1
ไม่! ข้าไม่ยอม
ข้ายังตายไม่ได้ ข้ายังไม่ได้ล้างมลทินให้กับตัวเองเลยนะ ข้าจะตายแบบนี้ไม่ได้!
สี่หนิงเหอพยายามรวบรวมพละกำลังอันน้อยนิดที่มีเพื่อต่อสู้กับความเจ็บปวดที่ตีขึ้นเป็นระลอกจากการได้รับพิษที่ไร้สีไร้กลิ่นและไร้รส ทว่าความเจ็บปวดช่างมีมากเหลือเกิน...มากเสียจนแม้กระทั่งจะหายใจ ก็ยังไร้เรี่ยวแรง
ชีวิตเขา มันช่างเป็นอะไรที่...แย่ยิ่งนัก เป็นอะไรที่บัดซบที่สุด!
เกิดมาบิดาไม่รัก เขาพอเข้าใจและยอมรับได้ เพราะมารดาเขาเป็นเพียงแค่บ่าวรับใช้ในบ้านที่ท่านเผลอไปมีสัมพันธ์ด้วยหลังจากดื่มน้ำจัณฑ์จนเมามายเท่านั้น
นอกจากมารดาแล้ว ในบ้านไม่มีผู้ใดชอบเขาสักคน ในกลุ่มพี่น้องล้วนแล้วแต่หาเรื่องกลั่นแกล้งเขาไม่เว้นแต่ละวัน ในหมู่บ่าวรับใช้ก็เป็นพวกคอยตามหลังนาย ถ้าไม่ทำตามคำสั่งของผู้เป็นนายก็จะมองเมิน ทำเหมือนกับว่าเขาไม่มีตัวตน แต่เขาก็รับได้ เพราะเขามีมารดาที่รักเขาอย่างสุดหัวใจ แต่มารดาก็ด่วนจากเขาไปเร็วนัก ปล่อยให้เขาถูกคนในบ้านรังแกจนเกือบจะไม่รอดชีวิต
หากแค่นี้ชีวิตเขาก็ยังบัดซบไม่พอ ถูกบิดาบังคับให้ต้องแต่งงานมาเป็นอนุของผู้ชายที่ได้ชื่อโหดเหี้ยมและเย็นชายิ่งกว่าภูเขาน้ำแข็งที่ไม่เคยรับรู้การมีตัวตนของอนุคนนี้แล้ว นี่ยังต้องมาตายอย่างอเนจอนาถอนาถา โดดเดี่ยวเดียวดาย เพราะแม้กระทั่งข้ารับใช้ข้างกายก็หามีไม่ ที่สำคัญเขายังไม่ได้ลบล้างข้อกล่าวหาเรื่องที่ไปทำร้ายท่านชายน้อยเลย มันเป็นสิ่งที่เขายอมรับไม่ได้!
ถึงจะไม่ยอมรับ แต่เขาจะทำอะไรได้ล่ะ...? ในเมื่อตอนนี้แม้แต่แรงที่จะหายใจก็ยังไม่เหลือ พิษที่เขาได้รับมันเหมือนกับมีหนอนอยู่ในร่างกาย คอยกัดแทะชอนไชไปทั่วทุกหนแห่ง
ขา...เริ่มจะเจ็บจนชา ไร้ความรู้สึก
มือ...ไร้เรี่ยวแรง
เสียงเหมือนเลือดเนื้อในร่างกายมันหลุดออกไปทีละชิ้นดังก้องอยู่ในหู
ความเจ็บปวดกัดกินจนลมหายใจเริ่มขาดเป็นห้วง ๆ
“ท่านแม่...ข้ากำลังจะไปหาท่านแล้วนะ” สี่หนิงเหอพยายามที่จะยิ้มและคิดในเรื่องที่มีความสุข...ความสุขสิ่งเดียวที่เขาได้รับ นั่นคือการได้อยู่กับท่านแม่ผู้ใจดี
ใบหน้าที่มีแต่รอยยิ้มกับน้ำเสียงอันอ่อนโยนและอ่อนหวานที่มันทำให้ความเจ็บปวดในกายเขาลดลง
ข้าเสียดายเป็นยิ่งนัก...ถ้ามีโอกาสสักครั้ง แม้เพียงแค่น้อยนิดก็ตาม ข้าอยากทำทุกอย่างที่ผ่านมาให้ดีกว่านี้ อยากจะใช้ชีวิตอย่างมีอิสรเสรี ท่องไปในโลกกว้างเพื่อจะลิ้มลองอาหารรสเลิศ
ขอโอกาสให้ข้าได้ไหม...แม้หลับฝันก่อนจะจากไปก็ได้
“แล้วเจ้ามีสิ่งใดมาแลกเปลี่ยนล่ะ”
“นั่นใคร...ใครพูดกับข้า”
“เจ้าขอโอกาส ข้ามีให้ แต่เจ้ามีสิ่งใดมาแลกเปลี่ยน ของที่เจ้าคิดว่าสำคัญและรักมาก”
ฮึ! สี่หนิงเหอถึงกับหลุดเสียงหัวเราะออกมา...อย่างเขาเนี่ยนะ จะมีของมีค่าเช่นที่ถูกกล่าวถึง
“ท่านคิดว่าคนที่มีชีวิตบัดซบเช่นข้า จะมีของมีค่ามีสิ่งสำคัญ ที่รักมากมายไปแลกเปลี่ยนได้เหรอ ถ้าท่านจะมีหูรับฟัง มีตาเห็นได้ ท่านก็คงรู้และคงเห็น...ข้าเป็นลูกชังของบิดา เป็นที่น่ารังเกียจของเหล่าพี่น้อง ความสามารถก็มิปรากฏให้เห็น รูปร่างข้าก็ผอมแห้งเหมือนกับคนอมโรค แม้กระทั่งใบหน้า บ่าวรับใช้ก็ยังดีกว่า ความรัก...ข้าก็มิเคยพบพาน”
