เพราะในตู้เสื้อผ้าไม่มีชุดสวยๆ ใดเลยที่พอจะใส่ไปงานเลี้ยงหรูหราได้ และหล่อนก็ไม่อยากจะไปหยิบชุดราคาแพงของกานติมามาสวมใส่อีก หล่อนจึงกำเงินออกมาจากคฤหาสน์หรู เพื่อมาหาซื้อชุดราตรีเพื่อใส่ไปงานเลี้ยง
“เชิญค่ะ คุณลูกค้า ไม่ทราบว่าสนใจชุดประมาณไหนคะ”
ทันทีที่เหยียบย่างเข้ามาภายในร้านเสื้อที่ตั้งอยู่ริมถนน พนักงานสาวสวยก็รีบออกมาต้อนรับ แม้จะมองหล่อนด้วยสายตาเหยียดๆ หน่อย เพราะการแต่งกายแสนธรรมดาของหล่อนก็ตาม
“เอ่อ... ต้องการชุดราตรีสักชุดน่ะค่ะ เอาแบบที่ถูกที่สุดในร้านนะคะ”
“ถ้าถูกที่สุดในร้านก็ประมาณชุดล่ะแปดพันค่ะคุณลูกค้า”
ทันทีที่ได้ยินราคา ปรางสิตาก็เบิกตาโต ก่อนจะควักเงินออกมาจากกระเป๋ากระโปรง แล้วนับ โดยมีสายตาเหยียดๆ ของพนักงานสาวสวยมองอยู่ตลอดเวลา เพราะลุ้นว่าลูกค้าที่แต่งตัวกระจอกจะมีเงินจ่ายค่าชุดที่ราคาถูกที่สุดในร้านของตนเองหรือเปล่า
“สองหมื่นแปด สองหมื่นเก้า สามหมื่น...”
ปรางสิตานับธนบัตรครบทุกใบแล้วก็เงยหน้าขึ้นระบายยิ้มผ่อนคลายให้กับคู่สนทนา ซึ่งพนักงานขายเองก็ยิ้มกว้างทันทีเมื่อรู้ว่าลูกค้ามีเงินพอซื้อชุดในร้าน
“ฉันมีสามหมื่นค่ะ แต่ขอแค่ชุดละแปดพันก็พอค่ะ เพราะฉันต้องไปหาซื้อรองเท้า กับกระเป๋าถือใบเล็กๆ อีกสักใบ” ปรางสิตาบอกคู่สนทนาไปตามความจริง
“งั้นเอาอย่างนี้ไหมคะ ทางร้านของเรามีทั้งชุด รองเท้า และกระเป๋าตามที่คุณลูกค้าต้องการค่ะ เดี๋ยวดิฉันจะจัดรวมชุดให้ เอาที่เข้ากัน และราคารวมกันไม่เกินงบของคุณลูกค้านะคะ สนใจไหมคะ”
“เอ่อ...”
