ตอน 1

แผ่นดินใหญ่ปู้จิ่นฉีอันไกลโพ้น

สงครามระหว่างแคว้นหานและแคว้นเป่ยเกิดขึ้นมาอย่างยาวนาน ทั้งสองฝ่ายต่างต้องการครองความเป็นหนึ่ง ต่อมาแคว้นหานได้ส่งแม่ทัพผู้กร้าวแกร่งแห่งตระกูลเยี่ยนเข้าสู่สนามรบ ด้วยสืบสายเลือดตระกูลนักรบอันดับหนึ่งในแผ่นดิน แม่ทัพหนุ่มห้าวหาญดุดันบุกตีฝ่ายตรงข้ามจนแตกพ่ายครั้งแล้วครั้งเล่า และแล้วในที่สุดก็มีชัยเหนือแคว้นเป่ย

หลังได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงแคว้นเป่ยหยุดยกทัพโจมตีแคว้นหานนานราวสิบปี ทว่าท่ามกลางความเงียบสงบต่างฝ่ายต่างดูเชิงกันโดยไม่ประมาท

ปราการที่กั้นขวางทั้งสองแคว้นไว้คือแนวเขาลืมทุกข์กับแม่น้ำลืมเลือน แม้จะสงบศึกกันอยู่แต่ก็ยังปรากฏเหตุความไม่สงบก่อตัวขึ้นบ้างตามแนวชายแดน มีการบุกปล้น ลอบทำร้ายกองทหารลาดตระเวนของแคว้นหานเป็นระยะ ทหารแคว้นเป่ยมักลอบเข้ามาดักซุ่มแบบกองโจร ถึงไม่ได้สร้างความเสียหายมากนัก แต่ก่อให้เกิดความหวาดวิตกแก่ราษฎรผู้อาศัยอยู่ในเมืองหน้าด่านเป็นอย่างมาก

เมื่อเหตุการณ์ยังไม่สงบเรียบร้อยอย่างแท้จริง แม่ทัพตระกูลเยี่ยนผู้เกรียงไกรย่อมต้องแบกรับปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน ยามนั้นเยี่ยนหยางเจวี๋ยนิสัยดุดันเหี้ยมหาญ หากใครอยากลองดีคงต้องมอดม้วยด้วยทวนเกล็ดมังกร เมื่อต้องสู้รบติดพันมายาวนานหลายปี ความที่ยังหนุ่มยังแน่นย่อมคิดถึงฮูหยินและบุตรธิดาเป็นธรรมดา สุดท้ายแล้วจึงตัดสินใจย้ายครอบครัวมาปักหลักที่เมืองชายแดนหานจี

ฮูหยินท่านแม่ทัพได้เดินทางตามสามีมาพร้อมกับบุตรชายทั้งสองคน อีกหลายปีต่อมานางได้ให้กำเนิดบุตรสาวแก่เยี่ยนหยางเจวี๋ย สร้างความปีติยินดีให้เขาเป็นอย่างมาก

แม้จะอยู่เมืองชายแดนห่างไกลความเจริญ แต่ท่านแม่ทัพกับฮูหยินก็ตั้งใจอบรมบุตรชายกับบุตรสาวอย่างเข้มงวด เพราะต้องการให้บุตรธิดาเติบโตมาอย่างไม่น้อยหน้าผู้ใดในแคว้นหาน สองสามีภรรยาจึงเชิญอาจารย์ผู้มีชื่อเสียงในยุทธภพและเชี่ยวชาญศาสตร์ในแต่ละด้านมาสั่งสอนวิชาให้แก่เด็กทั้งสาม

คุณชายใหญ่มีพรสวรรค์ด้านฝึกยุทธ์ เขามานะฝึกฝนจนสำเร็จวิชาทวนตระกูลเยี่ยนได้ตั้งแต่อายุเพียงสิบห้าปี ด้วยฝีมืออันเยี่ยมยุทธ์รวมไปถึงความห้าวหาญและแข็งแกร่ง ในที่สุดเขาก็สามารถสังหารแม่ทัพแคว้นเป่ยคนสำคัญได้ เหตุการณ์นี้สร้างชื่อเสียงเป็นที่เลื่องลือ จนฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งให้เขาขึ้นเป็นรองแม่ทัพอย่างภาคภูมิเมื่อมีอายุได้เพียงสิบเจ็ดปีเท่านั้น