ถูกส่งให้มาเป็นอนุภรรยาก็มิได้เข้าพิธี มาถึงจวนก็ถูกส่งให้มาอยู่ยังบ้านทรุดโทรมท้ายจวน ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีไม่เคยมาพบหน้า ข้าวปลาอาหารที่ได้รับก็เย็นชืด รสชาติ...อาหารสำหรับบ่าวไพร่คงจะดีกว่ามาก
เสียงในหัวของสี่หนิงเหอดังขึ้นอีกครั้ง
“นั่นสินะ เจ้าช่างเป็นคนที่...น่าสงสารยิ่งนัก”
“ถ้ามันจะเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดสำหรับชีวิตคนบัดซบเช่นข้า...ก็คงจะมีเพียงแค่ความรักของมารดาเท่านั้น และข้ามิอาจจะแลกเปลี่ยนกับท่านได้”
“เจ้าแน่ใจแล้วเหรอ ถ้าแลกเปลี่ยน เจ้าจะได้ย้อนเวลากลับไปทำในสิ่งที่ตัวเองต้องการนะ”
“ไม่ล่ะ แม้ปรารถนากลับไปแก้ไขสักเพียงใด ข้าก็ไม่อาจนำเอาความรักของมารดาที่มีให้ไปทำการแลกเปลี่ยนกับท่านได้หรอก ดูท่า...ท่านคงเลือกทำการค้าขายผิดคนแล้วล่ะ”
“แต่ข้าว่าไม่! สิ่งที่เจ้ามี ก็เหมาะสมสำหรับการทำการค้ากับข้ายิ่งนัก ข้าจะถือเอาความรักของมารดาเจ้าเป็นสิ่งแลกเปลี่ยน”
“ไม่!”
“ไม่!”
เฮือก!
สี่หนิงเหอหายใจอย่างแรงและผวาลุกขึ้นจากเตียงนอนที่เก่าจนถ้าเผลอขยับแรงไปสักนิดไม้ที่ใช้ทำก็จะหักและทำให้คนที่นอนอยู่พลัดตกลงไปได้ การเคลื่อนไหวของเขาทำให้ใครอีกคนที่อยู่ร่วมห้องด้วยตื่นขึ้นมา
“คุณชาย!”
สี่หนิงเหอที่ยังคงมีอาการมึนงงเหลียวมองไปตามเสียงเรียก เขาเห็นชายร่างเล็กบางที่น่าจะเพิ่งพ้นวัยเด็กมาไม่นาน บนใบหน้าเรียวขะมุกขะมอม เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตาแต่ก็ยังมองออกว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ามีความห่วงใยในตัวเขามาเพียงใดพุ่งตรงมาหาอย่างเร็วไว
“คุณชาย ท่านเป็นอย่างไรบ้างขอรับ เจ็บตรงไหนบ้างขอรับ”
สี่หนิงเหอมองคนถามก่อนจะมองไปยังมือเล็กที่พยายามจะยื่นมาจับเขา หากก็มีอาการกึ่งกล้ากึ่งกลัว เขาขมวดคิ้วเข้าหากันขณะมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยความงุนงง ในหัวเขาว่างเปล่า...ขาวโพลนไปหมด ก่อนความทรงจำภาพสุดท้ายจะย้อนกลับคืนมาพร้อมกับอาการปวดที่ใจอย่างรุนแรงจนน้ำตาหยดไหลออกมาอย่างที่มิอาจหักห้ามได้
“คะ...คุณชาย”
“ข้าไม่เป็นไร แค่...เจ็บ” เขาเอ่ยบอกกับบ่าวรับใช้หนุ่มน้อยที่น่าจะเป็นคนดูแลตอนที่เจ็บและไม่สบาย
ท่าน...ท่านฟื้นแล้ว บ่าว...บ่าวดีใจที่สุดเลยขอรับ” มือที่ไม่ใช่แค่เล็กหากมันเป็นเหมือนหนังหุ้มกระดูกยกขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้า
“ข้าหลับไปกี่วัน...เจ้าไปเจอข้าหรืออย่างไร” เขาเอ่ยถามเสียงเบา
“คุณชายดื่มน้ำก่อนนะขอรับ”
เด็กหนุ่มตรงหน้าหลบหลีกสายตา แต่มันก็ทำให้เขาเข้าใจ เพราะที่เขาเจ็บกายหาใช่เพราะป่วยไข้ไม่ หากเป็นเพราะถูกใครบางคน...ในเรือนหลังนี้ทำร้ายเอา สี่หนิงเหอค่อย ๆ ยกมือที่ไร้เรี่ยวแรงจับศีรษะตัวเองที่ตอนนี้มีผ้าพันอยู่
“ข้ารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” ก็แค่รู้ว่าถูกทำร้าย แต่ไม่รู้ว่าเป็นใคร “เจ้าไม่ต้องกังวลไปหรอก เพียงแค่อยากรู้ว่า ข้าหลับใหลไปกี่วัน ระหว่างนี้เกิดเรื่องใดขึ้นบ้าง”
“คุณชาย!”