“ถ้าซื้อทั้งชุด กระเป๋า และรองเท้าจากร้านของเรา จะได้ส่วนลดค่ะ ซึ่งดิฉันมั่นใจว่าคุณลูกค้าหาราคางามๆ แบบนี้ที่ไหนไม่ได้อีกแล้วละค่ะ”
ปรางสิตาไม่เคยมีประสบการณ์เช่นนี้มาก่อนจึงทำได้แค่คล้อยตามคำชี้ชวน
“งั้น... รบกวนด้วยค่ะ”
“ขอบคุณมากค่ะ”
พนักงานสาวฉีกยิ้มกว้าง กล่าวขอบคุณ และพาหล่อนเข้าไปเลือกชุดด้านในของตัวร้าน
“คุณลูกค้าต้องการชุดสีอะไรเหรอคะ มีสีในใจไหมเอ่ย ถ้าไม่มีดิฉันจะได้ช่วยเลือกให้ค่ะ”
“ฉันชอบเกือบทุกสีเลยค่ะ เลยไม่รู้ว่าควรจะใส่ชุดไหนดี หากจะไปงานเลี้ยงตอนกลางคืน”
“งั้นสีทองไหมคะ ขับผิวด้วยค่ะ ยิ่งผิวคุณลูกค้าขาวปานน้ำนมแบบนี้ ต้องสีทอง เหมาะแน่นอนค่ะ”
“เอ่อ... งั้นก็ได้ค่ะ”
พนักงานขายสาวระบายยิ้ม ก่อนจะผายมือเชื้อเชิญไปทางชุดสีทองที่มีให้เลือกอยู่สี่ห้าชุด
“ชอบยาว ชอบสั้น หรือชอบแบบไหน ลองเลือกก่อนนะคะ”
ปรางสิตามองชุดราตรีสวยๆ ตรงหน้าด้วยความชื่นชม มันสวยทุกชุดเลย และหล่อนก็เลือกไม่ถูกเลยจริงๆ จนพนักงานขายต้องเสนอแนะขึ้น
“ให้ดิฉันช่วยเลือกไหมคะ”
“เอ่อ ได้ค่ะ” ปรางสิตาระบายยิ้มเกรงใจ
พนักงานขายมองรูปร่างของหล่อน ก่อนจะตัดสินใจแนะนำชุดราตรีสีทองพอดีมาให้ ความยาวของมันเหนือหัวเข่าขึ้นมาสูงพอสมควรเลยทีเดียว
“คุณลูกค้าน่าจะเหมาะกับชุดนี้ค่ะ”
“เอ่อ... มันจะไม่... สั้นไปใช่ไหมคะ”
“ไม่นะคะ โชว์ขาเล็กๆ เซ็กซี่ออกค่ะ และที่สำคัญ หุ่นคุณลูกค้าถือว่าดีเลยทีเดียว มีหน้าอก มีเอว สะโพกก็ผาย ก้นก็งอน รับรองเลยค่ะว่าชุดนี้เกิดแน่นอน”
ปรางสิตายังคงรู้สึกไม่มั่นใจนัก “คือฉัน... ไม่อยากจะเด่นอะไรหรอกค่ะ แค่ให้มีใส่ไปงานโดยไม่อายคนอื่นก็พอค่ะ”
“ชุดนี้นี่แหละค่ะ ใส่ยังไงก็ไม่อายใครค่ะ หรูและเซ็กซี่เล็กๆ เชื่อดิฉันเถอะค่ะ”
เมื่อถูกคะยั้นคะยอหนักเข้า ปรางสิตาก็เกรงใจ ไม่กล้าที่จะขัดข้อง จำต้องตอบรับ
“งั้น... เอาชุดนี้ก็ได้ค่ะ”
“โอเคค่ะ งั้นเชิญคุณลูกค้าเข้าไปลองชุดเลยนะคะ เสร็จแล้วก็ไปให้ดิฉันดูที่หน้าร้านนะคะ”
“ได้ค่ะ” ปรางสิตาตอบรับ
พนักงานขายส่งชุดให้กับหล่อน ก่อนจะพูดขึ้น
“งั้นเดี๋ยวดิฉันขอไปเลือกกระเป๋าถือให้เข้ากับชุดก่อนนะคะ ส่วนรองเท้ารอคุณลูกค้าออกไปเลือกด้วยกันค่ะ”
“ค่ะ” ปรางสิตาตอบรับอีกครั้ง ก่อนจะเดินหายเข้าไปในห้องแต่งตัว และจัดการเปลี่ยนชุด
“คุณชอบชุดร้านนี้หรือ” คาฟาห์เอ่ยถามคู่ควงคนล่าสุดของตนเองด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนจะเดินไปทรุดตัวนั่งลงบนโซฟาตัวยาวที่ทางร้านจัดเอาไว้ต้อนรับลูกค้า
