หวอออออออ!! บรึ้ม!!
เสียงไซเรนเตือนภัยทางอากาศดังยาวเพียงไม่กี่นาที ก็ถูกกลบด้วยเสียงระเบิด ที่ดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วอาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ
เสียงกรีดร้องของผู้คน ที่กำลังอยู่ในอาการประสาทสั่นขวัญผวา สอดแทรกขึ้นมาด้วยเสียงร้องโหยหวนอย่างเจ็บปวดทรมานจนเกินจะรับไหวจากผู้เคราะห์ร้าย ที่แทบจะไม่เหลือเรี่ยวแรงใดๆ ให้ร้องขอความช่วยเหลือได้อีกแล้ว บางเสียงแหบระโหยอยู่ภายใต้ร่างของผู้เสียชีวิตที่เต็มไปด้วยเลือดและซากปรักหักพังทับถมกันเป็นชั้นๆ อยู่ด้านบนอย่างสยดสยอง
นักข่าวคนหนึ่งที่รอดตายอย่างปาฏิหาริย์ ราวกับเป็นลูกรักของพระเจ้า ทั้งๆ ที่อยู่ไกล้จุดเกิดเหตุเพียงไม่กี่เมตร ด้วยความตกใจจนลนลานทำให้มือที่ล้วงเข้าไปในเข้าไปในกระเป๋าเป้สั่นเทาไปหมด ในใจลึกๆ กำลังกระวนกระวายเพราะกลัวจะพลาดบันทึกเหตุการณ์ระทึกขวัญไม่ทัน แต่พอควานเจอโทรศัพท์มือถืออย่างที่ต้องการ แล้วก็หยิบออกมาบันทึกภาพเหตุการณ์ตรงหน้าทันทีอย่างไม่กลัวลูกหลง นัยน์ตาคมจับจ้องผ่านจอแอลซีดี ในขณะที่ขยับมือแพนกล้อง จับภาพนาทีระทึกของผู้คนที่กำลังวิ่งหนีเอาตัวรอดกันอย่างอลหม่าน บางคนถูกวิ่งชนจนล้มไม่พอ ยังโดนเหยียบย่ำซ้ำเติมจากหลายเท้าที่อยู่รอบทิศทางเข้าไปอีก ต่างคนต่างแย่งกันหาที่หลบซ่อนตัวทันทีหลังได้ยินเสียงระเบิด
เพียงไม่กี่นาทีหลังจากเสียงกึกก้องกัมปนาทนั้นเงียบสงบลง ก็ได้มีรสบัสคันหนึ่งขับฝ่าไม้กั้นรถยนต์ด้านหน้าเข้ามาในสนามบินด้วยความเร็วสูง ตรงดิ่งไปยังอาคารผู้โดยสารขาเข้าที่ชั้นสองอย่างอุกอาจ เสียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยส่งข้อความแจ้งเตือนผ่านวิทยุสื่อสารเป็นภาษาท้องถิ่น ทำให้เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบหลายคนชักปืนออกจากซองข้างเอว แล้วรีบวิ่งไปที่ประตูทางเข้าด้านหน้าทันทีที่ได้รับคำสั่ง
กลุ่มคนชุดดำจำนวนหนึ่ง พร้อมอาวุธครบมือประมาณสามสิบกว่าคนวิ่งกรูกันลงมาจากรถบัส จากนั้นได้ใช้อาวุธปืนยาวเอ็มโฟร์ในมือกราดยิงใส่ฝูงชน ที่กำลังวิ่งหนีออกมาจากอาคาร และยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ตรึงกำลังอยู่บริเวณหน้าประตูจนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
กลุ่มคนชุดดำจำนวนหนึ่งวิ่งแยกตัวออกไป คล้ายการปฏิบัติการแบบดาวกระจาย ส่วนหนึ่งยิงปะทะกับเจ้าหน้าที่เพื่อเปิดทางให้กลุ่มดังกล่าวได้วิ่งเข้าไปด้านใน จนทะลุออกไปถึงที่ลานจอดอากาศยาน ทำการปิดล้อมสายการบินลำหนึ่งเอาไว้ แล้วบุกขึ้นไปค้นหาบุคคลที่ต้องการทันที
นักข่าวใจกล้ากลัวการตกข่าวมากกว่ากลัวตาย จึงแอบวิ่งตามไปแบบหลบๆ ซ่อนๆ บันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้ทั้งหมด แล้วรีบกดอัพโหลดไฟล์ส่งไปที่สำนักข่าวอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะถูกปืนจ่อเล็งอยู่ที่ข้างขมับ
โทรศัพท์ร่วงจากมือทันทีคล้ายกำลังตกใจ แต่ในขณะเดียวกันก็ขยับบั้นท้ายเพื่อปัดโทรศัพท์ให้ไถลไปทางหลังเสา ยกสองมือชูขึ้นระดับศีรษะ ขอยอมจำนนโดยไม่คิดที่จะต่อสู้ขัดขืน พร้อมกับรีบเอ่ยปากร้องขอชีวิต จากผู้ก่อเหตุเพื่อเรียกร้องความเห็นใจทันที
"อย่ายิงๆ! ฉันเป็นนักข่าวต่างประเทศ! จับฉันไปด้วยก็ได้ อาจจะมีประโยชน์กับพวกคุณในภายหลังก็ได้นะ!" คนที่เล็งปืนอยู่หันไปมองชายคนหนึ่งที่ยืนเยื้องไปเล็กน้อย นักข่าวเห็นชายคนนั้นพยักหน้าจึงลอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ก่อนที่จะเหลือบสายตาไปดูบุคคลที่กลุ่มผู้ก่อการร้ายพวกนี้จับตัวมา
"เหตุระเบิดท่าอากาศยานนานาชาติเอวาเปเรซ สร้างความเสียหายให้แก่บริเวณรับสัมภาระ ของอาคารผู้โดยสารขาเข้าระหว่างประเทศ จากกล้องวงจรปิดได้จับภาพฝูงโดรนคามิกาเซที่บินร่อนอยู่เหนือท่าอากาศยานอยู่หลายนาทีก่อนที่จะร่อนลงสู่เป้าหมายและจุดระเบิดขึ้น
เหตุระเบิดดังกล่าว ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยสามสิบห้าราย และได้รับบาดเจ็บมากกว่าหนึ่งร้อยแปดสิบราย จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ปรากฏว่าได้มีผู้โดยสายหายไปจากรายชื่อห้าคน และหนึ่งในนั้นคือพระชนนีขององค์สุลต่าน ซึ่งแหล่งที่มาของการโจมตีดังกล่าวยังไม่ชัดเจน แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงคาดการณ์ว่ากลุ่มผู้ก่อการร้ายกลุ่มนี้ อาจเป็นผู้ทำสงครามโมเสลมจากสมาชิกอัลเคดาสาขาเปเรซ ถึงแม้ข้อมูลเหล่านั้นยังไม่ได้รับการยืนยันก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจกำลังอยู่ระหว่างการไล่ล่ากลุ่มผู้ก่อการร้าย"
...
