เกี้ยวเจ้าสาวโคลงเคลงไม่หยุดทำให้คนที่อยู่ด้านในรู้สึกคลื่นเหียนมิใช่น้อย มือเรียวกำผ้าเช็ดหน้าสีแดงในมือแน่นหูฟังเสียงดนตรีที่ประโคมกันอย่างออกรสชาติด้านนอก
ภายใต้ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวหยางจื่อเหยียนมีน้ำตาคลอเล็กน้อย การแต่งงานครานี้นางมิได้ยินยอมแต่ไม่อาจขัดได้ เพราะหากทำเช่นนั้นย่อมหมายถึงความเดือดร้อนของสกุลหยางที่นางมิอาจแบกรับ
คำกล่าวของเสด็จย่ายังคงดังก้อง "อาเหยียนของย่าเพียงแต่เข้าไปในจวนนั่น และล้วงความลับของอ๋องแปดมาให้ได้"
หยางจื่อเหยียนมิเคยรู้มาก่อนว่าตนเองจะเข้ามาอยู่ในวังวนอำนาจของคนเช่นนี้ นางเป็นเพียงบุตรสาวอนุในจวนผู้หนึ่งซึ่งเดิมทีบิดาเองก็ไม่เคยใส่ใจอยู่แล้ว
เดิมทีเมื่อคิดว่าบิดาไม่ใส่ใจหยางจื่อเหยียนยังเคยคิดที่จะออกบวชมุ่งสู่ทางธรรม ไม่ต้องการเป็นอนุของผู้ใดด้วยเห็นความทุกข์ใจของมารดาที่วัน ๆ เอาแต่คอยรับความกรุณาจากบิดาที่ไม่เคยมาถึง
แต่เรื่องปฏิบัติธรรมของหยางจื่อเหยียนก็แค่ฉากบังหน้า หลังจากออกบวชแล้วเมื่อถึงเวลานางจะเก็บเงินจากคนมาทำบุญสักก้อนแล้วสึก ก่อนจะออกไปโลดแล่นยังดินแดนห่างไกล เพราะที่นี่คือยุคโบราณการเดินทางไม่สะดวก การติดต่อค้นหากันยิ่งทำได้ยาก ถ้านางหายไปแล้วย่อมยากที่จะติดตาม นี่คือสิ่งที่นางคิดเกี่ยวกับอนาคตเอาไว้
แต่ดูตอนนี้สิต้องโดนคุณยายไทเฮาจับคลุมถุงชน แล้วคนอย่างหยางจื่อเหยียนจะเอาความสามารถอะไรมาสืบคนอื่น ลำพังวัน ๆ หาทางเอาตัวรอดให้ตัวเองก็ลำบากแล้ว เขาเป็นถึงอ๋องเลยนะ คุณยายไทเฮาช่างไม่คิดให้รอบคอบบ้างเลย
ชีวิตของหยางจื่อเหยียน ช่างน่าสมเพชสิ้นดี
ฉันคือผู้จัดการสาวอายุยี่สิบห้าปี หญิงสู้ชีวิตจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดที่ตายเพราะตึกถล่มโดยไม่รู้ตัว ทำไมตายแล้วถึงต้องมาติดอยู่ในร่างนี้ด้วย นี่ฉันทำกรรมใดกันไว้ สวรรค์ถึงกลั่นแกล้งได้ขนาดนี้
อ๋องแปดหรือฉีไป่อวี้ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นอ๋องตั้งแต่อายุเพียงแปดขวบบิดาของเขาเป็นพี่น้องร่วมอุทธรณ์กับอดีตฮ่องเต้ เขาได้รับคำสั่งให้เข้าสู่สนามรบตั้งแต่อายุสิบสี่ เมื่ออายุสิบเก้าก็ขึ้นเป็นจอมทัพปราบแคว้นกบฎและนำชัยมาสู่ต้าเหลียง
นับได้ว่าในยามนี้เขามีอำนาจสูงส่งอยู่เหนือคนทั่วแคว้นและอยู่ใต้เพียงฝ่าบาทพระองค์เดียว ในขณะที่ไทเฮาในยามนี้รวมทั้งฝ่าบาทต่างหวาดระแวงเขากลัวว่าจะชิงราชบัลลังก์ และอ๋องแปดเป็นคนที่ระวังตัวอย่างยิ่ง ในยามนี้นอกจากส่งคนเข้าจวนแล้วยากที่จะหาเบาะแสการขึ้นครองราชย์ของเขา
หยางจื่อในอดีตหรือหยางจื่อเหยียนในปัจจุบันยกมือขึ้นเท้าคางคิดยังไงก็คิดไม่ตก นางติดอยู่ในร่างนี้ตั้งแต่อายุหนูน้อยเพียงห้าขวบ กำลังหัดเรียนรู้ แม้จะเข้าร่างของเด็ก แต่วิญญาณของหยางจื่อเหยียนเป็นผู้ใด มาจากที่ใดย่อมจดจำได้เป็นอย่างดี เรื่องเป็นแบบนี้ก็ได้แต่ปลงตกและทำตัวลอยตามน้ำไปเรื่อย ๆ
เดิมทีเมื่อถึงอายุสิบหกปีนางต้องออกเรือนกับอ๋องแปดแล้ว แต่มีชื่อเสียงของอ๋องแปดฉาวโฉ่ว่าเป็นมนุษย์น้ำแข็งเดินได้ นางจึงแกล้งป่วยอยู่นับเดือน หลังจากนั้นไม่รู้โชคดีหรือโชคร้ายที่มารดาล้มป่วยและเสียชีวิต นางจึงมีโอกาสไว้ทุกข์อีกหนึ่งปี