“ใช่ค่ะ ร้านนี้ออกแบบสวยดีค่ะ” ชลันดา นางแบบสาวสวยที่ตอนนี้กำลังอยู่ในสถานะคู่นอนของนักธุรกิจหนุ่มผู้ร่ำรวยอย่างคาฟาห์ระบายยิ้มหวาน
“งั้นเชิญคุณเลิกตามสบาย ผมจะนั่งรอตรงนี้”
“ไม่เข้าไปเลือกด้วยกันเหรอคะ คาฟาห์”
“ไม่ละ ผมไม่ชอบ” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่เต็มไปด้วยความหนักแน่นจนชลันดาไม่กล้าเซ้าซี้ต่อ
“ก็ได้ค่ะ งั้นดาขอตัวสักครู่นะคะ”
“ตามสบาย ไม่ต้องรีบ”
“ขอบคุณค่ะ”
ชลันดาเดินตามพนักงานขายอีกคนหนึ่งของร้านเข้าไปเลือกชุดด้วยความกระตือรือร้นและดีใจ เพราะคนที่จะจ่ายเงินให้ก็คือคาฟาห์นั่นเอง
หล่อนแค่นอนกับเขายามที่เขาเรียกหา แลกกับข้าวของมากมายที่เขาปรนเปรอให้อย่างเต็มที่ และหากโชคดีจริงๆ เขาอาจจะติดใจหล่อนจนเลือกหล่อนเป็นภรรยาในอนาคตก็เป็นได้
“สนใจชุดแบบไหนคะ คุณลูกค้า”
“ฉันต้องการชุดที่แพงที่สุดในร้าน”
พนักงานขายตาโต และฉีกยิ้มกว้าง “ได้เลยค่ะ จะนำมาให้ทุกแบบเลยค่ะ”
แล้วชลันดาก็เดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นุ่ม ตวัดขาเรียวสวยไขว่ห้างรอคอยชุดเลิศหรูที่กำลังจะตกมาเป็นของตนเอง
ปรางสิตาเดินกระมิดกระเมี้ยนออกมาจากห้องแต่งตัว และเดินตรงมายังหน้าร้านตามที่พนักงานขายสั่งเอาไว้ โดยมัวแต่มองชุดของตัวเอง จนไม่ทันได้เห็นว่ามีผู้ชายอีกคนหนึ่งนั่งอยู่บนโซฟาตัวยาว
“เอ่อ... ฉันว่าชุดนี้มันค่อยๆ รัดรูปไปหน่อยน่ะค่ะ”
พนักงานขายที่ในมือถือกระเป๋าถือเอาไว้สองใบเดินมาพอดี จึงเอ่ยขึ้นหลังจากกวาดตามองไปทั่วทั้งเรือนร่างของปรางสิตา
“ไม่นะคะ มันพอดีมากเลยต่างหากค่ะ สวยมากด้วย ชุดนี้คุณลูกค้าได้โชว์หุ่นเต็มที่เลยค่ะ”
“แต่ฉัน... รู้สึกว่ามันรัดเกินไป แล้วก็... รู้สึกโป๊ด้วย”
“ไม่เลยค่ะ สวยมาก ยิ่งใส่ชุดนี้ ยิ่งทำให้หุ่นของคุณลูกค้าสวยตรึงตราตรึงใจผู้พบเห็นค่ะ เชื่อฉันเถอะค่ะ”
“แต่ฉัน...” ปรางสิตายังคงเป็นกังวล มือพยายามดึงชุดสวยให้มันไม่รัดเนื้อตัวของตนเองจนเห็นสัดส่วนสาวอล่างฉ่างแบบนี้อย่างสุดความสามารถ แต่ก็ทำได้ไม่ถนัดนัก “ไม่ค่อยมั่นใจเลยค่ะ มันรัดๆ ยังไงก็ไม่รู้”
“แต่ชุดนี้มันจะทำให้จุดประสงค์ของเธอสัมฤทธิ์ผลได้ง่ายดายกว่าใส่กระโปรงทรงสุ่มนะ กานติมา”
หลังจากที่สามารถหุบปากที่เผยอค้างเพราะตกตะลึงกับหุ่นอวบอิ่มงดงามของสตรีในชุดสีทองตรงหน้าได้แล้ว คาฟาห์ก็กลบเกลื่อนความรู้สึกแท้จริงของตนเองด้วยการกัดฟันเค้นเสียงเหยียดหยามออกมา
น้ำเสียงกระด้างที่เต็มไปด้วยความดูแคลนทำให้ปรางสิตาหันไปมอง และก็ต้องหน้าแดงก่ำเมื่อเห็นเขา...
