“ทำไมกัน? แม่เล้ามิได้สอนเจ้าเลยหรือว่าจะต้องปรนนิบัติผู้อื่นเช่นไร? มัวแอบอันใดอยู่เล่า?”
ในห้องหลังม่านสีแดง ชายหนุ่มรูปงามก้มหน้าลง และเกี่ยวคางของหญิงสาวรูปงามตรงหน้าไว้พลางพูดขึ้นอย่างเฉยชา
ก่อนหน้านี้ไม่นานนัก ลู่จินหวยหรืออ๋องหนานผู้เป็นน้องชายร่วมสายเลือดของฮ่องเต้องค์ปัจจุบันได้ทุ่มเงินจำนวนมหาศาล เพื่อซื้อบุตรสาวสองคนของเสิ่นจวินคั่วผู้เป็นรองเจ้ากรมขุนนางที่ถูกเนรเทศโทษฐานทุจริตจากหอเจียวฟ่างมา
เสิ่นหลิวเยว่ที่เป็นบุตรีฮูหยินเอกคือคนรักของลู่จินหวย แม้ลู่จินหวยจะซื้อนางมา แต่กลับให้เกียรตินาง ไม่เคยบีบบังคับให้นางต้องพลีกายให้เขาเลย
ส่วนเสิ่นสุยยินที่เป็นบุตรสาวของอนุนั้นต่างออกไป นางยอมพลีกายถวายตัวให้กับเขา คืนนี้ลู่จินหวยจึงได้ร่วมเรียงเคียงหมอนกับนาง
ทว่า……
สตรีที่เคยมีเสน่ห์ดูเย้ายวนใจต่อหน้าทุกคนก่อนหน้านี้ เวลานี้แม้แต่เรื่องการปรนนิบัติยังทำไม่เป็นเลย
เสิ่นสุยยินก้มหน้าลง กัดริมฝีปากแน่น
นางจะมาล้มเหลวในช่วงวินาทีสุดท้ายไม่ได้เด็ดขาด
กว่าจะทำให้ลู่จินหวยซื้อนางมาต่อหน้าผู้คนได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ไม่ว่าจะทำไปเพื่อแม่ของนางที่ต้องตายในกองไฟแทนแม่เลี้ยงที่มีศักดิ์เป็นเมียเอก หรือเพื่อน้องชายแท้ ๆ ของนางที่ถูกเนรเทศไปกับท่านพ่อ ดังนั้นนางจะเอาแต่ซ่อนตัวอยู่เช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ตอนที่เสิ่นสุยยินเอาแต่เงียบ ลู่จินหวยก็จงใจเร่งเร้านางขึ้นมา
“แม่นางสุยยิน คืนนี้หากเจ้าสามารถปรนนิบัติข้าจนข้าพอใจ มิแน่นะข้าอาจจะพาเจ้าออกไปจากหอเจียวฟ่างแห่งนี้ก็ได้”
หลังจากพูดจบ ลู่จินหวยก็เตรียมจะชมการแสดงของเสิ่นสุยยิน
เสิ่นสุยยินสูดหายใจเข้าลึก ๆ และนั่งลงบนเตียง จากนั้นก็คว้าเข้าที่เข็มขัดของลู่จินหวย นางออกแรงเล็กน้อยเพื่อเกี่ยวตัวลู่จินหวยให้เข้ามาหานาง
ลู่จินหวยก้มหน้ามองนิ้วมือที่เรียวสวยที่เกี่ยวเข็มขัดเขาไว้แวบหนึ่ง พอเงยหน้าขึ้นและกำลังจะพูด เขาก็เห็นเสิ่นสุยยินขยับเข้ามาใกล้ และจูบเข้าที่ริมฝีปากของเขาเสียแล้ว......