เสียงในทีวีรายงานข่าวภาษาอาหรับ เกี่ยวกับสถานการณ์การระเบิดสนามบินบริเวณอาคารผู้โดยสารขาเข้า และได้ลักพาตัวประกันไปด้วยเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลทำตามข้อตกลง ตามมาด้วยข่าวการประท้วงที่หน้าสถานทูต เพื่อกดดันและเรียกร้องให้รัฐบาลและฝ่ายผู้ก่อการร้ายยุติสงครามกลางเมืองเสียที
มือเรียวสวยหยิบรีโมทที่อยู่ปลายเตียงขึ้นมากดปิดสวิทช์ ไม่สนใจจะฟังต่อ เพราะทุกๆ ช่องรายงานข่าวเหมือนกันหมดไม่มีข้อมูลอื่นเพิ่มเติม เธอหันไปเปิดไฟแอลอีดีวงแหวนทั้งสองข้างตัว แล้วกดบันทึกวีดีโอที่เตรียมไว้แต่แรก
"สวัสดีค่ะทุกคน ตอนนี้พริมอยู่ที่ประเทศเปเรซ เหตุผลที่พริมมาที่นี่ เพราะพริมรู้เกี่ยวกับประเทศนี้น้อยมาก สิ่งที่พอจะทราบเหมือนกับคนทั่วโลกก็คือ นายแบบ หรือนักแสดงผู้ชายที่หน้าตาดีที่สุด ส่วนใหญ่มักจะมาจากประเทศนี้”
หญิงสาวมองดูข้อมูลในแท็บเล็ต ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเสียงใส
"ระบอบการปกครองของเปเรซ เป็นแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ โดยมีสมเด็จพระราชาธิบดี โอมาร์ บิน ซาเลห์ บิน อับดุลอาซิซ อัลฟูลัน หรือองค์สุลต่านเป็นประมุข ซึ่งราชวงศ์ฟูลันในปัจจุบันได้สืบทอดเชื้อสายมาจากราชวงค์ในประวัติศาสตร์ เมื่อหนึ่งพันสามร้อยปีมาแล้ว"
หญิงสาวเงยหน้ามองกล้องแล้วพูดต่ออย่างฉะฉาน
"ก่อนหน้าที่เปเรซจะพบน้ำมัน ถือว่าเป็นประเทศที่ยากจนมากประเทศหนึ่ง คนส่วนใหญ่จะใช้ชีวิตเร่ร่อนตามทะเลทราย ไม่สามารถปลูกอะไรได้เลย รายได้หลักส่วนใหญ่จะมาจากการแสวงบุญ แต่ในอีกหลายปีต่อมาก็ค้นพบน้ำมันแหล่งใหญ่และก๊าชธรรมชาติ ซึ่งทำให้ติดอันดับโลกรองจากประเทศอาระเบีย และพลิกเศรษฐกิจของประเทศจากหน้ามือเป็นหลังมือ กลายเป็นประเทศที่ร่ำรวยเพียงชั่วระยะเวลาไม่ถึงสามปี และจากรายงานเศรษฐกิจของประเทศในปีที่ผ่านมา พบว่าประเทศเปเรซมีอัตราการว่างงานเกือบจะศูนย์เปอร์เซ็นต์ คนที่มีรายได้ต่ำสามารถซื้อรถยนต์และบ้านได้ด้วยเงินสด นอกจากนี้ยังมีสิทธิประโยชน์และสวัสดิการฟรีเพื่อประชาชนอีกด้วยอย่างเช่น ด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล ด้านสาธารณูปโภคเช่นไฟฟ้าและน้ำประปา"
นิ้วเรียวปาดเลื่อนแท็บเล็ตตรงหน้า เพื่อดูสคริปต์นิดหนึ่งแล้วพูดกับกล้อง
"แต่สิ่งที่โดดเด่นมากๆ ของประเทศเปเรซคือมีความหลากหลายทางเชื้อชาติและวัฒนธรรม ชาวเปเรซเชื้อสายอาหรับกว่าเจ็ดสิบเปอร์เซนต์นับถือศาสนาโมเสลม แต่ไม่ได้เคร่งครัดเหมือนทางฝั่งตะวันออกกลางทั่วไป รองลงมาคือศาสนาคริสต์, ยูดาห์-ยิว, และฮินดูตามลำดับ บางคนอาจจะเคยคิดไปว่าประเทศแถบอาหรับส่วนใหญ่จะมีกฎที่เข้มงวดมากใช่ไหมคะ แต่ประเทศเปเรซนี้จะให้เกียรติผู้หญิงมาก นอกจากจะอนุญาตให้ผู้หญิงสามารถขับรถได้แล้ว ยังสามารถทำงานในภาครัฐและเอกชนได้ โดยหนึ่งในสามของสตาร์ทอัพใหม่ๆ ก็มีเจ้าของเป็นผู้หญิงค่ะ และไม่จำเป็นต้องใส่ชุดอาบายะห์ หรือคลุมผมด้วยฮิญาบ ทั้งผู้หญิงและผู้ชายแต่งกายเหมือนกับชาวตะวันตกทั่วไป ที่สำคัญผู้หญิงยังได้รับความเท่าเทียมกันในสังคม พวกเธอสามารถเข้าร่วมงานคอนเสิร์ต งานภาพยนตร์ หรือความบันเทิงต่างๆ เหล่านี้ได้โดยไม่ผิดกฎข้อห้ามแต่อย่างใด”
ยิ้มสาวยิ้มให้กับกล้อง พูดโดยไม่ต้องก้มดูสคริปต์อีก