ใช่ เขานั่นเอง ผู้ชายที่จงเกลียดจงชังหล่อนตั้งแต่แรกเห็นหน้า
เขามาอยู่ที่นี่ได้ยังไงกันนะ?
“คุณ...?”
คาฟาห์ยิ้มหยัน ลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขณะเดินมาหยุดตรงหน้าของผู้หญิงที่ตนเองเข้าใจว่าคือกานติมา แม่หม้ายสาวพราวเสน่ห์จอมหิวเงิน
สายตาคมกริบจ้องมองไปตลอดร่างสาวอวบอิ่มของผู้หญิงตรงหน้า ลมหายใจของเขากระตุกไหวหลายครั้งติดเมื่อดวงตาปะทะเข้ากับความอวบอิ่ม เต่งตึง ของเจ้าหล่อน
ทำไมผู้หญิงตรงหน้าถึงมีเซ็กซี่นักนะ หล่อนไม่ได้ผอมแห้งบอบบางเหมือนกับผู้หญิงที่กำลังจะลากขึ้นเตียง หล่อนมีหน้าอกที่ใหญ่โต เอวคอดเล็กจนคิดไม่ออกว่าหล่อนมีไส้ด้วยหรือไม่ สะโพกกลมกลึงผึ่งผาย ก้นก็งอนงามจนน่าขยำด้วยฝ่ามือ
ผู้หญิงรูปร่างแบบนี้ไงที่บิดาของเขาโปรดปราน ไม่อ้วน ไม่ผอม มีน้ำมีนวลเปล่งปลั่ง และไม่ใช่แค่บิดาของเขาคนเดียวหรอกที่ชื่นชอบผู้หญิงหุ่นทรงนาฬิกาทรายแบบนี้ เขาเชื่อว่าผู้ชายทั้งโลก ไม่เว้นแม้แต่ตัวเขาเองก็ชื่นชอบเช่นกัน
กรามแกร่งของคาฟาห์ขบกันแน่น เขาต้องใช้ความพยายามมากมายในการขจัดตัณหาราคะออกไปจากสมอง เขาไม่ควรจะรู้สึกอะไรกับผู้หญิงแพศยามากเล่ห์คนนี้ แต่ทำไมนะ ไอ้สิ่งที่ไร้สมองที่ซ่อนตัวอยู่ในเป้ากางเกงถึงได้แข็งชันขึ้นมาแบบนี้
“ดีใจนะที่เธอจำฉันได้”
หล่อนต้องจำเขาได้อยู่แล้ว ในเมื่อไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ผู้คนมากมายเท่าไหร่ แต่เขาก็โดดเด่นดึงดูดสายตาของทุกคนได้เสมอ ไม่เว้นแม้แต่หล่อน
“เอ่อ... ค่ะ”
คาฟาห์ยิ้มเยาะ หยุดไล่สายตาสำรวจตรวจตราราวกับประเมินราคาหญิงสาว และจ้องลึกเข้าไปในดวงตากลมโตของเจ้าหล่อนแทน
“ซึ่งฉันก็จำเธอได้เหมือนกัน”
สายตาดูถูกเหยียดหยามของผู้ชายตรงหน้า ทำให้ปรางสิตาหน้าแดงก่ำ อับอายจนต้องรีบขยับตัวออกห่างยิ่งขึ้น เพราะไอร้อนแสนร้ายกาจจากเรือนกายล่ำสันของเขาทำให้หล่อนวิงเวียน
“ขอบ... ขอบคุณที่จำฉันได้ค่ะ”