ลมหายใจที่ร้อนผ่าวแผ่กระจายอยู่ระหว่างพวกเขาทั้งสองคน สายตาที่ดูเร่าร้อนดุจไฟของลู่จินหวยทำให้ตัวของเสิ่นสุยยินร้อนตามไปด้วยเช่นกัน
การจุดธูปในเตาธูปของหอเจียวฟ่าง เดิมทีมีจุดประสงค์เพื่อใช้ความหอมในการกระตุ้นอารมณ์
ขณะนี้ลู่จินหวยได้ถูกท่าทางยั่วยวนที่ดูไม่คุ้นเคยแต่พยายามอย่างยิ่งของเสิ่นสุยยินทำให้จิตใจปั่นป่วน
ตอนที่เสิ่นสุยยินกำลังค่อย ๆ ถอดเครื่องประดับศีรษะออกและมีเสียงเครื่องทองร่วงพื้นดังขึ้นมา จังหวะนี้อารมณ์ที่กำลังตึงเครียดของลู่จินหวยก็พังทลายลงอย่างสมบูรณ์
เขาโอบกอดเสิ่นสุยยินเอาไว้และกลับกลายเป็นฝ่ายที่เริ่มเข้าหาก่อนเสียเอง โดยเขากดตัวนางไว้ด้านล่าง และจูบนางอย่างดูดดื่มมากยิ่งขึ้น
จูบของลู่จินหวยไม่เหมือนเสิ่นสุยยินเมื่อกี้นี้ที่หยอกเย้าเล่น มันมีความต้องการที่จะครอบครองอย่างเผด็จการและรุนแรงอยู่ด้วย ราวกับว่าจะกลืนกินเสิ่นสุยยินเข้าไปทั้งตัวให้ได้อย่างไรอย่างนั้น
เสิ่นสุยยินไม่มีแรงที่จะต้านทานได้ นางถึงกับลืมแม้กระทั่งวิธีหายใจไปเลยทีเดียว
“ทำไมหรือ? นี่คือวิธีที่เจ้าปรนนิบัติข้าเช่นนั้นหรือ? ตอนนี้ดูเหมือนว่า ข้าน่าจะเป็นฝ่ายปรนนิบัติเจ้าเสียมากกว่าแล้วนะ”
พอลู่จินหวยเห็นอาการของเสิ่นสุยยินก็หัวเราะอยู่ในลำคอ
เสิ่นสุยยินหน้าแดงก่ำไปหมด นางไม่ได้พูดอันใด ดวงตาที่กำลังจ้องมองไปที่ลู่จินหวยเต็มไปด้วยความอ่อนโยน
ทันใดนั้นลู่จินหวยก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้นมา เขากระซิบที่หูของเสิ่นสุยยินเบา ๆ ว่า “มิเป็นไร ข้าจะสอนเจ้าเอง ครั้งหน้าถึงตาเจ้าแล้วนะ”
ขณะที่เสิ่นสุยยินกำลังจะตอบ นางก็รู้สึกได้ว่ามีมือข้างหนึ่งล้วงเข้ามาในเสื้อของตนเอง จากนั้นก็จับเข้าที่หน้าอกของนาง เสิ่นสุยยินถึงกับอ้าปากค้างพูดไม่ออกเลยแม้แต่คำเดียว
วินาทีที่เสื้อผ้าถูกถอดออกจนร่างกายเปลือยเปล่าอยู่ตรงหน้ากัน ความคิดของเสิ่นสุยยินก็สับสนวุ่นวายไปหมด
จังหวะตอนที่มีของแปลกปลอมสอดใส่เข้ามา เสิ่นสุยยินก็กำมือที่อยู่บนไหล่ของลู่จินหวยแน่น
ลู่จินหวยจับมือของเสิ่นสุยยินเอาไว้อย่างอ่อนโยน ก้มหน้าลง แล้วก็จูบเสิ่นสุยยินอีกครั้งเพื่อปิดกั้นเสียงครวญครางที่ร้องขึ้นมาเป็นครั้งคราวของนางเอาไว้
เสิ่นสุยยินจิตใจล่องลอย ประหนึ่งเป็นเรือลำเล็กที่ทำได้เพียงปล่อยตัวไปตามจังหวะการขึ้นลงของลู่จินหวยไป ความสุขที่ไม่คุ้นเคยทำให้นางรู้สึกค่อนข้างกลัว แต่นางก็ไม่อยากที่จะละไป สุดท้ายนางก็ทำได้เพียงดื่มด่ำอยู่กับความสุขนี้ต่อไป
……
“อากาศแห้งแล้ง วัตถุติดไฟง่าย ระวังเพลิงไหม้ด้วย”
เสียงตีเกราะเคาะไม้เอ่ยเตือนตรงถนนดังเข้ามาในห้อง หอเจียวฟ่างที่กำลังคึกคักแต่เดิมได้เงียบสงัดลงไปแล้ว
