“ตื่นๆ รีบตื่นเร็วเข้า”
มีเสียงที่รีบร้อนของใครคนหนึ่งดังขึ้นข้างหู จากนั้นนางก็โดนเขย่าอยู่สักพัก หยุนม่านชิงจึงลืมตาขึ้นด้วยความสะลึมสะลือ
สาวใช้ที่กำลังเขย่าแขนนางอยู่เมื่อเห็นเช่นนี้ก็กลอกตามองบน แล้วก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “หากไม่เป็นอันใดก็รีบตื่นขึ้นมาเสียเถิดเจ้าค่ะ หากไปไม่ทันงานเลี้ยงวันเกิดของฮูหยินใหญ่ ข้าน้อยได้โดนด่าไปกับท่านด้วยเป็นแน่!”
ตอนนี้หยุนม่านชิงรู้สึกสับสนงุนงงไปหมด ภาพเหตุการณ์วินาทีก่อนตายซ้อนทับกับภาพตรงหน้าขึ้นมา ราวกับเป็นความฝันอย่างไรอย่างนั้น
โซ่เหล็กแทงทะลุกระดูก แส้หนามฟาดทะลุเนื้อ ยาพิษทะลุลำไส้ นางถูกทรมานทุกวิถีทาง แม้แต่คุกส่วนตัวก็เปื้อนเลือดนางเต็มไปหมด!
สุดท้ายนางก็ถูกทรมานอย่างแสนสาหัส หลังจากเสียชีวิตกระดูกก็ยังถูกบดขยี้จนเป็นเถ้าถ่าน ไม่เหลือแม้แต่ซากศพเลยด้วยซ้ำ!
กลิ่นเลือดที่รุนแรงยังติดอยู่ที่ปลายจมูกของนางอยู่เลย เนื้อตัวของนางเหมือนยังคงเจ็บปวดอย่างไม่สิ้นสุด
หยุนม่านชิงหลับตาลง แล้วก็ลืมตาขึ้นอีกครั้ง
ความเจ็บปวดตามร่างของนางค่อยๆ บรรเทาลงแล้ว สิ่งที่นางเห็นยังคงเป็นผ้าม่านที่ปักลวดลายกิ่งก้านและดอกไม้ที่งดงามเอาไว้ ดอกไม้และใบไม้เมื่ออยู่ใต้แสงเทียนดูประหนึ่งเป็นของจริงมิมีผิด นี่คือลายปักที่เป็นเอกลักษณ์ในห้องส่วนตัวของนางก่อนจะออกเรือนนั่นเอง!
ในที่สุดหยุนม่านชิงก็ดึงสติกลับมาได้ นางหันไปมองด้านข้างเล็กน้อย แล้วสายตาของนางก็มองไปที่ใบหน้าของสาวใช้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะคนหนึ่ง
นางคือชุ่ยเซียงสาวใช้ที่เคยรับใช้นางเมื่อในอดีต แล้วก็เป็นหนึ่งในคนที่รังแกนางในชาติที่แล้วด้วยเช่นกัน ทำให้นางต้องเสียชีวิตอย่างน่าอนาถใจ!
เมื่อชุ่ยเซียงเห็นว่านางดูเฉื่อยชา แววตาก็แสดงความรังเกียจออกมาทันที จากนั้นก็พูดประชดประชันขึ้นว่า “เลิกเสเสร้งเสียทีเถิดเจ้าค่ะ น้ำในสระบงกชก็มิได้ลึกเสียหน่อย”
“ขนาดคุณหนูใหญ่ที่สูงส่งกว่าเป็นไหนๆ ตกลงไปยังมิเป็นอันใดเลย แล้วท่านที่ผิวหนากายหยาบที่มาจากชนบทจะเป็นอันใดไปได้เล่าเจ้าคะ……”
ก่อนที่นางจะพูดจบ จู่ๆ หยุนม่านชิงก็พลิกตัวลุกขึ้น แล้วก็ตบหน้าชุ่ยเซียงอย่างแรง
ฝ่ามือของหยุนม่านชิงสั่นและชาไปหมด เวลานี้หยุนม่านชิงมั่นใจแล้วว่านางได้กลับมามีชีวิตใหม่อีกครั้งแล้ว อีกทั้งยังกลับมาในวันสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของนางอีกด้วย!
ชุ่ยเซียงตื่นตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้มาก
ด้วยความที่คุณหนูรองผู้นี้เพิ่งจะถูกรับตัวมาจากชนบท หลังจากผ่านไปได้ไม่กี่วันก็ทำเรื่องน่าขันเสียแล้ว อีกทั้งยังเป็นบุคคลที่มีนิสัยขี้ขลาดและขี้กลัวอีกด้วย
โจวซูเหวินคือฮูหยินท่านโหวผู้ซึ่งเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดคุณหนูรอง ซึ่งโจวซูเหวินเกลียดชังบุคลิกที่ไร้ซึ่งความสง่างาม ไม่สามารถเชิดหน้าชูตาของนางเป็นที่สุด แล้วก็ไม่พอใจกับการที่ลูกสาวของตนเติบโตมาจากในชนบทด้วย โจวซูเหวินไม่เพียงแต่ดุด่าลูกสาวในที่สาธารณะเท่านั้น แต่ยังปฏิเสธที่จะพบนางด้วย
หากแม่แท้ๆ ยังเป็นเช่นนี้ เจ้านายคนอื่นในจวนท่านโหวยิ่งมิต้องพูดถึงเลย
คนรับใช้ต่างก็ต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ไปด้วย แต่ละคนต่างก็ไม่มีผู้ใดเห็นหัวนางเลย
ก่อนหน้านี้หยุนม่านชิงไม่เคยต่อต้านด้วยวาจาเลย ยิ่งเรื่องการลงไม้ลงมือยิ่งไม่ต้องพูดถึง
ความเจ็บปวดที่แสบๆ ร้อนๆ บนใบหน้าทำให้ชุ่ยเซียงดึงสติกลับมาได้ นางโกรธจนใบหน้าบึ้งตึงไปหมด แล้วก็ตะโกนขึ้นมาเสียงดังว่า “สารเลว ข้าเป็นคนของฮูหยินท่านโหวนะ เจ้ากล้าตบข้าเช่นนี้ได้เยี่ยงไร!”
