ที่โกดังร้างแถบชานเมือง
“อร๊าย……!” เย่เหยากรีดร้องเสียงแหลมด้วยความหวาดกลัวสุดขีด น้ำตาไหลพรากออกมาในทันที ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรง “พี่! หยุนเซิน! ช่วยฉันด้วย!”
“เหยาเหยา!”
“ปล่อยเหยาเหยาซะ ส่วนเย่ยวนพวกแกจะจัดการยังไงก็แล้วแต่เลย!” เย่จือเยี่ยนผู้เป็นพี่ชายคนโตหน้าดำคร่ำเครียด เขากำหมัดทั้งสองข้างแน่น แววตาแสดงเจตนาฆ่าออกมา
“ถ้าพวกแกกล้าแตะต้องเหยาเหยาแม้แต่ปลายผมสักเส้น ฉันจะทำให้พวกแกต้องตายอย่างน่าอนาถ!” แว่นตาของเย่จือจิ่นผู้เป็นพี่ชายคนรองสะท้อนประกายไฟอันเย็นเยียบขึ้นมา เขาสูญเสียความเยือกเย็นที่เคยมีไปจนหมดสิ้นแล้ว
“พวกแกจะยื่นเงื่อนไขอะไรก็ว่ามา! ขอแค่ปล่อยเหยาเหยาไป ส่วนยัยตัวปัญหาอย่างเย่ยวนนั่น พวกแกจะทำอะไรก็เชิญ!” เย่จือเจี๋ยผู้เป็นพี่ชายคนที่สามถึงกับตาแดงก่ำด้วยความเคียดแค้น เขาอยากจะพุ่งเข้าไปจัดการพวกมันให้รู้แล้วรู้รอดเดี๋ยวนี้เลย
เย่ยวนที่ถูกมัดติดกับเสาอยู่หลับตาลง น้ำตาร่วงเผาะออกมาอย่างไร้เสียง
เธอรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าตัวเองไม่มีความสำคัญอะไรในตระกูลเย่เลย แต่การได้ยินพี่ชายทั้งสามคนผลักไสเธออย่างไม่ไยดีกับหูของตัวเองแบบนี้ มันก็ยังทำให้หน้าอกของเธอเจ็บแปลบจนแทบหายใจไม่ออกอยู่ดี
น้ำเสียงของพวกเขาเย็นชามาก ราวกับกำลังคุยกันเรื่องการทิ้งขยะชิ้นหนึ่งไม่มีผิด
แต่เธอคือน้องสาวแท้ๆ ของพวกเขานะ!
เป็นคนในครอบครัวที่กว่าจะพาตัวกลับมาได้นั้น มันไม่ใช่ง่ายๆ เลย!
เย่ยวนและเย่เหยาถูกโจรลักพาตัวมาพร้อมกัน เมื่อถึงเวลาจ่ายค่าไถ่ พวกโจรกลับยื่นข้อเสนอว่าช่วยได้แค่คนเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พวกเขาทั้งสามเลยเลือกช่วยเย่เหยาผู้เป็นน้องสาวบุญธรรมอย่างพร้อมเพรียงกันโดยมิได้นัดหมาย
“แม่สาวน้อยผู้น่าสงสาร ดูเหมือนว่าพวกพี่ชายของเธอจะไม่เป็นห่วงเธอสักนิดเลยนะ” หลังจากปล่อยตัวเย่เหยาแล้ว จู่ๆ พวกโจรก็บีบคางของเย่ยวนเอาไว้พลางพูดจาถากถางออกมา
“ปล่อยพี่สาวฉันนะ!” เย่เหยาตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงแหบพร่าอ่อนแรง แต่เย่ยวนกลับมองเห็นแววตาสะใจที่พาดผ่านดวงตาของอีกฝ่ายไปได้อย่างแจ่มชัด
ท้ายที่สุด เย่ยวนจึงฝากความหวังไว้ที่ลู่หยุนเซินผู้มีความสัมพันธ์ฉันคู่หมั้นกับเธอ
ลู่หยุนเซินมีหน้าตาหล่อเหลาเกินมนุษย์มนา แต่งกายเนี้ยบกริบไร้ที่ติ เวลานี้เขากำลังยืนอยู่ไม่ไกลนัก
“หยุนเซิน……” เย่ยวนร้องเรียกด้วยเสียงสะอื้นไห้ น้ำตาเธอเอ่อคลออยู่ในเบ้าตา
เธอมองเขาตาปริบๆ หวังเพียงว่าเขาจะสามารถช่วยชีวิตเธอได้
ไม่นานนัก เสียงที่เยือกเย็นจนเกือบจะเรียกได้ว่าไร้ความรู้สึกของลู่หยุนเซินก็ดังขึ้นมาว่า “ในเมื่อตระกูลเย่เลือกแล้ว ผมย่อมต้องเคารพการตัดสินใจของพวกเขา ผมก็เลือกเหยาเหยาเหมือนกัน”
คำพูดนั้นเปรียบเสมือนมีดอันแหลมคมที่ทิ่มแทงลงตรงกลางหัวใจของเย่ยวนอย่างจัง
มันเจ็บมาก!