ลู่จินหวยเงยศีรษะขึ้นมองไปที่เสิ่นสุยยินที่กำลังนอนหลับอย่างสงบอยู่ข้าง ๆ เขา สายตาเขาดูอ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง
เขาไม่ใช่ผู้ที่หลงใหลในความอ่อนโยนเพียงชั่วขณะ แล้วก็ไม่ใช่ผู้ชอบเที่ยวเด็ดดอมสตรี สำหรับเสิ่นสุยยินเขาวางแผนมานานแล้ว
คราวนี้พอเสิ่นจวินคั่วถูกเนรเทศ สาเหตุที่เขามาไถ่ตัวที่หอเจียวฟ่าง ประการแรกเพื่อตอบแทนพระคุณของเสิ่นหลิวเยว่ ส่วนประการที่สอง..... ก็เพราะเสิ่นสุยยิน
เขาจำได้ว่าครั้งแรกที่ได้พบกับเสิ่นสุยยินก็คือในงานเลี้ยงของพระราชวัง ในตอนนั้นมีสตรีสูงศักดิ์ท่านหนึ่งจงใจหาเรื่องเสิ่นสุยยิน ด้วยความที่เสิ่นสุยยินเป็นคนขี้กลัว นางจึงไม่กล้าโต้แย้งอันใดเพื่อตัวเอง
เดิมทีเขาคิดว่าเรื่องนี้ก็คงจบไปเช่นนั้น แต่แล้วกลับไม่คาดคิดเลยว่าเสิ่นสุยยินจะแอบกระทำการบางอย่างบนถนนทางที่สตรีผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นจะผ่าน ทำให้สตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นต้องอับอายขายหน้าต่อหน้าสาธารณชนทั้งหมด
ซึ่งเขาที่อยู่ในที่ลับเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
ขณะที่มองไปที่เสิ่นสุยยินที่ยังคงแสดงอาการขลาดกลัวอยู่ในฝูงชน เขาก็เข้าใจโดยพลันว่า นี่เป็นเพียงแค่การแสดงของเสิ่นสุยยินเท่านั้น
เขาเกิดมามีเชื้อพระวงศ์ที่ดูมีเกียรติสูงส่งในสายตาของผู้อื่น แต่มีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้ว่า ตัวตนนี้ไม่เพียงแค่มีเกียรติยศเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องพันธนาการอีกด้วย
สิ่งที่เขาได้พบเห็นมาตั้งแต่เด็กก็คือการต่อสู้ซึ้ง ๆ หน้าและลับหลัง ทั้งเพื่อตำแหน่ง เพื่อความโปรดปราน หรือแม้แต่เพื่อเสื้อผ้าเครื่องประดับสักชิ้นก็สามารถทำให้ผู้คนทำได้ทุกวิถีทาง
เพราะเหตุนี้เขาจึงคิดว่า การแสดงก็ไม่ใช่เรื่องที่เลวร้ายอันใด ในทางตรงกันข้าม มีเพียงผู้ที่รู้วิธีแสดงเท่านั้นที่จะมีชีวิตที่ยืนยาว
เขาก็เลยรู้สึกสนใจเสิ่นสุยยินมากยิ่งขึ้น
ซึ่งความสนใจนี้เองที่ทำให้เขาประทับใจเสิ่นสุยยินมากขึ้น และยิ่งนับวันก็ยิ่งสนใจนางมากขึ้นเรื่อย ๆ
แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในคืนนี้จะเกินความคาดหมายของเขา แต่เขาก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจเลย มีเพียงสิ่งเดียวที่ทำให้เขาเสียใจก็คือ ครั้งแรกของเสิ่นสุยยินไม่ควรต้องตกเป็นของเขาที่นี่
ลู่จินหวยปล่อยมือและกอดเสิ่นสุยยินไว้ในอ้อมแขน จากนั้นก็หลับลึก
อีกทางด้านหนึ่ง