ในดวงตากลมใสแวววาวมองมาที่เขาด้วยความเสียใจอย่างที่สุดที่ไม่อาจช่วยเหลืออันใดเขาได้
สี่หนิงเหอได้แต่เหยียดยิ้ม ถึงเป็นบุตรของนายท่านเหวินหม่า หากก็เป็นเพียงแค่ลูกเมียบ่าวที่ถูกทุกคนในบ้านรังเกียจจนถูกขับไล่ให้มาอยู่ยังเรือนหลังเล็กที่ทรุดโทรม หากเจอลมฝนฟ้าแรงสักหน่อยก็คงจะพังทลายลง
“บอกข้ามาเถิดเสี่ยวฝานข้าไม่เป็นอันใดหรอก” เพราะความรู้สึกที่มีต่อคนที่อยู่ในเรือนหลังนี้...มันมีแต่ความเจ็บปวดจนชินชาไปหมดแล้ว
“โธ่! คุณชายของบ่าว” เสี่ยวฝานหลั่งน้ำตากับความอาภัพของผู้เป็นนาย มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาบนใบหน้า ขณะเอ่ยเล่าให้ผู้เป็นนายฟังน้ำเสียงแผ่วเบาและตะกุกตะกัก
“บ่าวไปพบคุณชายนอนสลบอยู่ที่สวนใต้ต้นกุ้ยฮวา จึงพากลับมาที่ห้องแล้วไปตามท่านหมอมารักษา แต่...” ไม่มีใครสนใจเลยว่าคุณชายของเสี่ยวฝานจะอยู่หรือจากไป พวกเขาช่างใจดำเหลือเกิน
สี่หนิงเหอพยักหน้ารับ ขณะดวงตาก็เหม่อมองออกไปนอกเรือนที่อาศัยหลับนอน บาดเจ็บครานี้เขาลืมเลือนไปหลายเรื่อง หากเสียงหนึ่งที่คอยตอกย้ำอยู่ในศีรษะ
2
เขาจะเปลี่ยนแปลงชีวิตความเป็นอยู่ของตนเองให้ดีขึ้น...
โชคชะตาอยู่ที่ตัวเรากำหนด หาใช่คนอื่นไม่ หากยอมแพ้ก็เหมือนกับคนที่ตายไปแล้ว ชีวิตจะอยู่ยืนยาวนานแค่ไหน สู้และเปลี่ยนแปลง ก็จะรู้ด้วยตัวเอง!
“คุณชายนอนหลับไปสามวันเต็ม ๆ บ่าว...บ่าว...” เสี่ยวฝานพูดไม่ออก เขาไปตามท่านหมอให้มาดูคุณชาย แต่กลับถูกบ่าวรับใช้ของฮูหยินและคุณหนูขัดขวาง เขาทำได้เพียงแค่เช็ดเลือด หาผ้ามาพันไว้และคอยเช็ดตัวให้คุณชายที่นอนไม่ไหวติง มีเพียงแค่ลมหายใจแผ่วเบาเท่านั้นที่บอกว่ายังคงมีชีวิตอยู่
“เสี่ยวฝาน”
“ขอรับคุณชาย”
“ข้ายังต้องออกจากที่นี่ไปที่นั่นอยู่หรือไม่”
“ไป...ไปขอรับ”
“ยังเหลือเวลาที่ข้าจะอยู่ที่นี่อีกนานเท่าใด” เขาเอ่ยถามอย่างไม่รู้สึกเสียใจหรือน้อยใจแต่อย่างใด การไปที่นั่นในครั้งนี้ จะเท่ากับการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของเขา!
“แต่ช่างเถอะ จะมีเวลาเหลือเท่าไหร่ อย่างไรก็เปลี่ยนแปลงสิ่งใดมิได้ เจ้าช่วยเตรียมน้ำให้ข้าสักหน่อยเถิด ข้าอยากชำระล้างร่างกายเสียหน่อย”
“แต่...”