หยุนม่านชิงพยายามข่มอารมณ์เอาไว้ไม่ให้แสดงออกทางแววตา สายตาของนางดูเยือกเย็นมาก ไร้ซึ่งความอบอุ่นใดๆ ทั้งปวง
นางรังเกียจที่จะต้องมาเสียเวลาพูดกับชุ่ยเซียง นางจึงเพียงแค่ยกมือขึ้นและตบหน้าชุ่ยเซียงอย่างรุนแรงและเน้นย้ำไปสองครั้งติด
ขี้ข้าที่ปากคอเราะรายเช่นนี้ สมควรแล้วที่จะต้องโดนตบแรงๆ ควรจะต้องตบให้นางพูดไม่ได้อีกเลยเสียด้วยซ้ำ!
ชุ่ยเซียงรู้สึกเวียนหัวตาลายไปหมด แก้มทั้งสองข้างของนางบวมและระบมราวกับโดนผึ้งต่อยมาไม่มีผิด
นางคิดเพียงแค่ว่าหยุนม่านชิงจะต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ แต่ปากก็ยังคงตะโกนด่าทอออกมาอย่างหยาบคายว่า “ก็ดี ในที่สุดเจ้าก็เผยธาตุแท้ความป่าเถื่อนของเจ้าออกมาเสียทีนะ!”
“การที่เจ้าตบข้า ก็เหมือนกับตบหน้าฮูหยินด้วยเช่นกัน ซึ่งฮูหยินเกลียดชังเจ้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว คราวนี้ฮูหยินมิมีทางปล่อยเจ้าไปเป็นแน่!”
เมื่อพูดถึงฮูหยินท่านโหวขึ้นมาอีกครั้ง หยุนม่านชิงก็หยุดชะงักไป
ชาติที่แล้ว นางต้องเร่ร่อนอยู่ข้างนอกเพียงลำพัง ซึ่งสิ่งที่นางปรารถนามากที่สุดก็คือความรักจากครอบครัว เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับผู้คนในจวนท่านโหว นางจึงยอมถ่อมตนและอดทนต่อความอัปยศอดสูทุกอย่าง
นางมักจะคิดอยู่เสมอว่า จะต้องเป็นเพราะนางมิดีเป็นแน่ ท่านแม่และทุกคนในจวนท่านโหวถึงได้ชังนางถึงเพียงนี้
แต่ในเมื่อนางได้รู้เช่นเห็นชาติแล้วว่าทุกคนไร้หัวใจเช่นนั้น แล้วเหตุใดนางถึงต้องเดินตามรอยเดิมที่เคยพลาดด้วยเล่า?
เมื่อชุ่ยเซียงเห็นนางหยุดการกระทำไปก็คิดว่าคำพูดของตนเองได้ผล แววตาของนางจึงดูได้ใจขึ้นมาก แต่ก่อนที่นางจะทันได้ดีใจ นางก็ถูกตบหน้าอีกครั้งเสียก่อน!
เป็นการตบที่รุนแรงมาก!
เวลานี้ชุ่ยเซียงถึงได้รู้สึกกลัวขึ้นมา เมื่อนางเงยหน้าขึ้นไปมองก็เห็นแววตาที่เยือกเย็นและเย็นชาอย่างมากของคุณหนูรอง พอแสงเทียนสาดส่องไปยิ่งทำให้ดูน่าหวาดกลัวเข้าไปอีก
ซึ่งดูแตกต่างไปจากก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิงเลย แค่มองไปแวบเดียวก็ทำให้นางขนลุกไปทั้งตัวแล้ว
ขณะที่ชุ่ยเซียงกำลังจะขอร้องอ้อนวอน ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว ใบหน้าของนางบวมเป่งจนลืมตาไม่ขึ้น แม้แต่จะอ้าปากก็ยังทำไม่ได้เลย
ในห้องมีเสียงเปรี้ยงปร้างดังขึ้นมาราวกับเป็นเสียงประทัด ซึ่งเสียงมันดังมากเสียจนแม่นมฉินที่กำลังเฝ้าอยู่ข้างนอกเกิดเป็นกังวลขึ้นมาว่าจะเกิดอะไรขึ้นหรือไม่ นางจึงรีบผลักประตูเปิดเข้าไปในทันที
เมื่อมองไปแวบแรก พอเห็นว่าใบหน้าของชุ่ยเซียงที่บวมเป่งเต็มไปด้วยเลือดนางก็ตกใจอย่างมาก นางพูดขึ้นมาด้วยความตื่นตกใจว่า “นี่ นี่มันเกิดอันใดขึ้นหรือ?”