หล่อนหมุนตัวจะเดินเข้าไปภายในห้องดูชุดอีกครั้ง แต่คงเพราะรีบร้อนมาก ทำให้สะดุดขาของตัวเอง และแน่นอนหล่อนกำลังจะล้มลงก้นจ้ำเบ้ากับพื้นหากไม่มีมือใหญ่ตวัดรวบเอวคอดเอาไว้เสียก่อน และไม่ใช่ใครที่ไหนที่ช่วยเหลือหล่อน แต่คือเขา
“เอ่อ... ขอบคุณค่ะ”
ดวงตาของหล่อนสบประสานกับดวงตาคมกริบโดยบังเอิญ แล้วก็เหมือนกับตัวเองถูกดูดหายเข้าไปในดวงตาคู่นั้น หล่อนหอบหายใจระรัว เพราะออกซิเจนในกายเริ่มน้อยลงไปทุกขณะ ร่างกายคล้ายกับเทียนไขที่ตั้งอยู่กลางแดดจ้า มันกำลังจะละลายในไม่ช้า
บ้า... มันบ้ามากที่หล่อนรู้สึกรุนแรงแบบนี้กับผู้ชายที่ป่าวประกาศออกมาอย่างชัดเจนว่าเกลียดชังหล่อน แต่... แต่เขาหล่อเหลาเหลือเกิน หล่อจนขโมยหัวใจของหล่อนไปได้ตั้งแต่แรกสบตา
ไม่ใช่แค่ปรางสิตาคนเดียวหรอกที่รู้สึกว่าตกลงไปในเหวอันเต็มไปด้วยความร้อนแรง แต่คาฟาห์เองก็ไม่ต่างกัน เขารู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุน รู้สึกราวกับว่าผู้หญิงในอ้อมแขนคือนางโลมยั่วใจ หล่อนนุ่มนิ่มไปทั้งตัว ไม่ว่าจะสัมผัสตรงไหน
แถมยิ่งได้อยู่ใกล้ชิดแบบนี้ กลิ่นหอมอ่อนๆ ราวกับทุ่งดอกไม้ป่าก็ฟุ้งเข้ามาในจมูก มันทำให้เขามึนเมา และแข็งชันไปทั้งตัว
เขาต้องเป็นบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่รู้สึกทางเพศกับแม่หม้ายชื่อคาวกระฉ่อนเมืองอย่างกานติมา
คาฟาห์ต้องใช้ความพยายามทั้งหมดของตนเอง จึงสามารถปล่อยร่างอรชรออกจากอ้อมแขนได้สำเร็จ ก่อนที่เขาจะเป็นฝ่ายถอยหลังออกไปเสียเอง
มือใหญ่ยกขึ้นเสยเส้นผมดกดำหลายครั้งติด ก่อนจะมองแม่ผู้หญิงที่สร้างความปั่นป่วนให้กับกายหนุ่มอย่างเดือดดาล
“ถึงฉันจะร่ำรวยมาก แต่ฉันก็ไม่ใช่ผู้ชายสูงวัยอย่างที่เธอนิยม ดังนั้นอย่ามาอ่อยฉันให้เสียเวลา”
คำพูดที่เต็มไปด้วยความชิงชังของผู้ชายที่มีรูปโฉมราวกับเทพบุตรชั้นฟ้าตรงหน้าทำให้หล่อนได้สติ
“ฉัน... ไม่ได้...”
