ณ เมืองเจียง บ้านตระกูลอวิ๋น
“พี่ กลับมาแล้วเหรอ? ถึงคุณหวังจะอายุมากแล้ว แต่เขาก็ยังดูแลคนอื่นได้อยู่นะ อีกอย่างธุรกิจเขาก็ใหญ่โต หลังจากที่พี่แต่งงานเข้าไปแล้ว พี่ก็จะได้เป็นคุณนายหวัง ถือว่าเป็นความโชคดีของพี่เลยนะ” พออวิ๋นเหยาเห็นอวิ๋นเจินเดินเข้าประตูมา เธอก็เอ่ยปากพูดขึ้นมาด้วยความสะใจทันที
ก่อนที่อวิ๋นเหยาจะพูดจบ อวิ๋นเจินก็สาวเท้าเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว แล้วก็ตบหน้าอวิ๋นเหยาเข้าอย่างจัง
“งั้นฉันขอมอบความโชคดีนี้ให้เธอ เธอเอาไหมล่ะ? เธอเป็นคนใส่ยาลงในไวน์ใช่ไหม?”
ในดวงตาสีดำเข้มของหญิงสาวที่มีผิวขาวอมชมพูแฝงไปด้วยการประชดประชัน ซึ่งสายตาของเธอดูน่ากลัวอย่างมาก
อวิ๋นเหยาตะโกนขึ้นมาว่า “โอ๊ย” ทันใดนั้นใบหน้าของเธอก็มีลายนิ้วมือทั้งห้าปรากฏขึ้นมา
“อวิ๋นเจิน! นังเด็กเหลือขอ! นี่แกบ้าไปแล้วรึไง? แกกล้าดียังไงมาตบเหยาเหยาแบบนี้ฮะ?” เมื่อเสิ่นหยู่หลานเห็นลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเองถูกตบ เธอก็เบิกตากว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ แล้วก็โมโหจนตัวสั่นขึ้นมาทันที
แกตายแน่! นังสารเลว!
อวิ๋นเจินไม่ใช่ลูกสาวที่แท้จริงของตระกูลอวิ๋น
เมื่อสามเดือนก่อน อวิ๋นเจินได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล แต่แล้วตอนที่เจาะเลือดก็ได้พบว่าเลือดของเธอเป็นกรุ๊ปอาร์เอชซึ่งมีแค่หนึ่งในล้านเท่านั้น
ซึ่งไม่ได้ตรงกันกับกรุ๊ปเลือดของสามีภรรยาตระกูลอวิ๋นแต่อย่างใด จึงหมายความว่าอวิ๋นเจินไม่ใช่ลูกของตระกูลอวิ๋นนั่นเอง
หลังจากอวิ๋นหงเจียและภรรยาทำทุกวิถีทาง ในที่สุดเขาก็หาตัวสายเลือดที่แท้จริงของตระกูลอวิ๋นกลับมาได้ ซึ่งก็คืออวิ๋นเหยานั่นเอง
นับตั้งแต่นั้นมา ตระกูลอวิ๋นก็รู้สึกไม่ชอบอวิ๋นเจินไปโดยปริยาย โดยรู้สึกว่าเธอเข้ามาครอบครองสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง เข้ามาใช้ชีวิตอยู่อย่างมีความสุขตั้งนานหลายปีแทนอวิ๋นเหยา
พวกเขาเป็นกังวลใจว่าอวิ๋นเหยาก็จะคิดเช่นนี้เหมือนกัน ดังนั้นพวกเขาจึงอยากจะขับไล่อวิ๋นเจินออกไป
แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ยังไม่พอใจอยู่ดี เพราะรู้สึกว่าเลี้ยงดูเธอมาโดยเปล่าประโยชน์ตั้งนานหลายปีแล้ว ประจวบเหมาะกับว่าหุ้นส่วนของพวกเขาสนใจในตัวอวิ๋นเจินอยู่พอดี ซึ่งหากทำให้เขาสามารถสมปรารถนาได้ เขาจะลงทุนให้ตระกูลอวิ๋นยี่สิบห้าล้าน
ดังนั้นพวกเขาจึงอยากจะโช้โอกาสนี้ให้เกิดประโยชน์ขึ้นมา
พวกเขาจึงวางแผนวางยาอวิ๋นเจิน เพื่อที่จะให้เธอได้ชิงสุกก่อนห่ามกับคุณหวังไป
ทว่าอวิ๋นเจินกลับดันรู้ตัวซะก่อน จากนั้นก็หลบหนีไป
ไม่อย่างนั้นตอนนี้เนื้อคงเข้าปากเสือไปแล้ว
น้ำเสียงของอวิ๋นเจินเย็นชาอย่างมาก “เธอวางยาฉัน แถมยังเสียงดังโวยวาย พูดจาเยาะเย้ยต่อหน้าฉันอีก แล้วฉันไม่ควรตบเธอรึไง?”
“พี่ ฉันหวังดีกับพี่นะ ฉันได้ยินจากคุณแม่บอกว่าตอนนั้นที่อยู่ในชนบทมีการหยิบลูกผิดเกิดขึ้น ความจริงแล้วครอบครัวของพี่น่าจะเป็นคนชนบท ตอนนี้ที่พี่จะได้แต่งงานเข้าไปเป็นคุณนายน้อยในตระกูลหวัง มันก็ถือว่าเป็นเหมือนพรที่พระเจ้าประทานมาให้ไม่ใช่รึไง?” สีหน้าอวิ๋นเหยาดูเสียใจ แต่จริง ๆ แล้วเธอเกลียดชังจนกัดฟันกรอดอยู่
นังชั่ว แกมันสมควรตาย ยังจะกล้าดีมาตบฉันอีกเหรอฮะ?