แม่นมฉินได้รับคำสั่งจากฮูหยินใหญ่ให้มาคอยรับใช้นาง
ในชาติที่แล้ว ชุ่ยเซียงจะอาศัยอำนาจของฮูหยินท่านโหวมาใช้เล่ห์เหลี่ยมมากมายแทงข้างหลังหยุนม่านชิง แต่ที่น่าขันก็คือ นางมัวแต่ลุ่มหลงอยู่กับความรักจอมปลอมของโจวซูเหวินผู้เป็นแม่จนมองไม่เห็นความจริง
ส่วนของแม่นมฉินนั้นเป็นคนดีโดยเนื้อแท้จริงๆ และก็ยังคอยใส่ใจหยุนม่านชิงด้วยความจริงใจด้วย
แต่เพราะการยุยงของชุ่ยเซียง หยุนม่านชิงจึงมักจะระแวดระวังแม่นมฉินอยู่เสมอ ถึงขนาดที่ช่วงหลังทำให้แม่นมฉินและท่านย่ารู้สึกผิดหวังกับนางไปด้วย……
เมื่อได้เจอแม่นมฉินอีกครั้ง หยุนม่านชิงก็รู้สึกว้าวุ่นไปหมด แต่ไม่นานนางก็สามารถที่จะสงบสติอารมณ์ได้
สีหน้าของนางไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ น้ำเสียงก็สงบนิ่งมาก “แม่นมมาพอดีเลย สาวใช้ผู้นี้มีเจตนาไม่ดีคิดจะจาบจ้วงเจ้านาย ข้ามิสามารถเก็บนางเอาไว้ได้อีก”
“รบกวนแม่นมช่วยขายนางออกไปที จะได้หลีกเลี่ยงการเกิดเหตุการณ์ไม่สงบสุขของเรือนหลังด้วย”
แม่นมฉินมองไปที่หยุนม่านชิงด้วยความประหลาดใจ
ก่อนหน้านี้ คุณหนูรองไว้วางใจชุ่ยเซียงมากที่สุด ทั้งๆ ที่ชุ่ยเซียงไม่ให้ความเคารพอะไรเลย อีกทั้งยังออกคำสั่งใส่คุณหนูรอง ทำตัวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเลยสักนิดเดียว
มีอยู่ครั้งหนึ่งแม่นมฉินรู้สึกไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง นางจึงต่อว่าชุ่ยเซียงไปหลายประโยค แต่หยุนม่านชิงกลับรีบเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ไกล่เกลี่ย นับแต่นั้นมาก็มีเพียงแค่ชุ่ยเซียงผู้เดียวเท่านั้นที่คอยอยู่เคียงข้างรับใช้หยุนม่านชิง
แม่นมฉินไม่ได้ขยับเขยื้อนใดๆ ส่วนชุ่ยเซียงกำลังนอนร้องครวญครางอยู่บนพื้นแบบหายใจแรงมาก
หยุนม่านชิงหรี่ตาลงและพูดว่า “แม่นมฉิน?”
แม่นมฉินตั้งสติได้อีกครั้ง จากนั้นก็รีบออกคำสั่งไปข้างนอกอย่างรวดเร็วว่า “ผู้ใดก็ได้มานี่ที มาลากตัวสาวใช้สารเลวที่จาบจ้วงเจ้านายผู้นี้ไปขังไว้เสีย จากนั้นพรุ่งนี้เช้าให้ไปรายงานฮูหยินใหญ่และขายนางให้กับร้านค้ามนุษย์ไปเสีย!”
หลังจากแม่นมฉินพูดจบ นางก็เรียกบ่าวหญิงสูงวัยร่างกำยำข้างนอกมาหลายคน เพื่อให้ลากตัวชุ่ยเซียงออกไปข้างนอกเสีย
จนกระทั่งถึงตอนนี้ ชุ่ยเซียงถึงตระหนักได้ว่าหยุนม่านชิงเอาจริง!
ในอดีตเพียงแค่เอ่ยถึงฮูหยิน ไม่ว่าจะพูดอะไรก็ตาม หยุนม่านชิงจะยอมทำตามที่บอกอย่างเชื่อฟังเสมอ แม้จะโดนรังแกก็ไม่ขัดขืนใดๆ !
นางอยากจะวิงวอนขอความเมตตา ทว่าทันทีที่นางอ้าปาก ปากของนางก็ถูกก้อนสกปรกๆ บางอย่างอุดเอาไว้ ทำให้เสียงที่เหลืออยู่เงียบหายไปเพราะความหวาดกลัวทันที
หยุนม่านชิงเบือนหน้าไปทางอื่นอย่างเฉยชา ไม่แม้แต่จะเหลียวมองชุ่ยเซียงเลยสักนิด นางเพียงแค่พูดกับแม่นมฉินว่า
“วันนี้เป็นวันเกิดท่านย่า วันดีๆ เช่นนี้มิควรที่จะปล่อยให้นางส่งเสียงดังได้ ลากนางออกไปที่ร้านค้ามนุษย์ทางประตูเล็กด้านหลังเลยก็แล้วกัน”
ชุ่ยเซียงพยายามฝืนทนความเจ็บปวดตามตัวและดิ้นไปมา แต่นางจะไปสู้แรงของบ่าวหญิงสูงวัยที่ร่างกายแข็งแรงเหล่านั้นได้เยี่ยงไร
ไม่นาน เสียงก็หายไปจากนอกห้อง
แม่นมฉินมองหยุนม่านชิงด้วยความกังวลใจ แล้วก็เตือนขึ้นมาว่า “คุณหนูรองขายชุ่ยเซียงออกไปเช่นนี้ แล้วจะอธิบายให้ฮูหยินฟังอย่างไรหรือเจ้าคะ?”
“สาวใช้ที่ไม่เคารพกฎเกณฑ์และไม่เคารพเจ้านายเช่นนี้ มีแต่จะทำให้ผู้อื่นคิดว่าท่านแม่ไม่รู้จักอบรมบริวาร ที่ข้าช่วยจัดการนางให้กับท่านแม่ ก็เพราะหวังดีกับท่านแม่อย่างไรเล่า” หยุนม่านชิงหันกลับไปมองนาง
“รบกวนแม่นมช่วยเปลี่ยนชุดให้ข้าที ขืนช้าไปกว่านี้ จะเสียเวลาไปงานเลี้ยงวันเกิดเอาได้”
คืนนี้ เป็นฉากสำคัญเสียด้วยสิ!