บุตรชายคนรองเชี่ยวชาญทั้งศาสตร์และศิลป์ โดยเฉพาะความรู้ด้านพิชัยสงคราม อีกทั้งยังเป็นศิษย์หนึ่งในสองของท่านโหราจารย์ประจำรัชกาลของอดีตฮ่องเต้ ด้วยความฉลาดหลักแหลม เล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ทำเอาข้าศึกงุนงงตกหลุมพราง เขาจึงขึ้นเป็นกุนซือฝีมือฉกาจได้ตั้งแต่อายุสิบแปดปี

ความสามารถของบุตรชายท่านแม่ทัพเป็นที่ประจักษ์ นำพาให้ทั้งราชสำนักและราษฎรมั่นใจว่าตระกูลเยี่ยนจะปกป้องชายแดนให้สงบสุขได้อีกหลายชั่วอายุคน

ส่วนบุตรสาวเพียงคนเดียวนามเยี่ยนเยว่ฉี ท่านแม่ทัพและฮูหยินให้นางศึกษาวิชาความรู้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทั้งเขียนอักษร วาดภาพ และดนตรี แต่เรื่องที่คนกล่าวขวัญมากที่สุดคงจะเป็นเรื่องที่ท่านแม่ทัพเชิญปรมาจารย์ขลุ่ยโลกันต์แห่งยุทธภพ ไป่หลงจิว มาเป็นอาจารย์ให้นาง

เนื่องจากไป่หลงจิ่วประกาศเลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวในยุทธภพ เขาผนึกขลุ่ยโลกันต์พร้อมให้คำมั่นว่าจะไม่ถ่ายทอดวิชาต้องห้ามนี้แก่ผู้ใดเด็ดขาด ตราบเท่าที่เขายังรักษาคำสัตย์ ราชสำนักจึงปล่อยให้ผู้อาวุโสได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสุขสงบ ทำให้ผู้คนหาได้นึกหวาดกลัวที่ชายชราคนหนึ่งจะมาเป็นอาจารย์สอนดนตรีให้สตรีตัวน้อย แต่ก็มีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังคลางแคลงใจ

ท่านแม่ทัพเปิดเผยจริงใจ ไม่กลัวฟ้ากลัวดิน หากผู้ใดอยากจับผิดก็ทำไป เมื่อธิดาน้อยเรียนเพียงวิชาขลุ่ย เหตุใดเขาจะต้องกลัวคำครหา นานวันเข้าข่าวลือไม่ดีก็ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา ดรุณีน้อยเติบโตขึ้นมาเป็นสตรีในห้องหออย่างสมบูรณ์แบบ

เยี่ยนเยว่ฉีได้รับขลุ่ยหยกพลิ้วพลายซึ่งไป่หลงจิวสร้างให้เป็นพิเศษ ว่ากันว่านางสามารถเป่าขลุ่ยเป็นเพลงไพเราะน่าอัศจรรย์ เมื่อใครได้ฟังจะเคลิบเคลิ้มสุขใจยิ่ง ผู้คนจึงเข้าใจว่าท่านแม่ทัพแค่ต้องการให้บุตรสาวได้เรียนกับอาจารย์ผู้เป็นสุดยอดแต่ละด้านเท่านั้นเอง

นอกจากความสามารถด้านต่าง ๆ ที่โดดเด่นของทายาทตระกูลเยี่ยน อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้พวกเขาเป็นที่กล่าวขวัญคือรูปร่างหน้าตา ผู้คนต่างร่ำลือถึงรูปโฉมอันงดงามของสามพี่น้อง