“มิเป็นไร ข้ามีสิ่งที่ต้องทำก่อนที่จะต้องไปจากที่นี่ ถ้าหากชักช้าไปคงไม่ทันการณ์” เขาบอกกับเสี่ยวฝานที่ออกอาการไม่ค่อยอยากจะทำตามสักเท่าใด
“เชื่อคำพูดของข้าเถอะเสี่ยวฝาน หลังจากนี้ไป ข้าจะทำตัวใหม่ เพื่อทำให้ข้าและเจ้ามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ข้าจะไม่ทำตัวอ่อนแอให้เป็นปัญหาอีกแล้ว ข้าให้สัญญา” เขายิ้มให้กับบ่าวรับใช้ที่ติดตามดูแลกันมาตั้งแต่ยังเป็นเด็กน้อย แม้มีโอกาสได้ไปยังยังที่ซึ่งดีกว่านี้ หากเสี่ยวฝานก็ยังเลือกที่จะอยู่ดูแลเขา คนที่กตัญญูรู้คุณและเป็นคนดีเช่นนี้ เขาจะปล่อยให้ลำบากได้เช่นไร
“ขอรับคุณชาย”
เมื่อเสี่ยวฝานกระวีกระวาดไปทำตามคำขอของข้าแล้ว ข้าก็พยุงตัวเองที่ค่อนข้างจะไร้เรี่ยวแรงขึ้นจากเตียงนอนเก่าที่ผุพังจนแทบจะใช้นอนไม่ได้แล้วไปเตรียมตัวชำระล้างร่างกายเพื่อจะไปคุยธุระอันสำคัญยิ่งกับผู้เป็นนายหญิง...ฮูหยินสี่อิงเหม่ย!
“ขอฮูหยินโปรดอภัยที่ข้าน้อยมารบกวนท่านยามกำลังพักผ่อนขอรับ”
สี่หนิงเหอประสานมือพร้อมโค้งคำนับให้แก่หญิงวัยกลางคนที่ปรายสายตาเกรี้ยวกราดมองมา
“ในเมื่อรู้ว่ามารบกวนก็รีบไสหัวกลับไปเสียสิ มาทางไหนก็กลับไปทางนั้นเลย”
คนกล่าวเป็นหญิงร่างบอบบาง ใบหน้าคิ้วคางช่างรับกันอย่างเหมาะเจาะกับเรียวปากอิ่ม รูปกายภายนอกของนางช่างงดงามประหนึ่งนางฟ้า หากวาจากลับ...สี่หนิงเหอแอบถอนหายใจ
“ข้าน้อยขออภัยคุณหนูใหญ่ด้วยขอรับ แต่การณ์นี้ถ้าหากมิได้มาบอกกล่าวให้กับฮูหยินได้จัดการแก้ไขอย่างเร็วไว คงมิทันท่วงทีขอรับ”
ฮูหยิงสี่อิงเหม่ยวางถ้วยชาในมือลงอย่างแรง “เจ้าจะมากล่าวโทษข้า เรื่องที่เจ้าบาดเจ็บแล้วข้ามิให้คนไปตามหมอมารักษา”
“เปล่า...เปล่าขอรับฮูหยิน ข้าน้อยมาด้วยเรื่องอื่นขอรับ” จะไม่รีบได้อย่างไรกันเล่า ก็ข้ามาหาความสบายให้กับตัวเองและหาทางออกให้กับตัวเองยามเมื่อต้องจากเรือนนี้ไปอย่างไรกันเล่า
“ถ้าไม่ใช่มาต่อว่าข้ากับท่านแม่ แล้วเจ้ามาด้วยเรื่องอันใด”
“น่าจะยังเหลือเวลาอีกหลายวันที่ข้าจะต้องจากเรือนหลังนี้ไป แต่เพราะข้าได้รับบาดเจ็บ มันทำให้ข้าได้คิดขอรับ...ตัวข้าเองก็เติบโตมาในเรือนแห่งนี้ แม้ไม่ใช่บุตรในอุทร หากท่านฮูหยินก็ดูแลข้าเป็นอย่างดี” กับผีนะสิ รังแกเสียจนข้าเกือบจะกลับบ้านเก่าเสียตั้งหลายครั้งหลายครา ถ้าไม่ใช่ว่าข้าเป็นคนดวงแข็ง คงไม่อยู่มาจนถึงตอนนี้หรอก
“เจ้าจะว่ากล่าวอันใดก็รีบพูดมา”
“ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ใช่บุตรที่สามารถเชิดชูได้ หากแต่ก็ถือว่าเป็นบุตรของนายท่านเหวินหม่า”
“เจ้าต้องการพูดอะไรกันแน่”
คุณหนูใหญ่ ท่านช่างเป็นคนที่ใจร้อนเสียจริง