“เพราะฉันไม่ได้โง่ให้เธอจูงจมูกง่ายๆ หรอก”
ปรางสิตาน้ำตาซึมด้วยความอับอาย กลีบปากอิ่มเต็มเม้มแน่นจนเป็นเส้นตรง มองผู้ชายตรงหน้าอย่างโมโห
“คุณจะคิดยังไงกับฉันก็ตามใจ แต่ฉันไม่เคยคิดจะอ่อยคุณเลย ขอตัวค่ะ”
แล้วหญิงสาวก็ตัดสินใจเดินหนีจากไปทันที โดยมีพนักงานขายที่ยืนมองอย่างอึ้งๆ ก้าวตามหลังเข้าไป
คาฟาห์กำมือแน่น เดินกลับไปทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเอง พยายามทำใจให้สงบ แต่ก็ทำไม่ได้อย่างที่ต้องการแม้แต่น้อย เขาขบกรามจนเป็นสันนูนด้วยความหงุดหงิด
“ขออย่าให้เจอะเจอกันอีกเลย”
แม้หลังจากพาชลันดาไปชอปปิงชุดหรูแล้ว เขาจะได้ลากหล่อนขึ้นเตียงและปลดปล่อยใส่ร่างของหล่อนไปสามครั้งแล้ว แต่ร่างกายของเขาก็ยังคงรู้สึกอึดอัดอย่างหาสาเหตุไม่ได้อยู่ดี
คาฟาห์ส่งเสื้อสูทสีเข้มให้กับคนรับใช้ ก่อนจะเดินเข้าไปภายในห้องโถง และก็พบว่าบิดานั่งยิ้มแฉ่งอยู่บนรถเข็น สีหน้าของท่านยิ้มแย้มมากกว่าทุกวัน
“ทำไมทำหน้าบูดเชียวเจ้าลูกชาย”
“ไม่มีอะไรหรอกครับท่านพ่อ” เขาปฏิเสธ ก่อนจะเดินเข้าไปคุกเข่าใกล้ๆ รถเข็นของท่าน “วันนี้ท่านพ่อหน้าตายิ้มแย้มเชียว มีอะไรพิเศษหรือครับ”
โมฮัมหมัดฉีกยิ้มกว้างขึ้น วางมือเหี่ยวบนบ่ากว้างทรงพลังของลูกชายเพียงคนเดียว
“แกลืมวันนี้ไปได้ยังไงกัน คาฟาห์”
คิ้วเข้มที่พาดอยู่เหนือดวงตาคมกริบเลิกสูง และก็พยายามขบคิดหาคำตอบ แต่ก็คิดไม่ออก
“วันนี้ไม่ใช่วันเกิดท่านพ่อ วันครบรอบท่านแม่สิ้นก็ไม่ใช่ หรือว่าวันเกิดผม... แต่ก็ไม่ใช่นี่ครับ”
ผู้เป็นบิดาทำหน้าย่นใส่ ก่อนจะพูดออกมา “ก็คืนนี้แกต้องพาพ่อไปงานเลี้ยงยังไงล่ะ”
คาฟาห์ถึงบางอ้อในทันที “ผมก็นึกว่าท่านพ่อมีอะไรพิเศษ ที่แท้ก็นับวันนับคืนรอที่จะได้ไปงานเลี้ยงไร้สาระนั่นนี่เอง”
“มันไร้สาระที่ไหนกันล่ะ พ่อจะพาแกไปส่องสาวๆ แล้วก็...”
