชุดแต่งงานของลาซาโรแล้วใช่ไหม เปลี่ยนจากชุดแต่งงานแบบตะวันตก มาสวมชุดเจ้าสาวโบราณแบบนี้แทน ถามจริงเถอะแล้วจะเอาเครื่องเพชรไปโชว์ไว้ตรงไหน หรือว่าเครื่องเพชรก็ถูกตัดออกด้วยอย่างนั้นเหรอ”เธอถามกลับไปด้วยความอยากรู้ระคนสงสัยกับสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้พร้อมเสียงของฝ่ายเจ้าบ่าวเอ่ยสวนขึ้น
“ถ้าเจ้าถามข้าว่าตอนนี้กำลังอยู่ที่ไหน คำตอบก็คือสถานที่แห่งนี้คือที่พักส่วนตัวของข้า และเจ้ากำลังยืนอยู่ในห้องนอนของข้า ส่วนสาเหตุที่เจ้าสวมชุดเจ้าสาวอยู่ในขณะนี้ เป็นเพราะเจ้าถูกส่งตัวเพื่อให้มาเป็นผู้หญิงของข้าไม่ใช่เหรอ! แต่ว่าเจ้าเข้าใจผิดอะไรหรือเปล่าข้ายังไม่ได้ตัดสินใจเลือกสตรีใดเคียงคู่เลยนะ หรือเจ้าคิดว่าจะได้ตำแหน่งนี้แน่นอน เพราะคิดว่าเป็นบุตรีของขุนนางหนึ่งในห้าคนสุดท้ายอย่างนั้นสิก็เลยสวมชุดเจ้าสาวและเข้ามาหาข้าถึงในห้องแบบนี้”สิ้นเสียงอธิบาย
หา! เสียงอุทานดังออกมาจากปากของเจ้าสาวคนงามที่ยืนฟังเต็มไปด้วยความงุนงงทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น
“ฉันนะเหรอสวมชุดเจ้าสาวเพื่อเข้ามาหาคุณ! บ้าไปแล้ว! ฉันไม่สิ้นคิดที่จะทำแบบนั้นหรอกนะรู้เอาไว้ซะด้วย!!!”หญิงสาวต่อว่ากลับไป ใบหน้าแสนสวยบูดบึ้งแสดงออกมาทันทีด้วยความไม่พอใจอย่างแรง
“อีตานี่เขาพูดบ้าบออะไรกัน! ไม่เห็นจะรู้เรื่องเลยทำราวกับว่าเรากำลังหลุดไปอยู่ในโลกนิยายลูกขุนนางหนึ่งในสตรีทั้งห้าหมายความว่าอะไรงงเป็นบ้าเลยวุ้ย”หญิงสาวยืนบ่นพึมพำไม่เข้าใจกับสิ่งที่อีกฝ่ายกำลังบอกกับเธอ
ปัง!!! ฝ่ามือหนาผลักบานประตูออกกว้างกว่าเดิมพร้อมก้าวเข้ามาภายในห้องหอดังกล่าวและปิดประตูเข้าหากันอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาของหญิงสาว
“นี่คุณปิดประตูทำไม! เปิดออกเดี๋ยวนี้เลยฉันจะกลับบ้าน! ไม่ถงไม่ถ่ายมันแล้วตอนนี้ฉันงงกับการทำงานของพวกคุณมากเลยรู้ไหม มิหนำซ้ำยังมาพูดจาแปลกประหลาดพิสดารอีก ถ้าวันนี้ไม่ได้คำอธิบายให้เข้าใจละก็อย่างไงฉันก็จะไม่ยอมถ่ายแบบให้กับพวกคุณ! รู้เอาไว้ซะด้วย”
กล่าวพร้อมเดินตรงไปที่ประตูห้องหอโดยไม่สนใจชายหนุ่มร่างสูงผู้มีใบหน้าหล่อเหลาที่เลื่องลือไปทั่วหล้าจนได้รับสมญานามว่าขุนพลหน้าหยก
ปัง!!!! ฝ่ามือหนาปิดประตูให้สนิทยิ่งไปกว่าเดิมพร้อมเอ่ยขึ้น
“เจ้าจะไปไหน! ลืมไปแล้วอย่างนั้นเหรอว่าถูกส่งมาเพื่อเป็นเจ้าสาวของข้า”เจ้าบ่าวหน้าหยกถามนาง
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้นหญิงสาวถลึงดวงตาคู่สวยขึ้นมาทันที