เรื่องยืดเยื้อมาจนกระทั่งสองปีเต็มนางจึงไม่อาจผลัดได้อีก ในยามนี้จึงจำใจสวมมงกุฎหงส์ใส่ผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวเข้าสู่พิธีวิวาห์ด้วยน้ำตา
"ฮือ ฉันกลัวเขาจริง ๆ ฉันไม่อยากแต่งงาน"
เมื่อเกี้ยวเจ้าสาวมาถึงจวน เสียงเพลงงานแต่งงานยังคงดังต่อเนื่อง ความจริงมันดังมากจนหยางจื่อเหยียนต้องยกมืออุดหู จู่ ๆ เสียงร้องของแม่สื่อก็ดังขึ้น
"ไม่ได้นะเจ้าคะ อย่างไรก็ต้องแต่ง เป็นสมรสพระราชทานของฝ่าบาทมิอาจขัดราชโองการได้"
หยางจื่อเหยียนงงงวยเกิดสิ่งใดขึ้นกัน เหตุใดจึงไม่อาจแต่งได้ แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้นคำว่าไม่สามารถแต่งได้ก็ทำให้นางดีใจ ยังไงก็ปล่อยเลยตามเลยดีหรือไม่
แต่เมื่อคิดถึงคำพูดของคุณยายไทเฮาแล้ว หยางจื่อเหยียนพลันขนลุก
"ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเข้าไปในจวนอ๋องแปดให้ได้ ไม่เช่นนั้นแม้ว่าเจ้าจะเป็นหลานก็อย่าคิดว่าข้าจะละเว้น"
ในตอนที่ฟังคุณยายแม่มดพูดคำนี้ หยางจื่อเหยียนรู้สึกมีเหงื่อท่วมเต็มหลัง ไม่รู้ว่าคุณยายคนนี้ฆ่าคนไปกี่คนแล้ว นางไม่เคยทำบาปทำกรรมตายแล้วยังตกมาอยู่ในร่างนี้ ถ้าคุณยายคนนี้ตายสงสัยว่าสวรรค์ต้องลงโทษอย่างหนักเป็นแน่
คิดแล้วก็ได้แต่สวดส่งในใจให้คุณยายไปสู่ขิตอย่างดี
แต่ทว่าจะมามัวคิดเล่นไม่ได้ ถึงจะเคยตายมาแล้วหยางจื่อเหยียนก็ไม่อยากจะตายอีก และยังจะต้องตายโดยทรมานด้วย ในตอนนี้จึงกลัวอยู่ไม่น้อย
เอาล่ะ ในเมื่อไม่อยากตาย ก็แค่เข้าจวนอ๋องแปด ได้ข่าวว่าเขารังเกียจผู้หญิงอยู่แล้ว คนแบบนั้นไม่รู้ว่าจริง ๆ แอ๊บแต๋วหรือเปล่า จึงซ่อนตัวเอาไว้ภายใต้ท่าทางเย็นชา ทำตัวเป็นเจ้าชายน้ำแข็งแบบนั้น
ดูเหมือนว่าประตูจวนจะปิดสนิท หยางจื่อเหยียนอดไม่ได้ที่จะเปิดม่านหน้าต่าง นางยังถูกอาหลัวสาวใช้ประจำตัวห้ามเอาไว้
"คุณหนูไม่อาจเปิดได้เจ้าค่ะ"
หยางจื่อเหยียนเบ้ปาก นางเห็นหมดแล้ว อะไรกัน ท่าทางว่าจวนนี้ไม่ต้อนรับนางแล้วความจริงอ๋องแปดมีอำนาจยิ่งใหญ่ เขาจึงไม่กลัวที่จะปฏิเสธฝ่าบาทเหรอ
นางยิ้มในใจ
อุต๊ะ เข้าทางแล้ว แบบนี้สะดวกยิ่ง แค่เข้าไปตกลงกันและอยู่กันอย่างสงบ ทางใครทางมันนางไม่ยุ่งเขาไม่ยุ่งนับว่าประเสริฐแท้
เสียงแม่สื่อยังคงดังด้วยความตกใจ เมื่อบ่าวรับใช้ออกมาบอกว่า
"ท่านอ๋องล้มป่วยไม่สะดวกจัดงาน แจ้งขบวนเจ้าสาวค่อยหาฤกษ์ยามแต่งกันวันหลัง"
เสียงนั้นดังฟังชัดยิ่งนัก หยางจื่อเหยียนกลับรู้สึกเจ็บจี๊ดที่หัวใจ ชาติก่อนก็ช่างเถอะนางมีแฟนและอยู่กันก่อนแต่งอยู่ปีกว่าก่อนจะเลิกรากัน พิธีแต่งงานก็ยังไม่ได้จัด แต่คราวนี้กลับถูกไล่กันซึ่ง ๆ หน้าแบบนี้ทำให้รู้สึกหน้าร้อนและอับอาย หยางจื่อเหยียนเดิมเป็นคนไม่ยอมใครอยู่แล้ว
อ๋องแปดคนนี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก
ในขณะที่ทุกคนเงียบกริบอย่างไม่รู้จะทำยังไงดี เสียงนินทาก็เริ่มดังขึ้น นี่คงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สินะที่ขบวนเจ้าสาวไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายใน มิหนำซ้ำยังไม่เห็นแม้แต่เงาของเจ้าบ่าว ที่จวนก็เงียบราวกับป่าช้าเหมือนว่าไม่มีเรื่องมงคลจะเกิดในวันนี้ คนต่างมามุงดูและวิจารย์กันอย่างสนุกปาก