แม่นมฉินยืนอึ้งอยู่ตรงที่เก่าไม่ขยับ นางมองพิจารณาหยุนม่านชิงอย่างละเอียด ราวกับเพิ่งรู้จักกันเป็นครั้งแรกอย่างไรอย่างนั้น
สีหน้าของหยุนม่านชิงดูปกติดี แต่อารมณ์หลายๆ อย่างในใจของนางกลับปะทุขึ้นมาไม่หยุดหย่อน
ทุกเหตุการณ์ในอดีตชาติยังคงวนเวียนอยู่ในใจ ราวกับเป็นอีกภพหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
นางเป็นคุณหนูตัวจริงของจวนท่านโหวหวยอัน แต่กลับถูกแม่นมสลับตัว จึงต้องระหกระเหินเร่ร่อนอยู่ข้างนอกมานานหลายปี
ครั้นเมื่อพบนางแล้ว คุณหนูใหญ่หยุนโหรวเจียผู้เป็นคุณหนูตัวปลอมกลับคอยขัดแข้งขัดขาและเล่นงานนางทุกวิถีทาง ทำให้นางถูกทุกคนในจวนโหวเกลียดชัง จนสุดท้ายก็ต้องทนทุกข์ทรมานจนตายอย่างน่าอนาถ
วันนี้ก็เช่นกัน หยุนโหรวเจียได้อาศัยจังหวะมอบดอกไม้ในการฉุดให้หยุนม่านชิงตกลงไปในสระบงกชพร้อมกัน
หยุนโหรวเจียจัดฉากได้แนบเนียนอย่างยิ่ง ในสายตาของทุกคนจึงดูเหมือนหยุนม่านชิงจะเป็นฝ่ายผลักนางตกน้ำเสียมากกว่า!
ซึ่งเหตุการณ์นี้เอง จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้หยุนม่านชิงตกลงสู่ความมืดมิดอันไร้จุดจบ
ทั้งหยุนโหรวเจียและพวกที่เคยทำร้ายนาง นางจะไม่ยอมปล่อยไปเด็ดขาด!
ความเกลียดชังทำให้สีหน้าของหยุนม่านชิงพลันเปลี่ยนไป ทว่าแม่นมกลับคิดว่านางกำลังตื่นตระหนกตกใจกลัวเพราะฮูหยินท่านโหว จึงดึงสติกลับมา ก่อนจะปลอบโยนว่า “ในเมื่อคุณหนูตัดสินใจแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวหรอกเจ้าค่ะ”
“ชุ่ยเซียงกระทำการล่วงเกินผู้เป็นนาย ข้าน้อยเห็นเองกับตาหมดแล้ว ประเดี๋ยวฮูหยินใหญ่จะเป็นคนจัดการแทนท่านเอง ฮูหยินไม่กล้าเอาความเรื่องนี้หรอกเจ้าค่ะ”
หยุนม่านชิงเก็บอารมณ์ความรู้สึก นางข่มความเกลียดชังที่ล้นอยู่เต็มอกเอาไว้ แล้วก็พูดกับแม่นมฉินด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ขอบน้ำใจแม่นมมาก”
จากนั้นนางก็เร่งเร้าว่า “รบกวนแม่นมช่วยเลือกชุดเสื้อผ้าอาภรณ์ที่เหมาะกับโอกาสให้ข้าสักตัวที”
แม่นมฉินหันกลับไปมองตู้เสื้อผ้าด้วยความลำบากใจ
หยุนม่านชิงรู้ดีว่านางกำลังลำบากใจด้วยเหตุผลอันใด ปัญหายากๆ ข้อนี้เป็นปัญหาที่นางจงใจโยนให้แม่นมฉินจัดการ เพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่กำลังจะเกิดขึ้น
เนื่องจากนางเพิ่งถูกรับตัวกลับเข้าจวนได้เพียงหนึ่งเดือน ขณะที่ทุกคนมัวแต่ง่วนอยู่กับการปลอบใจหยุนโหรวเจียกันหมด จึงไม่มีผู้ใดนึกขึ้นได้ว่าจะต้องเตรียมเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายให้นางเลยแม้เพียงคนเดียว
มีเพียงชุดเดียวเท่านั้นที่พอจะใส่ออกหน้าออกตาได้ มันคือชุดที่เพิ่งไปวัดตัวและตัดออกมาเมื่อไม่กี่วันก่อน ซึ่งเมื่อครู่นี้มันได้เปื้อนตะกอนโคลนจากสระบงกชจนมิอาจใส่ได้อีกแล้ว
ส่วนเสื้อผ้าที่เหลืออยู่เป็นเสื้อผ้าที่หยุนโหรวเจียเคยใส่และโละทิ้งให้กับนางนั่นเอง
“หรือว่า……” แม่นมฉินเสนอออกมาอย่างเก้ๆ กังๆ ว่า “ท่านแสร้งทำทีว่าป่วยแล้วก็ไม่ต้องไปจะดีกว่านะเจ้าคะ ทุกคนก็เห็นกับตาว่าท่านตกน้ำมา ย่อมเข้าใจได้อยู่แล้ว”
“นี่คืองานเลี้ยงวันเกิดของท่านย่า แล้วก็เป็นครั้งแรกที่ข้าได้พบปะกับทุกคนในที่สาธารณะด้วย” หยุนม่านชิงเดินไปเปิดประตูตู้เสื้อผ้าพร้อมพูดด้วยสีหน้าเฉยชาว่า
“หากข้ามิไป นอกจากจะเป็นการเนรคุณแล้ว ยังจะทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อีก”
ครั้งแรกมันสำคัญอย่างไรน่ะหรือ?
เมื่อชาติก่อน เป็นเพราะนางไม่ได้ไปร่วมงานหลังจากตกน้ำนี่แหละที่ทำให้คนอื่นฉวยโอกาสบิดเบือนความจริงจากถูกเป็นผิด จนสุดท้ายนางต้องกลายเป็นฝ่ายเสียเปรียบและต้องตกเป็นรองผู้อื่นอยู่เรื่อยมา!