“อย่ามาพูดมั่วๆ นะ ใครเป็นเจ้าสาวของคุณไม่ทราบ ท่าทางคงจะเล่นหนังจีนพีเรียดมากเกินไปใช่ไหม ถึงได้เอามาพูดแบบนี้แต่ขอบอกว่าฉันไม่มีอารมณ์เล่นด้วยหรอกนะคุณ! เข้าใจไหมว่าคนกำลังหงุดหงิด!”หญิงสาวพูดใส่หน้าอีกฝ่ายซึ่งดูมีชาติตระกูลสูงอย่างยิ่งเต็มไปด้วยความสง่าที่มีอยู่ในตัวเอง
กิริยาและท่าทีที่แสดงออกของสตรีตรงหน้าไร้สิ้นความเกรงกลัวอีกฝ่ายแต่อย่างใดนั้น สร้างรอยยิ้มอย่างพึงพอใจปรากฏขึ้นอยู่บนใบหน้าของอีกฝ่าย
“ไม่เคยมีสตรีใดหาญกล้าแสดงกิริยากับข้าเช่นนี้มาก่อนแม้แต่เพียงผู้เดียว เจ้าเป็นสตรีคนแรกที่ทำกับข้าเช่นนี้”
หญิงสาวแสดงสีหน้าเบื่อหน่ายขึ้นมาทันทีครั้นได้ยินเช่นนั้น
“แล้วทำไมฉันจะต้องกลัวคุณด้วย ในเมื่อทุกอย่างที่พูดออกไปล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น คุณกับฉันแตกต่างกันตรงไหนในเมื่อเราสองคนก็เป็นคนเหมือนกันทั้งคู่ ถ้ามันจะต่างก็คือฉันเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งที่แสนจะน่าทะนุถนอม ส่วนคุณก็คือผู้ชายตัวเบ้อเริ่มที่หน้าตาก็พอจะโอเคอยู่หรอก แต่จะโอเคมากกว่านี้ถ้าฉันกับคุณไม่ได้มาพบกันในสถานการณ์แบบนี้ ไหนๆ ก็พูดเรื่องนี้แล้วช่วยนำทางฉันออกไปจากตรงนี้ทีเถอะ”หญิงสาวบอกอีกฝ่ายกลับไป
และนั้นทำให้ดวงตาสีนิลดุจดั่งพญาเหยี่ยวหรี่ตามองสตรีตรงหน้าลุกโชนวาววับขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“นี่เจ้ายังจะคิดว่าเข้ามาในสถานที่เป็นพำนักของข้าแล้วจะสามารถเล็ดรอดออกไปได้อย่างนั้นเหรอ ไม่รู้เลยเหรอว่าไม่เคยมีผู้ใดที่เล็ดรอดเข้ามาแล้วจะสามารถออกไปจากที่นี่ได้หรือแม้กระทั่งรอดชีวิตออกไปแม้แต่คนเดียว!”
คำกล่าวของผู้ชายตรงหน้าทำให้หญิงสาวยิ่งฟังยิ่งงงหนักมากเข้าไปอีก
“คุณจะพูดอะไรกันแน่! แต่ช่างเถอะนะนั้นมันเรื่องของคุณฉันไม่อยากฟังอะไรทั้งนั้น ตอนนี้ไม่มีอารมณ์จะทำงานอะไรร่วมด้วยแล้ว ในเมื่อถามแล้วไม่ยอมบอกกลับเองก็ได้จะง้อเหรอ...ชิ!”หญิงพูดลงท้ายพลางสะบัดหน้าหนีพร้อมก้าวเดินตรงไปที่ประตูห้องที่ชายหนุ่มบ่าวตัวเบ้อเริ่มยืนขวางอยู่ในขณะนั้น
ในขณะที่คนฟังมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นอยู่บนใบหน้าครั้นได้ยินนางตอบกลับมา
“อย่าบอกนะว่าเจ้าถูกนำมาที่นี่โดยไม่รู้ว่าต้องมีหน้าที่อย่างไร”เขาถามนางกลับไป
“รู้! และก็รู้ดีมากด้วย จะบอกอะไรให้นะฉันมาที่นี่มีหน้าที่ทำงานตามสัญญาจ้างที่ตกลงกันเท่านั้น นอกเหนือจากนี้ไม่มียะ!”หญิงสาวตอบสวนกลับไปอย่างไม่กลัวเกรงและยี่หระกับคำถามที่ชายหนุ่มตรงหน้ากล่าวกับเธอแม้แต่น้อย
และคำตอบของเธอดังกล่าวสร้างเสียงหัวเราะขบขันให้แก่ชายหนุ่มหน้าหยกอย่างยิ่งยวด
“ในเมื่อล่วงรู้หน้าที่ของเจ้าแล้วเช่นนี้ก็ดีว่าถูกส่งมาเพื่อทำหน้าที่อะไร เช่นนั้นถึงเวลาแล้วที่เจ้าจะต้องทำหน้าที่นี้ให้ข้า!”