นี่เหรอผู้ชายที่เธอรักมาตลอดสามปี?
เลือดเย็น ไร้หัวใจ!
ริมฝีปากของเธอสั่นระริก ทว่ากลับไม่อาจส่งเสียงใดๆ ออกมาได้เลย
เธอจ้องมองใบหน้าของลู่หยุนเซินที่ครั้งหนึ่งเคยอ่อนโยนดั่งสายน้ำ ทว่าเวลานี้กลับเย็นชาไม่ต่างจากคนแปลกหน้า
ครั้งหนึ่งเธอเคยช่วยเขาจนเกือบตาย
แต่ตอนนี้……
หึหึ!
ลู่หยุนเซินไม่แม้แต่จะเหลือบมองเย่ยวนเลยด้วยซ้ำ ความสนใจทั้งหมดของเขามุ่งตรงไปที่เย่เหยา เขาค่อยๆ แก้มัดให้เธออย่างทะนุถนอม
สิ่งที่ทำให้เย่ยวนรู้สึกเจ็บยิ่งกว่าการถูกหักหลังก็คือการที่เธอถูกหลอกลวงราวกับคนโง่มานานขนาดนี้
น่าขำชะมัด……
น่าขันสิ้นดี!
หลังจากที่เย่เหยาถูกแก้มัด พี่ชายทั้งสามและลู่หยุนเซินต่างก็เข้าไปรุมล้อมเธอ แล้วก็พากันถามไถ่ด้วยความห่วงใย
ไม่มีใครชายตามองเย่ยวนเลยแม้แต่นิดเดียว ราวกับเธอเป็นขยะที่ถูกลืมเลือน
เย่ยวนทำได้เพียงมองตามเย่เหยาที่ถูกคนตระกูลเย่พาตัวออกไปอย่างประคบประหงมต่อหน้าต่อตาเท่านั้น
เย่ยวนหลับตาลง น้ำตาหยดหนึ่งไหลรินออกจากหางตา
ทว่าเมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง สิ่งที่รออยู่กลับเป็นพวกโจรใบหน้าเหี้ยมเกรียม ใบหน้าของพวกมันเผยรอยยิ้มหื่นกามออกมา แล้วก็ค่อยๆ เดินเข้ามาหาเธอทีละก้าว……
“แม่สาวน้อยผู้น่าสงสาร ถึงพวกเขาจะไม่ต้องการเธอ แต่พี่ชายจะดูแลเธอเองนะ ใครจะไปคิดว่าตระกูลเย่จะละทิ้งคุณหนูใหญ่ตระกูลเย่ตัวจริง เพื่อคุณหนูตัวปลอมแค่คนเดียวแบบนี้?”
“ฉันยอมบอกความจริงให้ก็ได้ การลักพาตัวครั้งนี้ ยัยนั่นที่เป็นคนจ่ายเงินจ้างให้พวกเราจัดฉากขึ้นมา เพื่อที่จะกำจัดเธอทิ้งยังไงล่ะ คนสวย“
“พวกเรา ไม่ต้องรีบนะ เรียงคิวกันเข้ามา……รับรองว่าได้กันทุกคนแน่นอน……”
รูม่านตาของเย่ยวนหดตัวลงอย่างฉับพลัน ความโกรธแค้นประดังประเดเข้ามาดั่งคลื่นยักษ์ที่ซัดสาดไปทั่วทั้งตัว
“ไสหัวไปซะ!” เธอพยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิต แต่กลับถูกตบหน้าจนหน้ามืดตาลายไปหมด
“ฤทธิ์เยอะนักเหรอวะ?” ไอ้หน้าบากที่เป็นหัวหน้าโจรแสยะยิ้มชั่วร้าย และเริ่มกระชากสาบเสื้อของเธอออก “กูชอบแบบนี้แหละ……”
ร่างกายของเย่ยวนแนบชิดติดกับกำแพงจนไร้ซึ่งทางหนี ลำคอของเธอแหบพร่าจนไม่เหลือชิ้นดี ภาพที่คนพวกนั้นค่อยๆ ต้อนเข้ามาใกล้ ในขณะที่ร่างกายของเธอยังคงถูกมัดจนขยับเขยื้อนไม่ได้ ทำให้เธอตกอยู่ในความสิ้นหวังอย่างถึงที่สุด
เย่ยวนเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน เธอพุ่งตัวหมายจะกระแทกเข้ากับกำแพงอย่างแรงราวกับคนที่สิ้นหวังเสียเต็มประดา
จังหวะนั้นเอง จู่ๆ ……
“ปัง!”