"ความเปลี่ยนแปลงนี้มันเกิดมาจากปัจจัยหลายๆ อย่างค่ะ อันดับแรกก็คือมกุฎราชกุมารอิสราร์ บิน ซาเลห์ บิน อับดุลอาซิช อัลฟูลัน หรือจะเรียกสั้นๆ ว่าเชคฮ์ อิสราร์ ซาเลห์ อัลฟูลันก็ได้ เขาเป็นพระอนุชาของสุลต่าน โอมาร์ เป็นเจ้าชายที่มีวิสัยทัศน์ที่ก้าวหน้ามาก อายุเพียงแค่สามสิบปี แต่มีวิชันที่ต้องการจะพัฒนาประเทศให้ไปในวิถีทางที่ไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันเพียงอย่างเดียว จึงพยายามกระจายเศรษฐกิจไปในด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านเทคโนโลยี หรือการปรับตัวให้เป็นศูนย์กลางทางการค้า การใช้พลังงานสะอาดอย่างโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ และการผลิตน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืด รวมไปถึงด้านการท่องเที่ยวภายใต้โครงการเปเรซเวิลด์แฮริเทจด้วยค่ะ เพราะเหตุนี้จึงมีการเปลี่ยนแปลงความเคร่งครัดของกฎให้ลดน้อยลง เพื่อเตรียมความพร้อม รองรับความเปลี่ยนแปลงในโลกยุคดิจิทัล"
"และเพื่อต้องการที่จะศึกษาวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น ให้มากขึ้นไปอีก พริมก็เลยจะใช้บริการเคาช์เซิร์ฟฟิ่ง ซึ่งจะแปลตรงๆ ก็คือการไปนอนบ้านคนแปลกหน้านั่นเอง”
หญิงสาวหัวเราะกับกล้องเล็กน้อยอย่างซุกซน ยกสองมือขึ้นไขว้กันในลักษณะกากบาท พูดเน้นเสียงหนัก
"ห้ามคิดลึก!! มันคือการท่องเที่ยวแบบขอไปนอนพักตามบ้านสมาชิกซีเอส หรือเคาช์เซิร์ฟฟิ่งทั่วโลกแบบฟรีๆ!! ซึ่งบ้านโฮสต์ที่พริมเลือกจะเป็นคู่สามีภรรยา ดูจากโปรไฟล์แล้วมีดาวสีเขียวรับรองถึงห้าดาว แสดงว่าปลอดภัยไร้กังวลแน่นอน ที่สุดยอดกว่านั้นคือบ้านของพวกเขา ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ หลายแห่ง และอยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑ์อารยธรรมทางประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นถิ่นฐานดั้งเดิมของชนเผ่าอารเบียโบราณ ที่พริมอยากจะไปมากที่สุดอีกด้วย เป็นบ้านโฮสต์ที่ผู้คนทั่วโลกนิยมไปพักเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศเลยก็ว่าได้ แค่ฟังก็น่าสนุกแล้วใช่ไหมคะ ถ้างั้นเรามาหาคำตอบจากการเดินทาง และรู้จักเปเรซไปพร้อมๆ กับพริมกันเลยดีกว่า ไปกันเลยค่า"
ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะกดปิดการบันทึก พลันมีเสียงเรียกเข้าในโทรศัพท์มือถือดังขึ้นมา เธอหยิบมามองหน้าจอนิดหนึ่งจึงกดรับ เปิดสปีคเกอร์โฟน แล้วเริ่มเก็บอุปกรณ์ลงกระเป๋าเดินทางใบเล็กด้วยความรีบเร่ง
"สวัสดีตอนเช้าค่ะพ่อ"
"พริม! เรียบร้อยดีไหม?"
"เดินทางราบรื่นไม่มีปัญหาอะไรเลย หนูกำลังรอโฮสต์มารับที่โรงแรม"
"พ่อดูข่าวต่างประเทศเมื่อเช้า มีการชุมนุมประท้วงตรงหน้าสถานทูตเปเรซ อยู่ใกล้โรงแรมที่แกพักหรือเปล่า?!"
"ไม่แน่ใจค่ะ แต่พ่อไม่ต้องเป็นห่วง ถึงยังไงที่เปเรซก็ยังปลอดภัยกว่าทีแลนด์ตอนนี้เสียอีก เมื่อวานหนูดูข่าวเห็นหนึ่งในแกนนำผู้ชุมนุมโดนลอบยิงขณะที่กำลังปราศัยอีกแล้ว!"
"อืม ทีแลนด์ถูกครอบงำด้วยระบอบอำนาจนิยมที่อึมครึมมาตั้งแต่รัฐประหารแล้ว มีอำนาจท่วมทับผู้นำแต่ใช้ไม่เป็น ทำได้แค่ใช้กำลังบังคับผู้คัดค้านเท่านั้น! แต่อาจจะเป็นพวกมือที่สามก็ได้ จริงเท็จพิสูจน์ได้ยาก เปเรซเองก็มีปัญหาเรื่องแบ่งแยกดินแดนอยู่เหมือนกัน แกก็ต้องดูแลตัวเองด้วย มีปัญหาอะไรรีบติดต่อมาทันทีเลยนะ!"
"หัวหน้าคะ! ฝึกหนูมาหนักขนาดนี้ ยังต้องห่วงอะไรอีกคะ เชื่อมือหนูเถอะน่า! หนูเอาตัวรอดได้ทุกสถานการณ์อยู่แล้ว!"
"อย่ามาซุย! อ้อ! แล้วอย่าลืมไปที่พิพิธภัณฑ์ของชนเผ่าอารเบียด้วยนะ!"
"รับแซ่บ!" เสียงปลายสายเงียบไป คงเพราะอีกฝ่ายวางสายไปแล้ว
หญิงสาวรีบเก็บของมือเป็นระวิง เนื่องจากโฮสต์โทรมาขอเปลี่ยนเวลาที่จะมารับเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง เพราะญาติที่จะมาพักที่บ้านโฮสต์ด้วยนั้น จะขับรถผ่านมาทางโรงแรมที่เธอพักอยู่พอดี
ขณะที่กำลังรูดซิบกระเป๋า พลันโทรศัพท์ภายในห้องพักก็ดังขึ้น จึงเดินไปรับสาย
"เฮลโล?"