หา! เสียงอุทานดังขึ้นมาฉับพลันเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“ทำหน้าที่อะไรกันเนี่ย! ทำไมอีตานี่ยิ่งพูดยิ่งงง”เธอบ่นพึมพำพร้อมเสียงของอีกฝ่ายเอ่ยขึ้น
“ตอนนี้เป็นฝ่ายที่ข้าจะถามเจ้าบ้างแล้ว”เสียงทุ้มของเขาถามกลับไปด้วยความอยากรู้
ร่างสูงทะมึนย่างสามขุมก้าวเข้าไปหาเจ้าสาวของเขา ในขณะที่สาวน้อยคนงามกำลังก้าวเดินถอยหลังอย่างรวดเร็วทันทีที่เขาก้าวเดินเข้าไปหา
“คุณจะถามอะไร!”เธอถามสวนกลับไปทันควัน
หากแต่ยังไม่ทันที่จะมีคำตอบใดๆ กลับมีเสียงปรากฏขึ้นอยู่ตรงหน้าประตูห้องดังกล่าวขึ้นมาทันที
“ท่านอ๋อง! สตรีที่ถูกคัดเลือกห้าคนสุดท้ายได้เดินทางมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”เสียงคนสนิทดังขึ้นอยู่ด้านนอก
“อะไรนะ!”เสียงที่บ่งบอกถึงความแปลกใจอย่างเห็นได้ชัด
ดวงตาคมกริบดุจพญาเหยี่ยวแปรเปลี่ยนไปทันใด เมื่อได้ยินคนสนิทรายงานออกมาเช่นนั้น คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันด้วยความสงสัยพร้อมหันกลับไปมองสตรีในชุดเจ้าสาว
“สตรีห้าคนสุดท้ายเพิ่งจะเดินทางมาถึงหรือนี่!”คำกล่าวที่เต็มไปด้วยความแปลกใจเอ่ยขึ้นมาทันทีครั้นได้ยินเช่นนั้น ดวงตาสีนิลคมกล้ามองสตรีที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขม็ง
“แล้วสตรีผู้นี้เป็นใคร! นางไม่ได้ถูกส่งมาเพื่อให้เป็นคนของข้าอย่างนั้นหรอกเหรอ”ชายหนุ่มสูงศักดิ์พึมพำด้วยความสงสัย
“เจ้าชื่ออะไร!”เสียงทุ้มใหญ่ถามกลับไปอย่างรวดเร็วด้วยความอยากรู้
“ไม่บอกปล่อยให้งง!”คนงามตอบเสียงห้วนสวนกลับไปโดยไม่รีรอพร้อมเอ่ยขึ้น
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรกับคุณตามที่เข้าใจหรอกนะเพราะฉะนั้นช่วยกรุณาหลีกทางออกจากหน้าประตุด้วย เพราะฉันต้องการจะกลับบ้านยิ่งเร็วได้เท่าไรยิ่งดี”เธอบอกจุดประสงค์สวนกลับไป
รอยแสยะยิ้มเหยียดยกยิ้มที่มุมปากเมื่อคนงามบอกเขากลับมาเช่นนั้น
“เหลียงมู่!”ชื่อของคนสนิทถูกเรียกขึ้นมาทันที
“พ่ะย่ะค่ะ!”เสียงตรงหน้าประตูขานรับอย่างรวดเร็ว