เสียงปืนที่ดังสนั่นทำลายความเงียบภายในโกดังร้างลงทันควัน!
พวกโจรต่างพากันตกใจจนหน้าถอดสี ต่างคนต่างพากันหันไปมองตามทิศทางของต้นเสียงด้วยความหวาดผวา!
ชายชุดดำนับสิบคนกรูเข้ามาในโกดัง ก่อนจะตั้งแถวแยกเป็นสองฝั่งอย่างเป็นระเบียบ เจตนาฆ่าแผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูในพริบตา
ท่ามกลางหมู่มวลพวกเขา ชายรูปร่างสูงโปร่งดูภูมิฐานคนหนึ่งก้าวเดินเข้ามาอย่างเนิบช้า
แสงไฟสลัวขับเน้นให้เห็นแนวกรามที่คมชัดและดวงตาที่ลุ่มลึกของเขา รอบกายแผ่รังสีโหดเหี้ยมและแรงกดดันที่ชวนให้คนขวัญผวาออกมา!
ในมือของเขาถือปืนพกรูปทรงประณีตกระบอกหนึ่งเอาไว้ ที่ปลายกระบอกปืนมีควันสีจางๆ ลอยออกมา
“ถ้าไม่อยากตายก็หยุดเดี๋ยวนี้” น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำมีเสน่ห์ดึงดูดใจ ทว่ากลับแฝงไปด้วยเจตนาฆ่าจนไม่อาจโต้แย้งได้
กู้เย่เฉินกำลังไล่ล่าพวกคนทรยศจนมาถึงที่นี่ ทว่ากลับไม่คาดคิดว่าจะมาเจอเหตุการณ์แบบนี้เข้า
ตอนแรกเขาก็ไม่อยากจะยื่นมือเข้าไปสอดเรื่องของคนอื่นนักหรอก เพราะการหักหลังกันเองหรือการลักพาตัวเรียกค่าไถ่เป็นเรื่องปกติที่พบเห็นได้ทั่วไปในที่รกร้างแห่งนี้
ทว่าในวินาทีที่เขากำลังจะหันหลังเดินจากไปอย่างเย็นชา หางตากลับเหลือบไปเห็นใบหน้าด้านข้างของผู้หญิงคนนั้น ใบหน้าที่ขาวซีดและดูเจ็บใจนั้น กลับให้ความรู้สึกคุ้นเคยบางอย่างที่ทิ่มแทงหัวใจของเขาเข้าอย่างจัง
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงลั่นไกปืนออกไป
พวกโจรลักพาตัวพอเห็นกู้เย่เฉินก็ถึงกับตกใจจนตัวสั่นงันงกเหมือนลูกนกกระทา พวกมันรีบคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อขอโทษขอโพยกันยกใหญ่ “คุณกู้ครับ พวกเราผิดเองที่ไม่ดูตาม้าตาเรือ จนเผลอไปล่วงเกินคุณเข้า โปรดไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถอะครับ”
ชายที่อยู่ตรงหน้าคือกู้เย่เฉินผู้มีชื่อเสียงโด่งดังในฉายา ‘ยมทูตเดินดิน’ นั่นเอง!
เขาเป็นผู้กุมอำนาจมืดอันมหาศาล มีอิทธิพลแผ่ขยายไปทั่วทั้งด้านขาวและด้านดำ อีกทั้งยังมีวิธีการที่โหดเหี้ยมอำมหิต เป็นตัวตนที่สวะชั้นต่ำอย่างพวกเขาไม่มีทางจะไปตอแยด้วยได้เลย!
ซวยชะมัด ทำไมถึงได้มาเจอกับเทพผู้ทำลายล้างองค์นี้ในที่แบบนี้ได้นะ!
กู้เย่เฉินไม่แม้แต่จะชายตามองพวกมันด้วยซ้ำ เขาเดินตรงไปหาเย่ยวน ก่อนจะลงมือแก้มัดเชือกบนตัวเธอ ทว่าใครจะไปคิดล่ะว่าเย่ยวนจะขยับตัวรวดเร็วดั่งปีศาจ เธอคว้ามีดสั้นที่ตกอยู่บนพื้นขึ้นมาในชั่วพริบตา
แสงสีเงินแวบผ่านไป!
“ฉึก!”
มีดสั้นปักเข้าที่ลำคอของโจรที่คิดจะล่วงเกินเธอเมื่อครู่นี้อย่างแม่นยำ!