“แม้ข้าจะต้องไปเป็นเพียงแค่อนุภรรยาแก่ท่านผู้นั้น” แม่ง! นี่มันบ้าเกินไปแล้ว ข้าก็เป็นบุรุษ ทำไมต้องไปอนุภรรยาให้กับบุรุษเช่นกันด้วย “แต่ตัวข้าควรจะต้องมีความรู้ติดตัวไปบ้างหรือไม่ขอรับ” ตัวข้าแค่พออ่านออกเขียนได้ แต่ก็ไม่ได้คล่องมากมายนัก ก่อนไปก็ควรจะต้องศึกษาเพิ่มเติมเอาไว้
“แต่เจ้าก็อ่านออกเขียนได้”
“ใช่ขอรับคุณหนูใหญ่ แต่ท่านคิดว่าการที่ข้าอ่านและเขียนได้เฉพาะชื่อของตนเองจะไม่เป็นปัญหาหรือขอรับ” ข้าถามให้คุณหนูใหญ่และท่านฮูหยินได้คิด
“เจ้าประเมินตัวเองสูงเกินไปหรือเปล่า แค่ฝึกอ่านเขียนแค่วันสองวันคงไม่ทำให้เจ้าฉลาดขึ้นหรอกนะ”
ข้าได้แต่ยิ้ม...คนไม่รู้ ย่อมไม่ผิด แต่คนที่ไม่คิดจะใฝ่รู้ต่างหากเล่า ที่ผิด สำหรับตัวข้านั้น ถ้าหากแสดงออกว่าอ่านออกเขียนได้มากเกินกว่าที่ได้เรียนรู้ คนฉลาดเช่นฮูหยินสี่อิงเหม่ยหรือจะไม่สงสัย เขาถึงได้พูดกันว่า ทำอันใดควรจะเหลือทางไว้อีกสาย ถ้าหากมันพลาดพลั้ง จะได้มีทางออกให้กับเรื่องที่ทำ แต่นั่นก็จะต้องหมายถึง เรื่องที่ทำไม่ร้ายแรงจนไม่อาจจะให้อภัยได้
“ขอบคุณที่คุณหนูใหญ่เป็นห่วงข้าขอรับและข้าเข้าใจในความกังวลของคุณหนูใหญ่ แม้เวลาที่ได้ร่ำเรียนจะไม่กี่วัน สิ่งที่ได้จะมากหรือน้อยก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับความสามารถที่ตัวข้ามีแล้ว แต่ข้าจะทำให้ดีที่สุด จะไม่ให้คุณหนูใหญ่ผิดหวังและขายหน้าเป็นเด็ดขาดขอรับ”
“ฮึ!”
เมื่อเห็นว่าสี่ซูเจียวไม่อาจจะโต้ตอบกลับมาได้และฮูหยินก็เพียงแค่มองมาอย่างไม่สนใจหากแต่ก็รับฟัง มันก็ทำให้ข้ากล้าที่จะเอ่ยในเรื่องต่อไป
“ตัวข้าเพิ่งฟื้นจากไข้ ควรจะต้องได้รับอาหารที่ดีและมีประโยชน์กับร่างกายบ้าง”
“เจ้าจะหาว่าท่านแม่ดูแลเจ้าไม่ดี ไม่ได้รับความยุติธรรมเช่นนั้นหรือ”
“ปะ...เปล่าขอรับคุณหนูใหญ่ เห็นทีว่าท่านคงจะตีความในคำพูดของข้าน้อยผิดไปเสียแล้วขอรับ...คุณหนูใหญ่ดูข้าสิขอรับ” เขายื่นมือที่เล็กราวกับเด็กไปให้คุณหนูใหญ่ดู
“ที่นี่ทุกคนล้วนแล้วแต่มีงานต้องทำ ไม่มีใครสนใจใคร แต่หากไปที่นั่น...คนที่นั่นเห็นข้าเป็นแบบนี้ก็คงจะตกใจเป็นยิ่งนัก อาจคิดไปได้ว่าเราเล่นตลกหลอกลวง จะกล่าวอ้างว่าไม่สบาย เพิ่งฟื้นจากป่วยไข้ก็ฟังดูจะไร้เหตุผล ไม่น่าเชื่อถืออยู่ดี ถ้าหากทางนั้นคิดว่าทางเราส่งใครก็ไม่รู้ ไม่ได้เป็นอะไรกับท่านฮูหยินและนายท่านเหวินหม่าไป...หรือไม่ขอรับ” เขารู้ว่าฮูหยินเป็นคนฉลาด ย่อมฟังความต้องการของเขาออก แต่แล้วอย่างไรเล่า เขาพูดความจริงนี่นา
“อีกเรื่องที่ข้าน้อยเห็นทีจะต้องขอความกรุณาจากฮูหยิน...อาภรณ์ที่สวมใส่และของใช้สอย”
“ที่พูดมาทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า...”