“เจ้าจงให้พวกนางกลับจวนของตัวเองไปซะ! เพราะข้าไม่ต้องการ! เจ้าสาวของข้ากำลังยืนอยู่ตรงหน้านี้แล้ว!”เสียงตะโกนบอกคนสนิทที่กำลังรอรับคำสั่งอยู่ตรงหน้าประตูในขณะนั้น
ท่ามกลางความงุนงงสงสัยของคนที่อยู่นอกห้องดังกล่าวว่าเพราะเหตุใดจึงปฏิเสธไม่รับสตรีทั้งห้าซึ่งทางราชสำนักคัดเลือกมาเป็นอย่างดี สตรีแต่ละนางนั้นล้วนเหมาะสมกับชินอ๋องแห่งแคว้นฉู่ทุกประการ
“พ่ะย่ะค่ะ”เสียงรับคำเบาๆ พร้อมเสียงฝีเท้าเดินจากไป
ดวงตาคมกล้ายังคงจับจ้องอยู่แต่ร่างงามระหงในชุดเจ้าสาวสีขาวเต็มไปด้วยความสวยสง่า ร่างระหงสวมชุดดังกล่าวได้งดงามมากเสียจริงช่างสวยตราตรึงเป็นยิ่งนัก
ในขณะที่อีกฝ่ายก็กำลังจ้องเขากลับมาอย่างไม่ลดละและไม่มีความกลัวเกรงแม้แต่น้อย แต่แล้วเพียงครู่พลันปรากฏเสียงบางอย่างดังขึ้นภายในห้องท่ามกลางความเงียบงัน
กรุ๊งกริ๊ง! กร๊งกริ๊ง! กรุ๊งกร๊ง! เสียงคล้ายกระดิ่งลมก็ไม่ใช่ แลดูคล้ายเสียงกำไลก็ไม่เชิงดังแทรกขึ้นมาในขณะที่ทั้งสองกำลังยืนเผชิญหน้ากันอยู่ในขณะนั้นท่ามกลางความแปลกใจของคนทั้งคู่ด้วยเสียงนั้นราวกับว่าดังขึ้นอยู่ข้างหูดั่งเช่นเสียงกระซิบแผ่ว
“เสียงอะไร!”บุรุษสูงศักดิ์กล่าวพร้อมกวาดสายตาไปทั่วห้องด้วยความสงสัย ก่อนจะหยุดนิ่งไปโดยพลัน
เมื่อปรากฏไอควันขาวบางเบาแผ่เข้ามาปกคลุมโดยรอบพร้อมร่างของคนงามในชุดเจ้าสาวสีขาวกำลังค่อยๆ เลือนหายไปต่อหน้าต่อตาชินอ๋องแห่งต้าฉู่ที่กำลังยืนมองตาไม่กะพริบ และเท้าก็ไวกว่าความคิดร่างสูงใหญ่กำยำพุ่งเข้าหาร่างของคนงามในชุดเจ้าสาวเอาไว้ในอ้อมกอดอย่างรวดเร็วเพื่อไม่ให้นางหนีไปจากเขาได้
พรึบ! ทันทีที่พุ่งเข้าหาเพื่อกอดร่างของนางเอาไว้ เจ้าสาวแสนสวยกลับเลือนหายลับไปต่อหน้าต่อตาอย่างไม่คาดคิด จนร่างสูงใหญ่ได้แต่ไขว่คว้าความว่างเปล่าเอาไว้อย่างเลื่อนลอย
ท่ามกลางความแปลกใจของเย่วไท่หรงหรือชินอ๋องแห่งต้าฉู่ที่กำลังแผ่ขยายอำนาจอย่างยิ่งใหญ่อยู่ในเวลานี้ เมื่อพระองค์ได้เห็นการหายตัวไปอย่างแปลกประหลาดของสตรีปริศนาที่ปรากฏกายขึ้นภายในห้องนอนของเขาเมื่อครู่ที่ผ่านมา
“นางหายตัวไปแล้ว! สตรีในชุดเจ้าสาวหนีจากข้าไปได้!”