คอยดูเถอะว่าต่อไปฉันจะจัดการแกยังไง?
“ในเมื่อการได้แต่งงานเข้าไปเป็นคุณนายในตระกูลที่ร่ำรวยถือว่าเป็นเรื่องที่ดี แล้วทำไมเธอถึงไม่ไปแต่งซะเองเลยล่ะ?” อวิ๋นเจินหรี่ตาลง แสงอันเย็นชาปรากฏขึ้นมาในทันที
“นังโง่ คนอย่างแกสามารถมาเทียบกับเหยาเหยาได้ด้วยเหรอ? เหยาเหยาหมั้นหมายกับตระกูลลู่เมืองเจียงไปแล้วย่ะ” เสิ่นหยู่หลานต่อว่าออกมา
“ใช่แล้ว พี่ พี่ลู่เฟิงบอกว่า คนที่เขาชอบมากที่สุดก็คือฉัน” อวิ๋นเหยาพูดออกมาอย่างภาคภูมิใจ
เดิมทีคนที่หมั้นหมายกับตระกูลลู่ไว้คืออวิ๋นเจิน แต่เนื่องจากอวิ๋นเหยาเป็นลูกสาวที่แท้จริง ดังนั้นจึงเปลี่ยนไปเป็นอวิ๋นเหยาแทน
ส่วนลู่เฟิงกับอวิ๋นเหยา ต่างฝ่ายต่างก็มีศีลเสมอกันมองตากันก็รู้ใจกัน
เมื่อเห็นใบหน้าอันงดงามของอวิ๋นเจิน ผิวที่ขาวละมุน ออร่าอันเย็นชาแต่แฝงไปด้วยความสง่างรอบตัวเธอ ทำให้อวิ๋นเหยารู้สึกอิจฉาขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง
“เธอไม่ต้องห่วงหรอกนะ ฉันไม่ได้สนใจพี่ลู่คนนั้นของเธอเลยสักนิด พวกเธอมันก็แค่ชายโฉดหญิงชั่วต้องอยู่ด้วยกันจนตายนั่นแหละ จะได้ไม่ต้องไปเดือดร้อนคนอื่น” อวิ๋นเจินหัวเราะเยาะเย้ยออกมา
“อวิ๋นเจิน พวกเราหวังดีกับเธอนะถึงได้หาคนดี ๆ ให้เธอ แต่ถ้าเธอไม่ค่าในน้ำใจของเรา งั้นก็แล้วแต่ เธอไปหาพ่อแม่ผู้ให้กำเนิดของเธอซะไป!” อวิ๋นหงเจียรู้ว่าภรรยาและลูกสาวของเขาวางยาอวิ๋นเจิน เขารู้ดีอยู่แกใจว่าตัวเองนั้นไร้เหตุผล
ตอนนี้ในเมื่อเปิดเผยธาตุแท้ออกมาแล้ว งั้นก็ไม่สามารถที่จะเก็บอวิ๋นเจินเอาไว้ในตระกูลอวิ๋นได้อีก
หลังจากที่เขาพูดจบ เขาก็หยิบเงินห้าหมื่นออกมา แล้วก็ยื่นให้ไป
“เธอรับเงินนี้ไปเถอะ ตอนนั้นที่พวกเราอยู่อำเภอฉินอวิ๋นเผลออุ้มเธอผิดมา พ่อแม่ของเธอน่าจะอยู่ที่นั่นแหละ”
อำเภอฉินอวิ๋นเป็นสถานที่ที่ยากจนที่สุดในประเทศแล้ว ในแต่ละปีต้องขอเงินบริจาคจากองค์กร
“คุณพี่ ตระกูลอวิ๋นเลี้ยงดูเธอมาตั้งสิบกว่าปี เราไม่ขอค่าเลี้ยงดูจากเธอก็ดีแค่ไหนแล้ว ทำไมคุณพี่ต้องให้เงินเธออีกล่ะคะ? คุณพี่ไม่เห็นที่เธอตบหน้าเหยาเหยาเมื่อกี้นี้รึไง? เธอเป็นคนอกตัญญูจริง ๆ เลี้ยงหมา หมามันยังรู้จักตอบแทนคุณมากกว่าเลย”
ตอบแทนคุณงั้นเหรอ?