เสิ่นหลิวเยว่กำลังนั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง หวีไม้ในมือถูกนางหักออกเป็นสองท่อนจนมุมหนึ่งของหวีที่หักนั้นแทงเข้าไปในฝ่ามือลึก แต่นางกลับดูเหมือนจะไม่รู้สึกเจ็บเลยสักนิด ยังคงกำมันไว้แน่นไม่ยอมปล่อย
หลังจากที่ลู่จินหวยตามเสิ่นสุยยินเข้าไปในห้อง เขาก็ไม่ได้ออกมาอีก ชายหญิงอยู่ด้วยกันตามลำพังสองต่อสองในห้องเดียวกัน นางไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่าจะเกิดอันใดขึ้นบ้าง
ทั้ง ๆ ที่ลู่จินหวยมาที่นี่เพื่อนาง แต่สุดท้ายเสิ่นสุยยินกลับชิงไปก่อนเสียอย่างนั้น
นางอดไม่ได้ที่จะนึกถึงพฤติกรรมแปลก ๆ ของเสิ่นสุยยินก่อนจะเริ่มการประมูล นางคิดว่าท่านพ่อใช้น้องชายแท้ ๆ ของเสิ่นสุยยินมาข่มขู่ เสิ่นสุยยินจึงไม่กล้าที่จะไม่รับลูกค้าแทนนาง
แต่แล้วใครจะไปคิดเล่าว่าเสิ่นสุยยินจะไปหาแม่เล้า แล้วก็ใช้ความบริสุทธิ์ของตนเองเป็นตัวสร้างจุดขาย ทำให้เรื่องสองพี่น้องตระกูลเสิ่นรับแขกแพร่สะพัดไปจนคนรู้กันทั่ว ทำให้นางมิสามารถที่จะไม่มาปรากฏตัวได้
เรื่องนี้ก่อให้เกิดความวุ่นวายเป็นอย่างมาก ท่านแม่ก็รู้เรื่องนี้แล้วเช่นกัน อีกทั้งยังส่งคนให้มาส่งจดหมายบอกให้นางยอมลดตัวไปเอาอกเอาใจลู่จินหวย เพื่อที่นางจะได้เป็นพระชายาอ๋องหนานโดยเร็ววัน จะได้ช่วยท่านพ่อกลับมาเมืองจิงเสียทีและจะได้กอบกู้ความรุ่งเรืองของตระกูลเสิ่นกลับมาอีกครั้ง
แต่นางเป็นถึงบุตรีฮูหยินเอก เหตุใดนางถึงต้องทำตัวต้อยต่ำด้วยเล่า?!
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ เสิ่นหลิวเยว่ก็ทนไม่ไหวและเขวี้ยงหวีไม้ในมือลงพื้นอย่างแรง
เสียงหวีไม้ร่วงลงพื้นดังฟังชัดเป็นพิเศษในต่ำคืนที่เงียบสงบ
“นังสารเลว!”
สักวันหนึ่ง นางจะต้องฆ่านังสารเลวเสิ่นสุยยินให้จงได้!
วันรุ่งขึ้น
ทันทีที่เสิ่นสุยยินลืมตาขึ้นมาก็เห็นลู่จินหวยที่กำลังนอนหลับอยู่ข้าง ๆ นาง ทำให้นางชะงักไปเป็นเวลานาน
จนกระทั่งได้ยินเสียงดังมาจากภายนอกหอเจียวฟ่าง ความคิดของเสิ่นสุยยินถึงได้ค่อย ๆ กลับคืนมา
นางจำได้อย่างชัดเจนว่าเมื่อคืนนี้เกิดอันใดขึ้นบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการจูบและอุณหภูมิในร่างกายของลู่จินหวยนางก็ยังจดจำได้ขึ้นใจเช่นกัน
ไม่คาดคิดเลยว่า นางจะพลีกายถวายตัวให้เขาได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ หากแม่ของนางที่คอยพร่ำสอนให้นางยึดมั่นในหลักปฏิบัติและคุณธรรมที่สตรีพึงกระทำอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอดรู้เข้าจะต้องโกรธเคืองมากเป็นแน่ที่นางด้อยค่าตนเองเช่นนี้
แต่ถ้านางไม่ทำเช่นนี้ นางก็คงได้อยู่แค่ในหอเจียวฟ่างไปตลอด แล้วนางจะช่วยน้องชายออกมาจากเงื้อมมือของท่านพ่อได้อย่างไร แล้วจะแก้แค้นให้แม่ที่ตายไปเพื่อแม่เลี้ยงที่มีศักดิ์เป็นเมียเอกได้อย่างไร?