“ซูเจียว”
“แต่ท่านแม่...ท่านดูที่มันพูดออกมาสิ แค่อ้าปากก็รู้แล้วว่ามักใหญ่ใฝ่สูงแค่ไหน มันกำลังจะทำตัวเทียบเทียมข้าและเจ้ารองอยู่นะท่านแม่”
สี่ซูเจียวออกอาการฮึดงัดไม่พอใจอย่างยิ่ง พลางชักแม่น้ำทั้งห้าเพื่อให้ผู้เป็นมารดาเชื่อและหาทางลงโทษเขา ทว่าคราวนี้คำพูดของข้าล้วนแล้วแต่ถูกกลั่นกรองมาอย่างดีแล้วและมีน้ำหนัก ทำให้เชื่อได้ว่าหวังดีต่อตระกูลสี่จริง ๆ เมื่อเห็นว่าผู้เป็นมารดาไม่คิดจะใส่ใจคำที่นางพูด นางจึงหันมาถลึงตาใส่ข้า ในสมองอันด้อยปัญญาของนางคงกำลังคิดว่าจะเล่นงานข้าอย่างไรดี แต่ฮึ! คราวนี้เห็นทีข้าคงจะไม่ยอมให้นางสมหวังเสียแล้วล่ะ
“คุณหนูอย่าตีความหมายที่ข้าพูดไปผิดเลยนะขอรับ ยังไงที่นี่ก็เป็นบ้านของข้า ข้า...ข้าย่อมไม่ต้องการให้ใครได้รับความเดือดร้อน” เขาพูดเสียงเบาและเศร้า แต่ในใจนั้นกลับคิดไปคนละทาง ใครจะเป็นเช่นไรก็ช่าง ข้าไม่สนใจเลยสักนิด แต่เพราะข้าต้องการให้คนที่นี่หายไปให้หมด
“เจ้า!”
3
“แม้ท่านพ่อจะไม่รักข้า แต่ที่ท่านทำเช่นนี้ก็ย่อมจะต้องมีเหตุผล ท่านคงคิดหวังให้ข้าช่วยการณ์ท่านในอนาคต ถ้าหากข้าพอมีความรู้ติดตัวไปบ้าง รูปร่างก็ไม่ได้ผ่ายผอมอย่างเช่นตอนนี้ อาภรณ์ที่สวมใส่ก็ดูดี ย่อมเป็นการเปิดทางให้ท่านพ่อได้ทำตามที่หวัง...ใช่หรือไม่ขอรับท่านฮูหยิน”
ไม่ใช่ความหวังของบุรุษผู้นั้นหรอก หากเป็นตัวฮูหยินสี่อิงเหม่ยเองต่างหากเล่าที่ต้องการเปิดเส้นทางการค้าใหม่ การส่งเขาไปเป็นอนุภรรยาของบุรุษผู้นั้นเป็นเพียงแค่การเปิดประตูเท่านั้น ที่นางหวังจริง ๆ นั้นคือการส่งบุตรีไปเป็นภรรยาของเหล่าเชื้อพระวงศ์ที่มีอำนาจมากพอและหวังให้บุตรชายคนใดคนหนึ่งรับราชการ เพื่อเชิดหน้าชูตาและเป็นขุมอำนาจไว้ต่อรองต่างหากเล่า
“อย่าไปเชื่อมันนะเจ้าค่ะท่านแม่ มันกำลังใช้เรื่องนั้นมาข่มขู่ คิดจะทำตัวเสมอลูก น้องรองและน้องสาม”
“แต่ถ้าฮูหยินคิดว่าสิ่งที่ข้าได้กล่าวไปนั้นเป็นเช่นดังที่คุณหนูใหญ่ได้กล่าว ข้าก็ต้องขออภัยด้วย ข้ารบกวนฮูหยินนานแล้ว คงจะต้องขอตัวก่อนขอรับ”
ต้องการสิ่งใดอย่ารุกไล่ให้มากจนเกินไป เดี๋ยวจะถูกจับพิรุธได้ แต่เขาเชื่อว่าคนฉลาดเช่นฮูหยินสี่อิงเหม่ยที่สามารถทำให้สามีที่ไม่เอาไหนกลายเป็นพ่อค้าที่มีชื่อ และยังสามารถครองตำแหน่งฮูหยินเพียงหนึ่งเดียวของสี่เหวินหม่าได้โดยไม่สั่นคลอน ยกเว้นมารดาของเขานะ เพราะนั่นนะ...มันเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้นจริง ๆ นางยังสามารถควบคุมคนในเรือนให้เชื่อฟัง...คนเช่นนี้ไม่เพียงแค่ฉลาดแต่ยังเก่งคิดและมองการณ์ไกลด้วย ซึ่งเขาไม่ควรประมาทมองข้ามไปโดยเด็ดขาด
“ข้าจะสั่งให้พ่อบ้านฉางจัดการให้ เจ้าต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมก็บอกไป”
“ท่านแม่!” สี่ซูเจียวกระทืบเท้าด้วยความขัดอกขัดใจ
“หวังว่าสิ่งที่ข้าทำลงไป คงจะไม่เสียเปล่า”
นั่นไง เป็นอย่างที่เขาว่าใช่ไหมล่ะ สี่อิงเหม่ย...นางไม่ยอมทำอะไรให้ใครโดยไม่หวังผลตอบแทน
“ข้าจะทำไม่ทำให้ฮูหยินผิดหวังขอรับ” ได้...ข้าจะจดจำไว้ มีโอกาสข้าจะตอบแทนพระคุณ...อย่างดีเชียวล่ะ!