อวิ๋นเจินเยาะเย้ยออกมาเล็กน้อย
เดิมทีเธอรู้อยู่แล้วว่าเธอไม่ใช่ลูกทางสายเลือดของตระกูลอวิ๋น แต่อย่างไรเธอก็อาศัยอยู่กับพวกเขามาตั้งสิบกว่าปีแล้ว ดังนั้นเธอจึงตั้งใจเอาไว้ว่าตอนที่ออกไป เธอจะให้เงินพวกเขาเอาไว้สักก้อนหนึ่ง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะไม่ต้องแล้วล่ะ
อันที่จริงอวิ๋นหงเจียไม่เชี่ยวชาญเรื่องการบริหารจัดการแต่อย่างใด ส่วนเสิ่นหยู่หลานก็รู้แค่การใช้จ่ายเงินในการช้อปปิ้งเท่านั้น ช่วงหลายปีมานี้ถ้าหากว่าเธอไม่ได้อยู่เบื้องหลังคอยช่วยเหลือในหลาย ๆ เรื่อง อวิ๋นซือ กรุ๊ปคงล้มไม่เป็นท่าไปนานแล้ว
อวิ๋นเจินเห็นถึงธาตุแท้ของความละโมบ และความโหดเหี้ยมของคนในครอบครัวนี้หมดแล้ว
“ต้องขอบคุณคุณอวิ๋นมากเลยนะคะ แต่ไม่จำเป็นหรอกค่ะ” สีหน้าของอวิ๋นเจินดูเย็นชาราวกับสระน้ำที่เย็นยะเยือก ริมฝีปากบาง ๆ ของเธอขยับไปมา
หลังจากพูดจบ อวิ๋นเจินก็ขึ้นไปชั้นบนเพื่อเก็บข้าวของของเธอทันที
อวิ๋นเหยาจึงรีบตามขึ้นไปชั้นบนด้วย
ตอนที่ลงมาชั้นล่าง อวิ๋นเจินแค่แบกกระเป๋าสีดำเก่า ๆ ใบหนึ่งมาด้วยเท่านั้น
อวิ๋นเหยาตามหลังเธอไปและพูดขึ้นมาอย่างหน้าซื่อใจคดว่า “พี่ เดี๋ยว เสื้อผ้าพวกนี้มีแต่ของที่ยังไม่ได้ใส่ทั้งนั้นเลย พี่จะเอาไปด้วยก็ได้นะ ได้ยินว่าบ้านพี่ที่นั่นจนมากเลยหนิ”
หลังจากพูดจบ เธอก็ยื่นมือไปดึงกระเป๋าหนังสือของอวิ๋นเจินมา
หลังจากเสียง “แกว๊ก” ดังขึ้นมา ของในกระเป๋าก็ร่วงตามเสียงลงมาทันที
ทันใดนั้นสร้อยข้อมือ ‘ซานฉาฮัว’ ที่แวววาวสะดุดตาเส้นหนึ่งก็ร่วงออกจากในกระเป๋า
อวิ๋นเหยาพูดขึ้นมาด้วยความตกใจว่า “นี่....นี่มันของขวัญที่คุณพ่อเพิ่งมอบให้ฉันเมื่อกี้ไม่ใช่เหรอ? ทำไมมันถึงไปอยู่ในกระเป๋าของพี่ได้ล่ะ?”
ริมฝีปากของอวิ๋นเจินยกขึ้นมาอย่างเย้ยหยัน
ยัยแอ๊บแบ๊วนี่เริ่มเล่นเกมยัดของโยนความผิดให้คนอื่นอีกแล้วเหรอ?
ดีเลย งั้นเธอก็จะเล่นเป็นเพื่อนด้วย!
“เยี่ยมไปเลย อวิ๋นเจิน นี่แกกล้าขโมยของเลยเหรอฮะ? มิน่าล่ะถึงได้ไม่สนใจเงินห้าหมื่นนั้น ที่แท้ก็ขโมยสร้อยข้อมือมูลค่าห้าล้านไปนี่เอง คนในนี่มันน่ากลัวกว่าคนนอกจริง ๆ ด้วย!” เมื่อนายหญิงตระกูลอวิ๋นเห็นเช่นนั้นก็ก็พูดขึ้นมาด้วยความโมโหเดือดดาลทันที
อวิ๋นหงเจียขมวดคิ้วแน่นเช่นกัน “อวิ๋นเจิน นี่มันอะไรกัน?”
“คุณพี่ คุณจะไปเสียเวลาพูดอะไรกับมันอีกล่ะคะ? โทรแจ้งตำรวจเลยสิ!” นายหญิงตระกูลอวิ๋นตะโกนขึ้นมาเสียงดัง
เมื่ออวิ๋นเหยาเห็นเช่นนี้ เธอก็รีบแสร้งเข้ามาไกล่เกลี่ยทันที “คุณพ่อ คุณแม่ พี่อาจจะเผลอเก็บไปก็ได้ค่ะ พี่เขาไม่ได้ตั้งใจหรอกค่ะ”
“หึ? ไม่ได้ตั้งใจงั้นเหรอ? แล้วสร้อยข้อมือมันมีเท้าเดินเข้าไปกระเป๋าของเธอเองได้รึไง? นี่เป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจของปรมาจารย์ด้านการออกแบบอย่าง YUN เชียวนะ แถมยังเป็นรุ่นลิมิเต็ดด้วย ตอนนี้หาซื้อไม่ได้แล้ว ยัยเด็กเปรตนี่มันรู้จักเลือกของจริง ๆ เลยนะ ที่แท้แกก็เป็นคนขี้งกนี่เอง เลี้ยงมาตั้งนาน สันดารละโมบโลภมากก็ยังแก้ไม่หายสักทีนะ”
นายหญิงตระกูลอวิ๋นพูดด้วยความรังเกียจ
“คุณแม่ ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ถ้าพี่ชอบจริง ๆ ก็ให้เธอไปเถอะ ยังไงหลังจากนี้พวกเราก็คงจะไม่มีโอกาสได้เจอกันอีกแล้ว ถึงแม้ว่าฉันจะชอบสร้อยข้อมือเส้นนี้มาก และไอดอลของฉันก็คือท่านปรมาจารย์ YUN ด้วยก็ตาม” อวิ๋นเหยาพูดอย่างทอดถอนใจ
หลังจากเห็นคนในครอบครัวนี้ผลัดกันพูดขึ้นมาคนละประโยค อวิ๋นเจินก็ทั้งโมโหทั้งตลก
น่าเสียดายจริง ๆ ที่คนในครอบครัวนี้ไม่ได้ไปแสดงละคร ทักษะการแสดงของพวกเขาดีซะขนาดนี้เชียว
อวิ๋นเจินหยิบสร้อยขึ้นมา จากนั้นก็โชว์ตรงตะขอให้อวิ๋นเหยาดู “เธอลองแหกตาดูสิว่า คำนี้มันอ่านว่าอะไร?”