เมื่อคิดถึงคำขู่ของพ่อก่อนถูกเนรเทศไป ที่หางตาของเสิ่นสุยยินก็มีน้ำตาไหลอาบแก้มลงมา
ในใจของเสิ่นจวินคั่วมีเพียงแม่เลี้ยงที่มีศักดิ์เป็นเมียเอกกับเสิ่นหลิวเยว่มาตลอด
ส่วนแม่ของนางกับน้องชาย แล้วก็นาง เป็นเพียงหมากที่เขาจะทิ้งเมื่อใดก็ได้
เมื่อลู่จินหวยลืมตาขึ้น เขาก็เห็นน้ำตาที่ไหลออกมาจากหางตาของเสิ่นสุยยินเข้าพอดี
ความรู้สึกแปลก ๆ พลันเกิดขึ้นในใจของเขา ทำให้เขาอยากที่จะยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้นางโดยสัญชาตญาณ แต่ทันทีที่เขาเคลื่อนไหว เสิ่นสุยยินก็สังเกตเห็นว่าเขาตื่นแล้ว
ทำให้นางชะงักไปชั่วขณะ จากนั้นก็กลับสู่ภาวะปกติโดยพลัน
เสิ่นสุยยินสวมเสื้อผ้าแบบลวก ๆ แล้วก็ขยับเข้าไปใกล้ลู่จินหวย แววตาของนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน และรักใคร่
“ฝ่าบาท เหตุใดพระองค์ตื่นแล้วมิเรียกหม่อมฉันล่ะเพคะ?”
ลู่จินหวยมองพิจารณาเสิ่นสุยยิน ราวกับเขาต้องการจะรู้ว่าเวลานี้นางกำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
เห็น ๆ อยู่ว่าเมื่อกี้นี้นางยังร้องไห้เงียบ ๆ อยู่เลย แต่แล้วเวลานี้นางกลับพูดกับเขาด้วยรอยยิ้มประหนึ่งไม่เป็นอันใดเลยเสียอย่างนั้น
ลู่จินหวยลุกขึ้นนั่งและดึงเสิ่นสุยยินเข้ามากอดไว้พลางพูดว่า “ตื่นแต่เช้ามาทำอันใดหรือ นอนกับข้าอีกสักพักหนึ่งก่อนสิ”
“ฝ่าบาทประทับอยู่ที่นี่มาทั้งคืนแล้ว หากวันนี้พระองค์ทรงยังมิยอมเสด็จไปอีก เกรงว่าผู้คนข้างนอกจะพูดจาว่าร้ายถึงพระองค์ได้นะเพคะ”
“ทำไมหรือ? เจ้ามิอยากให้ข้าอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเจ้าแล้วหรือไร?”
“สุยยินต้องอยากอยู่กับพระองค์ตลอดเวลาเป็นแน่อยู่แล้วเพคะ ในแต่ละวันพระองค์ทรงมีงานมากมายก่ายกอง แล้วสุยยินจะปล่อยให้ความปรารถนาส่วนตัวของตนเองไปขัดขวางการทำงานของพระองค์ได้เยี่ยงไรล่ะเจ้าคะ?
นอกจากนี้ ที่หอเจียวฟ่างแห่งนี้ก็มีผู้คนมากหน้าหลายตานัก ขืนพระองค์อยู่ที่นี้ตลอด ชื่อเสียงของพระองค์จะเสียหายได้นะเพคะ” เสิ่นสุยยินขมวดคิ้วเล็กน้อย ท่าทีของนางดูเหมือนกำลังเป็นห่วงลู่จินหวยอย่างสุดหัวใจ
ลู่จินหวยสังเกตเห็นสีหน้าของเสิ่นสุยยินและตอบกลับไปว่า “นาน ๆ ทีเจ้าจะรู้ความเช่นนี้ เห็นทีข้าคงต้องตกรางวัลให้เจ้าหน่อยเสียแล้ว บอกมาเถิด เจ้าอยากได้อันใดหรือ?”
“การได้รับใช้ฝ่าบาทคือพรอันยิ่งใหญ่ที่สุดของสุยยินแล้วล่ะเพคะ เรื่องอื่นสุยยินมิบังอาจฝันถึงหรอกเพคะ”
เสิ่นสุยยินรู้แก่ใจดีว่าลู่จินหวยมาที่หอเจียวฟ่างเพื่อเสิ่นหลิวเยว่ ถึงแม้นางจะพาเขามาที่ห้องของนาง แต่หากนางบอกให้ลู่จินหวยพานางออกไปจากหอเจียวฟ่างในตอนนี้ ลู่จินหวยจะต้องคิดว่านางกำลังวางแผนร้ายอยู่เป็นแน่ ถึงเวลานั้นลู่จินหวยก็คงจะเมินเฉยนาง แล้วนางยังจะทำเช่นไรได้อีก?