บุตรชายคนโตของตระกูลนามเยี่ยนหยางจง ปีนี้อายุยี่สิบสามปี เขามีรูปร่างสูงใหญ่ กำยำล่ำสัน กล้ามเนื้อทุกมัดเต็มไปด้วยความแข็งแกร่ง เส้นผมดำสนิทราวขนกาถูกรวบเป็นมวยด้วยผ้าแถบ องคาพยพทั้งห้า[1] ได้รูป ใบหน้าคมเข้ม ริมฝีปากอิ่มหนา ผิวคร้ามแดด นัยน์ตาเหยี่ยวฉายแววล้ำลึกดุดัน กลิ่นอายบุรุษแผ่กำจายมีสง่าราศีของผู้ฝึกยุทธ์อยู่เต็มเปี่ยม เรื่องฝีมือก็เป็นที่ประจักษ์จนเลื่องระบือไปถึงเมืองหลวง เขาจึงเป็นความหวังของตระกูลและราชสำนัก ด้วยรองแม่ทัพเป็นคนหนุ่มรูปงาม องอาจ อนาคตไกล จึงไม่แปลกที่จะเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ ของเหล่าตระกูลผู้ดีทั้งหลายเพราะอยากได้เป็นเขยขวัญ หญิงงามที่นิยมชมชอบก็มีอยู่มากมายแต่ชายหนุ่มมักพูดเสมอว่าชายแดนยังไม่สงบจึงไม่อาจวางใจแต่งงานได้

บุตรชายคนรองของตระกูลนามว่าเยี่ยนจิ้นหลิง วัยยี่สิบสองปี เขามีลักษณะแตกต่างจากบิดาและพี่ชายจนน่าตกใจ หากเยี่ยนหยางจงมีลักษณะของยอดนักรบ เยี่ยนจิ้นหลิงก็คงเรียกได้ว่ามีลักษณะของยอดบัณฑิต ร่างสูงโปร่งห่อหุ้มด้วยอาภรณ์แพรไหมสีขาว จุดเด่นสะดุดตาคือผมเงินเป็นเงางามปล่อยสยายไปด้านหลัง รูปโฉมสง่างาม ท่วงท่ากริยาสุภาพ นัยน์ตาดอกท้อเต็มเปี่ยมไปด้วยความลุ่มลึกบางอย่าง เขางดงามราวเทพเซียน อาวุธประจำกายมิใช่ทวนหนักแปดสิบชั่ง หากแต่คือมันสมอง

[1] องคาพยพ หมายถึง หมายถึงส่วนทั้งหลายที่ประกอบกันเข้าเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ในที่นี้หมายถึงอวัยวะบนหน้า คิ้ว ตา จมูก ปาก

ตอน 2

เยี่ยนจิ้นหลิงรั้งตำแหน่งกุนซือของกองทัพตระกูลเยี่ยน อีกทั้งยังเชี่ยวชาญศาสตร์การทำนายอย่างหาตัวจับได้ยาก ด้วยความงดงามและดูลึกลับ บรรดาคุณหนูทั้งหลายต่างหมายปองเขาทั้งสิ้น ไม่มีใครตำหนิเรื่องผมสีเงินที่ดูแปลกประหลาดกว่าคนทั่วไป กลับมองว่าเขาเป็นเทพเซียนมาจุติ ทุกครั้งที่กุนซือหนุ่มเข้าเมือง มักจะพบเห็นคุณหนูใจกล้าพากันมาดักรอพบหน้า หากอายเสียหน่อยก็ให้คนเอาจดหมายมาให้แทน แต่บุรุษผมเงินมักจะเปรยเสมอว่า ถ้าพี่ใหญ่ยังไม่แต่งฮูหยิน เขาก็ไม่อาจแต่งงานได้

บุตรสาวคนเล็กของตระกูลเยี่ยนเยว่ฉี เป็นดรุณีวัยแรกแย้มงดงาม กิริยามารยาทงามสง่าตรึงใจผู้พบเห็น ถูกอบรมตามแบบฉบับคุณหนูในห้องหอ เส้นผมสีดำมันเงาดั่งราตรี นัยน์ตาดอกท้อทอประกายหวานหยาดเยิ้มสะกดใจ รูปร่างอรชรอ้อนแอ้น เอวคอดกิ่วดังกิ่งหลิว นิ้วมือเรียวงดงามดุจลำเทียน ที่ควรอวบอิ่มก็อวบอิ่ม ที่ควรบอบบางก็บอบบาง มีเสน่ห์ยั่วยวนบุรุษให้คลั่งตายได้

เยี่ยนหยางเจวี๋ยค่อนข้างหวงบุตรสาวเป็นอย่างมาก ทั้งที่มีคนมากมายส่งแม่สื่อมาทาบทามสู่ขอ ท่านแม่ทัพก็ยังไม่ยอมยกบุตรสาวให้ผู้ใด ทำให้มีข่าวลือว่าที่ท่านแม่ทัพอบรมบุตรสาวเป็นพิเศษก็เพื่อจะส่งเข้าไปคัดเลือกเป็นพระสนมของฮ่องเต้