อวิ๋นเหยาขมวดคิ้วด้วยความงุนงง จากนั้นพอเงยหน้าขึ้น เธอก็เห็นคำว่า ‘เจิน’
“จะเป็นไปได้ยังไงกัน?” อวิ๋นเหยาถามออกมาในทันที
“เธอชอบท่านปรมาจารย์ YUN มากที่สุดไม่ใช่รึไง? เธอไม่รู้เหรอว่าคอลเลกชัน ‘ซานฉาฮัว’ นี้ สามารถสลักชื่อของตัวเองลงไปได้ด้วยน่ะ? มันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่สามารถลอกเลียนกันได้ อีกอย่างเนื่องจากเป็นรุ่นลิมิเต็ด สร้อยข้อมือทุกเส้นที่วางจำหน่ายออกมาจึงจะมีโค้ดที่สอดคล้องกันด้วย อวิ๋นเจินพูดอย่างเย็นชา
ในขณะนี้ คนรับใช้คนหนึ่งก็ได้ถือสร้อยข้อมือเส้นหนึ่งวิ่งลงมาที่ชั้นล่าง
“คุณหนูอวิ๋นเหยาคะ ลองดูนี่สิคะ นี่ใช่สร้อยข้อมือที่คุณกำลังหาอยู่รึเปล่า?”
พอทุกคนเห็นสร้อยข้อมือในมือของคนรับใช้ก็ดูตกใจกันมาก
อวิ๋นเหยาตอบสนองขึ้นมาอย่างรวดเร็ว แสร้งทำเป็นดีใจที่ได้ของคืนกลับมา “ที่แท้สร้อยข้อมือของฉันก็อยู่นี่นี่เอง”
มันเกิดอะไรขึ้นกันเนี่ย? เห็น ๆ อยู่ว่าเธอเอาสร้อยข้อมือเส้นนี้ไปใส่ไว้ในกระเป๋าของยัยสารเลวนั่นแล้วนี่
“ทำไมเหรอ? เธอยังคิดว่าฉันเอาสร้อยข้อมือของเธอไปรึไง? แล้วยังต้องแจ้งตำรวจอีกไหม?” น้ำเสียงของอวิ๋นเจินฟังดูเฉยชามาก
“พี่ สร้อยข้อมือเส้นนี้มีมูลค่าตั้งห้าล้านเชียวนะ พี่มีเงินไปซื้อมาได้ยังไงเหรอ? พี่คงไม่ได้ไปทำเรื่องอะไรที่มันน่าอับอายมาหรอกใช่ไหม? ได้ยินมาว่าตอนนี้มีผู้หญิงหลาย ๆ คน ยอมขายตัวเองเพื่อเงินด้วยหนิ” อวิ๋นเหยาจงใจพูดชี้นำขึ้นมา
อวิ๋นเจินหัวเราะเยาะเย้ยอกมาเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “น้องสาวดูเหมือนจะรู้ราคาการขายดีจังเลยนะ ทำไมเหรอ? ก่อนที่เธอจะกลับมาที่ตระกูลอวิ๋น เธอเคยออกไปขายมารึไง? เธอถึงได้ดูคุ้นเคยขนาดนี้น่ะ?”
“พี่.....พี่พูดบ้าอะไร?” อวิ๋นเหยาโกรธจนหน้าแดงไปหมด
“อวิ๋นเจิน นังสารเลว แกพูดบ้าอะไรฮะ? รีบไสหัวออกไปจากตระกูลอวิ๋นเดี๋ยวนี้เลยนะ แล้วต่อไปก็อย่าได้กลับมาอีก” นายหญิงตระกูลอวิ๋นตะโกนขึ้นมาด้วยความโกรธเคือง
อวิ๋นเจินพูดด้วยรอยยิ้มที่สดใสมากว่า “พวกคุณไม่ต้องห่วงหรอกนะ หลังจากนี้ต่อให้พวกคุณมาคุกเข่าขอร้องฉัน ยังไงฉันก็ไม่มีวันมาเหยียบตระกูลอวิ๋นอีกแน่ ๆ”
หลังจากพูดจบ อวิ๋นเจินก็ขี้เกียจที่จะญาติดีใส่คนครอบครัวนี้อีก เธอจึงแบกกระเป๋าเดินจากไปทันที
“เหอะ! ในที่สุดนังตัวซวยนั่นก็ไปได้สักที” นายหญิงตระกูลอวิ๋นหัวเราะเยาะเย้ยออกมา
ในที่สุดเธอก็จะได้สบายใจแล้ว ต่อไปพวกเธอก็จะอยู่กันคนละโลกแล้ว
เมื่ออวิ๋นเจินออกมาจากวิลล่าตระกูลอวิ๋น โทรศัพท์เธอก็ดังขึ้น เธอจึงกดรับสายในทันที
“พี่เจิน คนตระกูลอวิ๋นไล่พี่ออกมาแล้วจริง ๆ น่ะเหรอ?”