"มิสนรากร มีแขกมารอพบอยู่ที่ล็อบบี้ครับ"
"บอกให้เขารอสักห้านาที จะรีบลงไปเดี๋ยวนี้ค่ะ
"ครับผม"
นอกจากจะมาท่องเที่ยวเพื่อทำคอนเทนท์ในฐานะยูทูปเบอร์แล้ว เธอยังมีภารกิจสำคัญในการเดินทางมาเปเรซในครั้งนี้ด้วย
หญิงสาวทำงานอยู่สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ตำแหน่งนักการข่าวปฏิบัติการด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ภารกิจในครั้งนี้เป็นวาระพิเศษ ต้องทำงานร่วมกับหน่วยอื่นด้วย และที่เบื้องบนระบุว่าต้องเป็นเธอ ก็เพราะทั้งหน่วยมีเธอเพียงคนเดียวที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีของอิสราเอล สามารถพูดอ่านและเขียนภาษาอาหรับได้ดี และยังพูดฮีบรูได้อีกนิดหน่อย ซึ่งเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองทุกคน จำเป็นต้องมีทักษะด้านนี้อย่างน้อยห้าภาษา แล้วแต่ว่าใครเลือกจะเรียนภาษาอะไร นอกเหนือไปจากความสามารถด้านอื่นๆ
ถ้าไม่นับรวมเรื่องบู๊ล้างผลาญ ความเป็นสตรีเพศของเธอจะสามารถพรางตาฝ่ายตรงข้ามได้อย่างแนบเนียน และทำงานคล่องตัวได้ดีกว่าบุรุษเสียอีก
ในภารกิจนี้จะมีผู้ร่วมทีมอีกสองคน ซึ่งจะแยกกันเดินทาง และแยกกันทำงาน เธอมีหน้าที่ตามหาเป้าหมายชี้เป้าระบุตำแหน่ง เพื่อให้เพื่อนร่วมทีมอีกสองคนลงมือปฏิบัติการ
ภารกิจของเธอในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากเหตุการณ์เมื่อไม่กี่วันก่อน ที่มีการระเบิดสนามบินเอวาเปเรซ โดยใช้ฝูงโดรนคามิกาเซ และการกราดยิงประชาชนของผู้ก่อการร้าย เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากเจ้าหน้าที่ ในการก่อเหตุกับสายการบินทีแลนด์แอร์ไลน์ที่เพิ่งจะแลนดิ้งได้ไม่นาน
หลังจากนั้นกลุ่มกบฎหัวรุนแรง ก็หลบหนีการไล่ล่าของเจ้าหน้าที่ไปได้ และได้ลักพาตัวประกันไปด้วยห้าคน สิ่งที่พวกเขาเรียกร้องต่อมาก็คือ ขอให้รัฐบาลเปเรซปลดปล่อยนักโทษกลุ่มต่อต้านแบ่งแยกดินแดน และกลุ่มอนุรักษ์ศาสนาต่อต้านแนวคิดใหม่กว่าหนึ่งร้อยชีวิตที่ถูกจับขังคุกอยู่ในเขตต่างๆ และเรียกร้องให้รัฐบาลทีแลนด์ทำตามข้อตกลง เพื่อแลกกับความปลอดภัยของตัวประกัน
ทำให้ทางรัฐบาลทีแลนด์ ต้องรีบออกมาแถลงการณ์แก้ตัวกับนานาชาติว่า ข้อตกลงนั่น เป็นเพียงการช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมเท่านั้น ทีแลนด์มิได้อยู่เบื้องหลังการก่อเหตุ และไม่เคยสนับสนุนการก่อการร้ายไม่ว่ากรณีใดๆ ก็ตาม
ซึ่งตัวประกันห้าคนที่ได้ถูกจับตัวไปนั้น คนหนึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยข่าวกรอง ที่กำลังหนีคดีข้อหาจารกรรมข้อมูลของรัฐบาล อีกคนเป็นเจ้าหน้าที่สถานทูตทีแลนด์ประจำเปเรซ ส่วนอีกสองคนเป็นพระมารดาของสุลต่านโอมาร์กับผู้ติดตาม และนักข่าวไม่ระบุสัญชาติอีกหนึ่งคน
เธอจึงถูกส่งตัวมารับภารกิจนี้ ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเปเรซ เพื่อทำการค้นหาและช่วยเหลือตัวประกันทั้งห้าคนให้ปลอดภัย
อันนั้นเป็นภารกิจหลัก ที่ได้รับจากผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองฯ แต่ภารกิจลับที่ได้รับจากหัวหน้าหน่วยคือนำข้อมูลที่อยู่กับเจ้าหน้าที่คนนั้นกลับมาให้ได้ และคุ้มครองเขาให้พ้นจากการถูกฆ่าปิดปากจากฝ่ายตรงข้าม
และเหตุการณ์ก่อนที่จะมีการก่อเหตุจับตัวประกัน เริ่มจากกระทรวงกลาโหม ได้ร่วมมือกับบริษัทอาร์เอดีผู้ผลิตและวิจัยยาชีวเภสัชภัณฑ์ระดับโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่สหรัฐฯ และมีสาขาย่อยอยู่ในประเทศทีแลนด์ ได้ถูกแฮกเกอร์โจมตีทางไซเบอร์เจาะระบบและเปลี่ยนหัส แล้วแอบติดตั้งมัลแวร์เรียกค่าไถ่ ทำให้เจ้าหน้าที่ของบริษัทฯเข้าไปทำงานในระบบไม่ได้ เป็นผลทำให้หุ้นของบริษัทอาร์เอดีตกฮวบ และต้องปิดไลน์ผลิตและการขนส่งทั้งหมด ซึ่งทางบริษัทฯ ก็ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า ได้ถูกจารกรรมข้อมูลสำคัญไปกว่าเก้าร้อยกิกะไบต์ ได้แก่รหัสผ่าน ข้อมูลการเงิน ข้อมูลของลูกค้าและรายละเอียดสัญญาต่างๆ และสูญเงินเป็นจำนวนหลายร้อยล้านบาท
เวบไซต์และระบบเครือข่ายของกระทรวงกลาโหมเอง ก็โดนโจมตีเซิร์ฟเวอร์ด้วยวิธีดีดอส โดยที่ผู้โจมตีได้สร้างคำร้องขอใช้บริการที่เป็นข้อมูลขยะขึ้นมา แล้วส่งไปที่ระบบเครือข่ายเป็นจำนวนมหาศาลต่อวินาที ทำให้ระบบทำงานช้าลงและเกิดการติดขัดในการเรียกใช้งานจนระบบล่มไปในที่สุด เมื่อเบี่ยงเบนความสนใจได้แล้ว ก็ฝังมัลแวร์ไว้เพื่อรับคำสั่งการโจมตีระลอกที่สอง
หลังเกิดเหตุการโจมตีทางไซเบอร์เพียงสามชั่วโมง ก็ได้ปรากฎชื่อของบริษัทอาร์เอดี บริจาคเงินเป็นจำนวนมาก ให้กับโรงพยาบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการช่วยเหลือประชาชน ในวิกฤตการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสสายพันธุ์ใหม่ทั่วประเทศ