แม่นมฉินรับใช้หยุนม่านชิงมาหนึ่งเดือนแล้ว ย่อมรู้ดีว่าในตู้เสื้อผ้ามีอาภรณ์แบบใดบ้าง
นางคิดว่าหยุนม่านชิงพูดจาสมเหตุสมผลดี จึงพูดเบาๆ ว่า “คุณหนูช่วยรอเดี๋ยวนะเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้าน้อยจะไปหาเสื้อผ้าใหม่ๆ มาให้ท่านเองเจ้าค่ะ”
หลังจากที่แม่นมฉินลับไปจากสายตาแล้ว หยุนม่านชิงก็นั่งลงริมหน้าต่างและเริ่มจัดเรียบเรียงความคิดหลังจากเกิดใหม่
ขณะที่กำลังจมอยู่กับความคิด ทันใดนั้นก็มีเสียง “ปัง” ดังมาจากด้านหลังของหน้าต่าง
แม้ว่าเสียงนั้นจะไม่ดังนัก แต่เมื่ออยู่ในห้องที่เงียบสงัด เสียงนั้นกลับฟังดูแปลกประหลาดและน่าขนลุกเป็นพิเศษ
ในเรือนหลิวซุ่ย นอกจากชุ่ยเซียงแล้วก็มีเพียงแม่นมฉินเท่านั้นที่คอยรับใช้อย่างใกล้ชิด ส่วนสาวใช้ที่เหลือได้ถูกส่งไปช่วยงานที่เรือนด้านหน้าหมดแล้ว เสียงเมื่อครู่นี้จึงผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด
หยุนม่านชิงลุกพรวดขึ้นมา พร้อมหยิบกาน้ำชาบนโต๊ะขึ้นมาใช้ป้องกันตัวเองทันที จากนั้นจึงค่อยๆ เดินย่องไปยังต้นตอของเสียง
จังหวะที่เดินอ้อมฉากกั้น ความหนาวเย็นระลอกหนึ่งก็ได้ถาโถมเข้ามาอย่างฉับพลัน นางยังไม่ทันได้ตั้งตัว กริชอันแหลมคมก็ปรากฏขึ้นที่คอของนางเสียแล้ว
“อย่าขยับ!” บุคคลนั้นยืนอยู่ข้างหลังหยุนม่านชิง น้ำเสียงที่เย็นชาและแหบพร่า แฝงไปด้วยเจตนาฆ่าอย่างเห็นได้ชัด
ครั้นสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบที่ต้นคอ หยุนม่านชิงก็ชะงักการกระทำลงชั่วขณะ แต่ไม่นานนัก นางก็สงบสติอารมณ์ลงอีกครั้ง “ท่านคิดจะทำสิ่งใด?”
คนที่อยู่ข้างหลังหาได้ตอบไม่ ทว่ากลับออกแรงกดกริชในมือมากยิ่งขึ้นเสียอย่างนั้น
ลมหายใจที่บุคคลนั้นพ่นออกมาเป่ารดอยู่ตรงข้างหูของหยุนม่านชิง มันแฝงไปด้วยความเย็นเหมือนต้นสนซีดาร์ แต่กลับร้อนผ่าวอย่างบอกไม่ถูก
เนื่องจากเมื่อชาติก่อนมิเคยเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้ หยุนม่านชิงจึงนึกไม่ออกเลยว่า เหตุใดจึงเกิดความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ได้ ทว่าขณะที่กำลังจะเอ่ยปากพูด ทันใดนั้น ปลายจมูกของนางกลับได้กลิ่นเลือดจางๆ ระลอกหนึ่งเสียอย่างนั้น
นางที่พอจะเดาบางอย่างออก จึงรีบพูดต่อทันทีว่า “ท่านได้รับบาดเจ็บมา มิหนำซ้ำยังต้องพิษเสียด้วย!”
บุคคลนั้นยังคงไม่เอ่ยคำใดออกมา ลมหายใจของเขาหอบถี่ อีกทั้งร่างกายที่อิงแอบไปกับหยุนม่านชิงยังสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่ได้ ทั้งร้อนผ่าวและตึงเครียดอย่างยิ่ง
ตลอดหลายปีที่หยุนม่านชิงใช้ชีวิตอยู่ในชนบทมา นางได้เรียนวิชาแพทย์ขั้นสูงจากท่านอาจารย์จนเชี่ยวชาญอย่างหาตัวจับยาก เพราะทั้งสองคนอยู่ใกล้กันมาก บวกกับปฏิกิริยาของบุรุษผู้นั้น นางจึงเดาออกแทบจะทันทีว่าปัญหาอยู่ตรงไหน
ในเวลาเดียวกัน นางก็รู้สึกขนลุกวาบไปทั้งตัว
ในเรือนหลิวซุ่ยเหลือเพียงนางคนเดียวเท่านั้น ซึ่งด้านหลังคือ บุรุษผู้หนึ่งที่ถูกวางยาปลุกกำหนัด อีกทั้งยังมีวรยุทธ์อันแกร่งกล้าด้วย
หยุนม่านชิงกำกาน้ำชาในมือเอาไว้แน่น ความคิดมากมายแล่นผ่านเข้ามาในหัวของนาง ในขณะที่นางตัดสินใจจะสู้กันให้ตายไปข้าง ทันใดนั้นแรงตรึงที่ต้นคอก็พลันหายไปเสียอย่างนั้น
เกิดเสียงเนื้อกระทบพื้นขึ้น บุคคลนั้นล้มฟุบลงกับพื้นเสียแล้ว
หยุนม่านชิงถอยหลังกลับไปอย่างว่องไวเพื่อเว้นระยะห่าง จากนั้นจึงมองพิจารณาด้วยความหวาดระแวง
บุรุษที่นอนอยู่บนพื้นสวมชุดคลุมสีน้ำเงินเข้ม พร้อมทั้งใช้ผ้าสีดำปิดบังใบหน้าเอาไว้ ทำให้มิอาจมองเห็นลักษณะใบหน้าได้
มีเพียงดวงตาที่เป็นประกายระยิบระยับราวกับดวงดาวของเขาเท่านั้นทึ่ถูกเผยออกมา แต่ในขณะนี้ มันกลับกลายเป็นสีแดงฉาน อีกทั้งยังมีม่านน้ำตาปกคลุมอย่างบางเบา ราวกับว่าเขากำลังพยายามควบคุมตัวเองอย่างสุดความสามารถ
หยุนม่านชิงหาได้คิดจะเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีบุรุษแปลกหน้าที่ถูกวางยาผู้หนึ่งอยู่ในห้อง หากผู้อื่นมารู้เข้า ชื่อเสียงของนางมีหวังได้รับผลกระทบเป็นแน่
ขณะที่นางกำลังจะลงมือจัดการอย่างเงียบๆ หางตาของนางก็ดันเหลือบไปเห็นว่า ปลายแขนเสื้อของเขาถูกปักลายขนอีกาสีแดงเข้มเอาไว้หนึ่งเส้น
เมื่อชาติก่อน นางเคยเห็นลวดลายเช่นนี้มาก่อน มันเป็นของมู่ถิงจือ พระนัดดาของฮ่องเต้นั่นเอง!