หยางจื่อเหยียนคนนี้ไม่มีใครได้เห็นหน้ามาหลายปี หรือจะเป็นนางอัปลักษณ์ท่านอ๋องจึงไม่อยากสมรสด้วย น่าอายโดยแท้ ความจริงนางเป็นเพียงลูกอนุก้นจวนบิดาไม่เคยใส่ใจ ไม่เคยแม้กระทั่งจะพาออกงานที่ใด ไม่รู้ว่าทำบุญอันใดถึงได้มีวาสนาแต่งเป็นพระชายาของอ๋องแปด
แต่ยามนี้ดูเหมือนว่าอ๋องแปดจะแสดงออกอย่างชัดเจนว่ารังเกียจบุตรอนุผู้นี้เป็นอย่างมาก
แน่นอนว่าคำว่าลูกเมียน้อยนั้นเหมือนกับตราปั้มหรือสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่แปะหน้าของหยางจื่อเหยียนเอาไว้ ลูกอนุนั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะลืมตาอ้าปาก หากแต่งเป็นเมียใครก็เป็นได้แค่เมียรองเท่านั้น
สังคมศักดินานี้ช่างน่ารังเกียจเสียจริง
แน่นอนว่าเพราะความดีที่เขาทำมาหลายปี อ๋องแปดจึงเป็นฮีโร่ของคนที่นี่ นางจึงถูกสาปส่งที่แต่งกับเขา เป็นแค่ลูกอนุอาศัยบารมีฝ่าบาทยัดเยียดลูกอนุให้ท่านอ๋องสุดเพอร์เฟคที่สาว ๆ ในแคว้นต่างเข้าคิวรอ
เออ นินทากันเข้าไป แต่พวกเธอรู้จักฉันสาวออฟฟิศเดนตายน้อยไปแล้ว!
ประตูจวนถูกปิดลงอีกครั้ง คราวนี้ไม่มีวี่แววว่าใครจะโผล่หัวออกมาอีกแล้ว หยางจื่อเหยียนได้แต่คิดในใจทั้งโกรธจนหัวแทบระเบิด
"นี่พิธีแต่งงานของฉันจบแล้วเหรอ ถึงฉันจะไม่อยากแต่งพวกคุณก็ไม่มีสิทธิ์มาทำให้ฉันอับอายแบบนี้"
เอาล่ะ ได้เวลาที่สาวออฟฟิศเดนตายแบบเธอต้องลงมือเองแล้ว
เดิมทีหยางจื่อเหยียนเป็นเด็กที่เรียนดีเพราะเรื่องเงินทอง เธอจึงเข้าเรียนมหาวิทยาลัยชั้นรองที่ค่าเทอมถูกหน่อยและทำงานพิเศษส่งเสียตัวเองเรียน
ใช่เธอคือสาวน้อยจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า ที่ไร้พ่อแม่คอยส่งเสีย
เพราะอยากหลุดออกมาจากความทุกข์ยากที่ได้รับ หลังเข้าทำงานเธอทุ่มเทเต็มที่จากตำแหน่งเล็ก ๆ ทำทุกวิถีทางทั้งเลียหัวหน้า ตั้งใจทำงาน กระทั่งจัดการคนต่อหน้า หยางจื่อสาวออฟฟิศในตอนนั้นได้ทำมาหมดแล้ว
สุดท้ายเธอก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้จัดการแผนกบัญชีที่มีเงินเดือนสูงและยังมีลูกน้องหลายคนอยู่ใต้บังคับบัญชาได้ในที่สุด แต่ใครจะรู้ชีวิตการงานกำลังรุ่งโรจน์กลับเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ และเธอถูกตึกทับจนตายและยังไม่ตายเปล่าเกิดใหม่ทั้งทีดันย้อนเวลามาอยู่ในยุคที่ไร้ความสะดวกสบายอย่างสิ้นเชิง
ชีวิตบัดซบนักที่ตายแล้วยังต้องมาติดอยู่ในร่างนี้อีก
ตอนนี้ไม่มีใครกล้าเป่าเพลงแต่งงานแล้ว บรรยากาศมืดคลึ้มเหมือนฝนจะตก คนที่มามุงดูนั้นแต่เดิมนินทา แต่เมื่อเสียงปิดประตูดังปัง พวกเขากลับเงียบสงบ
จะว่าไปแล้วมันก็หาใช่ความผิดของเธอ การจัดงานแต่งก็ล้วนเป็นบิดามารดาที่กำหนด และนี่เป็นสมรสพระราชทานจากฝ่าบาทเชียวนะ อ๋องแปดยังไม่รับได้หรือ
แต่ถ้าเกี่ยวกับเขาแล้วจะมีผู้ใดกล้านินทาอีกเล่า
จู่ ๆ ม่านของเกี้ยวเจ้าสาวก็เปิดออก สตรีนางหนึ่งในชุดสีแดงสวมมงกุฎหงส์เต็มยศ กระโดดลงมาจากรถม้าโดยมิสนใจบ่าวที่สาละวนหาบันไดเล็กมาให้นางเหยียบด้วยซ้ำ