ห้องทรงพระอักษร วังหลวง

ฮ่องเต้มู่เหวินหลงเห็นว่าชายแดนเริ่มสงบสุขถึงแม้จะมีเรื่องบ้างก็เล็กน้อย ใจจึงอยากให้แม่ทัพใหญ่กลับมารับตำแหน่งที่เมืองหลวง ปูนบำเหน็จและให้รางวัลแก่ความเหนื่อยยากของตระกูลเยี่ยน

พระองค์รู้สึกเสียดายหากต้องทิ้งตระกูลเยี่ยนไว้ยังเมืองชายแดนตลอดไป อีกทั้งยังต้องการให้โอกาสแม่ทัพคนอื่น ๆ ได้แสดงฝีไม้ลายมือเสียบ้าง เพราะถ้าพระองค์ปล่อยไว้ไม่สนใจ อาจจะมีคนยื่นฎีกากล่าวโทษตระกูลเยี่ยนสะสมกำลังอีก

ความอิจฉาริษยาของขุนนางเป็นเรื่องที่เขาจะประมาทมิได้

ฝีไม้ลายมือรวมไปถึงความภักดีของตระกูลเยี่ยนทำให้ฮ่องเต้ทรงไว้วางพระทัย พระองค์จึงมีดำริแต่งตั้งตำแหน่งราชองครักษ์ และกองกำลังรักษาเมืองหลวงให้

ถึงแม้ตอนนี้ศึกภายนอกดีขึ้นแล้ว แต่ฮ่องเต้กลับรู้สึกถึงคลื่นใต้น้ำ ศึกภายในมีโอกาสจะเกิดได้ทุกเมื่อ หากรั้งตระกูลเยี่ยนไว้ใกล้ตัวก็เป็นหลักประกันได้ชั้นหนึ่งว่าพระองค์ และเหล่าราชนิกุลทั้งหลายจะนอนหลับได้สนิท

แต่เมื่อทรงพระราชทานกองกำลังให้เป็นจำนวนมาก ซ้ำยังรักษาการณ์อยู่ใกล้ชิดติดเมืองหลวง ความวิตกกังวลก็พลันเกิดขึ้นในพระทัย

ยามนี้ตระกูลเยี่ยนจงรักภักดีไม่ต้องสงสัย แต่อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน

เมื่อมีอำนาจและกองกำลังก็เป็นไปได้ว่าอาจจะมีหลายฝ่ายพยายามผูกสัมพันธ์กับแม่ทัพใหญ่ หากเป็นผู้ภักดีก็แล้วไป แต่หากเป็นพวกกังฉินย่อมไม่เป็นผลดีกับราชบัลลังก์ ฮ่องเต้มู่เหวินหลงจึงยังไม่อาจปล่อยวางพระทัยลงได้สนิท

“เรามิได้สงสัยความภักดีของแม่ทัพใหญ่ แต่ก็ไม่อาจปล่อยวางได้เช่นกัน อัครเสนาบดี เจ้ามีวิธีใดที่จะช่วยให้ตระกูลเยี่ยนภัคดีต่อเราโดยไม่สั่นคลอนบ้างหรือไม่”

“ทูลฝ่าบาท เพียงมอบรางวัลกับตำแหน่งให้อาจยังไม่พอ ถ้าหากต้องการกำลังและความมั่นใจว่าตระกูลเยี่ยนจะไม่เป็นอื่น พระองค์ต้องสานความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นมากกว่านี้อีกขั้นพ่ะย่ะค่ะ” ถางซือเซิน อัครเสนาบดีฝ่ายซ้ายกราบทูลด้วยสีหน้าจริงจัง

“ความหมายของเจ้า คือจะให้เรารับบุตรีของเยี่ยนหยางเจวี๋ยมาเป็นพระสนมอย่างนั้นรึ” ฮ่องเต้มู่เหวินหลงตรัสอย่างเหนื่อยหน่าย “แต่วังหลังของข้านั้นมีสนมชั้นกุ้ย ชั้นเฟย ครบถ้วนอยู่แล้ว จะให้เป็นสนมเล็ก ๆ ก็เกรงว่าจะทำให้เยี่ยนหยางเจวี๋ยเข้าใจว่าเราไม่ให้เกียรติเขาน่ะสิ ไม่มีวิธีอื่นหรืออย่างไร เอาอย่างนี้ดีหรือไม่ ข้าจะยกองค์หญิงให้ลูกชายของเขา เพียงแต่องค์หญิงน้อยของข้าอายุมากสุดก็เพิ่งสิบสี่ชันษาเท่านั้น ต้องรออีกปีหนึ่งถึงจะสามารถออกเรือนได้”