ข้าเดินจากมา หากหูก็ได้ยินสี่ซูเจียวโวยวายพลางตัดพ้อผู้เป็นมารดาของตนเองที่ยอมทำตามคำขอของเขา
ฮึ! นางช่างเป็นผู้หญิงที่มีแต่รูปร่างที่สวยงามชวนมอง หากสมองกลับเล็กน้อย คงมีไว้คั่นใบหูเท่านั้น...ละมั่ง!
“คุณชาย!”
เพียงแค่เห็นหน้าข้าเท่านั้น บ่าวรับใช้ผู้แสนดีและแสนจะซื่อสัตย์ก็ร้องเรียกและรีบวิ่งมาหาอย่างรวดเร็ว ใบหน้านั้นตื่นตระหนกและหวาดกลัวระคนห่วงใยในตัวข้าเป็นยิ่งนัก มันทำให้ข้ารู้ว่าคิดไม่ผิดในสิ่งที่คิดจะทำลงไปหลังจากนี้
ข้าส่งยิ้มให้กับเสี่ยวฝาน “กลับเรือนของเรากันเถอะ” ข้าบอกและเดินนำไป
“แล้ว...” เสี่ยวฝานหันรีหันขวาง ก่อนจะรีบสาวเท้าเดินตามมาอย่างรวดเร็ว
“นางเป็นคนฉลาด สิ่งที่ข้าไปบอกกล่าว นางได้ประโยชน์มากกว่าใคร แล้วทำไมนางถึงไม่ทำเล่า” ข้าบอกกล่าวกับเสี่ยวฝานที่ยังคงมีความกังวลใจอยู่
“จากนี้ไปพวกเรามีเรื่องต้องทำมากมาย เจ้าเตรียมตัวให้พร้อมนะเสี่ยวฝาน” โอกาสที่ได้รับมามีเพียงแค่ครั้งเดียวเท่านั้น ทำพลาดไป ข้าไม่กลัว เพราะถือว่าได้ทำแล้วและผลก็ย่อมต่างจากที่เคยเป็นมา หากไม่ทำต่างหากเล่า นั่นคือความน่าเสียดายและเสียใจ เพราะจุดจบของข้าก็จะยังคงเป็นเช่นเดิม
“ขอรับคุณชาย”
“อย่างแรก ข้าจำได้ว่าเจ้าสามารถออกนอกเรือนไปได้โดยไม่มีใครสงสัยใช่หรือไม่” หลังจากฟื้น ความทรงจำที่ข้ามี...มันเลือนรางเป็นเสมือนม่านหมอกที่ปกคลุมไปเสียจนหมดสิ้น แต่ก่อนหน้าจะเกิดเรื่องราว บางครั้งข้าก็มีความรู้สึกสะท้อนก้องอยู่ในหัว มันจะมีบางอย่างเกิดขึ้น แต่เมื่อข้าเพ่งพิศคิดและมอง กลับปวดจนศีรษะแทบจะแตก ข้าจึงทำได้เพียงแค่เตรียมตัวรับมือเท่านั้น แต่ความทรงจำหนึ่งที่เหลืออยู่และฝังแน่นในดวงจิต นั่นคือ...ข้าต้องรอด!
“ขอรับ คุณชายจะให้ข้าทำอันใดขอรับ”
ข้ารู้ว่ามีงานให้เสี่ยวฝานทำ หากในหัวกลับว่างเปล่า คิดมิออกเลยว่าจะต้องทำสิ่งใด
โว้ย! ใครมันช่างกลั่นแกล้งข้ากันเนี่ย เอาความทรงจำข้าคืนมานะ
นึกสิ...นึกให้ออกสี่หนิงเหอ เจ้าต้องทำเรื่องใดกันแน่!
“คุณชายขอรับ”
“หือ...มีอันใดรึเสี่ยวฝาน” ข้าหยุดคิดถึงเรื่องที่จะให้เสี่ยวฝานไปทำชั่วคราว ก่อนจะก้มลงมองบ่าวข้างกายที่คิดไม่ตกว่าควรจะบอกกล่าวสิ่งที่ได้รับรู้มาให้ข้ารู้หรือไม่ แต่ถ้าให้ข้าคาดเดา ก็คงจะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องอาการบาดเจ็บของตัวข้านั่นแหละ ถ้าให้คาดเดาเพิ่มเติม...คนที่ทำร้ายข้านั่นก็คงจะไม่พ้น...
“คุณชายรองรู้เรื่องที่คุณชายฟื้นแล้วนะขอรับ”
นั่นไง...ข้าก็คิดเอาไว้แล้วล่ะ เพราะลำพังเพียงบ่าวไพร่นั้นก็ไม่มีใครกล้าที่จะทำร้ายข้าจนถึงกับเลือดตกยางออกหรอกนะ ถึงจะอยากเอาใจผู้เป็นนายก็ตามเถอะ
ข้าได้แต่หัวเราะ ความทรงจำข้าผุดขึ้นมาว่า...เคยถูกบ่าวไพร่และก็คุณชายรองทำร้ายมาหลายครั้งมาก เอาเรื่องไปฟ้องฮูหยินและนายท่านแล้ว ก็พูดทำนองว่า...