“แล้วก็ส่องให้ตัวท่านพ่อเองด้วยใช่ไหมครับ” คาฟาห์แทรกขึ้นอย่างรู้ทัน
โมฮัมหมัดหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ “ก็แล้วแต่แกจะคิดเถอะ อ้อ แล้วพ่อก็หวังว่าคืนนี้จะได้เจอหนูคนนั้นด้วย”
เขารู้ทันทีเลยว่าบิดาหมายถึงผู้หญิงคนไหน ก็แม่ผู้หญิงที่เขาเจอที่ห้องเสื้อวันนี้ไงล่ะ
กานติมา แม่หม้ายสาวที่มีงานอดิเรกคือหลอกแต่งงานกับผู้ชายอายุรุ่นคุณปู่ จากนั้นก็กอบโกยสมบัติอย่างหน้าชื่นตาบาน เขาเกลียดหล่อนนัก เกลียดหน้าหวานๆ ดวงตาใสซื่อ ที่ซ่อนความแพศยาเอาไว้ภายในมากมาย
“เธอไม่มาหรอกครับ มันงานเล็กเกินไป”
“แต่พ่อมีลางสังหรณ์ว่าเธอจะต้องมา”
ใบหน้าของบิดาเกลื่อนไปด้วยรอยยิ้มแห่งความหวัง ดวงตาของท่านก็เป็นประกายมีความสุข ยามเอ่ยถึงผู้หญิงแพศยาคนนั้น นี่เขาจะทำยังไงดี ถึงจะทำให้บิดาหยุดคิดถึงแม่นั่นได้
“ผมเคยขอร้องท่านพ่อแล้วนะครับว่าอย่าให้ผู้หญิงคนนี้เข้าใกล้ หล่อนเป็นตัวเชื้อโรค เป็นผู้หญิงน่าขยะแขยง”
“ตรงไหนล่ะ พ่อก็เห็นเธอสวย น่ารัก แถมยังเอาอกเอาใจคนแก่เก่งอีกต่างหาก”
“เรื่องเอาอกเอาใจคนเก่ง คงเป็นสิ่งเดียวที่แม่นั่นทำได้ดีครับ เพราะไม่อย่างนั้นคงไม่มีผัวแก่มาแล้วถึงเก้าคนหรอก นี่นับเฉพาะคนที่หล่อนจดทะเบียนสมรสด้วยนะคะ ถ้ารวมทั้งหมดทุกคนคงยาวเป็นสิบยี่สิบกิโลเมตรแน่ๆ”
“แกก็ใส่ร้ายเธอเกินไปนะ คาฟาห์”
“ผมไม่ได้ใส่ร้ายนะครับ แต่ผมพูดตามความจริงต่างหาก และที่สำคัญ ผมไม่อยากเห็นท่านพ่อตายคาอกอวบๆ ของแม่นั่น ผมอายนะครับ”
“นี่แกรู้ได้ยังไงว่าเธอหน้าอกอวบๆ หรือว่าแกเคยลองมาแล้ว”
ใบหน้าของคาฟาห์เข้มขึ้น ภาพหน้าอกอวบอัดที่เดาได้ไม่ยากว่าเป็นคัพอะไรของผู้หญิงคนนั้นผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้ง และมันก็ทำให้บางส่วนของกายหนุ่มแข็งชันยิ่งขึ้น
“ผมก็แค่พูดเปรียบเทียบครับ”
ชายสูงวัยอมยิ้ม กลั้นหัวเราะ แต่ก็ทำไม่ได้ตลอดรอดฝั่ง
“แกเคยได้ยินคำสุภาษิตนี้หรือเปล่า เกลียดอย่างไหนได้อย่างนั้นน่ะ”
“ผมเคยได้ยินครับ แต่ไม่เชื่อ เพราะตามธรรมชาติของคนแล้ว ถ้าเกลียดอะไร จะอยู่ห่างจากสิ่งนั้นมากที่สุด ซึ่งผมก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกันครับ”
“แล้วพ่อจะคอยดู”
คาฟาห์ยิ้มไม่ออก เขาลุกขึ้นยืน “งั้นเอาเป็นว่าทุ่มครึ่งเราเจอกันตรงนี้นะครับ”
“สักทุ่มหนึ่งก็พอแล้วมั้ง คาฟาห์”
ยิ่งพ่อของเขาแสดงความร้อนรนอยากเจอผู้หญิงคนนั้นมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งเกลียดชังเจ้าหล่อน