ฮ่องเต้มู่เหวินหลงคิดหาทางเลือกอื่นในการสานสัมพันธ์เพราะไม่อยากรับพระสนมเพิ่มอีกแล้ว จำนวนป้ายหัวเขียวของเขาเต็มถาด ครั้นจะมีความสุขกับฮองเฮาที่รักเพียงผู้เดียวก็ถูกกล่าวหาว่าไม่ทำให้พระพิรุณตกถ้วนทั่ว หากจะให้เพิ่มมาอีกก็รู้สึกไม่เป็นสุขอย่างยิ่ง

“หามิได้ ให้พระองค์พระราชทานสมรสแก่ฉินอ๋องกับบุตรสาวท่านแม่ทัพต่างหาก ด้วยฐานะนี้ท่านแม่ทัพย่อมไม่มีอะไรไม่พอใจหรือขัดข้อง เพราะท่านอ๋องเป็นบุรุษผู้เพียบพร้อม ผู้มากความสามารถอย่างหาจับตัวได้ยากคนหนึ่งของแว่นแคว้น สิ่งสำคัญเหนืออื่นใด ด้วยอุปนิสัยของท่านอ๋องแล้ว หากได้เกี่ยวดองกันก็ไม่ยากที่จะตรวจสอบและควบคุมตระกูลเยี่ยนพ่ะย่ะค่ะ”

“แต่เมื่อจบงานชมดอกไม้เมื่อปีที่แล้ว ฉินอ๋องมาขอให้เราหยุดพระราชทานสาวงามให้อีก โดยให้เหตุผลว่าอยากจะเลือกพระชายาเอกด้วยตนเอง เราดันรับปากพระอนุชาไปเสียแล้ว หากปีนี้ยังทำเช่นเดิมอีก มิเท่ากับว่าเราผิดคำพูดหรือ”

“ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะ” อัครเสนาบดีกล่าวพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาส่องประกายวาบ “แค่ทำให้ท่านอ๋องมาขอพระราชทานสมรสด้วยตนเองก็หมดปัญหาแล้วไม่ใช่หรือ พ่ะย่ะค่ะ”

“ดี...ข้าชอบความคิดเจ้า” ฮ่องเต้มู่เหวินหลงย้ำว่าดีอีกถึงสามครั้ง พร้อมทรงพระสรวลดังกึกก้อง เขาแทบจะรอดูสภาพน้องชายจอมเย่อหยิ่งมาร้องขอให้เขาพระราชทานสมรสแทบไม่ไหว คิดแล้วก็เบิกบานพระทัยยิ่งนัก

‘ฉินอ๋อง ข้าจะเลือกชายาเอกให้ท่านเอง จะทำให้ท่านปฏิเสธมิได้ จนต้องร้องขอสมรสพระราชทาน’ ถางซือเซินมาดมั่นไว้ในใจ ส่วนในหัวก็วาดแผนการ เขาเดินออกจากวังหลวงพร้อมความมั่นใจเต็มเปี่ยม

ตอน 3

เมืองหลวงแคว้นหานทั้งเจริญรุ่งเรืองและมั่งคั่ง ทั้งอาคารบ้านเรือนหรือก็ใหญ่โตสวยงาม มีถนนศิลาดำทอดยาวทำให้การเดินทางในเมืองเป็นไปอย่างสะดวกสบาย

เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย เมืองหลวงจึงแบ่งออกเป็นหลายเขต ทั้งเขตการค้า เขตรื่นเริง เขตที่อยู่อาศัยของขุนนาง เขตพำนักของเหล่าราชนิกุล และสำคัญที่สุดคงหนีไม่พ้นวังหลวงอันใหญ่โตแห่งแคว้น