เดี๋ยวจะจัดการตักเตือนให้ หรือไม่ก็...
ทำไมชอบทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แค่เล่นกันในหมู่พี่น้องไม่ใช่รึ บาดเจ็บนิดหน่อย จะเป็นอะไรไปเล่า ถือเสียว่าเป็นการฝึกฝนร่างกาย
ฮึ! เวลาที่ตัวเขาถูกทำร้าย ช่างกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างเลือดเย็นยิ่งนัก หากเมื่อใดที่ข้านั้นเผลอทำร้ายคุณชายรองลงไป...ข้าจะต้องถูกลงโทษ ไม่ถูกโบยจนเนื้อแทบจะปริแตก เลือดไหลซิบ ก็จะถูกกักขังให้สำนึกผิดอยู่ที่เรือนนอนและให้อดอาหาร
ช่างมีความยุติธรรมเสียเหลือจะกล่าว!
“ก็ไม่ได้ตายเสียหน่อย ทำไมจะไม่ฟื้นเล่า” ความจริงที่ลงมือนั้น คงคิดจะให้ข้าตายไปนั่นแหละ แต่เผอิญว่าคราวนี้ข้ามันคนดวงดี...หรือเปล่า แค่ดวงมันแข็งเกินไปเท่านั้นแหละ ก็เลยรอดชีวิตกลับมาเสียได้ ดูท่าทางว่า คุณชายรองคงจะผิดหวังเป็นอย่างสูง
จะว่าไปก็...อยากเห็นหน้าเขียวหน้าเหลืองของคุณชายชะมัด
“คุณชายรองกล่าวว่า...ถ้าคุณชายกล้านำเรื่องที่เกิดขึ้นไปฟ้องฮูหยิน คุณชายรองจะ...”
“ข้าจะทำอย่างนั้นทำไมกันเล่าเสี่ยวฝาน อย่างไรเสียนั่นก็เป็นบุตรชายสุดที่รักของฮูหยินเชียวนะ” บุตรชายผู้ไม่เอาไหน นอกจากจะเกรกมะเหรกเกเรแล้ว ยังจะเจ้าชู้เสียจนน่ากลัวว่าจะอยู่ไม่ถึงแก่ ไม่ได้จะแช่งชักอะไรหรอกนะ แต่เชื่อเถอะว่าคุณชายรองนะ...ตายก่อนวัยอันสมควรแน่
“ถึงบอกไป ฮูหยินก็ไม่เชื่ออยู่ดี ไหนจะคุณหนูใหญ่ซูเจียวอีก คงหาว่าข้าใส่ความน้องชายผู้แสนจะดีเลิศเพราะความอิจฉาริษยาเสียมากกว่า คนเช่นนี้เราอย่าไปเสียเวลาด้วยเลย ปล่อยให้เขาได้พบเคราะห์กรรมที่เขากระทำลงไปด้วยตัวเขาเองเถอะ”
“ขอรับคุณชาย”
ว่าแต่...ข้าจะให้เสี่ยวฝานทำอันใดกันน่ะ? ทำไมข้าถึงได้คิดไม่ออก แล้วแวบหนึ่งในสมองอันขาวโพลนของข้าก็ผุดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
มันคือความทรงจำก่อนจะตาย ที่ตอกย้ำให้ข้าจดจำไม่อาจจะลืมเลือนได้เลย ข้า...ต้องรอดชีวิต! จะได้ท่องเที่ยวไปอย่างอิสรเสรี จะไปได้ก็ต้องมีเงินไว้ใช้จ่ายและ...ใช่! อีกเรื่องที่สำคัญไม่ต่างกัน อาหารรสเลิศที่แสนจะอร่อยล้ำเหลือและเพียงพอที่จะทำให้ข้ากับเสี่ยวฝานอิ่ม ข้าจะไม่อยู่อย่างอดอยากปากแห้งจนรูปกายผอมแห้ง เรี่ยวแรงไม่มี เหมือนคนพิกลพิการอีกแล้ว เมื่อไปที่โน่น ข้าจะต้องกินดีอยู่ดีมีอาภรณ์ที่อุ่นสบายใจ ดังนั้นข้าต้องมีวิธีการหาเงิน!
“เรื่องนี้สำคัญยิ่ง เราคงต้องไปคุยกันที่เรือนข้าแล้วละเสี่ยวฝาน” ข้าลืมไปได้เช่นไร ที่นี่หูตาของพวกนางนั้นเต็มไปหมด เพียงแค่ขยับกายก็เหมือนกับจะจำแลงแปลงกายเป็นแมลงบินไปแจ้งข่าวกันเสียแล้ว
เฮ้อ! ช่างน่าสมเพชเสียนี่กระไร