"คุณหนูลงมาทำไมเจ้าคะ"
อาหลัวบ่าวคนสนิทของนางที่ติดตามมาจากจวนกั๋วกงเอ่ยด้วยความตกใจ เรื่องผิดประเพณีเกิดขึ้นแล้ว
แม่สื่อเองก็ตกใจยิ่งที่เห็นว่าสตรีนางนี้ห้าวหาญไม่สนใจว่าตนเองเป็นเจ้าสาวกลับกระโดดลงมาท้าทายสายตาชาวบ้านเช่นนี้ นางเอ่ยห้ามเสียงดัง
"ไอ้หยา คุณหนูเจ้าคะเจ้าบ่าวยังมิทันได้เตะประตูเกี้ยวท่านมิอาจลงจากเกี้ยวได้ กลับไปเจ้าค่ะกลับไป"
หยางจื่อเหยียนไม่ได้สนใจแล้ว นางหันไปพูดเสียงเย็นกับแม่สื่อ
"ประตูคนของจวนอ๋องยังไม่เปิดให้ หากข้าไม่เดินเข้าไปเกรงว่าชาตินี้เจ้าบ่าวจะขัดราชโองการไม่ยอมเตะประตูเกี้ยวแล้วโดนฝ่าบาทลงโทษกันหมด หรือจะให้ข้ารอจนแห้งตายเหมือนท่านกัน"
แม่สื่อหน้าเสียที่ได้ยินวาจาร้ายกาจนั้น คุณหนูผู้นี้มิได้มีกิริยามารยาทดั่งเช่นคุณหนูในห้องหอแม้แต่น้อย ทั้งยังปากร้ายจนนางตกใจ แต่สถานการณ์เป็นเช่นนี้อาจจะทำให้คุณหนูตำใจจนเสียสติไปแล้วก็เป็นได้
หยางจื่อเหยียนปัดมือของอาหลัวออกเมื่ออาหลัวเข้ามาดึงนางไว้ แต่หยางจื่อเหยียนคิดว่าไหน ๆ ก็เสียหน้าแล้วนางก็ต้องจัดการให้จบ นางตะโกนเสียงดัง
"ปล่อยข้าอาหลัว"
อาหลัวมือสั่น นางมองไปรอบ ๆ เห็นคุณหนูเอาจริงแน่จึงถอยออกมา หยางจื่อเหยียนกล่าวจบนางพลันถกกระโปรงเดินอย่างองอาจไปหยุดอยู่หน้าประตูใหญ่ ลงมือใช้ห่วงเหล็กนั่นเคาะประตูจนเกิดเสียงดังสนั่น
"อ๋องแปดท่านกล้าขัดราชโองการหรือ ทำเช่นนี้เหมาะสมแล้วหรือที่เป็นอ๋องผู้เกรียงไกรจนชาวบ้านเลื่อมใส ยังกล้าลงมือกับสตรีตัวเล็ก ๆ ผอมบาง และสุดสวยแบบข้า ที่แท้ข่าวที่ว่าท่านเป็นสุภาพบุรุษนี่เป็นข่าวเท็จใช่หรือไม่ เอาเถิดข้าหยางจื่อเหยียนบุตรของหยางกั๋วกงถึงจะเป็นเพียงลูกอนุแต่ศักดิ์และศรีมีค้ำคอ วันนี้หากท่านไม่เปิดประตูข้าจะไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท กล่าวโทษท่านและหลังจากนั้นเราสองคนมาคอยดูว่าฝ่าบาทจะลงโทษผู้ที่ขัดพระราชโองการเช่นไร ข้าเองประกาศไว้ตรงนี้เลยว่าไม่ได้อยากแต่งให้ท่านแม้แต่น้อย แต่ข้ามีความรับผิดชอบพอ พ่อแม่สั่งสิ่งใดฝ่าบาทตรัสสิ่งใดล้วนไม่เนรคุณน้อมรับด้วยความเต็มใจ แต่ท่านไม่ใช่เช่นนั้น ฝ่าบาทเองชื่นชมท่านเพียงใด หลายปีมานี้ให้ท่านอยู่อย่างสุขสบาย แต่ครานี้ดูท่านสิ อ๋องแปดข้าพึ่งรู้กระจ่างวันนี้นี่เอง ว่าท่าน คือ...คน...ท่าน.."
ในใจของหยางจื่อเหยียนถึงจะไม่ได้ด่าเขาว่าคนเนรคุณ แต่ว่าในความเข้าใจของชาวบ้านนั้นกลายเป็นว่านางด่าเขาเรียบร้อยแล้ว ว่าแล้วหยางจื่อเหยียนพลันชี้มือมาที่คนหามเกี้ยวตัวโตทั้งหมด
"พวกเจ้ามาช่วยข้าเคาะประตู ดูสิว่าเขาจะเปิดหรือไม่ หากไม่ช่วยถือว่าขัดพระประสงค์มีโทษสมควรตาย"
อันที่จริงคนหามเกี้ยวล้วนเป็นชาวบ้านที่แม่สื่อเตรียมมา พวกเขาย่อมไม่รู้ว่าความจริงตนมีโทษจริงหรือไม่ แต่คำขู่ของหยางจื่อเหยียนกลับได้ผล พวกเขาหวาดกลัวว่าจะขัดราชโองการจริงจึงรีบเข้ามาช่วยนางเคาะประตู ทั้งใช้ไม้กลองทั้งใช้อาวุธที่หยิบจับได้เข้ามาช่วยกันเคาะ
ทหารที่เฝ้าด้านหน้าประตูมีเพียงสองคน มีหรือจะสู้แรงคนจำนวนมากได้ ในที่สุดคนด้านในคงทนไม่ไหว ประตูจึงถูกเปิดออกโดยพลัน