ข้อมูลลับของกระทรวงกลาโหมก็ถูกล็อกด้วยเช่นกัน จากนั้นก็แสดงข้อความเรียกค่าไถ่ ข่มขู่ให้ทำการจ่ายเงินเพื่อแลกกับข้อมูลภายในเวลาที่กำหนด ทางกระทรวงฯ จำต้องยอมโอนเงินให้ตามเงื่อนไข เพื่อแลกกับข้อมูลสำคัญระดับชาติ แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าข้อมูลเหล่านั้นได้ถูกลบไป ไม่สามารถกู้คืนกลับมาได้อีก
ไม่มีแฮกเกอร์กลุ่มใดออกมาแสดงตัวเพื่ออ้างถึงผลงาน แต่ก็คาดเดากันว่า อาจจะเป็นฝีมือของกลุ่มอาชญากรมืดที่เรียกตัวเองว่าแฮกเกอร์หมวกดำ เพราะอาชญากรกลุ่มนี้มีความเชี่ยวชาญในการปล่อยมัลแวร์ที่มีประสิทธิภาพสูง เข้าไปสร้างความหายนะเพื่อแลกกับเงิน เป็นจอมวายร้ายที่เคยเจาะระบบโจมตีธนาคารชาติตะวันตกมาแล้วในหลายๆ ประเทศ
แต่ก็มีชาวเน็ตเป็นจำนวนมาก ออกมาชื่นชมการกระทำของโจรใจบุญในครั้งนี้ เพราะเงินทุกบาทที่แฮกเกอร์ปล้นมาจากกระทรวงกลาโหมนั้น ได้ถูกบริจาคให้กับครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัสสายพันธุ์ใหม่ ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศ โดยระบุข้อความว่า เป็นค่าเยียวยาและเพื่อฟื้นฟูจิตใจจากรัฐบาล
ต่อมาหน่วยสืบราชการลับของกระทรวงกลาโหม ก็ตามรอยไอพี-แอดเดรส จนสืบรู้ว่าอาชญากรไซเบอร์ผู้นี้เป็นใคร และได้ทำการไล่ล่าจนเขาต้องหนีออกนอกประเทศ และได้ถูกจับเป็นตัวประกันไปในที่สุด รายข่าวยังบอกอีกว่า เจ้าหน้าที่สถานทูตทีแลนด์ประจำเปเรซที่ถูกจับตัวไปด้วยกันนั้น ก็เป็นแฟนของเขาด้วยนั่นเอง
||-------------------->
- เวิลด์แฮริเทจ - World Heritage - มรดกโลก
- เคาช์เซิร์ฟฟิ่ง - Couchsurfing / CS - คือการท่องเที่ยวแบบขอไปนอนพักตามบ้านสมาชิกซีเอสทั่วโลก แบบฟรีๆ
- กิกะไบต์ - (gigabyte / GB ) - หน่วยวัดความจุของหน่วยความจำ หรือข้อมูลในฮาร์ดดิสก์ (Bit / KB / MB / GB / TB )
- มัลแวร์เรียกค่าไถ่ - Ransomware ถือเป็นไวรัสคอมพิวเตอร์ประเภทหนึ่ง ทันทีหลังจากเครื่องเป้าหมายติดมัลแวร์ดังกล่าว คอมพิวเตอร์จะถูกเข้ารหัส แล้วยื่นข้อเสนอให้เหยื่อทำการโอนเงินไปยังบัญชีที่ระบุ
- เซิร์ฟเวอร์ - Server - ทำหน้าในการเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตและควบคุมการใช้บริการ ซึ่งการจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้บริการนั้นมีหลากหลายอย่างแยกย่อยออกไปอีก
- ดีดอส - DDos - (Distributed Denial of Service) - การปฏิเสธการให้บริการ : เครื่องเซิร์ฟเวอร์ที่ถูกการโจมตีด้วยวิธี DDos จะไม่สามารถให้บริการได้ชั่วคราว จนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข หรือป้องกันการถูกระดมยิงด้วย DDoS ได้
- ไอพี แอดเดรส - IP Address - ย่อมาจาก internet protocol address คือ หมายเลขเฉพาะที่กำหนดให้กับอุปกรณ์ หรือเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องในระบบเครือข่าย
ติ๊ง!!
ประตูลิฟต์เปิดออกที่ชั้นหนึ่ง ชายหนุ่มหันไปมองทันทีเมื่อได้ยินเสียง เขาหายใจเข้าแรงแล้วสะดุดไปในทันที เมื่อเห็นหญิงสาวเอวบางร่างน้อย นัยน์ตากลมโต ใบหน้าคมหวาน ผมดำยาวสลวยสยายเต็มหลัง สวมชุดแม็กซี่เดรสสีขาวปักฉลุลายดอกไม้ตัวยาวจนถึงข้อเท้า แขนยาวสามส่วนเลียนแบบชุดอาบายะห์ แต่จะออกไปในสไตล์ตะวันตกมากกว่า ซึ่งเข้ากันได้ดีกับรองเท้าผ้าหุ้มส้นพิมพ์ลายดอกไม้วินเทจสีเทา กำลังเดินเข็นกระเป๋าเดินทางออกมาจากลิฟต์ รูปร่างหน้าตาของหญิงสาวโดดเด่นเสียจนดึงดูดสายตาของผู้คนทั้งชายและหญิง ที่นั่งอยู่ในล็อบบี้ให้มองมาอย่างสนใจใคร่รู้
ดวงตาคมกริบล้ำลึกของชายหนุ่ม กำลังถูกตรึงจนไม่อาจถอนสายตาไปมองที่อื่นได้ พูดอะไรไม่ออกอยู่ชั่วครู่ราวกับวิญญาณของเขาก็กำลังถูกดูดกลืนหายไปด้วยเสียอย่างนั้น ก่อนที่จะได้สติเมื่อหญิงสาวเดินเข้ามาใกล้ เขาจึงรีบลุกขึ้นเดินเข้าไปทักทายด้วยหัวใจที่กำลังเต้นรัวแรง
"มิสนรากร?" เขาทักขึ้นก่อน เพื่อยืนยันว่าใช่คนที่กำลังรออยู่หรือเปล่า
นัยน์ตากลมโตมองชายหนุ่ม ที่มีใบหน้าเต็มไปด้วยหนวดเคราจนดูครึ้มไปหมด แต่กลับรู้สึกสะดุดที่นัยน์ตายาวรีคู่นั้น ถึงแม้จะดูคมกริบดุดันในนาทีแรก แต่สามารถเปลี่ยนเป็นหวานละมุนและมีเสน่ห์เป็นอย่างมาก ขณะที่เขาเปิดปากยิ้มในนาทีต่อมา
"ค่ะ ฉันเอง" หญิงสาวยิ้มรับเพียงเล็กน้อย แล้วส่งมือให้
ชายหนุ่มจับมือตอบเป็นการทักทาย แล้วกดเน้นปลายนิ้วชี้ลงบนฝ่ามือบอบบางด้านในเพื่อเป็นการส่งสัญญาณ หญิงสาวเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นเล็กน้อย เขาพูดภาษาอังกฤษเสียงเบาที่ได้ยินเพียงแค่สองคน ในขณะที่ฉีกยิ้มไปด้วยจนแทบไม่เห็นว่ากำลังขยับริมฝีปาก
"ผมอิฟราอิม จะคอยดูแลคุณที่นี่ และเพื่อความสมจริง เราควรจะแสดงออกว่าเป็นคู่รักต่างชาติที่เพิ่งจะได้พบกันเป็นครั้งแรก จะเป็นการดีต่อภารกิจของเราที่สุด คุณเห็นควรว่าอย่างไร?"
"เดี๋ยวนะคะ! ฉันคิดว่า.."
ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ เขาก็สวมกอดเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว แขนแข็งแรงราวกับปลอกเหล็กรัดรอบตัวเธอเอาไว้แน่นไม่ให้ดันตัวออกมาได้ พร้อมกับกระซิบเบาๆ
"อยู่นิ่งๆ มีคนแอบดูอยู่ด้านนอก!"
พอได้ยินดังนั้น ริมฝีปากแดงก่ำก็คลี่ยิ้มหวานออกมา เป็นรอยยิ้มที่เรียกได้ว่าสามารถเขย่าหัวใจผู้ชายทั้งโลกได้เลยทีเดียว แขนเรียวเล็กโอบไปรอบคอแข็งแรง ยื่นหน้าเข้าไปชิดเล็กน้อย จนปลายจมูกเฉียดแก้มเขาไปนิดหนึ่งแล้วถอยออก เขารู้สึกว่าเป็นการหว่านเสน่ห์ที่เย้ายวนอย่างร้ายกาจที่สุด
"คิดถึงคุณจังเลยค่ะ! ฉันรอเวลาที่เราจะได้พบกันแบบนี้มานานเหลือเกิน! อุ้บส์!" หญิงสาวตกใจที่เขาเล่นนอกบทเพื่อให้สมจริงโดยไม่บอกล่วงหน้า
อิฟราอิมจุมพิตเบาๆ ที่ริมฝีปากครั้งหนึ่งแล้วถอนออก นัยน์ตามองนิ่งที่ริมฝีปากอิ่มแดงระเรื่อคล้ายกำลังเผลอ ก่อนจะกดริมฝีปากให้หนักขึ้นอีกอย่างห้ามใจไม่อยู่
(--คนแอบดูบ้านญาตินายสิ!! นี่มันนอกบทชัดๆ!!--)
หญิงสาวไล้นิ้วเรียวจากลำคอเสยเข้าไปในกลุ่มผมบริเวณท้ายทอย แล้วจิกเล็บเรียวแหลมลงบนหนังศีรษะของเขาอย่างไร้ซึ่งความสงสาร พร้อมๆ กัดไปที่ริมฝีปากล่างของเขา ไม่แรงแต่ก็ไม่เบาเช่นกัน
"อึ้บ!!" หนุ่มนักแสดงได้สติถอนริมฝีปากออกเกือบจะทันที เหลือบสายตามองมาอย่างตัดพ้อ แต่กลับทำให้ดวงตาดูเป็นประกายมีเสน่ห์ชวนหลงไหลอย่างน่าประหลาด หญิงสาวไล้ปลายนิ้วไปที่ริมฝีปากบางเย็นของเขา แล้วยิ้มหวานเคลือบความสะใจเอาไว้เล็กน้อย
"ที่รัก! อย่าวู่วามสิคะ ที่นี่มันที่สาธารณะ เวลาฉันเขินมือไม้มักจะกระตุก ควบคุมตัวเองได้ไม่ดี ว่าแต่ตอนนี้..เราจะไปกันได้หรือยังคะ?"
เขาไม่พูดอะไร ยกนิ้วโป้งไล้บริเวณที่ถูกกัด ในดวงตามีประกายชื่นชมวาบผ่าน ในขณะที่ปล่อยร่างเล็กออกจากอ้อมแขน แต่ก็ยังโอบเอวไว้ข้างหนึ่ง อีกมือลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปด้วยราวกับไร้น้ำหนัก แล้วพาออกเดินจากโรงแรม
…
"น่าจะเป็นคู่รักกันจริงๆ ไม่ใช่คนที่เราสงสัยหรอก" เสียงหนึ่งที่ซุ่มดูอยู่ในรถหน้าโรงแรมพูดขึ้นมา
"อีกเดี๋ยวก็รู้!" อีกเสียงหนึ่งพูด แล้วสตาร์ทรถ ขับตามรถคันหน้าไปอย่างระแวดระวัง
…………………….
หลังจากที่โดนขโมยจูบอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว เธอก็หมายหัวผู้ชายคนนี้ทันทีว่าเป็นบุคคลอันตราย ปากว่ามือถึง ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรอยู่ใกล้ๆ จะดีที่สุด ซึ่งคล้ายๆ กับความคิดของชายหนุ่ม เขาแกล้งโยนสถานการณ์ใส่หน้า เพื่อรอดูปฏิกิริยาและไหวพริบในการแก้ไขปัญหา ไม่เพียงเอาตัวรอดได้ดี ยังมีเขี้ยวเล็บรอบตัวเป็นเกราะป้องกัน ไม่ใช่กุหลาบไร้หนามอย่างที่เขาคิดไว้แต่แรก
ชายหนุ่มยอมรับกับตัวเองว่า รู้สึกติดใจริมฝีปากอวบอิ่มนั่นอยู่ไม่น้อย กลิ่นที่หอมอ่อนๆ จากกายหญิงสาวมันทำให้อารมณ์ของเขาปั่นป่วนอยู่ภายใน จนเกือบลืมตัวว่าอยู่ท่ามกลางที่สาธารณะ เห็นควรว่าต้องอยู่ให้ห่างไว้เป็นดีที่สุด จะได้ไม่เสียงาน
เมื่อรถจอดติดสัญญาณไฟแดง ต่างคนต่างหันออกไปมองนอกรถ ไม่มีใครคิดอยากจะสื่อสาร หรือพูดอะไรสักอย่างเพื่อเป็นการทำลายความเงียบสงัดจนดูเป็นวังเวงนี้เลยสักคน
เขาชะลอความเร็วและขับช้าเกือบเป็นคลาน เธอจึงหันมามองตรง เลยเห็นว่ามีกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเป็นจำนวนมากอยู่หน้าสถานทูตเปเรซ เธออ่านตามป้ายข้อความที่เขียนเป็นภาษาอาหรับเหล่านั้น ส่วนใหญ่จะเขียนร้องขอไม่ให้มีสงคราม
มีด่านตรวจอยู่ข้างหน้า ชายหนุ่มหันมาจ้องตาเธอนิ่งอยู่ชั่วครู่แต่ไม่พูดอะไร จากนั้นก็หมุนกระจกทักทายเจ้าหน้าที่ที่อยู่ด้านนอก
"อัสลามุอะลัยกุม" เขากล่าวทักทาย ความหมายของประโยคนี้ก็คือ ขอความสันติสุข หรือความสุขจงมีแด่ท่าน
"วะอะลัยกุมมุสลาม ขออนุญาตดูเอกสารประจำตัวด้วยครับ"
อิฟราอิมยกตัวขึ้นเล็กน้อย หยิบกระเป๋าหนังใบเล็กสีน้ำตาลออกมาจากกระเป๋าหลังของกางเกงยีนส์ แล้วหยิบการ์ดใบเล็กส่งให้เจ้าหน้าที่ ซึ่งขณะนี้ก็กำลังจ้องมองนิ่งมาที่คนนั่งข้างคนขับอย่างไม่วางตา
"สุภาพสตรีต่างชาติท่านนี้เป็นอะไรกับคุณครับ?"