ไม่ว่าจะมองไปที่ใด ก็เจอแต่ผู้คนแต่งกายด้วยอาภรณ์อันงดงาม นอกจากนี้ยังสามารถพบเห็นคนจากแคว้นอื่น ๆ ที่เข้ามาลงทุนทำการค้า หรือท่องเที่ยวเยี่ยมชมเมืองหลวงที่ได้ชื่อว่างดงามกว่าแคว้นใดในดินแดนใกล้เคียง

ที่นี่เป็นแหล่งรวมสิ่งต่าง ๆ ทั้งในและนอกแคว้น ทำให้บรรยากาศการซื้อขายสินค้าเป็นไปอย่างคึกคัก หากต้องการสิ่งใดเพียงไปหายังย่านการค้าก็จะเจออย่างแน่นอน ทั้งแพรพรรณ ขนสัตว์ เครื่องประดับ รวมไปถึงสมุนไพร ไม่เว้นแม้แต่สัตว์หายากจากต่างแคว้น แต่ถ้าต้องการสั่งทำเครื่องประดับก็เพียงแวะไปยังร้านค้าเก่าแก่ของช่างฝีมือแห่งเมืองหลวง

เนื่องจากอยู่ภายใต้เงาขององค์ฮ่องเต้ทำให้บรรยากาศสุขสงบไร้เรื่องร้ายรบกวน หรือหากจะเกิดเรื่องก็มิพ้นสายตาของมือปราบแห่งเมืองหลวงไปได้

เขตที่อยู่อาศัยของราชนิกุล

ในบรรดาที่พำนักของราชนิกุล จวนฉินอ๋อง มู่เลี่ยงหรง ผู้เป็นพระอนุชาร่วมสายพระโลหิตของฮ่องเต้ มู่เหวินหลง กินอาณาเขตกว้างขวางที่สุด

งานประดับตกแต่งและวัสดุในการสร้างล้วนเป็นของชั้นหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสิงโตหินคู่ที่นั่งพิทักษ์ประตูบานใหญ่เคียงข้างองครักษ์หลวงในชุดเกราะน่าเกรงขาม เบื้องหลังบานประตูไม้มะเกลื่อสีดำขลับขนาดใหญ่เป็นทางเดินศิลาทอดยาวถึงประตูโค้งใต้มุขหน้าจวน สองข้างทางขนาบไปด้วยต้นสนขนาดใหญ่ให้บรรยากาศเคร่งครึม ทำให้เหล่าผู้มาเยือนรู้สึกถึงความสูงส่งของผู้เป็นเจ้าของจวน

ภายในห้องโถงต้อนรับโอ่อ่างดงาม เครื่องประดับตกแต่งและภาพวาดประดับผนังล้วนเป็นสมบัติโบราณมีค่าควรเมือง ที่นั่งประธานตรงกลางโถงทำจากไม้สักฉลุลายพยัคฆ์จากช่างฝีมือของวังหลวง เพิ่มความนุ่มสบายด้วยเบาะผ้าแพรหรูหราสำหรับหน้าร้อน และปูด้วยขนจิ้งจอกเงินสำหรับฤดูหนาว บรรยากาศโดยรอบเคลือบแผงกลิ่นอายอันสูงศักดิ์ของราชนิกุลทุกกระเบียด

ส่วนของเรือนพำนักประกอบด้วยเรือนหลัก เรือนเล็ก และเรือนสำหรับต้อนรับแขกรวมทั้งสิ้นสิบสองหมู่ ระหว่างทางเดินเชื่อมไปยังเรือนต่าง ๆ จะมีสวนไม้ดอกไม้ประดับเจริญตาอย่างยิ่ง นอกจากนี้ภายในจวนยังมีสระบัว สวนหิน รวมไปถึงหุบเขาจำลองขนาดใหญ่อีกด้วย

บัดนี้หิมะละลายสิ้น แม้ยังมีลมหนาวพัดผ่าน แต่ท่ามกลางแสงอาทิตย์อันอบอุ่นก็ช่วยให้อากาศเย็นสบายเหมาะแก่การพักผ่อน