เมื่อหยุนม่านชิงตระหนักได้ดังนั้น นางก็ได้สลัดความกลัวทิ้งไป แล้วก็เข้าไปกระชากผ้าปิดหน้าของเขาออกทันที
เปล่งประกายดั่งทองคำ สุกปลั่งเหมือนดั่งหยกอุ่น ใบหน้าคมคายดั่งคมดาบ สันจมูกสูงสง่าราวกับทิวเขาสูง
ทว่าหางตาสีแดงก่ำที่เกิดจากความใคร่กลับทำลายความเย็นชาจนสิ้น
ครั้นเมื่อเลื่อนสายตาลงไป คงเพราะฤทธิ์ของยาหรือเพราะอารมณ์โทสะ ริมฝีปากบางๆ ที่ถูกเม้มแน่นของเขาจึงแผ่กลิ่นอายของความเย็นชาออกมา
ครั้นต้องเผชิญกับสายตาพินิจพิจารณาของหยุนม่านชิงแบบซึ่งๆ หน้า ดวงตาเป็นประกายอันเย็นชาคู่นั้นก็ได้เผยเจตนาฆ่าออกมามากยิ่งขึ้นไปอีก
มู่ถิงจือจริงๆ ด้วย!
หลังจากประหลาดใจไปชั่วขณะ หัวใจของหยุนม่านชิงพลันเอ่อล้นไปด้วยความปิติยินดี
มู่ถิงจือเป็นพระโอรสเพียงพระองค์เดียวของมู่หวนอี้รัชทายาทผู้ล่วงลับไปแล้ว องค์รัชทายาททรงสิ้นพระชนม์ไปแล้วถึงหกปี ทว่าฮ่องเต้กลับยังมิได้พระราชทานบรรดาศักดิ์องค์รัชทายาทพระองค์ใหม่ขึ้นมา ทำให้ฐานันดรในฐานะพระนัดดาของฮ่องเต้ยังคงทรงเกียรติยิ่ง
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ พระนัดดาของฮ่องเต้พระองค์นี้ยังคงหนุ่มแน่นและมีแววอันโดดเด่น หาใช่เพียงมีพรสวรรค์อันล้ำเลิศเท่านั้น หากแต่ยังมีวรยุทธ์อันแกร่งกล้า อีกทั้งยังเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้อย่างยิ่ง
ติดตรงที่เขาเป็นคนเย็นชามาตั้งแต่เกิด แล้วก็ไม่เป็นมิตรกับผู้ใดทั้งสิ้น
บนเส้นทางการล้างแค้นของหยุนม่านชิง นอกเหนือจากหยุนโหรวเจียและทุกคนในจวนท่านโหวแล้ว ยังมีผู้ที่ทรงอำนาจอย่างเหลือล้นในราชวงศ์อีกด้วย
หากเข้าหาพระนัดดาของฮ่องเต้สำเร็จ ทุกอย่างน่าจะง่ายดายขึ้นมากทีเดียว ด้วยเหตุนี้ นางจึงตัดสินใจในทันทีว่าจะช่วยเขา “ท่านถูกวางยาพิษ ข้าช่วยถอนพิษให้ท่านได้นะเจ้าคะ”
ทันทีที่จบประโยคดังกล่าว มู่ถิงจือก็เบือนหน้าหนี ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงแหบแห้งที่แฝงไปด้วยความไม่ไยดีว่า “มิต้อง”
ช่างเป็นการปฏิเสธที่กระชับรวบรัดเสียเหลือเกิน
สำหรับบุคคลนี้ หยุนม่านชิงตั้งใจแล้วว่าจะช่วยให้จงได้
นางดูออกว่า มู่ถิงจือไม่ได้โดนวางยาปลุกกำหนัดเพียงอย่างเดียว หากแต่ยังถูกผสมยาพิษชนิดอื่นเข้าไปด้วย ร่างกายของเขาอ่อนเปลี้ยจนใช้กำลังไม่ได้เลยด้วยซ้ำ นางจะทำเยี่ยงไรก็ได้มิใช่หรือ?
หยุนม่านชิงหาได้สนใจคำปฏิเสธของเขาไม่ นางช้อนตัวมู่ถิงจือขึ้นมาทันที
โชคดีที่นางมักจะเดินทางข้ามน้ำข้ามเขาไปเก็บสมุนไพรอยู่บ่อยครั้ง จึงมีพละกำลังอย่างเหลือล้น มิฉะนั้น ด้วยรูปร่างสูงใหญ่กำยำของมู่ถิงจือ นางคงมิอาจพยุงเขาเพียงลำพังได้
ทันทีที่ร่างกายของทั้งสองคนสัมผัสกัน เสียงครางที่ยากจะข่มเอาไว้ได้ก็ดังมาจากลำคอของมู่ถิงจือ
ทันใดนั้น ใบหน้าอันหล่อเหลาเหลือเกินนั้นถึงกับแดงก่ำ เขาหันหน้าหนีด้วยความอับอาย ในระหว่างที่หอบหายใจ เขาก็ยังฝืนใจปฏิเสธว่า “อย่า!”
เขาจะยอมมีความสัมพันธ์เช่นนั้นกับสตรีแปลกหน้าเพราะถูกวางยาได้เยี่ยงไรกัน?
ครั้นเห็นสีหน้าท่าทีเย็นชาและกระอักกระอ่วนของเขา หยุนม่านชิงที่พอจะเดาความคิดของเขาออกก็ได้ส่งเสียงหึออกมา ก่อนจะพูดว่า “ยาปลุกกำหนัดในตัวท่านมิใช่สิ่งที่อดทนแล้วจะหายไปเองหรอกนะเจ้าคะ”
“หากไม่รีบขจัดทิ้งโดยเร็วที่สุด ภายในหนึ่งชั่วยามนี้ เส้นเอ็นจะต้องฉีกขาดเป็นแน่ วางใจได้เลย ข้าไม่ลวนลามท่านแน่”
นางไม่ได้มียาถอนพิษที่ตรงกับอาการอยู่ในมือ มีเพียงเข็มเงินที่นำกลับมาจากชนบทเท่านั้น
การฝังเข็มต้องใช้เวลาพอสมควรจึงจะเห็นผล หากในระหว่างนี้ มู่ถิงจือควบคุมตัวเองมิได้ ทุกอย่างจะเป็นอันจบสิ้น
บังเอิญเหลือเกินที่หลังจากอาบน้ำชำระร่างกายตอนตกน้ำแล้ว อ่างอาบน้ำที่อยู่ในห้องยังมีน้ำเย็นเหลืออยู่ ซึ่งสามารถบรรเทาอาการร้อนรุ่มและกระสับกระส่ายของเขาได้ชั่วคราว
มู่ถิงจือสูงกว่านางมากนัก น้ำหนักตัวทั้งหมดที่ทิ้งไปกับร่างกายของนาง บวกกับลมหายใจอันร้อนผ่าวที่ถูกพ่นลงทั่วศีรษะของนาง ทำให้เกิดอาการจั๊กจี้เล็กน้อย
ย่างก้าวของทั้งสองคนพันกันไปมา จนกระทั่งลากเขาอ้อมฉากกั้นมาจนถึงอ่างอาบน้ำได้อย่างทุลักทุเลแล้ว จากนั้นหยุนม่านชิงก็หลับตาลงเพื่อทำการเปลื้องเสื้อผ้าของมู่ถิงจืออย่างลวกๆ
มือของนางอ่อนนุ่มอย่างมาก เนื่องจากหลับตาและมองไม่เห็น การสัมผัสแบบสุ่มสี่สุ่มห้าจึงเหมือนกับการจุดชนวนให้กับร่างกาย ราวกับเป็นการทรมานในอีกรูปแบบหนึ่งเสียมากกว่า
“บังอาจ!” มู่ถิงจือกลืนน้ำลายลงไป เขาขัดขืนพลางตะโกนโวยวายออกมาด้วยน้ำเสียงแหบแห้งที่แฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า “เจ้ากล้าดีเยี่ยงไร……”
ยังพูดไม่ทันจบ เสียงของเขาก็ได้ถูกจังหวะการหอบหายใจที่รุนแรงจากความอดทนอดกลั้นกลบเอาไว้เสียแล้ว
“ข้าก็มิได้อยากทำนักหรอกเจ้าค่ะ” หยุนม่านชิงรีบถอดเสื้อคลุมตัวนอกและเสื้อชั้นในของเขาออกอย่างว่องไว ก่อนจะคลำหาเข็มขัดของเขา “ที่นี่ไม่มียาถอนพิษ ทำได้แค่ฝังเข็มระบายพิษเท่านั้น หากท่านยังสวมเสื้อผ้าอยู่ แล้วข้าจะฝังเข็มให้ท่านเยี่ยงไรเล่า?”
นางเองก็ไม่กล้าเปลื้องผ้าออกทั้งหมดเช่นกัน ฉะนั้นแล้ว หลังจากเปลื้องผ้าจนเหลือเพียงกางเกงชั้นใน นางก็หรี่ตาลงครึ่งหนึ่งและผลักเขาลงไปในน้ำทั้งอย่างนั้น
ทว่าจังหวะที่กำลังจะตกน้ำ ไม่รู้ว่ามู่ถิงจือไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน อยู่ดีๆ เขากลับจับข้อมือของนางเอาไว้เสียอย่างนั้น
โลกหมุนคว้าง สายน้ำเย็นกระเซ็นไปทั่ว หยุนม่านชิงที่ไม่ทันได้ตั้งตัวถูกเขาฉุดลงอ่างอาบน้ำด้วยกันเฉยเลย!
นางที่เปียกโชกไปทั้งตัวพยายามจะฝืนลุกขึ้นมา แต่กลับยังคงไม่กล้าลืมตาเหมือนเก่า ทุกสัมผัสล้วนแต่เป็นร่างกายอันร้อนผ่าวและแข็งแกร่งของเขาทั้งสิ้น
ร่างกายอันร้อนผ่าวของมู่ถิงจือที่สัมผัสกับน้ำเย็นคล้ายจะสงบลงชั่วขณะ เขาฉวยโอกาสคว้ามือนางไว้ แล้วก็ดันนางให้แนบไปกับขอบอ่าง จากนั้นจึงพูดว่า “อย่าขยับ……”
หยุนม่านชิงไม่กล้าขยับอีก
ขนาดของอ่างอาบน้ำไม่ใหญ่มากนัก สามารถจุทั้งสองคนได้เกือบจะพอดี อีกฝั่งหนึ่งของอาภรณ์ชั้นบางๆ นางสัมผัสได้ถึงความแข็งตึงของเขาที่แนบไปกับต้นขาของนางได้อย่างแจ่มชัด……
สมองของมู่ถิงจืออื้ออึงไปหมด ร่างกายที่เกร็งแน่นสูญเสียการควบคุมไปชั่วขณะ สัญชาตญาณบอกให้เขาโน้มตัวเข้าไปข้างหน้า เพื่อจะสัมผัสกับนางให้มากกว่านี้
แววตาของเขาพร่ามัว ร่างกายของเขาสั่นไหวเล็กน้อย หมายจะซุกไซ้เข้าไปใกล้ลำคออันขาวผ่องของนางเสียให้ได้……
ความร้อนผ่าวตามร่างกายของมู่ถิงจือราวกับสามารถส่งต่อกันได้ ขืนปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป มีหวังได้เสียการควบคุมจริงๆ เป็นแน่!