เลือดสดๆ พุ่งกระฉูดออกมา
พวกโจรลักพาตัวที่เหลือต่างตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกเลย “แก……แกเป็นใครกันแน่? !”
เย่ยวนกระตุกมุมปากเผยรอยยิ้มเย้ยหยันที่โหดเหี้ยมและน่าขนลุกออกมา “เป็นคนที่จะส่งพวกแกไปลงนรกยังไงล่ะ”
ภายในโกดังที่คับแคบพลันกึกก้องไปด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวน เสียงร้องขอชีวิตและเสียงกระดูกหักที่ดังขึ้นอย่างไม่ขาดสาย!
เย่ยวนเดินเข้าไปหาไอ้หน้าบากที่เป็นหัวหน้า มันยังไม่ขาดใจตาย ตอนนี้มันกำลังจ้องมองเธอด้วยความหวาดผวา ราวกับเห็นปีศาจที่น่าหวาดหวั่นถึงขีดสุด
“บอกมา เย่เหยาให้เงินพวกแกเท่าไหร่? วางแผนไว้ว่ายังไงบ้าง?” น้ำเสียงของเธอเย็นชาราวกับมีน้ำแข็งเกาะ
“คุณเย่เหยา……เธอให้พวกเรามายี่สิบห้าล้าน……ให้พวกเราลักพาตัวพวกคุณมา……เธอแน่ใจว่ายังไงตระกูลเย่ก็ต้องเลือกเธอแน่ๆ ……แล้วก็สั่งให้พวกเรา……ย่ำยีคุณจนตาย แล้วค่อยกำจัดศพทิ้ง……”
ไอ้หน้าบากหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ มันสารภาพความลับทั้งหมดออกมาด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก
นัยน์ตาของเย่ยวนฉายแววเย็นชาขึ้นกว่าเดิมซะอีก
นังเย่เหยา!
ไอ้พวก ‘คนในครอบครัว’ ที่เธอใฝ่ฝันมานานหลายปี!
ไอ้คู่หมั้นที่เธอเฝ้ารักมาตลอดสามปี!
คอยดูเถอะ! เดิมทีเย่ยวนก็ไม่ใช่คนที่จะมาตอแยด้วยได้ง่ายๆ อยู่แล้ว
เป็นเพราะเธอโหยหาไออุ่นจากครอบครัวเองแหละ ถึงได้ยอมอดทนซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าคนตระกูลเย่จะสั่งให้เธอทำอะไร เธอก็จะพยายามอย่างสุดความสามารถเสมอ
แต่สุดท้าย เธอก็เอาชนะใจของคนตระกูลเย่ไม่ได้อยู่ดี พวกเขาเหยียบย่ำเส้นตายของเธอครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ครั้งนี้เธอจะไม่ใจอ่อนอีกแล้ว
คนตระกูลเย่ก็แค่พวกโง่เง่าไร้สมองเท่านั้น ถึงได้ทอดทิ้งเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของตัวเองไปรุมล้อมประคบประหงมยัยคุณหนูตัวปลอมอย่างเย่เหยานั่น
ในเมื่อเป็นแบบนี้ เธอไม่เอาแล้วก็ได้!
“ไสหัวไปซะ! อย่าให้ฉันเห็นหน้าพวกแกอีก!” สิ้นคำสั่งของเย่ยวน พวกโจรลักพาตัวก็พากันหนีเตลิดไปอย่างลนลาน จนหายลับไปจากสายตาในเวลาอันรวดเร็ว
น่าสนใจ!
กู้เย่เฉินยังไม่เคยพบเจอผู้หญิงแบบนี้มาก่อน ตอนแรกเขานึกว่าเธอเป็นแค่สาวน้อยผู้น่าสงสาร ใครจะไปคิดล่ะว่าเธอจะแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้
เย่ยวนหันกลับมาพูดกับกู้เย่เฉินว่า “วันนี้ขอบคุณคุณมากนะคะ”
จังหวะที่กู้เย่เฉินกำลังจะปริปาก เขากลับรับรู้ได้ถึงรสชาติคาวหวานที่ตีตื้นขึ้นมาในลำคอ ก่อนจะกระอักเลือดออกมา
ร่างกายของเขาโอนเอนอย่างรุนแรง สีหน้าพลันซีดเผือดลงในพริบตา
นัยน์ตาของเย่ยวนฉายแววเคร่งขรึมออกมาอย่างฉับพลัน เธอรับรู้ถึงความผิดปกติได้ในเสี้ยววินาที จากนั้นเธอจึงขมวดคิ้วเล็กน้อยและเข้าไปประคองกู้เย่เฉินไว้อย่างเบามือ ก่อนจะถามว่า “คุณถูกวางยาพิษมาเหรอ?”