อวิ๋นเจินพูดขึ้นมาอย่างเย็นชาว่า “อืม”
เย่เฟยที่อยู่อีกด้านหนึ่งของโทรศัพท์โกรธมากจนด่าออกมาทันที
“พวกเขาช่างไร้ยางอายจริง ๆ พอได้ดีก็ถีบหัวส่งเลย ถ้าไม่ใช่เพราะพี่ อวิ๋นหงเจียจะทำให้ตระกูลเล็ก ๆ ที่ไม่ได้มีหน้ามีตาอะไรเลื่อนระดับไปสู่ชนชั้นสูงได้ยังไงกัน พวกเขาเป็นคนโง่เง่าที่มีจิตใจโหดเหี้ยมและไม่รู้จักบุญคุณ พวกเขาไม่รู้หรอกว่าพี่ต่างหากที่.....”
อวิ๋นเจินพูดตัดบทเขาขึ้นมา และพูดว่า “เรื่องที่ฉันให้นายช่วยตามหาญาติ มีข่าวคราวอะไรบ้างไหม?”
ตามคำบอกเล่าของอวิ๋นหงเจียแล้ว พวกเขาอุ้มลูกมาผิด พ่อแม่ของเธอไม่ได้ทอดทิ้งเธอไปด้วยเจตนาร้าย ดังนั้นเธอจึงอยากจะตามหาคนในครอบครัวของเธอ
“อ้อ ผมส่งคนไปแล้วล่ะ คาดว่าอีกไม่นานก็คงจะได้ข่าวอะไรบ้างแล้ว”
“ดี” อวิ๋นเจินวางสายไป จากนั้นก็เดินไปรอรถอยู่ริมถนนเล็ก ๆ
ทันใดนั้น สายลมเย็น ๆ ก็พัดเอากลิ่นคาวเลือดที่หอมหวานโชยเข้ามาในจมูกของเธอ
อวิ๋นเจินขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วก็หรี่ตาที่มองไปยังที่ที่ไม่ไกลนัก
ทันใดนั้นเธอก็เห็นชายสวมเสื้อขาวสีขาวคนหนึ่งที่เนื้อตัวเปื้อนเลือดเต็มไปหมด เขากำลังเดินโซเซมาทางเธออยู่
ข้างหลังเขามีชายชุดดำหลายคนกำลังไล่ตามเขามา
“ไอ้ชาติชั่ว มึงอย่าพยายามหนีเลย รอรับความตายอย่างเชื่อฟังซะเถอะ” เจตนาฆ่าพุ่งออกมาจากตัวชายชุดดำที่เป็นหัวหน้า
ใบหน้าของกู้เหยียนถิงดูเย็นชามาก แต่ด้วยความที่เขาเสียเลือดมากเกินไป มันจึงค่อนข้างที่จะซีดเซียว
“ใครส่งพวกแกมา?”
“หัวหน้า อย่าไปเสียเวลาคุยกับมันเลย ตอนนี้ไม่มีคนแล้ว รีบส่งมันลงนรกไปซะเถอะ”
“ตรงนี้ยังผู้หญิงอยู่อีกคนหนึ่งไม่ใช่รึไง?”
สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่อวิ๋นเจินทันที
อวิ๋นเจินไม่คาดคิดเลยว่าวันนี้จะเกิดปัญหาขึ้นไปเยอะแยะไปหมด แล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นขนาดนี้
ชายชุดดำเหล่านี้มีเจตนาฆ่าอย่างแรงกล้า เขาต้องการที่จะฆ่าปิดปากเธอ
ตัวซวยน่าจะเป็นชายที่ได้รับบาดเจ็บคนนี้นั่นเอง
หัวหน้าชายชุดดำพอเห็นอวิ๋นเจินตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที พอเห็นถึงความงดงามของเธอ เขาก็อดไม่ได้ที่จะเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นมา
ชายชุดดำคนอื่น ๆ ต่างก็ยิ้มอย่างหื่นกามมากเช่นกัน
“สาวน้อย! ไม่ต้องกลัวนะ หลังจากที่พวกเราจัดการกับผู้ชายคนนี้เสร็จ พี่จะพาเธอไปสนุกเอง” ผู้ชายที่พูดน้ำลายเกือบจะไหลออกมาอยู่แล้ว
น้ำเสียงของอวิ๋นเจินฟังดูเย็นชา สีหน้าของเธอดูสงบนิ่งราวกับสระน้ำเย็น ริมฝีปากบาง ๆ ของเธอขยับเบา ๆ พูดออกมาว่า “ไสหัวไปซะ!”