"เอ่อ..จะเรียกว่าแฟนก็ได้ เราคุยกันผ่านแอปพลิเคชันกันมาเป็นปีๆ ก่อนที่จะได้พบตัวจริงกันครั้งแรกวันนี้"
"มีหลักฐานการคุยเพื่อยืนยันสถานะไหมครับคุณผู้หญิง?" เจ้าหน้าที่พูดกับเธอเป็นภาษาอังกฤษ ซึ่งถ้าเป็นคนต่างชาติที่ไม่รู้ภาษาเขา ก็จะไม่รู้ว่าบทสนทนาก่อนหน้านี้ได้คุยอะไรกัน ซึ่งแน่นอนว่าถ้าต้องการจริงๆ เธอก็ไม่มีจะให้
"หลักฐานอะไรคะ? ราอิมคะ! ช่วยอธิบายหน่อย ฉันไม่เข้าใจภาษาของคุณ!" หญิงสาวตีเนียนเรียกชื่อชายหนุ่มคนข้างๆ อย่างสนิทสนม โดยไม่ได้ขออนุญาต
เขาไม่ตอบ แต่หยิบโทรศัพท์ที่วางไว้ตรงคอนโซลมาเปิดหาแอปพลิเคชันที่อ้างถึง แล้วส่งให้เจ้าหน้าที่ได้ดู ทางนั้นรับไปแล้วสไลด์เลื่อนอยู่สี่ถึงห้าครั้งจึงส่งคืน
"ขอดูพาสปอร์ตด้วยครับ" เจ้าหน้าที่พูดภาษาอังกฤษ ขอตรวจสอบเพิ่มเติมอีกอย่างไม่ไว้ใจ หญิงสาวเลยเปิดกระเป๋าถือ แล้วยื่นส่งให้
"มาจากประเทศทีแลนด์ มาทำอะไรที่นี่ครับ?"
"แน่นอนว่าต้องการพบแฟนฉันคนนี้" หญิงสาวเอื้อมมือไปทาบบนหลังมือชายที่อ้างว่าเป็นคนรัก มือใหญ่ที่กำลังจับเกียร์อยู่ก็พลิกฝ่ามือหงายขึ้นมากอบกุมมือเธอไว้กระชับ พร้อมกับส่งยิ้มและนัยน์ตาหวานมาให้ หญิงสาวยิ้มตอบ "ฉันเป็นยูทูปเบอร์ด้วยค่ะ และเพื่อให้ทริปนี้เป็นการเดินทางที่คุ้มค่าและเป็นความทรงจำที่ดี ก็เลยคิดจะทำคอนเทนท์ประชาสัมพันธ์ประเทศเปเรซไปด้วยในตัว"
"ญาซากัลลอฮ์ ขอบคุณที่ให้ความสำคัญกับประเทศของเรา หวังว่าแฟนของคุณจะแนะนำสถานที่ที่พวกเราภาคภูมิใจให้กับคุณ เพื่อที่จะทำคอนเทนต์ออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ นี่เป็นนามบัตร หากคุณต้องการความช่วยเหลือ หรือต้องการสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับเปเรซ อย่าลังเลที่จะติดต่อเรา และขอโทษที่ทำให้ต้องเสียเวลาด้วยครับ เชิญ" เขาผายมือเล็กน้อย เพื่อให้ผ่านไปได้
"ญาซากัลลอฮ์ ค็อยร็อน" อิฟราอิม กล่าวขอบคุณตอบ
หญิงสาวเหลือบตามองคนข้างๆ แต่เขากำลังมองที่กระจกมองหลัง เธอจึงเอี้ยวตัวมองบ้าง เห็นเจ้าหน้าที่คนนั้นเดินไปคุยกับคนในรถคุ้นตาที่จอดอยู่ไม่ไกล ชายหนุ่มหันมามองอากัปกิริยาอยากรู้อยากเห็นของคนที่นั่งข้าง ทำให้มุมปากบางเชิดขึ้นเล็กน้อย
"เรามาทำความรู้จักกันอย่างเป็นทางการอีกสักครั้งดีไหม? ผมพันเอกอิฟราอิม อัลอิสมาอิล ผู้ร่วมงานในภารกิจครั้งนี้"
หญิงสาวหันหน้ามามองเขา เอ่ยกล่าวมาเสียงเรียบไม่บอกความรู้สึก
"พริมโรส นรากรค่ะ รับหน้าที่หน่วยไซเบอร์ ยินดีที่ได้ร่วมงาน"
"คุณทำงานให้กับหน่วยข่าวกรองรัฐบาล หรือเป็นสายลับทหาร?"
"รัฐบาลค่ะ สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี แต่จริงๆ แล้วหน้าที่ไม่แตกต่าง สามารถทำงานร่วมกันได้ เพียงแต่หน่วยฉันจะเน้นไปทางการก่อการร้ายทางไซเบอร์ ให้ข้อมูลการติดตาม และรายงานตำแหน่งของผู้ก่อการร้ายให้กับทุกหน่วยงาน"
"คุณมีเวลาพักแค่คืนนี้ ก่อนจะเริ่มงานอย่างจริงจังในวันรุ่งขึ้น ไหวไหมทหาร?" เขาพูดล้อ
"เซอร์ เยส เซอร์!" หญิงสาวตอบรับมุกเขา พร้อมแตะสองนิ้วที่ปลายคิ้ว ทำให้เขายกยิ้มที่มุมปากอย่างชอบใจ
"คุณทำงานเสี่ยงอันตรายแบบนี้ แฟนคุณเขาไม่เป็นห่วงบ้างหรือไง?"
พริมโรสนิ่ง เพราะรู้ว่าเขาแกล้งถามเรื่องส่วนตัวจึงเลือกไม่ตอบ เขาหันมามองนิดหนึ่งเห็นหญิงสาวมองตรงไปข้างหน้า ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อ ปล่อยให้บรรยากาศเดทแอร์ไปเสียอย่างนั้น
"คุณส่งอะไรให้เจ้าหน้าที่เขาดู?" จู่ๆ หญิงสาวก็ถามขึ้นมา
"ก็แชทที่คุยกับสาวๆ พร้อมกับภาพส่วนตัวนิดหน่อย" หญิงสาวหน้าแดง เพราะคิดลึกไปกับคำว่าส่วนตัวของเขา ถ้าเกิดเจ้าหน้าที่นั่นต้องการให้พิสูจน์ความสัมพันธ์ตามแชทส่วนตัวที่ว่านั่น ไม่อยากจะเดาเลยว่า หมอนี่จะลังเลหรือเปล่า
"ขอโทษที่ฉันเรียกชื่อคุณเฉยๆ พอดีว่าสถานการณ์มันบังคับ"
"ผมไม่ถือ เราควรจะมีชื่อเรียกที่แสดงให้เห็นว่าเป็นคู่ที่รักกันอย่างมาก คุณมีชื่ออื่นสำหรับเพื่อนๆ หรือคนในครอบครัวเรียกกันไหม?"