กู้เย่เฉินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะย้อนถามว่า “คุณรู้ได้ยังไง?”
พิษที่เขาได้รับเป็นพิษที่หาได้ยากยิ่ง การกำเริบของมันเป็นไปอย่างลับๆ ถึงขั้นที่หมอทั่วไปไม่มีทางวินิจฉัยออกมาได้เลย นี่แค่ปรายตามองแวบเดียว เธอรู้ได้ยังไง?
เย่ยวนรวบรวมสมาธิไปกับการจับชีพจรของเขา หลังจากนั้นพักหนึ่ง เธอก็ปล่อยมือ ก่อนจะพูดด้วยความมั่นใจว่า “คุณถูกวางยาพิษมาหนึ่งเดือนแล้ว ถ้าไม่รีบถอนพิษได้เป็นเรื่องใหญ่แน่”
“คุณถอนพิษได้เหรอ?” กู้เย่เฉินถามด้วยเสียงเคร่งขรึม
เย่ยวนพูดถูก
คนในแก๊งของกู้เย่เฉินถูกแก๊งสโตนติดสินบนให้มาวางยาพิษเขา เขาได้ให้คนประกาศภารกิจลงในเครือข่ายดาร์กด้วยค่าหัวสูงถึงห้าสิบล้าน แต่ก็ยังไม่พบใครที่สามารถถอนพิษนี้ได้เลยสักคน
“คุณเชื่อใจฉันไหมล่ะคะ? ถ้าเชื่อก็ยื่นมือออกมา” เย่ยวนพูด
พอกู้เย่เฉินเห็นดวงตาที่ใสกระจ่างและแน่วแน่ของเธอ เขาที่มักจะระแวดระวังและขี้ระแวงเสมอมา ในวินาทีนี้กลับโพล่งออกมาแทบจะทันทีว่า “เชื่อ”
“อดทนหน่อยนะ” เย่ยวนหยิบมีดสั้นออกมาทันที เธอจับมือของกู้เย่เฉินเอาไว้ จากนั้นก็กรีดแผลเล็กๆ ลงบนนิ้วชี้ เพื่อรีดเลือดสีดำออกมา
“คุณกู้ครับ!” ลูกน้องของเขาร้องโวยวายและถลันเข้ามาด้วยความตกใจ
“ตอนนี้ยังไม่มีเครื่องมือสำหรับถอนพิษ ทำได้แค่ระบายพิษบางส่วนออกมาเพื่อชะลอการลุกลามเท่านั้นค่ะ” เย่ยวนอธิบาย
หลังจากผ่านไปครู่หนึ่ง กู้เย่เฉินก็รู้สึกสบายตัวขึ้นไม่น้อยทีเดียว
จังหวะที่เงยหน้าขึ้นมา เขาก็เห็นเม็ดเหงื่อที่ผุดซึมอยู่ตามไรผมของเย่ยวน แววตาของเธอดูจดจ่อและเฉียบคมมาก “ถ้าคุณต้องการอะไรก็บอกมาได้เลยนะครับ”
เย่ยวนส่ายหน้าไปมา “ไม่ต้องการค่ะ ถือซะว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่คุณยิงปืนช่วยฉันเมื่อกี้นี้แล้วกัน หลังจากนี้ฉันจะถอนพิษในตัวคุณออกให้หมดเองค่ะ”
แววตาของกู้เย่เฉินลึกซึ้งขึ้นเล็กน้อย ผู้หญิงคนนี้ ลึกลับซับซ้อนจนยากที่จะหยั่งถึงจริงๆ
“ก่อนที่ผมจะถอนพิษเสร็จ คงต้องรบกวนให้คุณคอยอยู่ข้างๆ ผมเป็นการชั่วคราวแล้วล่ะครับ” กู้เย่เฉินเอ่ยปาก
เขาเป็นคนที่โหดเหี้ยมเด็ดขาดเสมอมา แถมยังไม่เคยอนุญาตให้ผู้หญิงคนไหนเข้ามาวุ่นวายในชีวิตทั้งนั้น แต่เย่ยวนกลับทำให้เขาต้องยอมยกเว้นให้เป็นคนแรก
เย่ยวนไม่ได้มีท่าทีตกใจแต่อย่างใด เธอเพียงแค่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยและพูดว่า “ได้ค่ะ ขอกินฟรีอยู่ฟรีนะ แต่ก่อนอื่นฉันต้องกลับบ้านไปตัดขาดความสัมพันธ์กับตระกูลเย่ให้เรียบร้อยก่อน”
กู้เย่เฉินมองหน้าเธอ พร้อมกระตุกมุมปากเผยรอยยิ้มออกมาแบบจางมากๆ
“ดีลครับ!”