ตอนนี้นางจึงทำได้เพียงข่มความคิดเอาไว้ก่อนและพยายามทำให้ตนเองดูเป็นคนที่มีจิตใจดีเข้าไว้
ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ลู่จินหวยรู้สึกพอใจมากกับพฤติกรรมที่ดูว่านอนสอนง่ายและรู้ความของนาง
ลู่จินหวยเล่นผมของเสิ่นสุยยินพลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “นาน ๆ ทีเจ้าจะรู้ความและเอาใจใส่เช่นนี้ ในเมื่อข้าลั่นวาจาไปแล้วว่าจะตกรางวัลให้เจ้า เจ้าก็จงบอกมาตามตรงเถิด เงิน ทอง อัญมณี ของโบราณหายาก เจ้าสามารถร้องขอมาได้เลย ข้าให้ได้ทุกอย่างนั่นแหละ”
หลังจากได้ยินลู่จินหวยพูดมาเช่นนี้ เสิ่นสุยยินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวัง ดูเหมือนว่าลู่จินหวยจะไม่ได้มีความคิดที่จะพานางออกไปจากหอเจียวฟ่างเลย
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ตอนที่เสิ่นสุยยินกำลังจะตอบ เสียงเคาะประตูก็ดันดังขึ้นมาขัดจังหวะนางเสียก่อน
เดิมทีนางก็ไม่ได้อยากจะสนใจอันใดหรอก แต่เสียงเคาะกลับยังคงดังต่อเนื่องไม่หยุด ราวกับว่าหากไม่ยอมเปิดประตูก็จะไม่หยุดเคาะอย่างไรอย่างนั้น
“เจ้าไปดูเสียว่าเกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
ลู่จินหวยเริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาระดับนึงกับเสียงเคาะ
เสิ่นสุยยินตอบรับอย่างเชื่อฟัง แต่ตอนที่ลุกขึ้นสายตาของนางกลับเย็นชาขึ้นมา ใครกันที่ไร้มารยาท มาตั้งแต่เช้าตรู่เช่นนี้?
เมื่อเปิดประตูออกก็พบว่า ผู้ที่ยืนอยู่ข้างนอกคือหลิวซิง สาวใช้ของเสิ่นหลิวเยว่
ทันทีที่เสิ่นสุยยินเห็นหลิวซิง นางก็รู้ได้ทันทีว่าผู้ใดคือผู้อยู่เบื้องหลัง แต่นางก็ยังพูดขึ้นมาด้วยความอดทนว่า “เหตุใดถึงได้ไร้มารยาทเช่นนี้ ฝ่าบาทยังมิตื่นเลย หากเสียงดังรบกวนพระองค์ขึ้นมาจะทำเช่นไร?”
หลังจากที่เสิ่นสุยยินพูดเตือน หลิวซิงถึงได้เริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา นางกลัวว่าอาจจะไปทำให้ฝ่าบาททรงไม่พอพระทัยได้
แต่จะมานึกเสียใจเอาตอนนี้ก็คงจะสายเกินไปแล้ว นางจึงทำได้เพียงกัดฟันตอบกลับไปว่า “แม่นางสุยยิน แม่นางของพวกเราป่วย ท่านช่วยไปดูหน่อยสิเจ้าคะ”
“ป่วยงั้นหรือ?” เสิ่นสุยยินรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย แต่ลึก ๆ ในใจไม่เชื่อสิ่งที่หลิวซิงพูด
เมื่อวานยังดี ๆ อยู่เลย แล้ววันนี้จะป่วยได้อย่างไร?
คงเพราะลู่จินหวยกระมัง?
เป็นวิธีที่นำมาใช้ได้ไม่เคยเบื่อเลยจริง ๆ
“ป่วยงั้นหรือ?” ปฏิกิริยาโต้ตอบของลู่จินหวยกับเสิ่นสุยยินเหมือนกันไม่มีผิดเลย พอได้ยินว่าเสิ่นหลิวเยว่ล้มป่วยก็รู้สึกค่อนข้างที่จะประหลาดใจ
เสิ่นสุยยินพยักหน้า แล้วก็พูดด้วยสีหน้าเป็นห่วงว่า “เพคะ สาวใช้ของท่านพี่บอกมาเช่นนี้เพคะ”
“ข้าจะไปดูนางเสียหน่อย” พอลู่จินหวยพูดจบก็ลงจากเตียงมา