หยางจื่อเหยียนแม้จะมีผ้าคลุมหน้าปิดไว้แต่ท่าทางของนางกราดเกรี้ยวมิใช่น้อย ในขณะที่คนพวกนั้นว่องไวยิ่งนัก พวกเขาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ รีบวิ่งเข้าไปประจำตำแหน่งตนเอง ผู้คนที่เคยหามเกี้ยวก็หามเกี้ยว ผู้คนที่เคยตีกลองก็จับกลอง ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยทว่าไม่มีผู้ใดปริปาก
หยางจื่อเหยียนยิ้มอย่างสมใจ ในขณะที่ชาวบ้านพวกนั้นต่างอ้าปากค้างไม่คิดว่านางจะดุดันถึงขนาดกล้าด่าอ๋องแปดเพียงนี้ เกิดมาไม่เคยพบผู้ใดใจกล้าหน้าด้านเช่นนาง ไม่รู้ว่านางไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากที่ใดกัน กระทั่งท่านอ๋องแปดยังกล้าด่า
แต่ทว่าแม้ประตูจะเปิดออกก็ไร้เงาเจ้าบ่าวเช่นเคย มีเพียงบุรุษสูงวัยคนหนึ่งท่าทางจะเป็นพ่อบ้านประจำนวนเดินมาอย่างนอบน้อมพร้อมกับเอ่ยว่า
"เชิญพระชายาขอรับ"
"เปิดออกกว้าง ๆ สิ สินเดิมของข้ามีมากหีบใหญ่ ๆ ทั้งนั้นไม่มีตาหรือ"
นางตำหนิเสียงดัง วางท่าโอหังใหญ่โต ใช่ต้องรู้จักข่มให้กลัว อย่างน้อยนางจะได้ไม่ต้องโดนคนรังแกในจวนนี้ ถึงนางจะเป็นลูกอนุ แต่คำสั่งของคุณยายไทเฮาก็ทำให้จวนกั๋วกงจัดสินเดิมให้หยางจื่อเหยียนมาโดยไม่น้อยหน้า
"ขอรับ"
พ่อบ้านเอ่ยเสียงดัง
"เด็ก ๆ เปิดประตูต้อนรับพระชายา"
หยางจื่อเหยียนยกมุมปาก ร้องเย่ อยู่ในใจ เอาล่ะด่านแรกสำเร็จแล้ว ความจริงด่านนี้ฉันเลียนแบบในละครโทรทัศน์มาไม่คิดว่าจะได้ผลแฮะ องค์หญิงแสนซนกับคนของใจ ฮ่า ฮ่า ฮ่า แต่เอ๊ะ ตาอ๋องแปดนี่ต้องไม่ใช่คนของใจแล้วสมควรเป็นศัตรูคู่แค้นกันมากกว่า
แม่สื่อได้ยินดังนั้นรีบเข้ามาประคองหยางจื่อเหยียน และพานางเข้าไปในจวนพร้อมบ่าวรับใช้และคนแบกหามหีบสินเดิมของนางเข้ามาภายใน แต่ถึงจะเข้ามาแล้วก็ยังไร้เงาของเจ้าบ่าว
นอกจากพ่อบ้านผู้นี้กับคนรับใช้สองสามคนก็ไม่มีใครอีก เห็นได้ชัดแล้วว่าเขาไม่มีใจจะจัดงานแต่งกับงานกับนาง หยางจื่อเหยียนเองกลับคล้ายหัวเราะเสียงดังพร้อมกับเอ่ยขึ้น
เอาเถอะใครจะสนกันว่าจะต้องไหว้ฟ้าดินเป็นผัวเมียกัน แค่มีสิ่งนี้ก็เพียงพอที่จะทำให้หัวของฉันไม่หลุดจากบ่าแล้ว
"ท่านผู้ว่าการ เตรียมเอกสารเอ๊ย เตรียมทะเบียนสมรส เอ๊ย เตรียมหนังสือสมรส"
วุ่นวายจริงจะเรียกแต่ละที กว่าคนคนนั้นจะเข้าใจ ไม่มีพิธีแล้วอย่างไร ขอเพียงมีสิ่งนี้ฉันก็รอดแล้ว
"ท่านเป็นใคร พ่อบ้านใช่หรือไม่"
ครานี้นางหันไปถามบุรุษชราผู้นั้น
"ทูลพระชายาข้าเป็นพ่อบ้าน นามพ่อบ้านหาวขอรับ"
"ดูแลจวนนี้ทั้งหมดหรือ"
"ขอรับ"
หยางจื่อเหยียนยิ้มแล้วพูดว่า
"ดี เช่นนั้นไปเตรียมพู่กันกับหมึกมาให้พร้อม ข้าต้องลงนามในหนังสือสมรส แล้วท่านอ๋องเล่ารีบไปทูลเชิญท่านอ๋องมานี่เร็ว ทำให้จบเรื่องแล้วแยกย้ายก่อนจะซวยกันหมดเพราะขัดราชโองการ"
พ่อบ้านทำท่าทางอึกอัก อย่างไรก็ไม่ยอมขยับเท้า หยางจื่อเหยียนจึงข่มขู่อีกครั้ง
"เจ้าอยากหัวขาดหรือไร ข้าคนหนึ่งล่ะไม่ บอกเขาว่ารีบลงนามแล้วจะไปที่ใดก็ไปข้าไม่สนใจแล้ว ในจวนนี้ก็ล้วนเป็นคนของเขามิใช่หรือ"
เมื่อเอ่ยถึงฝ่าบาทครานี้พ่อบ้านหาวลนลานแล้ว เขาปาดเหงื่อแล้วค้อมตัวลง
"ขอรับ"