เมื่อเย่ยวนกลับมาถึงบ้าน สิ่งที่เธอเห็นก็คือภาพที่พ่อแม่แท้ๆ และพี่ชายทั้งสามคนของเธอกำลังรุมล้อมถามไถ่เอาอกเอาใจเย่เหยากันอย่างอบอุ่น
เย่ยวนหัวเราะออกมาเบาๆ เธอเดินสาวเท้าพุ่งตรงไปข้างหน้าเย่เหยา ก่อนจะทึ้งผมของอีกฝ่ายขึ้นมาทันที
วินาทีต่อมา!
“เพียะ! ……”
เธอตบหน้าเย่เหยาอย่างเต็มแรง
เสียงตบอันแจ่มชัดดังสนั่นไปทั่วบริเวณ
เมื่อเห็นว่าเป็นเย่ยวน คนตระกูลเย่ก็ถึงกับอึ้งไปเลย
เย่ยวนไม่ได้ถูกโจรลักพาตัวพวกนั้น……
เย่เหยาเอามือกุมหน้าพลางร้องไห้โวยวายว่า “เย่ยวน พี่เป็นบ้าอะไรของพี่เนี่ย!”
เย่จือเยี่ยนเป็นคนแรกที่ได้สติ เขาด่ากราดออกมาทันทีว่า “เย่ยวน พอกลับมาถึงแกก็ลงไม้ลงมือเลยนะ รีบขอโทษเหยาเหยาเดี๋ยวนี้!”
แม่เย่หรือซ่งฮุ่ยหลานถึงกับขมวดคิ้ว แล้วก็พูดกับเย่ยวนว่า “นังตัวกาลกิณี แกจะก่อเรื่องอะไรอีกล่ะห้ะ? ตั้งแต่แกกลับมาอยู่ที่บ้านหลังนี้ ครอบครัวเราก็ไม่เคยสงบสุขอีกเลย รู้อย่างนี้ฉันไม่น่ารับแกกลับมาตั้งแต่แรกเลยจริงๆ !”
เย่ยวนพูดด้วยความขบขันว่า “ฉันเนี่ยนะก่อเรื่อง? ทำไมพวกคุณไม่ลองถามลูกสาวผู้แสนดีของคุณอย่างเย่เหยาดูบ้างล่ะว่า ยัยนี่ทำอะไรเอาไว้บ้าง? เพื่อจะกำจัดฉันทิ้ง ยัยนี่ถึงขั้นลงทุนวางแผนลักพาตัวฉันเลยนะ เหอะๆ ! !”
ตอนที่เย่ยวนเพิ่งเกิด เธอถูกแม่บ้านจงใจสลับตัวกับลูกสาวของตัวเองซึ่งก็คือเย่เหยา ซ้ำยังถูกนำไปทิ้งอีก โชคดีที่เธอได้รับการชุบเลี้ยงและสั่งสอนจากอาจารย์
เมื่อครึ่งปีก่อน ตระกูลเย่ที่เพิ่งได้รู้ความจริงจึงไปรับเย่ยวนกลับมา
แต่เพราะความลำเอียงที่อุตส่าห์ทุ่มเทฟูมฟักยัยเย่เหยาจอมเสแสร้งมาเป็นอย่างดี จึงเลือกที่จะปฏิบัติกับเธออย่างเย็นชา
เย่เหยาวางแผนใส่ร้ายเย่ยวนครั้งแล้วครั้งเล่า ซึ่งต่อให้เรื่องจะแดงขึ้นมา คนตระกูลเย่ก็ยังเลือกให้อภัยเย่เหยาอยู่ดี นี่ทำให้เย่ยวนรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ
ซ่งฮุ่ยหลานนึกไม่ถึงเลยว่าเย่ยวนจะกล้ายอกย้อน แถมยังพูดเรื่องที่ฟังดูเหลือเชื่อแบบนี้ออกมา เธอชักสีหน้าออกมาด้วยความไม่พอใจทันที “เหยาเหยาจะไปทำเรื่องแบบนั้นได้ยังไง? แกเข้าใจผิดแล้วล่ะ”
“เข้าใจผิดงั้นเหรอ?” น้ำเสียงของเย่ยวนแผ่วเบามาก ทว่ากลับเฉียบคมราวกับใบมีด “ไอ้โจรลักพาตัวนั่นถึงกับสารภาพเองแล้ว ยังจะเป็นเรื่องโกหกได้อีกเหรอ?”
คำถามข้างต้นทำเอาซ่งฮุ่ยหลานสตั๊นไปครู่หนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้วและพูดว่า “ทำไมแกถึงได้รั้นนักนะ? เหยาเหยาเองก็ได้รับบาดเจ็บเหมือนกัน แต่เธอก็ยังเป็นห่วงแก ยังบอกให้ทุกคนหาทางช่วยแก แล้วแกยังจะเอาอะไรอีก?”