วินาทีต่อมา ในมือของเธอก็มีเข็มเงินหลายเล่มโผล่ขึ้นมา
เข็มเงินยาว ๆ มีแสงที่ดูเย็นยะเยือกอย่างมาก
ผู้ชายหลายคนยังคงแซวอวิ๋นเจินกันไม่หยุด
มุมปากของอวิ๋นเจินโค้งขึ้น ในดวงตาสีดำเข้มของเธอมีแสงอันเย็นยะเยือกปรากฏขึ้นมา มือของเธอยกขึ้นอย่างคล่องแคล่ว ทันใดนั้นเข็มเงินแต่ละเล่มก็ยิงไปยังหน้าผากของชายชุดดำหลายคนอย่างแม่นยำ
ในไม่ช้า ชายชุดดำที่ตะโกนอยู่เมื่อกี้ก็ล้มลงไปกับพื้นทีละคน
ความเร็วของเธอดูน่าทึ่งอย่างมาก
ลูกตาสีดำของกู้เหยียนถิงแสดงความรู้สึกไม่อยากจะเชื่อออกมา
ผู้หญิงคนนี้คือใครกัน?
ทำไมถึงเก่งกาจขนาดนี้?
อวิ๋นเจินเหลือบมองชายชุดดำเหล่านั้นที่ล้มลงไปกับพื้นแวบหนึ่ง จากนั้นก็มองไปที่ผู้ชายที่ได้รับบาดเจ็บ
ผู้ชายคนนี้มีหน้าตาที่หล่อเหลา แววตาดูแข็งกร้าว เครื่องหน้าราวกับเทพปั้นมาไม่มีผิด ริมฝีปากบาง ๆ ของเขาสุขุมเคร่งขรึม
เดิมทีอวิ๋นเจินก็อยากจะเดินไป แต่สุดท้ายเธอก็อดใจไม่ได้
จุดอ่อนข้อหนึ่งของเธอก็คือ เป็นคนใจอ่อน
เธอนั่งยอง ๆ ลง แล้วก็ช่วยกู้เหยียนถิงตรวจเช็คบาดแผล
กู้เหยียนถิงขอบคุณเธอด้วยความจริงใจว่า “ขอบคุณคุณมาก”
“ฉันก็แค่ผ่านมาน่ะ” น้ำเสียงของเธอเย็นชามาก
หลังจากนั้น อวิ๋นเจินก็ตรวจชีพจรของเขา ทันใดนั้นเธอก็ขมวดคิ้วเข้าหากันทันที
เลือดที่ออกจากบาดแผลเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่การถูกวางยาพิษที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้
อวิ๋นเจินหยิบขวดพอร์ซเลนใบหนึ่งออกมาจากในกระเป๋า หลังจากเปิดออกแล้ว เธอก็โรยผงยาลงไปบนบริเวณที่มีเลือดไหล ซึ่งทำให้เลือดหยุดไหลได้ในทันที แถมยังให้ความรู้สึกสดชื่นอีกด้วย
หลังจากนั้น อวิ๋นเจินก็ให้เขากินยาไปเม็ดหนึ่ง
“ไม่ต้องห่วงนะ นี่คือของดี เป็นยาแก้พิษน่ะ มันมีประโยชน์กับคุณแน่นอน ร่างกายของคุณโดนวางยาพิษมา หากรักษาไม่ทัน ชีวิตของคุณคงสั้นแน่” อวิ๋นเจินพูดอย่างเฉยชา
กู้เหยียนถิงเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็อึ้งไปเลย
หลังจากที่อวิ๋นเจินพันผ้าพันแผลเสร็จ เวลานี้เธอก็ได้ยินเสียงคนอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามา
“ท่านกู้.....”
“เขาเป็นคนของผมเอง” กู้เหยียนถิงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
“ในเมื่อพวกเขามาแล้ว งั้นฉันขอตัวก่อนแล้วกันนะ” อวิ๋นเจินปัดมือไปมา เตรียมที่จะจากไป
“คุณผู้หญิง คุณชื่ออะไรเหรอ? ผมจะได้ตอบแทนคุณได้”
“ไม่ต้องหรอกค่ะ!”
ในไม่ช้า อวิ๋นเจินก็หายตัวไปจากตรงหน้าชายคนนั้น เธอไม่ชอบสร้างปัญหา
หลังจากที่กู้เหยียนถิงได้รับการช่วยเหลือแล้ว ดวงตาสีดำที่ดูสุขุมของเขาก็หรี่ลงเล็กน้อย
ผู้หญิงคนนี้แค่จับชีพจรเขาก็สามารถบอกได้เลยเหรอว่าเขาถูกวางยาพิษมา?
เธอมีความสามารถขนาดนี้เลยเหรอ?
ยังไงก็มีเวลาเหลือเฟืออยู่แล้ว ตราบใดที่เธออยู่ในเมืองเจียง เขาต้องตามหาเธอจนเจอได้อย่างแน่นอน
อวิ๋นเจินเดินไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับไปมองอีก
วินาทีถัดมา รถยนต์โรลส์-รอยซ์ที่สั่งทำแบบเพิ่มความยาวพิเศษซึ่งจะปรากฏเฉพาะในทีวีและว่ากันว่าเป็นรถยนต์คันเดียวในโลกก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
ไม่นานประตูรถก็เปิดออก ชายวัยกลางคนคนหนึ่งลงจากรถ และพูดด้วยความเคารพว่า “คุณหนูใหญ่ ในที่สุดก็หาตัวคุณเจอสักทีนะครับ ผมคือเหอจง พ่อบ้านของตระกูลเฉียว ผมมารับคุณกลับบ้านตามคำสั่งของคุณท่านและคุณนายครับ”
“คุณหนูใหญ่งั้นเหรอ?” อวิ๋นเจินตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง นี่มันอะไรกันเนี่ย?