เสียงทุ้มใหญ่กล่าวพลางยืนครุ่นคิดทบทวนกับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ดวงตาลุกโชนวาววับขึ้นมาทันทีพร้อมหันหลังกลับเดินตรงไปที่ประตูห้องพร้อมเปิดออกกว้างอย่างรวดเร็ว
“กระจายกำลังออกค้นหาสตรีในชุดเจ้าสาวให้ทั่ว! นำนางกลับมาให้ข้า!”เสียงตะโกนดังกึกก้องไปทั่วจวนชินอ๋อง
“คิดหรือว่าจะหนีข้าพ้น! อยากรู้จริงๆ แท้จริงแล้วนางเป็นผู้ใดกันแน่ เป็นนางมารหรือเป็นคน”เสียงพึมพำดังอยู่ในลำคอ ดวงตาคมดุลุกโชนวาววับ
แต่แล้วเย่วไท่หรงกลับได้ยินเสียงหนึ่งดังขึ้นอยู่ข้างหู
“ท่านอ๋องตื่นบรรทมเถิด ถึงเวลาเสวยยาแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”เสียงนั้นกล่าวพร้อมเอื้อมมือสัมผัสกับพระหัตถ์ทั้งสองข้างที่กำลังประสานทับกันอยู่บนหน้าอก
พรึบ! เปลือกตาที่ปิดสนิทกำลังเปิดขึ้นอย่างช้าๆ เผยให้เห็นดวงตาที่เต็มไปด้วยฝ้าขาวบดบังดวงตาดำจนเจ้าของร่างอยู่ในความมืดมาชั่วระยะเวลาหนึ่งแล้ว
เฮ้อ! เสียงถอนหายใจดังออกมาเมื่อล่วงรู้ว่าเหตุการณ์เมื่อครู่ที่ผ่านมาแท้จริงแล้วคือความฝันหาใช่ความจริง พร้อมพระวรกายถูกคนสนิทประคองให้ลุกขึ้นมาจากฟูกนอนมาอยู่ในท่านั่ง
“ข้าฝันถึงนางอีกแล้วเหลียงมู่ ฝันเห็นเจ้าสาวในชุดขาวนางมาหาข้าอีกแล้ว คราวนี้มาปรากฏกายถึงในห้องหอกันเลยทีเดียว”ชินอ๋องหนุ่มรับสั่งกับเหลียงมู่ซึ่งเป็นขุนพลข้างกาย
ใบหน้าของเหลียงมู่ ขุนพลคนสนิทที่คอยดูแลชินอ๋องแห่งแคว้นฉู่มาโดยตลอด ได้แต่ก้มมองถ้วยยาตรงหน้าอย่างเงียบๆ
เย่วไท่หรงหรือชินอ๋องแห่งต้าฉู่ ถูกพิษร้ายจากแคว้นอู๋ทำลายดวงตาจนต้องกลายเป็นคนตาบอดมานานหลายเดือนแล้ว พระองค์ทรงได้รับชัยชนะอย่างงดงามและสามารถยึดครองแคว้นอู๋นำกลับไปถวายพระเชษฐาได้เป็นผลสำเร็จ แต่ในขณะเดียวกันกลับต้องเสียดวงตาไปทั้งสองข้าง
เพราะแคว้นอู๋ใช้วิธีสกปรกเจตนาเพื่อทำลายการมองเห็นของผู้บัญชาการทัพจากต้าฉู่ ด้วยคาดคิดว่าหากทำสำเร็จจะไม่สามารถนำทัพได้อีกต่อไป แต่กลับผิดคาดแม่ทัพใหญ่ผู้กล้ายังคงสามารถนำทัพต่อไปได้จนสามารถยึดแคว้นอู๋ได้เป็นสำเร็จ ซึ่งใช่ว่ายาพิษจะใช้ไม่ได้ผลเพียงแต่ไม่ได้ทำให้ตาบอดโดยทันทีแต่มันค่อยๆ มืดบอดลงทุกวันจนกระทั่งสูญสิ้นการมองเห็นอย่างถาวร
“มีข่าวสารของฝ่าบาทส่งรายงานกลับมาหรือยัง”เย่วไท่หรงถามคนสนิทกลับไป
เหลียงมู่เงยหน้าขึ้นมองอยู่เพียงครู่พร้อมรายงานกลับไป
“ฝ่าบาทมีสาสน์กลับมาพ่ะย่ะค่ะทรงดีพระทัยมากที่พระองค์จะเสด็จกลับแคว้น คาดว่าอีกไม่นานเหลียงเฉาที่ล่วงหน้าไปก่อนก็จะนำกองทัพถึงเมืองหลวงอีกในไม่ช้า ทันทีที่พระองค์เสด็จถึงเมืองหลวง ฝ่าบาททรงจัดเตรียมฉลองชัยชนะให้แคว้นน้อยใหญ่ล่วงรู้ไปจนทั่ว ทรงเฝ้ารอพระองค์หวนกลับคืนอยู่ตลอดเวลา”