“ฉันจะเอาอะไรอีกงั้นเหรอ? ฉันจะออกจากตระกูลเย่ นับแต่นี้เป็นต้นไป ตระกูลเย่จะเป็นจะตายยังไงก็ไม่เกี่ยวกับฉันอีก!”
หลังพูดจบ เย่ยวนก็หันหลังเดินขึ้นไปเก็บกระเป๋าเดินทางที่ชั้นบนทันที
เย่เหยาอิงซบลงในอ้อมกอดของซ่งฮุ่ยหลาน เธอจิกเล็บลงในฝ่ามือ แต่ใบหน้ากลับทำท่าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อแล้ว “พี่ พี่เข้าใจฉันผิดไปจริงๆ นะ…… ฉันจะไปรู้จักโจรลักพาตัวพวกนั้นได้ยังไง? พวกมันโหดเหี้ยมซะขนาดนั้น ถ้าฉันเป็นคนวางแผนจริงๆ พี่จะกลับมาอย่างปลอดภัยได้อยู่อีกเหรอ?”
ความเกลียดชังพลุ่งพล่านอยู่ในใจของเธอ: แผนการนี้มันควรจะไร้ที่ติ เย่ยวนควรจะถูกย่ำยีแล้วถูกทิ้งศพไว้กลางป่าสิ ทำไมมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ!
เย่ยวนหัวเราะเยาะออกมา ก่อนจะพูดว่า “ดูเหมือนถ้าไม่เห็นโลงศพเธอก็คงไม่หลั่งน้ำตาจริงๆ สินะ”
เธอเลิกสนใจใบหน้าที่ซีดเผือดลงทันควันของเย่เหยา แล้วก็หันไปเผชิญหน้ากับคนตระกูลเย่แทน แววตาของเธอราบเรียบราวกับตัดใจได้โดยสิ้นเชิงแล้ว “พวกคุณทุกคนคงคิดว่าฉันใส่ร้ายยัยนี่ คิดว่าฉันเป็นฝ่ายจองเวรจองกรรมเองสินะ?”
ซ่งฮุ่ยหลานถึงกับขมวดคิ้ว “แล้วมันไม่ใช่หรือไง? เหยาเหยาก็อธิบายชัดเจนหมดแล้วนี่!”
“ชัดเจนงั้นเหรอ?” เย่ยวนค่อยๆ หยิบโทรศัพท์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อ “ถ้างั้นฉันจะให้พวกคุณได้ฟังอะไรที่ชัดเจนยิ่งกว่าก็แล้วกัน”
หลังสิ้นเสียงซ่าๆ ของกระแสไฟฟ้า เสียงของคนสองคนก็ดังออกมาจากโทรศัพท์อย่างแจ่มชัด หนึ่งในนั้นคือเสียงของเย่เหยา ส่วนอีกเสียงเป็นเสียงที่ฟังดูหยาบคายและน่ารังเกียจของชายคนหนึ่ง ซึ่งก็คือหัวหน้าโจรลักพาตัวนั่นเอง!
“…… หลังจากงานสำเร็จ ฉันจะเพิ่มเงินส่วนที่เหลือให้เป็นสองเท่า จำไว้ ฉันต้องการให้ชื่อเสียงของมันป่นปี้ย่อยยับ จนไม่มีวันกลับมาที่ตระกูลเย่ได้อีก!”
“คุณหนูรองเย่วางใจเถอะครับ พวกเราเหล่าเพื่อนพ้องรับรองว่าจะปรนนิบัติยัยนั่นให้ถึงใจ แล้วจะถ่ายรูปเด็ดๆ เก็บไว้ด้วยครับ อิอิ……”
“จัดการให้เรียบร้อยล่ะ อย่าทิ้งร่องรอยอะไรที่สาวมาถึงตัวฉันได้เด็ดขาด”
“เข้าใจแล้วครับ! คุณคอยดูผลงานได้เลย!”
คลิปเสียงไม่ยาวนัก แต่กลับชัดเจนทุกถ้อยคำและทิ่มแทงใจคนฟังในทุกประโยค!