หยางจื่อเหยียนฉีกยิ้มในผ้าคลุมสีแดง การที่ไม่มีคนเห็นหน้าดียิ่งจะแสดงสีหน้ายังไงก็ได้ เมื่อพ่อบ้านรับคำนางร้องอย่างยินดีอยู่ในใจ
ใช่ค่ะคุณพ่อบ้านสิ่งนี้แหละที่ฉันต้องการ
กระดาษหนังสือสมรสเตรียมพร้อม เป็นกระดาษหนาอย่างดีลงนามโดยผู้ว่าการแคว้นเป็นสักขีพยานและคนของทางการที่ฝ่าบาทเตรียมเอาไว้ให้นางอีกหลายคน
ที่แท้ฝ่าบาทก็คิดล่วงหน้าว่าท่านอ๋องแปดอาจบิดพลิ้ว จึงได้บอกนางว่าอย่างไรก็ให้เข้าจวนให้ได้อย่างอื่นไม่ต้องห่วงพระองค์จัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว
หยางจื่อเหยียนเขียนชื่อตัวเองลงไป ลายมือของนางไม่ได้สวยมากเพราะขี้เกียจคัดลายมือมาตั้งแต่เด็กพ่อบ้านมองนางแล้วหลบตาคงคิดว่าเพิ่งเห็นว่าลายมือของคุณหนูในห้องหอที่แท้ก็ย่ำแย่เพียงนี้
หยางจื่อเหยียนแม้จะรู้สึกอับอาย แต่คิดว่า
แต่เอาเถอะใครจะสนว่าลายมือจะสวยไม่สวยกัน ยังไงงานฉันก็ลุล่วงแล้ว
นางหันไปมองรอบ ๆ ถามย้ำพ่อบ้านอีกครั้ง
"ท่านอ๋องล่ะ มาหรือยัง ให้คนไปตามเร็วท่านผู้ว่าการยังมีงานต้องกลับไปทำให้คนอื่นรอนานได้อย่างไร"
พ่อบ้านอึกอัก ยกมือขึ้นประสาน กำลังจะอ้าปากพูดเสียงทุ้มของคนผู้หนึ่งพลันเอ่ยว่า
"เป็นผู้ใดกันกล้าเอะอะโวยวายที่จวนข้า คิดว่าตนเองมีกี่หัวกันแน่"
น้ำเสียงนั้นทั้งดุดันและเย็นชา เขามิได้มองหน้าหยางจื่อเหยียนด้วยซ้ำเพียงแต่มองกระดาษในขณะที่ทุกคนเงียบกริบเขาก็ก้มลงหยิบพู่กันแล้วตวัดมือรวดเร็วลงนามในหนังสือสมรสก่อนจะโดนพู่กันทิ้งแล้วหันหลังจากไปทันที
เป็นครั้งแรกที่หยางจื่อเหยียนได้พบคนผู้นี้ แม้ว่าในใจจะอุทานซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า
โอ้โห ผู้ชายคนนี้ทำไมหล่อวัวตายควายล้มได้ขนาดนี้ นางก็ยังคงยืนนิ่ง
โชคดีนักที่มีผ้าคลุมหน้าสีแดงนี่ จึงทำให้เขาไม่เห็นปากที่อ้าขึ้นด้วยความตกตะลึง และน้ำลายที่ไหลยืดจนแทบจะหยดลงพื้นของนาง
เอาล่ะ ได้สามีหล่อเหลานับว่าคุ้มแล้ว แต่ทว่าสามีผู้นี้กลับทำให้อากาศในตอนนี้คล้ายจะติดลบไปแล้ว ใบหน้าหล่อเหลาของเขาช่างเย็นชาประดุจน้ำแข็งของจริง ผิวพรรณขาวเนียนประดุจกระเบื้องเคลือบ ดวงตาดำขลับที่มองเช่นไรก็ไม่ถึงก้นบึ้ง ลึกลับและน่าค้นหาในขณะเดียวกันก็ชวนให้ขนลุกยิ่งนัก
ริมฝีปากของเขาคล้ายจะซีดแต่กลับมีสีระเรื่อด้านใน ความรู้สึกนี่มันอะไรกัน เหมือนว่าหยางจื่อเหยียนกำลังได้พบกับแวมไพร์ตัวเป็น ๆ แล้ว
หล่อเหลาเย็นชาและน่ากลัวที่สุด
หยางจื่อเหยียนมองชุดของเขาแล้วถอนหายใจเบา ๆ เอาเถิดเขาไม่ไว้หน้านางจริง ๆ กระทั่งงานมงคลยังใส่ชุดคลุมสีดำทั้งตัว
"ท่านอ๋องฉีไป่อวี้หรือ"
นางถามออกมาแผ่วเบา พ่อบ้านจึงพยักหน้าสีหน้าเขาเองก็มิสู้ดีนักที่พระชายาเอ่ยนามของท่านอ๋องออกมาตรง ๆ
"ขอรับพระชายา"
หยางจื่อเหยียนเอ่ยกับตัวเองเบา ๆ
"ที่แท้การป่วยก็โกหกนี่เอง หาเรื่องไม่อยากแต่งจนออกนอกหน้า คนอะไรเย็นชาที่สุด"
ดูเหมือนว่าอ๋องแปดเขาไม่ทักทายนางไม่พอ หลังเขียนชื่อเสร็จก็สะบัดผ้าเหมือนจะเดินจากไป หยางจื่อเหยียนไม่ยอมแน่ ถึงเขาจะไม่เตะเกี้ยวเจ้าสาว ถึงเขาจะไม่ยอมเคารพฟ้าดินแต่เขาก็ควรจะเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวให้นางสักหน่อย