หยุนม่านชิงพยายามจะดึงเข็มเงินที่อยู่ในมือออกมา จากนั้นก็จิ้มลงที่จุดเฟิงฝู่ของเขาด้วยความเด็ดขาดทันที
มู่ถิงจือหยุดการกระทำลงโดยพลัน ทั้งสองคนยังคงค้างอยู่ในท่าโอบกอดกันในอ่างอาบน้ำ ลมหายใจของทั้งคู่สอดประสานกัน ไม่มีผู้ใดขยับเขยื้อนอันใดต่อเลย
ด้านนอกประตู เสียงของแม่นมฉินที่ค่อยๆ ดังเข้ามาเรื่อยๆ ทำลายบรรยากาศตึงเครียดและร้อนระอุภายในห้องทันที
“คุณหนูรองเจ้าคะ ทุกคนกำลังช่วยงานกันอยู่ที่เรือนด้านหน้า ไม่รู้ว่ากุญแจคลังอยู่ที่ใด คงต้องสวมเท่าที่มีไปก่อนนะเจ้าคะ”
หัวใจของหยุนม่านชิงจุกอยู่ในลำคอ เนื่องจากกลัวว่าแม่นมฉินจะพรวดพราดเข้ามา จึงพูดขึ้นทันทีว่า “เข้าใจแล้ว ข้าขอชำระร่างกายก่อน แม่นมรออยู่ข้างนอกนั่นแหละ”
เนื่องจากน้ำเสียงสั่นเทาเล็กน้อยของนาง ทำให้แม่นมฉินรู้สึกไม่ชอบมาพากล ครั้นมองผ่านฉากกั้นไปก็เห็นสถานการณ์ภายในได้ไม่ชัดนัก จึงถามด้วยความสงสัยว่า “ท่านชำระร่างกายแล้วมิใช่หรือเจ้าคะ?”
“เหงื่อดันออกอีกแล้วน่ะสิ” หยุนม่านชิงพยายามจะแก้ต่างว่า “อีกเดี๋ยวเดียวก็อาบเสร็จแล้วล่ะ”
โชคดีเหลือเกินที่นับตั้งแต่กลับมาที่นี่ นางไม่เคยให้ผู้ใดช่วยอาบน้ำให้เลย ฉะนั้นแม่นมฉินจึงมิได้สงสัยอันใด “ถ้าเช่นนั้น ข้าน้อยจะรอท่านอยู่ข้างนอกนะเจ้าคะ”
หยุนม่านชิงถอนหายใจยาวออกมา จากนั้นจึงค่อยๆ ลุกขึ้นมาจากอ่างอาบน้ำ
การเคลื่อนไหวดังกล่าว ทำให้เนื้อหนังที่แนบชิดเกิดการเสียดสีกันจนเกิดความรู้สึกเสียวซ่านขึ้นมาโดยพลัน ส่งผลให้มู่ถิงจือเผลอครางเสียงต่ำออกมาตามสัญชาตญาณ
หยุนม่านชิงที่มือไวตาไวรีบปิดปากเอาไว้ทันที พร้อมทั้งเตือนว่า “อย่างมากสุดอีกหนึ่งชั่วยามข้าก็กลับมาแล้ว ท่านอย่าได้ไปไหนมาไหนโดยพลการเชียวนะเจ้าคะ”
เมื่อมือที่เรียวเล็กและเย็นเฉียบทาบลงมาบนริมฝีปาก ดวงตาของมู่ถิงจือก็ฉายแววประหลาดออกมา เขาพยักหน้าเล็กน้อย ราวกับเป็นการตอบรับคำพูดของนาง
หยุนม่านชิงไม่กล้าที่จะอยู่ต่ออีก นางลุกขึ้นยืนเตรียมจะถอดเสื้อผ้าออกทันที
ครั้นเมื่อคิดทบทวนดูอีกที ด้วยความที่มู่ถิงจือยังอยู่ที่นี่ นางจึงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาปิดตาเขาเอาไว้ ก่อนจะผูกปมไว้ด้านหลังศีรษะ
หลังจากสายตาถูกปิดกั้น ประสาทการได้ยินจะว่องไวเป็นพิเศษ เมื่อมู่ถิงจือได้ยินเสียงเสื้อผ้าเสียดสีกันแผ่วเบาเป็นระลอกๆ ลูกกระเดือกที่ลำคอก็ขยับขึ้นลงโดยไม่รู้ตัว……
โชคดีที่เข็มเงินที่ยังคงปักอยู่ตรงจุดฝังเข็มคอยยับยั้งความกระสับกระส่ายในร่างกายของเขาเอาไว้
หยุนม่านชิงหยิบเสื้อผ้าเก่าๆ ตัวหนึ่งที่หยุนโหรวเจียเคยใส่ออกมาจากตู้เสื้อผ้าอย่างลวกๆ หลังจากสวมเสร็จแล้ว นางก็เปิดประตูออกไปข้างนอก
นางไม่ทันเห็นเลยว่า บริเวณด้านหลัง บุรุษที่อยู่ในอ่างอาบน้ำค่อยๆ ยกมือขึ้นมาถอดผ้าผืนบางที่บดบังสายตาออกเรียบร้อยแล้ว……