คนตระกูลอวิ๋นบอกว่าพ่อแม่ทางสายเลือดของเธออยู่ที่อำเภอฉินอวิ๋นที่ยากจนที่สุดเลยไม่ใช่หรอกเหรอ?
ถ้าจนขนาดนั้นจริง ๆ แล้วพวกเขาจะซื้อรถหรูขนาดนี้ได้ยังไง?
“ใช่ครับ คุณคือคุณหนูใหญ่ของตระกูลเฉียว พอคุณนายทราบข่าวของคุณก็ตื่นเต้นมาก และยังอารมณ์เสียด้วย ดังนั้นคุณท่านจึงส่งผมมารับคุณ ขอเชิญคุณหนูใหญ่ขึ้นรถด้วยครับ” ชายคนนั้นเปิดประตูให้เธอด้วยความเคารพอย่างมาก
อวิ๋นเจินยังคงงุนงงอยู่เล็กน้อย ดูเหมือนว่าผลจากการสืบของคนตระกูลอวิ๋นจะผิดพลาดไปนะ!
เดิมทีอวิ๋นเจินวางแผนที่จะตามหาครอบครัวของเธอ แต่ตอนนี้พอมีคนมารับเธอ เธอก็ย่อมมีความสุขขึ้นมาเป็นธรรมดาอยู่แล้ว
หลังจากที่อวิ๋นเจินขึ้นไปนั่งบนรถแล้ว รถก็สตาร์ทและขับไปทางเป็นหนึ่ง วิลล่า
เป็นหนึ่ง วิลล่าเป็นเขตวิลล่าที่หรูหราที่สุดในเมืองเจียงแล้ว ที่นี่จะมีวิลล่าทั้งหมดเพียงแค่สิบสองหลังเท่านั้น แถมผู้ที่อยู่อาศัยยังล้วนแล้วแต่เป็นเศรษฐีระดับแนวหน้าและมีอำนาจมากอีกด้วย
ในรถ พ่อบ้านแนะนำขึ้นมาอย่างกระตือรือร้นว่า “คุณหนูใหญ่ครับ คุณมีพี่ชายอยู่หนึ่งคนชื่อว่าเฉียวเจ๋อ แล้วก็มีน้องสาวที่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันอีกหนึ่งคนชื่อว่าเฉียวซู คุณท่านกับคุณนายคิดถึงคุณกันมากเลยนะครับ หลายปีมานี้ เพื่อที่จะตามหาคุณ พวกเขาค้นหากันทั่วประเทศเลย”
“บ้านเกิดของคุณท่านอยู่ที่อำเภอฉินอวิ๋น ตอนที่คุณนายกลับไปไหว้บรรพบุรุษได้ให้กำเนิดคุณที่สถานีอนามัย แต่ดันเกิดเรื่องไม่คาดคิดบางอย่างขึ้น คุณได้ถูกคนอุ้มไป คุณท่านตามหาคุณอยู่นานมาก ส่วนคุณนายก็เศร้าใจมากทำยังไงก็ไม่ดีขึ้นเลย หลังจากนั้นมาพวกเขาจึงต้องออกมาจากในสถานที่ที่ทำให้เศร้าใจและกลับมาพัฒนาที่เมืองเจียง”
“ช่วงหลายปีมานี้ธุรกิจของพวกเขาเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ แล้วก็กลายเป็นคนที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองเจียงแล้วนะครับ”
......
ที่แท้เรื่องราวมันก็เป็นแบบนี้นี่เอง
ไม่นานรถก็มาถึงเชตวิลล่าที่เงียบสงบและดูเข้มงวด
ตอนที่อวิ๋นเจินลงจากรถ เธอก็เห็นคนวัยกลางคนสองคนเดินมาหาเธอด้วยความตื่นเต้น
ผู้ชายดูสูงสง่า ท่าทีดูสุภาพอ่อนโยน ส่วนผู้หญิงดูเหมือนคนที่ได้รับการเลี้ยงดูมาอย่างดี ท่าทีดูสง่าผ่าเผยเป็นผู้ดี แค่มองก็รู้ได้ทันทีเลยว่าเป็นคนร่ำรวย
ทันทีที่ผู้หญิงเห็นอวิ๋นเจิน ดวงตาของเธอก็แดงขึ้นมาทันที จากนั้นเธอก็เข้ามากอดอวิ๋นเจินเอาไว้ในอ้อมแขนแบบแนบแน่น “เจินเจิน ลูกรักของแม่ ในที่สุดแม่ก็หาลูกเจอสักที หลายปีมานี้ลูกคงลำบากมากเลยใช่ไหม เป็นเพราะพ่อกับแม่ที่ไม่ได้ปกป้องลูกให้ดีเอง”
ซ่งอวิ๋นเซี่ยเห็นว่าอวิ๋นเจินดูเหมือนเธอมาก หลายปีที่ผ่านมาอวิ๋นเจินคงจะทนทุกข์ทรมานมาไม่น้อยเลย เธอจึงให้คำมั่นสัญญาเลยว่า นับจากนี้ต่อไปเธอจะไม่ยอมให้อวิ๋นเจินต้องทนทุกข์กับความอยุติธรรมอีกแม้แต่นิดเดียว