ทั่วทั้งห้องรับแขกตกอยู่ในความเงียบงันราวกับป่าช้า ถึงขั้นแทบจะได้ยินแม้กระทั่งเสียงเข็มหล่น
เสียงร้องไห้ของเย่เหยาหยุดลงอย่างฉับพลัน สีหน้าของเธอซีดเผือดจนไร้สีเลือด ร่างกายสั่นเทาอย่างรุนแรงจนไม่อาจควบคุมได้
คนตระกูลเย่ต่างหันไปมองเย่เหยาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อเป็นอย่างมาก
“มัน…… มันไม่ใช่ของจริง…… มันคือของปลอมต่างหาก! ยังไงก็ต้องเป็นคลิปเสียงปลอมแน่ๆ !” เย่เหยากรีดร้องออกมาด้วยน้ำเสียงแหลมสูง
“ของปลอมงั้นเหรอ?” นัยน์ตาของเย่ยวนฉายแววเย้ยหยันที่เย็นยะเยือกราวกับเคลือบด้วยเกล็ดน้ำแข็ง “จะให้ฉันส่งคลิปเสียงนี้ไปให้หน่วยงานเฉพาะทางตรวจสอบไหมล่ะ? หรือจะให้ฉันแจ้งความ ให้ทางตำรวจช่วยแยกแยะให้ว่าอันไหนของจริงอันไหนของปลอมดี? ยังไงซะคดีพยายามลักพาตัวก็ถือเป็นโทษร้ายแรงอยู่แล้วนี่”
“ไม่เอา! อย่าแจ้งความเลยนะ!” เย่เหยาโพล่งออกมาด้วยความสติแตก
เย่เหยารีบใช้กลยุทธ์ถอยเพื่อรุกทันที เธอพูดทั้งน้ำตาว่า “พี่ ฉันขอโทษ พี่ฟังฉันอธิบายก่อนนะ……มันไม่ใช่อย่างที่พี่คิดเลย พี่อย่าโกรธเลยนะ…… คนที่ควรไปจากบ้านหลังนี้คือฉันเอง คนนอกคือฉันต่างหาก……”
ละครตบตาครั้งนี้ทำให้สีหน้าของคนในตระกูลเย่โอนอ่อนลงตามคาด กลับกันคือมองว่าเย่ยวนทำตัวไร้เหตุผลแทนซะอย่างนั้น
“เย่ยวน น้องก็ขอโทษไปแล้วไง แกน่ะพอได้แล้วนะ! ซ่งฮุ่ยหลานขมวดคิ้วและพูดออกมา
เมื่อเย่ยวนเห็นเหตุการณ์เหลวไหลไร้สาระตรงหน้า ความหนาวเหน็บก็แล่นพล่านไปถึงขั้วหัวใจ
ทั้งที่มีหลักฐานมัดตัวแน่นหนาขนาดนี้ แต่พวกเขาก็ยังหวั่นไหวไปกับการแสดงเกรดต่ำของเย่เหยาได้อยู่อีก
เย่ยวนถือกระเป๋าเดินทางขึ้นมา “ถ้ามียัยนี่ต้องไม่มีฉัน ในเมื่อพวกคุณเลือกเธอ งั้นฉันจะไปเอง”
การเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยวของเธอทำเอาคนตระกูลเย่ถึงกับตกตะลึง ในขณะที่ซ่งฮุ่ยหลานได้แต่กระทืบเท้าด้วยความโกรธ “ยัยนี่มันกล้าไปจริงๆ เหรอ!”
เย่เหยาฉวยโอกาสนั้นคุกเข่าลงสะอื้นไห้ออกมาว่า “ฉันจะไปขอร้องให้พี่กลับมาเองค่ะ…… ขอแค่พี่ยอมกลับบ้าน จะให้ฉันทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น……”
ซ่งฮุ่ยหลานสวมกอดเธอไว้แน่น “เด็กโง่เอ๊ย ลูกจะเป็นลูกรักของแม่ตลอดไปนะ ห้ามพูดว่าจะไปจากที่นี่อีกเด็ดขาดเชียวนะ!”
“ใช่แล้ว เย่ยวนมันก็แค่ตัวกาลกิณี มันอยากจะไปไหนก็ช่างมันเถอะ ตั้งแต่กลับมา บ้านก็ไม่เคยสงบสุขอีกเลย ต่อจากนี้ก็ปล่อยมันไปตามยถากรรมแล้วกัน!” พ่อเย่หรือเย่หงหย่วนประกาศกร้าวด้วยความโมโห
เย่จือเยี่ยนเสริมขึ้นมาว่า “ใช่แล้วล่ะ เหยาเหยาทั้งสวยทั้งจิตใจดีกว่าตั้งเยอะ ยัยเย่ยวนนั่นจะเอาอะไรมาเทียบกับเธอได้ล่ะ?”
“แต่ในมือของพี่ถือหุ้นของบริษัทอยู่ตั้งสามสิบห้าเปอร์เซ็นต์เลยนะคะ……ถ้าพี่ใช้สิทธิ์ของผู้ถือหุ้นเข้ามาสร้างเรื่องวุ่นวายในบริษัทจะทำยังไง?” เย่เหยากัดริมฝีปากพลางพูดด้วยท่าทางหวาดหวั่น