"พริมค่ะ พ่อฉันเรียกว่าพริม
"แล้วแฟนล่ะ เรียกคุณว่าอะไร?" หญิงสาวมองหน้า เพิ่งจะรู้ตัวว่าถูกเขาต้อนมามุมเดิมอีกแล้ว
"ฉันก็มีอยู่ชื่อเดียว เขาจะเรียกอะไรก็แล้วแต่" หญิงสาวพูดเป็นกลางๆ ไม่ตอบรับและไม่ปฏิเสธ ชายหนุ่มได้ยินดังนั้น ก็ยกยิ้มที่มุมปาก
"งั้นผมจะเรียกคุณว่าอัลบีดีไหม?" พริมโรสหน้าแดง หันมองออกนอกหน้าต่างด้านข้าง กลัวเขาจะรู้ว่าเธอรู้ความหมายของคำนั้น คำที่มีความหมายว่าที่รักในภาษาอาหรับจะมีหลายคำ อัลบีก็เป็นหนึ่งในนั้น เธอรู้สึกเอือมกับความหน้ามึนของเขา ที่สามารถดึงบทสนทนาให้เข้าข้างตัวเองได้อยู่ตลอด
"บ้านโฮสต์นี่เป็นคนของคุณด้วยหรือเปล่าคะ?" พริมโรสเปลี่ยนเรื่องคุย
"ใช่ เขาทำงานอยู่หน่วยข่าวกรองทั้งคู่ คุณสามารถเป็นตัวของตัวเองได้สบายโดยไม่ต้องระแวดระวัง"
"นอกจากคุณกับทีมของฉันแล้ว ยังมีคนอื่นอีกไหมคะ?"
"ไม่น่าจะมี ผมสั่งให้เขาปิดรับไปแล้ว เสียงคุณดูเนือยๆ นะ ง่วงหรือเปล่า? จะนอนก็ได้นะ ถึงแล้วผมจะปลุก"
"เกรงใจคุณจัง เมื่อวานพอมาถึงที่พัก ก็เขียนคอนเทนต์ต่ออีกจนดึก เลยออกจะเพลียๆ"
"นอนเถอะ ปรับเบาะลงเลย จะได้สบายตัว"
"ขอบคุณค่ะ" หญิงสาวไม่ค้านอีก รีบปรับเบาะตามคำแนะนำ แล้วหลับไปเกือบจะทันทีที่เปลือกตาหลุบลง
…
"คุณ! ตื่นเถอะ ถึงแล้ว!" ชายหนุ่มเรียก จับไหล่บอบบางเขย่าเบาๆ แต่ไม่มีทีท่าว่าหญิงสาวจะรู้สึกตัว
เขาเปิดประตูฝั่งคนขับแล้วเดินอ้อมไปฝั่งตรงข้าม กำลังจะเปิดประตูก็มีเสียงทักเสียก่อน
"ผู้พันมาเสียมืดเลย มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับ?"
"เจอด่านตรวจน่ะ เลยรถติดยาว"
"เรามีปัญหาอย่างหนึ่งคือ.. มีเซิร์ฟจองเข้ามาก่อนที่เราจะปิดรับ พยายามขอยกเลิกแล้ว แต่เขาไม่ยินยอม ผมกลัวว่าจะเป็นเรื่องใหญ่เลยจำเป็นต้องตอบรับ"
"ไม่เป็นไร แต่จะทำอะไรก็ระวังตัวหน่อยแล้วกัน"
"ครับผม" เขารับคำแล้วเดินไปท้ายรถ ขนกระเป๋าออกมาวางที่พื้น สายตาเหลือบมองชายหนุ่ม ที่กำลังอุ้มหญิงสาวร่างเล็กเดินเข้าไปในตัวบ้าน
อิฟราอิมเกรงว่าหญิงสาวจะตื่นขึ้นมาแล้วตกใจที่เห็นเขาอุ้มเธออยู่ในอ้อมแขน จึงประคองอย่างระวัง แต่หญิงสาวกลับทำตรงกันข้ามกับความคิด เธอขยับตัวเล็กน้อยซุกเบียดไปกับอกกว้างเพื่อให้อยู่ในท่าที่สบายขึ้นแล้วครางออกมาเบาๆ อย่างพึงพอใจ เขามองใบหน้าหวานนวลเนียน แล้วยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู ก่อนที่จะเดินตรงไปยังห้องพัก
"ผู้พัน! มิสนรากรเป็นอะไรคะ ทำไมคุณต้องอุ้มเธอเข้ามาอย่างนั้น?" อัลวานีภรรยาเจ้าของบ้านทักถามขึ้นมาอย่างตกใจ
"เพลียน่ะ! ปลุกไม่ตื่น เลยต้องอุ้มเข้ามาแบบนี้ล่ะ"
"อ๋อ! โล่งอก! ห้องของมิสทางนี้ค่ะ" อัลวานีรีบเดินนำขึ้นบันไดไปก่อน แล้วเปิดประตูทางขวามือ หลบทางหนึ่งเพื่อให้ชายหนุ่มเดินเข้าไป “ห้องของคุณอยู่ตรงข้าม สามีฉันบอกแล้วใช่ไหมคะว่าเราจะมีเซิร์ฟมาพักด้วยอีกคน”
"บอกแล้ว ห้องนี้พักกี่คน?"
"เราจัดให้มิสนอนคนเดียวค่ะ ส่วนของคุณพักร่วมกับอีกสองคน สะดวกไหมคะ"
"ไม่สะดวก! ผมกับมิสนรากรจะต้องแสดงเป็นคู่รักกัน ถ้าแยกกันคนละห้องอาจจะเป็นที่สงสัย แล้วคนที่จะมาใหม่ล่ะ?"
"ให้พักห้องข้างล่างค่ะ อยู่ตรงข้ามห้องฉันเลย จะได้คอยจับตาดูด้วย"
"อืม"
"ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้บาซิม เอากระเป๋ามาไว้ห้องนี้ คุณทานอะไรมาหรือยัง? เราทำอาหารเตรียมไว้ให้ แต่ก็ไม่รู้ว่าพวกคุณจะมาถึงกันกี่โมง"
"เอาสิ! กำลังหิวเลย" ชายหนุ่มตอบรับ อัลวานียิ้มแล้วเดินออกไป