ก่อนที่เขาจะเดินจากไปนางพลันคว้ามือของเขาเอาไว้
"ช้าก่อนท่านอ๋อง"
อ๋องแปดมองมือเรียวคู่นั้นที่โผล่ออกมาจากอาภรณ์สีแดง พบว่ากระทั่งเล็บของนางยังเคลือบด้วยสีแดงจนตัดกับสีผิวอย่างงดงาม
แต่เขามิใช่คนที่ชอบชื่นชมสตรี เขายกยิ้มหยันแล้วเตรียมสะบัดมือนางทิ้ง
"ท่านเข้าห้องกับข้าตอนนี้ เข้าหอกัน"
คำพูดของนางทำให้บ่าวรับใช้ที่อยู่ตรงหน้าต่างหน้าแดง กระทั่งแม่สื่อยังอ้าปากค้าง หยางจื่อเหยียนมองไปรอบ ๆ
"พ่อบ้านเรือนหอของข้าอยู่ที่ใด"
พ่อบ้านปาดเหงื่อ แน่นอนว่าเขามิได้ตระเตรียมไว้แน่ด้วยไม่มีคำสั่งอันใดจากท่านอ๋อง หยางจื่อเหยียนมองไปรอบ ๆ
"ไม่มีห้องหอ เช่นนั้นเรือนพักท่านอ๋องอยู่ที่ใดข้าต้องเข้าหอแล้ว"
หยางจื่อเหยียนจำต้องให้อ๋องแปดผู้นี้เปิดผ้าคลุมหน้าของนางให้ได้ เพื่อที่การแต่งงานตามรับสั่งครานี้จะเสร็จสมบูรณ์ นางจับจูงมืออ๋องแปดแต่เขากลับยืนนิ่งไม่ไหวติง
หยางจื่อเหยียนกัดปาก
"ท่านไม่เตะประตูเกี้ยวก็ดี ไม่เข้าพิธีไหว้ฟ้าดินก็ช่าง แต่ท่านลงนามในหนังสือแต่งแล้ว ต่อไปก็ทำให้เสร็จสิ้นเถิด เปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวแล้วอยากไปที่ใดก็ไป"
คำพูดของนางแน่นอนว่าทำให้เขาประหลาดใจและจู่ ๆ พลันเกิดความสนใจในตัวของหยางจื่อเหยียนอย่างประหลาด สตรีนางนี้ผิดแผกยิ่งนัก
ไร้ความเสียใจ ไร้กระทั่งยางอาย และยังทำทุกทางเพื่อที่จะแต่งกับเขาให้ได้
"ท่านอ๋อง อย่าว่าข้าล่วงเกินเลยเรือนของท่านอยู่ที่ใดรีบทำรีบจบคนจะได้กลับไปรายงานฝ่าบาท ข้าไม่ได้อยากแต่งกับท่าน และสัญญาว่าจะไม่ยุ่งเกี่ยว เช่นนี้ดีหรือไม่แต่งกันสักเดือนสองเดือนตบตาคนแล้วค่อยหาเรื่องหย่า ครานั้นฝ่าบาทคงเกินทัดทานแล้ว"
ใช่ สาวออฟฟิศเดนตายต้องเปิดเผย เห็นชัดเจนว่าเขาไม่อยากแต่งเธอก็แค่สนองความต้องการของเขา ดวงตาคมคู่นั้นมองนางอย่างค้นหา จู่ ๆ นางก็ยกมือปิดตาของเขาแล้วหันหน้าหนี
"เร็วเถิด นำทางเร็วข้าหิวแล้ว"
แท้ที่จริงหยางจื่อเหยียนกำลังเขิน คนบ้าคนนี้ไม่รู้ตัวเหรอว่าหล่อแค่ไหน แค่จ้องคนก็ทำเอาใจสั่นแล้ว ขืนจ้องแบบนี้บ่อย ๆ นางได้ตายเพราะสายตาของเขาแน่ ๆ
ท่ามกลางสายตาของบ่าวไพร่และแม่สื่อ อ๋องแปดในยามนี้กลับจับมือของหยางจื่อเหยียนแล้วพานางไปยังเรือนของตนเอง
หยางจื่อเหยียนถูกเขากุมมือเอาไว้ จู่ ๆ ก็รู้สึกร้อนที่หัวใจ นางเดินตามเขาไปไม่เร่งร้อน จ้องมองฝีเท้าของเขาผ่านผ้าแพรสีแดงที่คลุมหน้าตนเอง ท่าทางการเดินนี้ช่างมั่นคงและองอาจ แผนหลังกว้างเหยียดตรงแข็งแรง มือของเขาแข็งกระด้างไม่ได้อ่อนหนุ่มเหมือนมือหนุ่มออฟฟิศทั่วไป ข้างลำตัวห้อยกระบี่ที่มีปลอกหุ้มรูปมังกร
หยางจื่อเหยียนใจเต้นตึกตัก เมื่อคิดว่าผู้ชายคนนี้คือสามีของตัวเอง เขาเพิ่งลงลายมือในหนังสือสมรสตามกฎหมายคือสามีอย่างถูกต้อง คิดแบบนี้ยิ่งใจเต้นแรง
เสน่ห์ของผู้ชายคนนี้ช่างเกินต้านเสียจริง
เอาล่ะเวลาฝันของหยางจื่อเหยียนหมดไปแล้ว เมื่อเขาเปิดประตูผลักนางเข้าไปในห้อง แม่สื่อวิ่งตามมาตั้งแต่เมื่อใดไม่รู้ ก่อนที่จะพูดด้วยเสียงหอบอย่างเหนื่อยอ่อน
"ท่านอ๋องนี่คือคันชั่งสำหรับเปิดหน้าเจ้าสาวเพคะ"