นี่เป็นครั้งแรกเลยที่อวิ๋นเจินถูกกอดไว้ในอ้อมแขนของใครสักคนหนึ่ง เธอจึงรู้สึกค่อนข้างที่จะไม่เป็นตัวเองเท่าไหร่ แต่เธอรู้สึกได้ถึงความรักอันลึกซึ้งของอีกฝ่าย เธอจึงไม่ได้ขัดขืนอีก
“ฉันสบายดีมากค่ะ ไม่ได้เป็นอะไรทั้งนั้น”
นี่เป็นคำพูดปลอบใจผู้ฟังอย่างเห็นได้ชัดเลย
หลังจากนั้นไม่นาน ซ่งอวิ๋นเซี่ยก็ปล่อยอวิ๋นเจินออก ดวงตาของเธอแดงก่ำ “เจินเจิน หลังจากนี้ไปแม่จะปกป้องลูกอย่างดีเลย”
เฉียวจ้าวจงที่เป็นชายชาตรีก็ยังอดไม่ได้ที่จะน้ำตาคลอขึ้นมา เขาพยายามอย่างเต็มที่เพื่อควบคุมอาการตื่นเต้นเอาไว้และพูดว่า “เอาล่ะ ลูกกลับมาก็ดีแล้ว ป่ะ พวกเราเข้าไปกันเถอะ”
แล้วทั้งสามคนก็เข้าไปในบ้านด้วยกัน
เมื่อเห็นฉากที่ทั้งสามคนพ่อลูกได้ทำความรู้จักกันเช่นนี้ เฉียวซูก็ลดเปลือกตาลงเพื่อปกปิดความเย็นชาในดวงตาของเธอเอาไว้
ในไม่ช้า ใบหน้าที่ดูน่ารักน่าเอ็นดูของเธอก็เผยรอยยิ้มประหม่าออกมา น้ำเสียงที่อ่อนหวานของเธอพูดขึ้นมาว่า “สวัสดีค่ะพี่สาว ยินดีต้อนรับพี่กลับบ้านนะ ฉันชื่อ......เฉียวซูนะคะ”
แค่มองหน้าก็รู้แล้วว่าอวิ๋นเจินต้องเป็นลูกสาวของซ่งอวิ๋นเซี่ยแน่ เพราะหน้าตาดูเหมือนกันมาก
ดวงตาของเฉียวซูฉายแววด้วยความไม่พอใจออกมาอยู่ลึก ๆ ทำไมอวิ๋นเจินถึงไม่ตาย ๆ ไปตอนอยู่ข้างนอกเลยนะ?
ซ่งอวิ๋นเซี่ยพอสงบสติอารมณ์ได้แล้วก็แนะนำขึ้นมาว่า “เจินเจิน นี่คือลูกสาวที่พวกเรารับมาเลี้ยง เธอชื่อเฉียวซู ต่อจากนี้ไปลูกจะเป็นพี่สาวของเธอนะ ส่วนเฉียวเจ๋อพี่ชายของลูกเดินทางไปทำธุระอยู่ที่ต่างประเทศ อีกไม่นานก็จะกลับมาแล้วล่ะ คุณย่าของลูกขึ้นเขาไปกินเจไหว้พระ สิ้นเดือนนู้นแหละถึงจะกลับมา”
อวิ๋นเจินพยักหน้าอย่างเฉยชา ครอบครัวใหญ่ ๆ แบบนี้ ความสัมพันธ์ในครอบครัวจะต้องค่อนข้างซับซ้อนแน่ ๆ เลย ถึงเวลานั้นเธอค่อยหาเวลาให้เย่เฟยสืบเอาก็ได้
“จริงสิ เจินเจิน แม่อยากให้ของขวัญแรกพบหน้ากับลูกสักชิ้น” หลังจากที่ซ่งอวิ๋นเซี่ยพูดจบ เธอก็ถอดสร้อยข้อมือมรกตที่วิจิตรสวยงามมากเส้นหนึ่งออกมาจากข้อมือของตัวเอง
“กำไลข้อมือเส้นนี้แม่สวมเอาไว้ที่ข้อมืออยู่ตลอด ตอนนี้แม่ยกให้ลูกนะ”
ซ่งอวิ๋นเซี่ยก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน เธอจำอะไรหลาย ๆ เรื่องในอดีตไม่ได้แล้ว แต่เธอมักจะสวมกำไลวงนี้เอาไว้ตลอด น่าจะเป็นคนที่สำคัญมากมอบให้เธอมา
เมื่ออวิ๋นเจินเห็นสร้อยข้อมือเส้นนี้ เธอก็สตั้นท์ไปเลย สร้อยข้อมือเส้นนี้เป็นสีเขียวบริสุทธิ์และมีมูลค่าหลายสิบล้านเลยทีเดียว!
“มันแพงเกินไปค่ะ!”
“เด็กโง่ ของพวกนี้ของแม่ต่อไปก็ต้องให้ลูกอยู่ดีนั่นแหละ”
หลังจากพูดจบ เธอก็สวมสร้อยข้อมือไปบนข้อมือของอวิ๋นเจิน ทำให้ข้อมือที่เรียวและขาวของอวิ๋นเจินดูสวยงามขึ้นมากภายในชั่วพริบตาเลย
เมื่อเฉียวซูได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของก็มืดมนขึ้นทันที มือของเธอกำเป็นหมัดโดยไม่รู้ตัวจนเล็บอันแหลม ๆ แทงเข้าไปในฝ่ามือของเธอแล้ว เธอก็ยังไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย
ลำเอียงซะเหลือเกิน!