คำกล่าวของเหลียงมู่ทำให้เย่วไท่หรงได้แต่ยิ้มออกมาบางๆ ซึ่งรอยยิ้มดังกล่าวช่างแสนเศร้ายิ่งนัก มือใหญ่ทั้งสองข้างยื่นออกไปคล้ายรอรับถ้วยยาที่คนสนิทนำมาให้เป็นประจำพร้อมเอ่ยขึ้น
“ได้เบาะแสของดวงตาสวรรค์หรือไม่ สมุนไพรในตำนานนี้มีจริงหรือเป็นเพียงนิทานหลอกเด็ก”รับสั่งถามรับถ้วยยา
“กระหม่อมได้เบาะแสมาว่าดวงตาสวรรค์ปรากฏอยู่ที่แคว้นฉินพ่ะย่ะค่ะ ส่วนจะจริงหรือไม่นั้นเรื่องนี้ก็ยังไม่สามารถสรุปได้เพราะสมุนไพรนี้ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็นมาก่อน”เหลียงมู่รายงานกลับไปพร้อมทอดสายมองแม่ทัพใหญ่ของเขายกถ้วยยาขึ้นดื่มจนหมดพลางส่งกลับคืนมาให้
“ดูท่าข้าจะต้องไปเยือนแคว้นฉินเสียแล้ว หากได้เบาะแสเช่นนั้นไม่ลองมีหรือจะรู้เพราะเท่าที่ผ่านมาก็ลองมาหมดแล้วทุกวิธีไม่ใช่เหรอ จะลองเชื่อตำนานปรัมปราอีกสักครั้งมันจะเป็นอะไรไป
ถ้าแม้แต่ดวงตาสวรรค์ก็ยังรักษาดวงตาของข้าไม่ได้ก็ไม่ต้องขวนขวายให้เหนื่อยอีกต่อไป แค่ยอมรับสภาพที่ข้าจะต้องตาบอดไปชั่วชีวิต ซึ่งทุกวันนี้จะว่าไปก็เริ่มคุ้นชินกับชีวิตที่อยู่ในความมืดแล้ว”
รับสั่งของชินอ๋องแห่งต้าฉู่ทำเอาเหลียงมู่ซึ่งเป็นคนสนิทสงสารพระองค์เป็นที่สุด ไม่คาดคิดเลยว่าความหวังของต้าฉู่ที่ฝากไว้กับว่าที่เจ้าแคว้นคนต่อไปในภายภาคหน้าจะต้องมีสภาพเช่นนี้
“กระหม่อมเชื่อว่าสวรรค์เบื้องบนจะต้องประทานความเมตตาให้แก่พระองค์อย่างแน่นอน ทั้งชีวิตทรงทุ่มเทเพื่อแคว้นและฝ่าบาทมาโดยตลอดอย่าเพิ่งหมดหวังพ่ะย่ะค่ะ”
คำกล่าวของคนสนิททำให้เย่วไท่หรงได้แต่พยักหน้าขึ้นลง พระองค์ใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมานานหลายเดือนแล้วและพยายามที่จะปรับตัวอยู่กับมันให้ได้ หากต้องอยู่กับความมืดไปตลอดกาล
“หากชาตินี้ไม่สามารถได้มองเห็นอีกต่อไป แต่อย่างน้อยขอสวรรค์เบื้องบนได้โปรดให้ข้ามีโอกาสเห็นสตรีที่อยู่ในความฝันของข้ามาโดยตลอดสักเพียงครั้งก็ยังดี!”
รับสั่งที่มีความหวังเพียงน้อยนิด แม้จะล่วงรู้ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ แต่เย่วไท่หรงมีเพียงสตรีในชุดเจ้าสาวที่คอยมาอยู่เป็นเพื่อนพระองค์ในความฝัน
นางเข้ามาอยู่ในหัวใจนับตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้พานพบ
นางคือสตรีหนึ่งเดียวที่อยู่ในความทรงจำและความมืดมิด
และนางคือความหวังที่พระองค์คาดว่าจะมีตัวตนอยู่จริง!