อ๋องแปดรับคันชั่งมา เขาปิดประตูดังโครมคล้ายกับโกรธผู้ใดมาสิบชาติแล้วใช้คันชั่งเปิดหน้าของหยางจื่อเหยียนโดยไม่รีรอ
หยางจื่อเหยียนเงยหน้ามองเขาช้า ๆ และนั่นเองที่นางได้พบว่าบัดนี้อ๋องแปดคล้ายกำลังตกตะลึงไปแล้ว หยางจื่อเหยียนเม้มปาก ในเมื่อเขาหยุดนิ่งนางก็ไม่กล้าขยับ
กระทั่งเสียงท้องของหยางจื่อเหยียนร้องออกมา ครานั้นเองที่เขาโยนคันชั่งทิ้งอย่างไม่แยแส สีหน้าของเขากลับเยือกเย็นเช่นเดิมและหันหลังออกจากห้องหอไปทันใด
เขาปล่อยนางทิ้งไว้เช่นนั้นและเดินออกมาอย่างว่องไว สตรีผู้นั้นผิดแผกนัก เพียงเขาจ้องมองดวงตาของนาง คลับคล้ายว่าตนเองถูกแรงดึงดูดบางอย่างดูดเขาเข้าไปในนั้น กระทั่งเขาเผลอลืมตัวไปชั่วขณะ ความจริงเขาให้คนตามสืบเรื่องของนางก่อนหน้านี้ แต่สิ่งที่พบคือนางเป็นเพียงบุตรสาวอนุ มิได้รับความใส่ใจเท่าใด
ประการแรกที่ฝ่าบาทตั้งใจมอบบุตรสาวอนุให้เขา ต่อหน้าคือทรงห่วงใยต้องการให้เขาออกเรือน แต่การส่งบุตรอนุของกั๋วกงมาก็เท่ากับว่าฝ่าบาทหวังให้เขาอับอายที่ต้องรับบุตรอนุเป็นชายาเอก ประการที่สองแน่นอนว่าต้องการให้นางสืบข่าวเรื่องของเขาเป็นแน่
แต่ทว่าเพราะเป็นสตรีในห้องหอ แทบไม่เคยออกไปที่ใดจึงมิมีผู้ใดได้พบเห็นใบหน้าของนาง บ่าวในจวนก็มีไม่กี่คนเท่านั้นที่เคยพบเห็น เรื่องของนางจึงไม่มีให้สืบมากนัก
ฉีไป่อวี้ไม่คิดว่านางจะประหลาดเพียงนั้น เรื่องรูปโฉมนั้นไม่ต้องเอ่ยถึงเขาสามารถบอกได้เลยว่านางเป็นสตรีที่งามล่มเมืองผู้หนึ่ง แต่ผิดแผกอยู่บ้างคนทั่วไปหากว่ามีบุตรสาวที่โฉมงามเช่นนี้ แม้ว่าจะเป็นลูกที่เกิดจากอนุก็ย่อมยกย่องออกหน้าออกตา หวังให้นางแต่งกับคนที่มอบผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด
แต่หยางกั๋วกงกลับเก็บนางไว้ในเรือนมิให้ผู้ใดได้พบ เรื่องนี้ต้องมีเงื่อนงำเป็นแน่ แต่เมื่อคิดถึงชาติกำเนิดของนางแล้วเขาก็ยกมุมปากคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
ที่ไม่พาออกไปที่ใด คงเพราะไม่ต้องการให้ผู้ใดพบนางและสู่ขอนางก่อนที่เขาจะกลับจากชายแดนกระมัง
ที่แท้ฝ่าบาทก็คิดใช้แผนหญิงงามหลอกล่อเขานี่เอง ทว่าลูกไม้ต่ำต้อยเช่นนี้ฝ่าบาทประเมินเขาผิดไปแล้ว คนเช่นเขามีหรือจะตกหลุมพรางนี้
องครักษ์ของเขาเข้ามารายงาน คนของฝ่าบาทกลับไปยังวังหลวงรายงานว่าเขาได้รับหยางจื่อเหยียนเป็นพระชายาเรียบร้อย
ฉีไป่อวี้พยักหน้า สีหน้าของเขายังเย็นชาเช่นเดิมเขาไม่เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกราวกับว่ามันเป็นเพียงสายลมที่พัดผ่าน และเขาเองในวันนี้ก็ไม่ได้แต่งพระชายาเข้าจวน
"ไปที่ห้องหนังสือ คืนนี้ข้าจะนอนที่นั่น"
"ขอรับ"
ขาก้าวไปได้ไม่กี่ก้าว พ่อบ้านพลันวิ่งมาขวาง
"ท่านอ๋องจะให้บ่าวจัดเรือนใดให้พระชายาขอรับ"
ฉีไป่อวี้เอ่ยว่า
"เรือนหลังจวนให้ห่างจากเปิ่นหวางให้มากที่สุด อย่าได้ปล่อยให้นางมาเกะกะขวางหูขวางตาเข้าใจหรือไม่"
พ่อบ้านร้อง ไอ้หย๋า ในใจ ความจริงเขาดีใจยิ่งที่ท่านอ๋องแปดยอมรับพระชายาคิดว่าไม่นานจะมีซื่อจื่อตัวน้อยส่งเสียงในจวน คิดไม่ถึงว่าเขาจะรังเกียจนางมากเพียงนี้ แต่พ่อบ้านเช่นเขาก็เป็นเพียงบ่าว ในเมื่อเป็นรับสั่งท่านอ๋องเขาจะทำเช่นไรได้เล่า