“หนึ่งทุ่มครึ่งครับ” คาฟาห์ย้ำคำเดิม ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป
“ทำเป็นเจ้าชายน้ำแข็งไปเถอะ เดี๋ยวแผนการจับคู่ให้แกของฉันสำเร็จเมื่อไหร่ แกจะกลายเป็นญาติกับไฟเลยทีเดียว ไอ้ลูกรัก”
โมฮัมหมัดหัวเราะออกมาเบาๆ อย่างชอบอกชอบใจในแผนการของตนเอง
ปรางสิตาเป่าลมออกจากปากอิ่มที่ถูกเคลือบทับเอาไว้ด้วยลิปสติกสีหวานเมื่อรถแท็กซี่แล่นมาจอดที่หน้าโรงแรมหรูหราซึ่งเป็นสถานที่จัดงานเลี้ยงในค่ำคืนนี้
หญิงสาวจ่ายเงินและก้าวลงจากรถ หยุดยืนลังเลอยู่หน้าโรงแรมด้วยความประหม่า ครั้งแรกที่หล่อนแอบสวมรอยเป็นกานติมาผู้เป็นนายจ้างมางานเลี้ยง เพราะความอยากรู้อยากเห็นว่าชีวิตของคนร่ำรวยเป็นเช่นไร แต่ครั้งนี้หล่อนถูกกานติมายัดเหยียดให้มา และหล่อนก็ขัดใจนายจ้างไม่ได้
ดวงตากลมโตหลุบลงมองชุดราตรีสั้นสีทองบนเรือนร่างของตนเอง หล่อนใส่มันได้พอดิบพอดีมาก แถมชุดนี้ยังเน้นส่วนเว้าส่วนโค้งได้เป็นอย่างดีจนหล่อนอับอาย
“ขอดูบัตรเชิญด้วยครับ”
พนักงานของโรงแรมเอ่ยขึ้นเมื่อหล่อนกำลังจะเดินผ่านเข้าไปในงาน หล่อนหยุดเดิน และหยิบบัตรเชิญซึ่งเป็นชื่อของกานติมายื่นไปให้ ก่อนจะเดินเข้าไปภายในห้องจัดเลี้ยงสุดหรู
ภายในงานเต็มไปด้วยผู้คนที่แต่งกายหรูหรา แสงสะท้อนจากเพชรหลายต่อหลายเม็ดกระทบกับแสงไฟและสาดส่องเข้ามาในดวงตาของหล่อน
ทุกคนที่นี่ล้วนแต่ร่ำรวยเงินทองและลาภยศสรรเสริญจนอดที่จะอิจฉาในวาสนาไม่ได้
หญิงสาวฝืนยิ้มออกมา ขณะกวาดตามองไปรอบๆ ตัว ก่อนจะเห็นสายตาของผู้ชายวัยกลางคนสามคนที่จ้องมองมา สายตาที่มองมายังเรือนร่างของหล่อนนั้นเต็มไปด้วยการประเมินราคา หล่อนอับอายจนต้องรีบเดินหนีไปทางอื่น
หล่อนเกลียดผู้ชายที่เห็นผู้หญิงเป็นของเล่นนัก เกลียดที่พวกนั้นคิดว่าเงินกองเท่าภูเขาของตนเองจะซื้อผู้หญิงทุกคนในโลกไปเป็นของเล่นได้ แต่ไม่มีทางใช่หล่อนแน่ หล่อนไม่มีทางยอมขายตัวเพื่อแลกกับเงินเด็ดขาด หากจะทำก็ต้องทำเพราะหัวใจ
เท้าบอบบางในรองเท้าส้นสูงเดินตรงไปยังจุดที่มีอาหารหน้าตาสะสวยตั้งเอาไว้ หล่อนมองอาหารคาวหวานพวกนั้นอย่างตื่นตาตื่นใจ และท้องก็ร้องครางทันที
มือเล็กขาวสะอาดยกขึ้นกุมท้องของตนเอง ก่อนจะมองไปรอบๆ เพราะเกรงว่าแขกคนอื่นจะได้ยินเสียงท้องของหล่อนร้องด้วย แต่โชคดีที่ไม่มีใครสนใจ
หล่อนยิ้มหวาน ลืมเรื่องสายตาดูถูกของผู้ชายพวกนั้นไปจนหมดสิ้น และให้ความสนใจกับอาหารหน้าตาสวยงามเบื้องหน้าแทน
“น่ากินทุกอย่างเลย”