ภายในศาลาริมสระบัวขนาดใหญ่ปรากฏเงาร่างของสองบุรุษ หนึ่งคือถางซือเซิน อัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย สหายของผู้เป็นเจ้าของจวนหลังงามนี้ เขามีใบหน้าคมคาย ปากบางคล้ายอมยิ้มเล็กน้อย นัยน์ตาลุ่มลึก สวมอาภรณ์สีฟ้าจากผ้าเนื้อดี เปล่งรัศมีของผู้มีภูมิอย่างเต็มเปี่ยม อีกหนึ่งคือฉินอ๋อง มู่เลี่ยงหรง ผมสีดำขลับราวปีกกาถูกครอบเก็บใต้กวานทองซึ่งเป็นเครื่องแสดงฐานะ บุรุษในอาภรณ์สีฟ้าแผ่รัศมีสูงศักดิ์ตามแบบฉบับราชนิกุลอันดับหนึ่ง

“เจ้าคิดนานไปแล้วซือเซิน” มู่เลี่ยงหรงเปล่งวาจาเร่งรัดบุรุษที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกระดานหมาก มุมปากระตุกเป็นรอยยิ้มคล้ายเย้ยหยัน นัยน์ตาดุจเหยี่ยวฉายแววเย็นชาเหมือนยามปกติ

“ซือเซินแพ้แล้ว” อัครเสนาบดีกล่าวเสียงขรึม ทว่าหาได้มีแววใส่ใจกับความพ่ายแพ้อยู่ในน้ำเสียงสักนิด

“ผิดแล้ว...หมากของเจ้ามิได้เลว แต่วันนี้สหายของข้าไม่มีสมาธิกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากกว่า มีเรื่องใดทำให้กังวลใจอย่างนั้นหรือ” มู่เลี่ยงหรงถามพลางละสายตาขึ้นจากกระดานหมาก

ผู้สูงศักดิ์ผินมองนางกำนัลที่ยืนรอรับใช้ เพียงเท่านั้นนางพลันกระวีกระวาดรินชาชั้นดีลงจอกแล้วยื่นให้ผู้เป็นนายอย่างรู้งาน

จมูกโด่งสูดดมไอร้อนแฝงกลิ่นหอมล้ำเลิศก่อนจรดริมฝีปากหยักได้รูปจิบชาเบา ๆ ครั้นเห็นสหายยังคงนิ่งเฉยจึงเอ่ยถามอีกคราหนึ่ง

“ซือเซิน เจ้ามีอะไรก็ว่ามาเถิด”

“งานเลี้ยงชมดอกเหมยปีนี้ ฝ่าบาทอยากให้ท่านอ๋องไปร่วมงานด้วย”

“แค่ชมดอกไม้ หากข้าไม่ไป งานก็คงยังจัดได้อยู่กระมัง อีกอย่าง พระเชษฐาทรงรับปากแล้วว่าจะไม่พระราชทานสาวงามคนไหนให้อีกหากข้ามิได้ร้องขอ” มู่เลี่ยงหรงขมวดคิ้วเมื่อคิดถึงงานชมดอกเหมยปีก่อน เขาจำต้องแต่งกับบุตรีฝาแฝดของเจ้ากรมอาญามาเป็นชายารองของตน ก่อนหน้านั้นก็ได้ชายารองคนแรกเป็นบุตรสาวเสนาบดีกรมพระคลัง

หลังจากได้ชายารองอย่างไม่เต็มใจสองปีติดต่อกัน มู่เลี่ยงหรง แทบไม่ร่วมงานประเภทรวมเหล่าสตรีอีกเลย หากหลีกเลี่ยงมิได้ บางทีก็หาเรื่องกลับออกจากงานก่อน บางครั้งก็เร้นกายหายออกจากที่นั่ง

ความจริงเขารู้สึกไม่เป็นสุขที่ต้องเสียมารยาทในงานพิธีต่าง ๆ ยิ่งนัก จนในที่สุดท่านอ๋องหนุ่มจึงตัดสินใจเข้าเฝ้าโอรสมังกร แล้วเอ่ยขอคำสัญญาเกี่ยวกับการเลือกพระชายาจากพระเชษฐา พระองค์ก็ทรงรับปากว่าจะไม่พระราชทานหญิงสาวให้หากพระอนุชาไม่ร้องขอ

แต่เหมือนฮ่องเต้มู่เหวินหลงจะชอบอกชอบใจยามเห็นใบหน้าของเขาเปลี่ยนสี หากบุคคลผู้นี้มิใช่ฮ่องเต้ ท่านอ๋องหนุ่มก็อยากจะเอามีดกรีดบนใบหน้าอันรื่นเริงของพระเชษฐาร่วมอุทรยิ่งนัก

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED