รถสปอร์ตสีดำเงาแล่นผ่านประตูรั้วเหล็กโปร่งบานใหญ่เข้ามาจอดสนิทที่หน้าคฤหาสน์หลังงามซึ่งเป็นสถานที่พำนักพักพิงของมหาเศรษฐีน้ำมันผู้ร่ำรวยอย่างนายอบูฮะซัน มะอาลีย์ และภรรยานามว่าฟาติมาห์ รวมถึงบุตรชายวัยฉกรรจ์ของพวกเขาอีกสี่คน
คฤหาสน์หลังนี้สวยงามโดดเด่นด้วยการสร้างสรรค์อย่างประณีตบรรจง วัสดุล้ำค่ามากมายจากทั่วทุกมุมโลกถูกนำมาประดับประดาอวดโฉมแก่สายตาของผู้มาเยือน และด้วยพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลหลายร้อยเอเคอร์ของอาณาจักรมะอาลีย์ ภายในคฤหาสน์จึงมีสิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเลิศมากมายชนิดที่เรียกได้ว่าไม่ต่างจากวังขององค์สุลต่านเลยแม้แต่นิดเดียว
จตุรเทพแห่งเอห์เดน คำกล่าวนี้ไม่เกินความเป็นจริงเลยสำหรับสี่หนุ่มแห่งตระกูลมะอาลีย์ เพราะพวกเขาทั้งสี่มีรูปโฉมราวกับเดินลงมาจากสรวงสวรรค์ เทพบุตรในฝันที่สาวน้อยสาวใหญ่ครึ่งค่อนโลก หรืออาจจะทั้งโลกต่างเฝ้ามองและอยากครอบครองเป็นเจ้าของ แต่ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านเลยไปสักกี่ปี หัวใจของจตุรเทพแห่งเอห์เดนก็ยังคงเป็นอิสระเช่นเดิม
จนกระทั่ง อะซูล พี่ชายคนโตซึ่งมีความเป็นผู้นำสูงถูกพ่อแม่จับแต่งงานเมื่อปีที่แล้ว เขาเป็นลูกชายคนแรกที่เรียนจบและกระโดดเข้ามาช่วยกิจการของครอบครัว ซึ่งทำได้ดียิ่งนักจนอบูฮะซันไว้วางใจ แม้แต่เรื่องคู่ครองก็ไม่เคยเอ่ยขัด
การีม หนุ่มหล่อสายเลือดทะเลทรายลำดับที่สามผู้มีนิสัยโลดโผน รักการผจญภัยเป็นชีวิตจิตใจ ชายหนุ่มตัดสินใจว่าจะไม่ก้าวเข้ามายุ่งเกี่ยวกับธุรกิจของครอบครัว แต่เลือกเปิดบริษัททัวร์ในฝันของตนเองแทน ซึ่งสิ่งที่เขาทำก็ประสบความสำเร็จแบบก้าวกระโดดเลยทีเดียว
ทารีก หนุ่มหล่อคนสุดท้ายของตระกูลมะอาลีย์ หลังจากจบปริญญาโทจากอเมริกาเขาก็กระโดดเข้ามาช่วยพ่อและพี่ชายบริหารธุรกิจน้ำมันของตระกูลทันที และแน่นอนว่าไม่มีอะไรที่ทารีกทำได้ไม่ดี เขาทำทุกอย่างได้ยอดเยี่ยม ช่วยเหลือครอบครัวจนธุรกิจเจริญรุ่งเรือง
และเขา...ฮัสซานัล มะอาลีย์ ลูกชายคนที่สองของตระกูลมะอาลีย์จบปริญญาโทคณะวิศวกรรมศาสตร์จากประเทศอังกฤษ ชายหนุ่มเป็นคนฉลาดและมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมากจนน่ากลัว ว่ายน้ำคือกีฬาโปรด ซึ่งในระหว่างที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท เขาได้รับคัดเลือกจากมหาวิทยาลัยให้เป็นตัวแทนแข่งขันว่ายน้ำ กวาดเหรียญทองรวมถึงเป็นเจ้าสระในทุกๆ การแข่งขัน จนเมื่อจบการศึกษาแล้ว ฮัสซานัลจึงยุติบทบาทนักกีฬาว่ายน้ำลง และเดินทางกลับมายังสหรัฐอาหรับเอห์เดนเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระหน้าที่ของพ่อและพี่ชายด้วยความเต็มใจ
“เชิญครับคุณชายรอง”
ประตูรถสปอร์ตถูกเปิดกว้างด้วยความสุภาพโดยคนรับใช้ชายคนสนิทที่มีชื่อว่าชาร์คีล
ฮัสซานัลก้าวลงมาจากซูเปอร์คาร์คู่ใจราคาแสนแพงด้วยท่าทางสง่างาม ชุดสูทราคาแพงเน้นรูปร่างล่ำสันของอดีตนักกีฬาว่ายน้ำหนุ่มให้ชวนมองยิ่งนัก และด้วยเรือนร่างที่สูงถึงหกฟุตสามนิ้ว ทุกท่วงท่าของชายหนุ่มจึงเต็มไปด้วยแรงดึงดูดที่ชวนให้ลืมหายใจ
“คุณพ่อกลับมาหรือยัง” นัยน์ตาคมกริบสีทองหรี่ลงเล็กน้อย เพื่อจ้องหน้าคู่สนทนาที่ตัวเล็กกว่า “ยังไม่ตอบอีก คุณพ่อกลับมาหรือยัง ชาร์คีล”
“เอ่อ ยังไม่กลับมาครับ คุณชายรอง”
ชาร์คีลรีบละล่ำละลักตอบด้วยความรู้สึกผิด เขาเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่อยู่ใกล้ ฮัสซานัล มะอาลีย์ บุรุษผู้มีรูปโฉมราวกับเทพบุตรที่จุติลงมาจากสรวงสวรรค์ เขาไม่ได้รู้สึกเกินจริงเลยแม้แต่น้อย เมื่อผู้ชายตรงหน้างดงามในแบบที่บุรุษด้วยกันยังต้องอิจฉา แสงตะวันยามบ่ายแก่กระทบด้านหลังร่างสูงทรงพลังยิ่งเน้นให้เจ้านายหนุ่มของเขาเต็มไปด้วยความหล่อเหลาดึงดูดใจ
ชาร์คีลยังจดจำสมัยอยู่ที่อังกฤษได้ดี ตอนนี้ชายหนุ่มฮอตมากในหมู่สาวๆ ของมหาวิทยาลัยที่เรียนอยู่และใกล้เคียง และยิ่งเจ้านายของเขาได้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำมือหนึ่งของมหาวิทยาลัยด้วยแล้ว ชื่อเสียงความเก่งกาจและความหล่อเหลาของฮัสซานัลก็ขจรไปทั่วทั้งอังกฤษ ซึ่งแน่นอนว่ามีสาวสวยมากมายต่อคิวเข้ามาให้เจ้านายของเขาชี้นิ้วเลือกเพื่อลากขึ้นเตียง แต่ก็มีไม่กี่คนที่จะโชคดีได้ใช้ชีวิตในฐานะคู่ควงของนายฮัสซานัล มะอาลีย์ นานเกินหนึ่งสัปดาห์
เจ้านายของเขารักสนุก ชื่นชอบชีวิตโลดโผนบนเตียงเป็นชีวิตจิตใจ ถึงกระนั้นก็ไม่มีหญิงใดสามารถทำให้ฮัสซานัลหวั่นไหวได้ เขาเคยสงสัยเสมอว่าทำไมชายหนุ่มถึงไม่ยอมให้สตรีนางไหนเข้ามาครอบครองพื้นที่ภายในหัวใจ ทั้งๆ ที่แต่ละนางก็ทั้งสวย ทั้งหุ่นดี แถมโพรไฟล์ก็เลิศหรู
‘หัวใจของฉันมีเจ้าของแล้ว’
นี่คือคำตอบของ ฮัสซานัล มะอาลีย์ คำตอบที่ทำให้เขาเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเจ้านายมีนางในฝันแล้ว
"งั้นพี่อะซูลกับรอบียะฮ์ก็คงยังไม่กลับเหมือนกันใช่ไหม"
ดวงตาคมสีทองหวานฉ่ำเสมอ แม้กระทั่งยามหรี่มองคู่สนทนาด้วยแรงโทสะ
“เอ่อ ใช่ครับ นายหญิงกับคุณชายสี่ก็ออกไปข้างนอก ส่วนคุณชายสาม...ยังไม่กลับมาเลยครับตั้งแต่อาทิตย์ที่แล้ว ว่าแต่คุณชายรองมีอะไรหรือเปล่าครับ”
คนฟังยิ้มบางๆ ก้าวเท้าเข้าไปในตึกใหญ่เบื้องหน้า ชาร์คีลรีบเดินตาม
“ฉันจะบินไปเมืองไทยน่ะ”
“บินไปเมืองไทยหรือครับ”
น้ำเสียงของคนสนิทดูตื่นตกใจ แต่สำหรับฮัสซานัลมันเป็นเรื่องน่ายินดีต่างหาก เขาปล่อยเวลาให้ล่วงเลยมานานเกินไปแล้ว แปดปีเต็มกับการที่ไม่ได้หวนกลับไปยังดินแดนของผู้มีพระคุณเลย เขาคาดหวังว่าหล่อนจะยังคงรอเขาอยู่
“ใช่ ฉันต้องไปทำตามคำสัญญาที่เคยให้ไว้กับใครบางคน”
เหตุการณ์เมื่อแปดปีที่แล้วย้อนกลับเข้ามาในสมองอีกครั้ง ฮัสซานัลไม่เคยลืมมันแม้แต่นาทีเดียว ถึงแม้ช่วงตลอดแปดปีที่ผ่านมา เขาจะยุ่งกับการเรียนและช่วยงานกิจการของครอบครัวจนปลีกตัวไปทำตามความต้องการของตัวเองไม่ได้ ถึงกระนั้นเขาก็ไม่เคยหยุดคิดถึงหล่อน
เด็กสาวงดงามผู้มีพระคุณต่อเขา...
‘ช่อพุด ศรีวิชัย’
ป่านนี้เด็กสาววัยแรกรุ่นคงจะเติบใหญ่เป็นสาวสะพรั่ง เขามั่นใจว่าหล่อนจะต้องงดงามอย่างที่เขาปรารถนา รอยยิ้มพึงพอใจผุดขึ้นบนดวงหน้าหล่อเหลา นัยน์ตาที่หวานซึ้งอยู่แล้วยิ่งงามหยดย้อยชวนมอง
“เพราะแบบนี้ใช่ไหมครับ คุณชายรองถึงไม่ยอมไปดูตัวผู้หญิงที่นายหญิงเลือกเอาไว้ให้” ชาร์คีลสามารถคาดเดาความรู้สึกของเจ้านายได้เสมอ และมันก็ถูกต้องทุกครั้ง
“ใช่ ฉันไม่ยอมให้คุณแม่บังคับเหมือนพี่ฮะซูลหรอก” ฮัสซานัลพึมพำเสียงห้าว พลางก้าวเข้าไปในลิฟต์แก้วหรู ชาร์คีลกำลังจะตามติดเข้าไป แต่ถูกห้ามเอาไว้
“นายไปพักผ่อนเถอะ วันนี้ฉันอยากอยู่คนเดียว”
“แต่วันนี้คุณชายรองมีนัดกับคุณวิกกี้นะครับ”
คนที่กำลังยืนอยู่ในลิฟต์หรูยิ้มบางๆ
“ยกเลิกนัดเธอซะ”
“แต่เธอจะต้องไม่พอใจมากนะครับ และอีกอย่างพ่อเธอเป็นถึง...” ชาร์คีลพยายามจะเตือนว่าพ่อของวิกกี้เป็นถึงนายกเทศมนตรีของรัฐใกล้เคียง แต่ฮัสชานัลไม่เคยเกรงกลัวอำนาจของใคร ไม่ว่าใหญ่มาจากไหน ถ้าเขาไม่ต้องการก็คือไม่ต้องการ ไม่มีอะไรมาเปลี่ยนแปลงได้
“ทำตามที่ฉันบอก ยกเลิกนัดวิกกี้และผู้หญิงทุกคนในเดือนนี้”
“เอ่อ ครับ คุณชายรอง”
ไม่มีคำพูดใดออกมาจากริมฝีปากสวยจัดของฮัสซานัลอีก นอกจากการเคลื่อนไหวเพียงเล็กน้อยของลำแขนกำยำ ไม่ช้าประตูลิฟต์แก้วแวววาวก็ปิดสนิท พร้อมกับความเงียบงันที่เข้ามาครอบงำ
เรือนร่างสูงเพรียวสวมทับด้วยเสื้อคลุมอาบน้ำสีเข้มเพียงตัวเดียวยืนกอดอกทอดสายตามองลงไปยังพื้นดินเบื้องล่าง หน้าต่างใสจัดจนมองเห็นทิวทัศน์ด้านล่างได้อย่างไม่ยากเย็นนัก ถึงแม้ทุกสิ่งทุกอย่างจะถูกย่อส่วนให้เล็กลงหลายเท่าก็ตาม
สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่รายล้อมไปด้วยต้นไม้และดอกไม้นานาพันธุ์ทำให้เขาอดคลี่ยิ้มออกมาไม่ได้ ถึงแม้ตอนนี้จะไม่ได้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำแล้ว ถึงกระนั้นทุกครั้งที่ได้เห็นสายน้ำก็ทำให้เขารู้สึกดีไม่น้อย ชายหนุ่มถอนใจออกมาเบาๆ เมื่อเรื่องราวเมื่อแปดปีก่อนผุดขึ้นมาในสมองอีกครั้ง
ตอนนั้นเขาพึ่งเรียนจบปริญญาโทได้เพียงแค่เดือนเดียวก็เดินทางไปท่องเที่ยวในประเทศแถบเอเชียกับบรรดาเพื่อนฝูงที่สนิทสนมกัน เขากับพรรคพวกเดินทางไปเยือนเกือบสิบประเทศ เมื่อถึงประเทศไทย ทุกอย่างยังคงราบรื่น เขากับเพื่อนๆ มีความสุขและสนุกสนานกับการท่องเที่ยวไปรอบๆ เมืองไทย จนในที่สุดวันสุดท้ายของทริปแสนสนุกก็มาถึง
เขาจำได้ว่าวันนั้นเป็นช่วงเช้ามืด เพื่อนๆ ของเขาทุกคนยังคงหลับใหลอยู่ในนิทรา แต่เขาเลือกที่จะออกจากห้องพักและมุ่งหน้าไปยังสระว่ายน้ำเพียงลำพัง ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักกีฬาว่ายน้ำเหรียญทองอย่างเขาจะกระโดดลงไปแหวกว่ายอยู่ในสายน้ำ หากไม่เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน
ตะคริว! ที่ขาข้างซ้ายทำให้เขาไม่สามารถทรงตัวในน้ำได้ สองมือยกขึ้นเหนือผิวน้ำเพื่อป่าวประกาศหาคนช่วยเหลือ แต่ผ่านไปนานหลายนาทีก็ยังไม่มีวี่แววว่าใครจะผ่านมาเห็นและช่วยเหลือเขาทัน ในที่สุดลมหายใจเฮือกสุดท้ายก็ใกล้หมดลง ร่างกำยำล่ำสันของเขากำลังจมดิ่งลงสู่ก้นสระ อนาคตที่สดใสของเขากำลังจะถูกฝังเอาไว้ที่นี่ใต้สระว่ายน้ำแห่งนี้
ขณะที่เขากำลังหมดความหวัง...มือเล็กๆ ของใครคนหนึ่งก็ฉุดรั้งร่างขึ้นจากผิวน้ำก่อนที่ลมหายใจเฮือกสุดท้ายจะจบสิ้นลง เขายังจดจำวินาทีนั้นได้เป็นอย่างดี ใบหน้าขาวนวลของเด็กสาวเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำ รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดีใจเมื่อเห็นว่าเขายังไม่ตาย
‘คุณ...ไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ’
น้ำเสียงของหล่อนช่างเสนาะไพเราะยิ่งนัก เขายิ้ม กุมมือเล็กเย็นเฉียบของหล่อนเอาไว้แน่น หัวใจหนุ่มเต้นแรงอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
‘ผมไม่เป็นอะไร ขอบคุณมากครับ’
‘แต่ฉันคิดว่า...พี่ควรจะไปเช็กร่างกายที่โรงพยาบาลสักหน่อยนะคะ เพื่อ...’
เด็กหญิงที่มีเค้าโครงหน้าไม่ต่างจากเด็กสาวที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้เสนอความคิดเห็น แต่แล้วเจ้าหล่อนก็เงียบลงเมื่อถูกผู้เป็นพี่สาวตำหนิด้วยความไม่พอใจ
‘เงียบไปเลยพลับพลึง เธอก็เห็นนี่ว่าคุณเขาไม่เป็นอะไรแล้ว จะไปบังคับเขาทำไม’
‘ครับ ผมไม่เป็นอะไรแล้ว ต้องขอบคุณพวกคุณอย่างสูงที่ช่วยชีวิตผมเอาไว้’
‘พวกคุณที่ไหนกันล่ะคะ ช่อพุดคนเดียวต่างหาก ส่วนแม่พลับพลึงยืนเชียร์เฉยๆ ค่ะ ว่ายน้ำไม่เป็น’
เด็กสาวผู้เป็นคนหยิบยื่นลมหายใจให้แก่เขาอีกครั้งหัวเราะแผ่วเบาพร้อมกับยิ้มหวานฉ่ำ รอยยิ้มหวานๆ ที่ทำให้เขาเผลอมองอย่างตกตะลึงนานหลายนาที
‘ว่าแต่คุณเถอะ ทำไมถึงตกน้ำตกท่าได้ล่ะคะ หรือว่าว่ายน้ำไม่เป็น’
‘ผมเป็นตะคริวน่ะครับ’
‘ก็เช้ามืดแบบนี้ ใครเขาลงเล่นน้ำกันล่ะ น้ำเย็นจะตายไป’ เด็กหญิงพลับพลึงเสนอความคิดเห็นอีกครั้ง แต่แล้วก็ต้องก้มหน้าจ๋อยสนิทเมื่อถูกพี่สาวตำหนิทางแววตาอีกครั้ง ในที่สุดหล่อนก็จำต้องปลีกตัวจากไปเงียบๆ
เมื่อช่อพุดเห็นน้องสาวเดินจากไปแล้วก็หันมายิ้มกว้างให้ผู้ชายหล่อเหลาที่สุดเท่าที่เคยพบเห็นมาในชีวิต ซึ่งฮัสซานัลเองก็ยิ้มตอบ เขามองเด็กสาวตรงหน้าด้วยความพึงพอใจ ไม่เคยคิดมาก่อนว่าผู้ชายที่ผ่านสตรีมาอย่างโชกโชนเช่นเขาจะรู้สึกต้องตาต้องใจใครมากมายขนาดนี้
‘คุณชื่อช่อพุดใช่ไหมครับ’
‘ใช่ค่ะ ฉันชื่อ ช่อพุด ศรีวิชัย’
‘ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณช่อพุด ผมชื่อ ฮัสซานัล มะอาลีย์ หวังว่าเราจะได้พบกันอีกครั้ง’
‘ฉันก็หวังแบบนั้นค่ะ แต่วันนี้พ่อจะพาฉันกลับกรุงเทพฯ แล้ว หมดวันลาพักผ่อนของพ่อแล้วน่ะค่ะ เสียดายจังเลยนะคะที่เราพบกันช้าไป’
สีหน้าเศร้าหมองผิดหวังของเด็กสาวแสนสวยผู้มีพระคุณทำให้ฮัสซานัลคลี่ยิ้มน้อยๆ ออกมา และรีบพูดปลอบใจด้วยน้ำเสียงสุภาพอ่อนโยน
‘มันแค่การเริ่มต้นเท่านั้น เราจะต้องได้พบกันอีก’
เขาค่อยๆ ถอดแหวนทองคำขาวที่สลักชื่อและนามสกุลของตนเองให้แก่เด็กสาวตรงหน้า เจ้าหล่อนยิ้มกว้างแล้วรีบรับเอาไปพิศ
‘สวยจัง ให้ฉันเหรอคะ’
‘ผมให้คุณ และสัญญาว่าถ้าเราเจอกันอีกครั้ง ผมจะมอบสิ่งที่มีค่ามากกว่าแหวนวงนี้ให้แก่คุณ’
นี่คือประโยคสุดท้ายก่อนที่เขากับช่อพุดจะแยกจากกัน และนับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็แปดปีกว่าแล้วสินะที่ไม่ได้เจอหล่อนอีก เขานึกถึงหล่อนอยู่เสมอ แม้กระทั่งในความฝัน
“เราจะได้พบกันเร็วๆ นี้ ช่อพุด ศรีวิชัย”
ฮัสซานัลอมยิ้มกับตัวเองพลางละสายตาจากทิวทัศน์ภายนอก เดินกลับเข้ามาทรุดนั่งบนเก้าอี้นวมนุ่มเนื้อดี พรุ่งนี้ตอนบ่ายเขาจะเดินทางโดยเครื่องบินส่วนตัวไปยังเมืองไทยแล้ว แม้จะยังไม่ได้บอกเรื่องจะลาพักผ่อนและบินไปเมืองไทยให้บิดามารดาทราบเป็นกิจจะลักษณะ แต่ฮะซูล พี่ชายใหญ่รู้เรื่องแล้ว ดังนั้นคงไม่มีเหตุการณ์อะไรมาขัดขวางการเดินทางไปตามหาหัวใจของเขาอีก
เขาหวังไว้เช่นนั้น...
“พี่พุด พ่อให้มาตาม เสร็จหรือยังคะ”
ทันทีที่สิ้นเสียงเรียกของ พลับพลึง ศรีวิชัย ร่างอรชรสมส่วนในชุดราตรีเรียบหรูของ ช่อพุด ศรีวิชัย ก็ก้าวข้ามธรณีประตูออกมา ดวงหน้านวลงามล้ำแย้มยิ้มด้วยความพึงพอใจยิ่งนักที่เห็นสีหน้าตื่นตะลึงของน้องสาว เพราะสีหน้าแบบนี้ของน้องสาวบอกให้รู้ว่าตกตะลึงกับความงามของหล่อนมากมายแค่ไหน
“ถึงกับอ้าปากค้างเลยเหรอพลับพลึง นี่ถามจริงๆ เถอะ ยังไม่ชินอีกหรือไงที่มีพี่สาวสวยๆ อย่างฉันน่ะ”
พลับพลึงกะพริบตาปริบๆ มองพี่สาวตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้าด้วยความชื่นชมอย่างจริงใจ หล่อนรู้เสมอว่าช่อพุดเป็นสาวงามที่สุดในหมู่บ้าน ถึงกระนั้นทุกครั้งที่เห็นพี่สาวแต่งตัวแต่งหน้า หล่อนก็อดอ้าปากค้างตะลึงกับความงามไม่ได้
“แหม...พี่พุดก็พูดไป ใครจะไปชินกันล่ะ นี่ขนาดฉันเป็นผู้หญิงยังอดตกหลุมรักพี่พุดไม่ได้เลย ฉันว่างานคืนนี้พี่พุดต้องเด่นที่สุดแน่ๆ เลย”
ดวงหน้าที่ถูกแต่งแต้มด้วยเครื่องสำอางอย่างเต็มที่เชิดขึ้น ความพึงพอใจในรูปลักษณ์ของตนเองมีมากมายแน่นอก ใช่...หล่อนสวยเสมอ และต้องสวยที่สุดในงานคืนนี้ด้วย ผู้ชายมากมายจะต้องมองมาที่หล่อน แน่นอนว่าหล่อนต้องได้ผู้ชายดีๆ หล่อกว่า ร่ำรวยกว่าไอ้คู่หมั้นกระจอกที่พึ่งจะถอนหมั้นมาด้วย
“แน่นอนอยู่แล้ว ผู้ชายทุกคนในงานจะต้องมองมาที่ฉัน และแกก็ต้องทำหน้าที่คอยรับใช้ฉันด้วย อย่าให้ใครที่ฉันไม่ต้องการมาเกาะแกะฉันได้ เข้าใจไหมพลับพลึง”
ผู้เป็นน้องสาวยิ้มกว้าง ก่อนจะพยักหน้ารับ
“ฉันรับรองพี่พุด จะไม่มีใครกล้ามายุ่งกับพี่ ถ้าพี่ไม่ต้องการให้ยุ่ง”
เป็นอีกครั้งที่ช่อพุดเชิดหน้าสูง
“ถ้าแกทำหน้าที่ดี ฉันจะไม่ทิ้งแก”
“ฉันไม่ได้หวังอะไรแบบนั้นหรอกพี่พุด ฉันทำเพราะรักพี่พุดน่ะ ไม่อยากให้พี่พุดไม่สบายใจ และอีกอย่าง พ่อก็ต้องการแบบนี้ด้วย”
พ่อหรือ...วินัย ศรีวิชัย ข้าราชการครูวัยเกษียณที่ตอนนี้อายุอานามก็ปาเข้าไป ๖๘ ปีแล้ว ตั้งแต่มารดาเสียไปเมื่อห้าปีก่อน หล่อนก็ทุ่มเทความรักให้ท่านเพียงคนเดียว ขณะที่ท่านทุ่มเทความรักทั้งหมดให้แก่ช่อพุดเพียงคนเดียวเช่นกัน ไม่มีเผื่อแผ่มาที่หล่อนเลยสักนิด...บางครั้งหล่อนก็น้อยใจนะ แต่ก็พยายามไม่คิดอะไรมาก มองโลกในแง่ดีให้มากที่สุด
ยังไงพ่อก็ต้องรักลูก ไม่ว่าจะแสดงออกหรือไม่ก็ตาม...หล่อนคิดแบบนี้ และการคิดแบบนี้ทำให้หล่อนยิ้มได้ มีความสุขได้
“แน่นอนอยู่แล้ว พ่อรักฉันมากกว่าแก” ช่อพุดไม่เคยคิดจะรักษาน้ำใจของน้องสาวเลย เพราะตั้งแต่เกิดมาพ่อกับแม่ก็แบ่งแยกอย่างชัดเจนว่าหล่อนอยู่เหนือน้องสาวเสมอ อะไรที่ต้องการก็ต้องได้เดี๋ยวนั้น ส่วนพลับพลึงต้องรอจนกว่าหล่อนจะเบื่อถึงจะได้รับสิ่งเหล่านั้น
พลับพลึงยิ้มเจื่อนๆ พูดไม่ออก ความรู้สึกบางอย่างจุกอยู่ในอก
ช่อพุดไม่ใส่ใจท่าทางของน้องสาว หล่อนเชิดหน้าและเดินผ่านไปด้วยท่าทางราวกับนางพญาแสนสวย พลับพลึงสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่เพื่อกลบเกลื่อนความเศร้า จากนั้นก็รีบเดินตามหลังพี่สาวไปติดๆ ขืนไปช้าหล่อนอาจจะถูกพ่อตำหนิเอาได้
วินัย ศรีวิชัย กำลังเดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องรับแขกยิ้มอย่างพึงพอใจ เมื่อเห็นบุตรสาวคนโตผู้เป็นความหวังเดียวก้าวลงมาจากบันได
“สวยมากลูกพุดของพ่อ ไม่เสียแรงที่พ่อทุ่มเททุกอย่างเพื่อลูก”
ยิ่งบิดาชมเชยและแสดงท่าทางพึงพอใจความงดงามของหล่อนมากแค่ไหน ช่อพุดก็ยิ่งหยิ่งผยองในรูปลักษณ์ของตนเอง
“พุดสวยตั้งแต่เกิดแล้ว พ่อจำไม่ได้หรือไงคะ”
“จำได้สิ ลูกพุดของพ่อน่ารัก มีแต่คนรักมาตั้งแต่เล็กๆ แล้ว”
วินัยดึงร่างของบุตรสาวคนโตมากอดเบาๆ พลับพลึงที่เดินตามหลังมามองภาพนั้นด้วยความเสียใจ แต่ก็ไม่สามารถแสดงอารมณ์ใดๆ ออกไปได้นอกจากก้มหน้าซ่อนความรู้สึก
ถึงพ่อจะไม่เคยแสดงความรัก แต่หญิงสาวก็รักและเคารพท่านเสมอมา เพราะถ้าไม่ได้ท่านหล่อนก็คงไม่ได้เรียนหนังสือ หล่อนต้องดีใจและควรพอใจกับสิ่งที่ได้รับ ห้ามน้อยใจ ห้ามอิจฉาช่อพุดเด็ดขาด พวกเขาทั้งสองคือคนที่หล่อนรัก คือญาติสองคนสุดท้ายในโลกใบนี้
“พอแล้วพ่อ เดี๋ยวหน้าพุดเลอะหมด”
วินัยยอมปล่อยบุตรสาว แต่ก็ยังยิ้มไม่หุบ
“คืนนี้พุดของพ่อจะต้องเป็นดาว และแน่นอนว่ามหาเศรษฐีสักคนในงานจะต้องเข้ามาหาลูกสาวของพ่อ พุดต้องเลือกคนที่รวยที่สุดนะ รู้ไหมลูก”
“แหม...พ่อน่ะ พุดจะไปรู้ได้ยังไงคะว่าคนไหนมีเงินในธนาคารมากกว่ากัน” ช่อพุดพูดไปหัวเราะไปอย่างมีจริต ดวงตากลมโตที่แต่งแต้มเครื่องสำอางจนหวานฉ่ำเป็นประกายอย่างพึงพอใจ ในสมองเต็มไปด้วยความคาดหวัง หล่อนจะต้องคว้าผู้ชายที่หล่อและรวยที่สุดในงานมาครองให้ได้
“อภิชัย รัตนฤทธิ์ ลูกพุดจำชื่อนี้เอาไว้นะ และเลือกคนนี้”
“อภิชัย รัตนฤทธิ์” ช่อพุดทวนชื่อของผู้ชายที่บิดานำเสนอเบาๆ พลางเลิกคิ้วสูง แล้วหันไปถามบิดาถึงประวัติความเป็นมาของผู้ชายคนนี้ “เขาเป็นใครกันคะพ่อ อภิชัย รัตนฤทธิ์ พุดไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อนเลย”
“ก็ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเมืองไทยไง เห็นว่าพึ่งบินกลับมาจากอเมริกาได้แค่สองอาทิตย์เท่านั้น แถมยังโสดด้วยนะลูกพุด”
“โสด...” ช่อพุดพึมพำเบาๆ ด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ “แต่พุดคงต้องดูหน้าตาอีกทีนะพ่อว่าคู่ควรกับคนสวยๆ แบบพุดหรือเปล่า เพราะถ้ารวยแล้วหน้าตาเหมือนผี พุดก็คงไม่ไหว”
“พ่อรับรองว่าลูกพุดจะต้องถูกใจ เชื่อพ่อสิ”
ช่อพุดยิ้มหวาน
“งั้นเราไปงานกันเถอะพ่อ เดี๋ยวไปสายจะไม่ดี”
วินัยพยักหน้ารับ พร้อมกับเดินนำหน้าไปยังรถหรูที่จอดรออยู่หน้าบ้าน แต่รถหรูราคาแพงคันนี้ไม่ใช่รถของเขาหรอกนะ เขาจ้างมารับส่งในงานนี้โดยเฉพาะเท่านั้น
“พลับพลึง เดี๋ยวแกขึ้นไปหยิบรองเท้าสีชมพูบนห้องฉันให้หน่อย”
“แต่ว่า...พี่พุดมีรองเท้าอยู่แล้วนี่คะ”
เมื่อน้องสาวค้าน ช่อพุดจึงชักสีหน้าใส่ทันที
“ฉันสั่งยังไงแกก็รีบไปทำเถอะ หรืออยากให้ฉันฟ้องพ่อว่าแกไม่ตามใจฉัน”
“เอ่อ ฉัน...ไปหยิบให้ก็ได้ รอแป๊บนึงแล้วกันนะ”
พลับพลึงมองหน้าพี่สาวด้วยแววตาไม่สบายใจ ก่อนจะรีบวิ่งกลับขึ้นไปหยิบรองเท้าให้พี่สาวอย่างขัดใจไม่ได้ ช่อพุดยิ้มเยาะก่อนจะเดินไปรอที่รถ
สถานที่จัดงานปาร์ตี้ในค่ำคืนนี้ช่างหรูหรายิ่งนัก ห้องบอลรูมใหญ่สร้างความตื่นตาตื่นใจให้แก่หญิงสาวที่พึ่งจะเคยมางานปาร์ตี้เป็นครั้งแรกอย่างพลับพลึงยิ่งนัก หล่อนสวมชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อนเรียบร้อย ในมือหิ้วของพะรุงพะรังหมุนไปรอบๆ ตัว มองแสงสีและผู้คนเดินผ่านไปมาอย่างตื่นเต้น รอบกายเต็มไปด้วยผู้ชายในชุดสูทหรูหรา ผู้หญิงก็แต่งตัวมาแข่งขันกันเต็มที่ สวยงามจนหล่อนที่เปรียบเสมือนลูกเป็ดขี้เหร่ตาหูลายไปหมด
“เลิกทำตัวเหมือนเด็กบ้านนอกได้แล้วยายพลับพลึง ฉันอายคนอื่นเขา” เสียงของช่อพุดทำให้คนที่กำลังมองไปรอบๆ ตัวหน้าเจื่อนและเอ่ยขอโทษ
“ขอโทษค่ะพี่พุด ฉัน...ไม่เคยมางานแบบนี้ ก็เลยตื่นเต้นไปหน่อย”
“เห็นไหมพ่อ พุดบอกแล้วว่าอย่าพามันมาก็ไม่เชื่อ ถ้ามันทำให้พุดอายเมื่อไหร่ พุดจะกลับทันทีนะพ่อ” ช่อพุดหันไปตัดพ้อบิดาด้วยสีหน้าไม่พอใจ วินัยที่ตั้งความหวังในงานค่ำคืนนี้เป็นที่สุดรีบหันไปส่งแววตาดุดันใส่บุตรสาวคนเล็กทันที
“ถ้าแกทำลูกพุดของฉันอับอายละก็ ฉันจะไล่แกออกจากบ้าน นังพลับพลึง”
“พ่อ!” พลับพลึงอุทานอย่างไม่อยากเชื่อหู ก่อนจะก้มหน้าซ่อนน้ำตาแห่งความน้อยใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่บิดาพูดแบบนี้ แต่ฟังกี่ครั้งหล่อนก็ไม่เคยชินสักที
“จำเอาไว้ แกมันลูกเป็ดขี้เหร่ ไม่มีวันได้ดีไปกว่าฉัน นังพลับพลึง” ช่อพุดหัวเราะเยาะน้องสาว ก่อนจะเชิดหน้าเดินเข้าไปในงาน โดยมีบิดาเดินขนาบข้างไปติดๆ
พลับพลึงเงยหน้าขึ้นรีบปาดน้ำตาทิ้ง ก่อนจะรีบเดินตามพ่อกับพี่สาวเข้าไปภายในงานพร้อมๆ กับโลกที่แสนมืดมน
ทำไมพ่อถึงรักช่อพุดมากกว่าหล่อน...คำถามนี้เกิดขึ้นในหัวใจเสมอ แต่หล่อนไม่เคยล่วงรู้คำตอบสักที ไม่ว่าเวลาจะผ่านมาสักกี่ปีก็ตาม
“สวัสดีครับ ท่านอนาวิน คุณหญิงไม่มาด้วยหรือครับ”
พ่อพาช่อพุดไปแนะนำตัวกับผู้ใหญ่ในงานหลายต่อหลายคน ขณะที่หล่อนถูกมองข้ามและไม่ถูกพูดถึงแม้แต่น้อย พ่อกับพี่สาวมีรอยยิ้มเกลื่อนใบหน้า ไหว้คนนั้นพูดคุยกับคนนี้อย่างสนุกสนาน สายตาทุกคู่ในงานไม่ว่าจะเป็นสตรีหรือบุรุษต่างจับจ้องมาที่ช่อพุด ก็พี่สาวของหล่อนออกจะสวยขนาดนี้นี่ ราวกับนางฟ้าก้าวลงมาจากสวรรค์...
“มาครับ แต่ปลีกตัวไปคุยกับเพื่อนๆ น่ะครับ ว่าแต่...ลูกสาวใช่ไหมครับ”
“ใช่ครับ” วินัยรีบตอบรับด้วยความภาคภูมิใจ “ช่อพุดไหว้ท่านอนาวินสิลูก ท่านเป็นนายกสมาคมการค้าระหว่างประเทศเชียวนะ”
ช่อพุดยิ้มหวาน ทิ้งสายตาให้อย่างมีจริต หล่อนไม่สนใจหรอกว่าอีกฝ่ายจะโสดหรือมีภรรยาแล้ว ขอแค่ได้หว่านเสน่ห์เป็นพอ
“สวัสดีค่ะท่าน พุดฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ”
“ยินดีครับ คืนนี้หนูพุดสวยมากเลยนะครับ”
ช่อพุดแกล้งขวยเขินและหลบสายตา ขณะที่วินัยอมยิ้มกับเสน่ห์ของบุตรสาวคนโต
“ถ้าท่านมีตำแหน่งงานว่างๆ ก็อย่าลืมคิดถึงลูกพุดของผมนะครับ”
“รับรองว่าผมจะหาตำแหน่งที่ดีที่สุดให้แก่หนูพุด”
“ขอบคุณท่านมากค่ะ”
ช่อพุดพนมมือจดหน้าผากด้วยกิริยาแสนอ่อนหวาน ผู้คนรอบกายต่างลุ่มหลงในเสน่ห์และมองมาที่หญิงสาวตาเป็นมัน ซึ่งแน่นอนว่าสองพ่อลูกเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เพราะถ้าเป็นอย่างนี้สิ่งที่ต้องการคงไม่ไกลเกินเอื้อม
“งั้นผมขอตัวสักครู่นะครับ”
“ตามสบายครับท่าน ผมจะพาลูกพุดไปหาอะไรดื่มเหมือนกัน”
ช่อพุดมองชายวัยกลางคนผู้มีอำนาจอีกครั้งด้วยแววตายั่วยวน ก่อนจะค่อยๆ เดินนวยนาดตามบิดาไปยังเคาน์เตอร์บาร์ พลับพลึงที่เป็นเหมือนส่วนเกินรีบเดินหิ้วกระเป๋าตามไป แม้จะรู้ดีว่าทำไมบิดาต้องการให้พี่สาวมางานนี้ ถึงกระนั้นหล่อนก็ไม่เคยเห็นด้วยกับการรวยทางลัดแบบนี้เลยสักนิด
พลับพลึงยืนอยู่ด้านหลังบิดากับพี่สาว เรื่องราวมากมายตั้งแต่มารดาเสียชีวิตค่อยๆ ย้อนกลับเข้ามาในสมอง บ้านหลังใหญ่ถูกธนาคารยึด ครอบครัวจึงต้องย้ายมาตั้งถิ่นฐานใหม่ที่บ้านหลังเล็กๆ อย่างไม่มีทางเลือก ชีวิตหรูหราเปลี่ยนไป และนั่นก็ทำให้คู่หมั้นของช่อพุดแสดงความไม่พอใจ ความสัมพันธ์ห่างเหินกันไปทุกขณะ จนในที่สุดช่อพุดก็เป็นฝ่ายขอถอนหมั้นก่อนที่อีกฝ่ายจะทำ
หล่อนรู้ดีว่าพี่สาวไม่ได้เสียใจอะไรมากมายนัก แต่เสียหน้ามากกว่า คนเป็นพี่จึงตั้งใจจะจับผู้ชายรวยๆ มาเป็นเจ้าบ่าวให้ได้เพื่อฉีกหน้าอดีตคู่หมั้น ซึ่งแน่นอนว่าต้องทำได้ เพราะพี่สาวของหล่อนสวยราวกับนางฟ้า ยิ่งแต่งก็ยิ่งสวย คงไม่มีผู้ชายคนไหนในโลกปฏิเสธได้
“พลับพลึง...นังพลับพลึง เรียกไม่ได้ยินหรือไง”
เสียงเอ็ดตะโรของพี่สาวทำให้พลับพลึงหลุดจากภวังค์ หล่อนรีบละล่ำละลักถามด้วยความตกใจ
“เอ่อ พี่พุดมีอะไรจะให้ฉันทำเหรอคะ”
“แกนี่มันตัวถ่วงจริงๆ ไม่เคยทำอะไรได้ดั่งใจฉันสักนิด” ช่อพุดชักสีหน้า
“นั่นสิ ตั้งแต่เกิดมาไม่เคยทำให้พ่อแม่ภูมิใจสักครั้ง แกมันไม่น่าเกิดมาเป็นลูกฉันเลย นังพลับพลึง” วินัยตำหนิอีกคน จนพลับพลึงน้ำตาร่วง
“พ่อ...”
“ไม่ต้องมาบีบน้ำตาเลย ไปตักอาหารมาให้ฉันเร็วเข้า หิว”
“ค่ะ เดี๋ยวฉันมานะพี่พุด”
พลับพลึงรีบผลุนผลันเดินไปยังโต๊ะยาวที่เต็มไปด้วยอาหารมากมายหลายชนิด หล่อนพยายามมองหาอาหารที่พี่สาวและบิดาชอบ พอเจอก็ตักใส่จานและรีบเอาไปให้ทั้งสองคน แต่เมื่อเดินกลับมาที่เดิมก็ไม่เจอทั้งสองคนแล้ว หล่อนพยายามมองหา ในที่สุดก็เห็น
ช่อพุดกำลังยืนหัวเราะแย้มยิ้มอยู่กับผู้ชายตัวสูงใหญ่คนหนึ่ง แต่บิดาไม่ได้อยู่แถวนั้น หล่อนก้มลงมองอาหารในมือแล้วก็ตัดสินใจเดินเอาเข้าไปให้พี่สาว แต่มือของใครคนหนึ่งกระชากเอาไว้เสียก่อนจนจานแทบร่วงจากมือ
“พ่อ...”
“แกจะไปไหนนังพลับพลึง”
“เอ่อ...ฉันจะเอาอาหารไปให้พี่พุดน่ะค่ะ”
“ไม่ต้องเลย” วินัยต่อว่าลูกสาวคนเล็กเสียงแผ่วเบาแต่แข็งกร้าวยิ่งนัก “แกไม่เห็นหรือไงว่าลูกพุดไม่ว่าง แกนี่มันโง่เง่าจริงๆ นะ”
“พ่อ...ก็พี่พุดบอกว่าหิว”
“ยังจะมาเถียงอีก มานี่...กลับบ้านกับฉันเดี๋ยวนี้” วินัยลากพลับพลึงออกมานอกงาน
“พ่อคะ เราจะทิ้งพี่พุดเอาไว้แบบนั้นเหรอคะ พี่พุดจะกลับยังไง”
“แกไม่ต้องห่วงลูกพุดหรอก พี่สาวของแกน่ะฉลาด ห่วงตัวเองดีกว่าว่าจะทำอะไรตอบแทนบุญคุณของฉันได้บ้าง”
พลับพลึงหน้าเศร้า น้ำตาซึม
“พ่อจ๋า...ฉันสัญญาว่าจะรีบหางานทำให้เร็วที่สุด ฉันจะให้เงินเดือนพ่อทุกบาททุกสตางค์ ฉันรักพ่อนะ”
“เงินเดือน? เงินเดือนพนักงานบัญชีจะได้สักกี่บาทเชียว”
“ก็เกือบสองหมื่นนะพ่อ ฉันให้พ่อหมดเลย” หญิงสาวหวังว่าบิดาจะมองเห็นคุณค่าในตัวของหล่อนบ้าง แต่มันกลับไม่เป็นอย่างที่หวังแม้แต่น้อย
“ฉันต้องการเงินล้าน ไม่ใช่เงินหมื่น”
“เงินเยอะขนาดนั้น ฉันคง...”
พลับพลึงมีสีหน้าหม่นหมอง ในขณะที่วินัยระบายยิ้มกว้าง
“แต่ลูกพุดจะหามาให้ฉันได้ ซึ่งคนโง่ๆ แบบแกไม่มีปัญญาทำได้”
หยาดน้ำตาที่พยายามกลั้นเอาไว้ทะลักออกมา มือบางปาดน้ำตาทิ้ง กลีบปากอิ่มที่ใครๆ บอกเสมอว่าหนาเกินไปสั่นระริก
“พ่อจ๋า...ฉันขอโทษ”
“ไม่ต้องมาบีบน้ำตา ไม่ต้องมาพูดดีกับฉัน ถ้าแกอยากให้ฉันหายโกรธก็หาผู้ชายรวยๆ มาเป็นลูกเขยฉันสิ แล้ววันนั้นแหละฉันจะมองเห็นหัวแก”
พ่อของหล่อนก้าวขึ้นรถ ขณะที่หล่อนยืนสะอื้นไห้ด้วยความเสียใจอยู่ข้างๆ
“ขึ้นมาสิ หรือจะเดินกลับบ้านเอง”
“จ้ะ พ่อ ฉันขึ้นไปเดี๋ยวนี้” ร่างเล็กรีบเปิดประตูขึ้นไปนั่งบนรถอย่างลนลาน
ตลอดทาง หล่อนอดลอบมองบิดาไม่ได้ รอยยิ้มทะลุความมืดนั้นบอกให้รู้ว่าท่านกำลังมีความสุขมากแค่ไหน ช่อพุดคือลูกรัก ไม่ว่าจะทำอะไรก็สำเร็จดั่งที่พ่อต้องการทุกอย่าง ในขณะที่หล่อนเรียนไม่เก่ง หน้าตาไม่สวย แถมยังไม่เคยทำอะไรให้พ่อภูมิใจสักครั้ง ไม่ผิดเลยที่ท่านจะไม่รักหล่อน พลับพลึงเต็มไปด้วยความโศกเศร้า ก้มหน้ามองฝ่ามือบนตัก ปลงกับชะตาชีวิตของตนเอง
“ฮัสซานัล ลูกยังไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น”
เสียงเฉียบขาดนั้นเป็นของฟาติมาห์มารดาของเขานั่นเอง ฮัสซานัลในชุดพร้อมเดินทางชะงักเท้า แล้วเดินกลับมาหยุดตรงหน้ามารดา
“สวัสดีครับคุณแม่”
“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีเลย แม่ไม่อนุญาตให้ลูกเดินทางไปเมืองไทย”
ฮัสซานัลเหลือบมองชาร์คีลที่ก้มหน้าตัวสั่นเล็กน้อยก็เข้าใจทุกอย่างทันที แม่ของเขาคงรู้เรื่องนี้จากคนสนิทของเขานั่นเอง
“ผมบอกพี่ฮะซูลแล้วครับคุณแม่”
“แล้วแม่กับพ่อล่ะ ไม่คิดจะบอกเลยหรือไง ไม่ได้ ยังไงแม่ก็ไม่ยอมให้ลูกเดินทางฉุกละหุกแบบนี้หรอก”
“คุณแม่ครับ ได้โปรดเห็นใจผมด้วย ผมมีความจำเป็นต้องไปจริงๆ ครับ” ฮัสซานัลเดินไปจับมือของมารดา หวังว่าท่านจะใจอ่อน
“แม่รู้ว่าลูกจะเดินทางไปที่นั่นทำไม”
“ครับ” ชายหนุ่มรับคำสั้นๆ โดยไม่ปฏิเสธ นั่นยิ่งทำให้ผู้เป็นแม่ยิ่งไม่พอใจ
“แต่ลูกก็รู้นี่ว่าแม่เลือกผู้หญิงเอาไว้ให้แล้ว จามิลาสวยและเพียบพร้อมทุกอย่าง ลูกไม่ควรมองข้ามผู้หญิงดีๆ แบบนี้นะฮัสซานัล”
“ผมรู้ว่าคุณแม่หวังดี แต่ผมไม่ได้รักจามิลา”
“ลูกรู้ได้ยังไงว่าจะไม่รักจามิลา ในเมื่อยังไม่เคยเจอกันสักครั้ง” น้ำเสียงของฟาติมาห์ยังเต็มไปด้วยความไม่พอใจเหมือนเดิม แต่ฮัสซานัลดื้อดึงมาตั้งแต่ยังเด็กแล้ว เขาเชื่อมั่นในตัวเองเสมอ และไม่เคยยอมให้ใครมาบงการชีวิตแม้แต่มารดาก็ตาม
“นางผู้เคยช่วยชีวิตของผมเอาไว้คือคนที่ผมรักครับ ผมไม่มีทางมองผู้หญิงคนไหนอีก”
“แม่ไม่เชื่อหรอก ถ้าลูกรักนางจริง ทำไมลูกยังนอนกับผู้หญิงไม่ซ้ำหน้าทุกคืนล่ะฮัสซานัล แม่ว่ามันเป็นคำแก้ตัวที่ฟังไม่ขึ้นเลยนะ”
“คุณแม่ครับ ผมนอนกับผู้หญิงได้ทุกคน แต่ผมรักผู้หญิงได้แค่คนเดียวเท่านั้นครับ ซึ่งผู้หญิงคนนั้นชื่อ ช่อพุด ศรีวิชัย เธอช่วยชีวิตผมเอาไว้เมื่อแปดปีก่อน ดังนั้นผมจำเป็นต้องรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับเธอ ผมต้องขออภัยด้วยที่ขัดใจคุณแม่ แต่ผม...จำเป็นครับ”
“ฮัสซานัล!”
“แล้วผมจะติดต่อกลับมาทันทีเมื่อถึงเมืองไทยครับ”
ฮัสซานัลโค้งคำนับมารดาเป็นครั้งสุดท้ายแล้วเดินจากไป ฟาติมาห์มองตามด้วยความไม่สบายใจเช่นทุกครั้ง ลูกชายคนรองดื้อเสมอ ดื้อหัวชนฝาเลยทีเดียว
“ชาร์คีล ตามฮัสซานัลไปด้วย”
“แต่คุณชายรองไม่ต้องการให้ผม...ตามไปครับ”
ฟาติมาห์หันไปทำตาดุใส่คนสนิทของฮัสซานัล
“ถ้าหาวิธีตามลูกชายของฉันไปเมืองไทยไม่ได้ ก็เก็บข้าวเก็บของออกไปจากอาณาจักรมะอาลีย์ได้เลย ชาร์คีล”
“เอ่อ...ครับนายหญิง ผมจะตามคุณชายรองไปเมืองไทยครับ” ชาร์คีลรีบตอบรับเสียงสั่น
“ก็รีบไปสิ ป่านนี้ฮัสซานัลออกไปแล้วมั้ง”
“ครับ ครับนายหญิง”
ฟาติมาห์รีบเดินไปที่หน้าต่างแล้วมองลงไปยังลานจอดรถ เมื่อเห็นฮัสซานัลก้าวขึ้นไปบนรถลีมูซีนสีครีม ผู้เป็นมารดาก็ถอนใจออกมาด้วยความกังวล
“นี่ฉันต้องมีสะใภ้เป็นคนต่างเมืองจริงๆ ใช่ไหม เฮ้อ...” ไม่มีใครเชื่อฟังคำสั่งสอนของหล่อนเหมือนลูกชายคนเล็กอย่างทารีกอีกแล้ว
เตียงนอนสีขาวสะอาดไหวยวบเมื่อร่างของผู้ชายตัวใหญ่ที่เคยนอนหลับใหลอยู่ลุกพรวดขึ้นนั่ง ช่อพุดรีบบีบน้ำตาออกมาและปั้นเสียงสะอื้นไห้ให้สั่นเครือออกมาจากลำคอ
“พุด ผม...ขอโทษ”
มือใหญ่วางบนบ่าขาวเปลือยเปล่า และรั้งให้หญิงสาวหันกลับมา ช่อพุดแสร้งทำเป็นเสียอกเสียใจมากมายกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ทั้งๆ ที่ทุกอย่างคือสิ่งที่หล่อนต้องการ
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณชัย พุด...พุดผิดเอง”
อภิชัย รัตนฤทธิ์ ทายาทมหาเศรษฐีพันล้านตกหลุมเสน่ห์ของช่อพุดตั้งแต่แรกสบตายิ่งพึงพอใจ เมื่อเห็นว่าหญิงสาวแตกต่างไปจากผู้หญิงทุกคนที่ตัวเองเคยผ่านมา แม้จะไม่ใช่สาวพรหมจรรย์ แต่หล่อนก็ไม่ใช่ผู้หญิงกร้านโลกที่พร้อมจะกระโจนจับเขา
“พุดจะผิดได้ยังไงล่ะครับ ผมต่างหากที่ผิด...ผมล่วงเกินพุด”
ช่อพุดแสร้งช้อนตาที่ฉ่ำไปด้วยหยาดน้ำตาขึ้นมองบุรุษรูปงามและมากมายไปด้วยทรัพย์สมบัติ หล่อนจะต้องเล่นละครให้เนียน บทนางเอกผู้แสนดีเท่านั้นที่จะทำให้หล่อนได้ตำแหน่งภรรยาของผู้ชายตรงหน้ามาครอบครอง หล่อนไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือไปแน่
“แต่ถ้าพุด...พุดไม่ใจง่าย”
“พุดไม่ได้ใจง่ายหรอกครับ ผมต่างหากที่ถูกใจพุด และล่วงเกินพุด”
“เรา...ลืมเรื่องเมื่อคืนไปเถอะค่ะ พุด...จะได้กลับบ้าน ป่านนี้พ่อคง...คงรอพุดทั้งคืน”
หญิงสาวพยายามพูดให้อภิชัยรู้สึกผิดที่สุดเท่าที่จะทำได้
“แต่คุณชัยไม่ต้องกังวลใจนะคะ พุด...พุดจะโกหกพ่อเอง” หล่อนแกล้งบีบน้ำตาและสะอึกสะอื้นมากขึ้น “ถึงแม้ว่าตั้งแต่เกิดมาพุดจะไม่เคยโกหกพ่อเลยก็ตาม”
“โธ่...พุดครับ คุณไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอกครับ” อภิชัยหมุนร่างเล็กขาวเนียนของช่อพุดให้หันมาหา และเชยคางมนให้เงยหน้าประสานสายตา
“ถ้าไม่โกหก พ่อก็จะสงสัย”
“ผมจะรับผิดชอบพุดเองครับ”
รู้อยู่แล้วว่าทุกอย่างจะต้องสำเร็จ อภิชัย รัตนฤทธิ์ ไม่มีทางหนีเงื้อมมือของหล่อนพ้น ก็แน่ละ หล่อนไม่เคยพลาดปล่อยให้ผู้ชายที่ต้องการหลุดมือเลยสักคน ยกเว้นไอ้คู่หมั้นหน้าเจ๊กนั่นคนเดียวที่หนีไป เพราะรู้ว่าครอบครัวของหล่อนกำลังถังแตกและต้องการที่ยึดเกาะ
“อย่า...อย่าเลยค่ะ พุด...พุดไม่อยากทำให้คุณชัยเดือดร้อน”
ยิ่งฟังช่อพุดพูด อภิชัยก็ยิ่งมั่นใจว่าหญิงสาวตรงหน้าคือคนที่เหมาะสมกับตัวเองที่สุด หล่อนไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาจะจับเขา แถมยังปฏิเสธความรับผิดชอบของเขาเสียอีก ช่างน่าพึงพอใจนัก ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่ากลับมาจากอเมริกาคราวนี้จะทำให้พบกับหญิงที่งามทั้งกายและใจแบบนี้
“ผมยินดีที่จะเดือดร้อน ถ้านั่นหมายถึงเรื่องของเรา”
“คุณชัย...หมายความว่า...” ช่อพุดแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจทั้งๆ ที่รู้อยู่เต็มอก
อภิชัยยิ้มกว้าง เลื่อนมือลงไปกุมมือนุ่มขึ้นมาจูบเบาๆ
“ผมจะรับผิดชอบทุกอย่างช่อพุด เราจะแต่งงานกันให้เร็วที่สุด”
“คุณชัย...”
“คุณคือเจ้าสาวของผม ช่อพุด”
ในที่สุดสิ่งที่ช่อพุดฝันมาตลอดก็เป็นความจริง ความสุขสบายแบบเจ้าหญิงในนิยาย เจ้าชายรูปงามพร้อมกับทรัพย์สมบัติกำลังจะปรากฏในชีวิต หล่อนกำลังจะสบาย กำลังจะเชิดหน้าชูตาอยู่ในสังคมได้อย่างภาคภูมิใจ หล่อนจะต้องเป็นผู้หญิงที่โชคดีที่สุดในโลกอย่างแน่นอน
พลับพลึงที่แทบไม่ได้นอนทั้งคืนเพราะมีหน้าที่คอยเปิดประตูบ้านให้ทุกคนในบ้าน แต่รอจนถึงเช้าพี่สาวก็ยังไม่กลับ ความห่วงใยพี่สาวทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเมื่อเวลาผ่านเลยมาจนถึงสิบเอ็ดโมงเช้า
“พ่อคะ ฉันว่าไปแจ้งความเถอะ พี่พุดหายไปทั้งคืนแล้ว”
วินัยที่นั่งดื่มกาแฟอย่างอารมณ์ดีอยู่หันมาตวาดลั่น
“แกอย่าทำเป็นรู้ดีนังพลับพลึง หัดคิดหาทางทำให้ครอบครัวสบายแบบลูกพุดบ้าง”
แม้จะถูกบิดาตำหนิแต่พลับพลึงก็ยังเป็นห่วงพี่สาว
“แต่พ่อคะ นี่มันจะเที่ยงแล้วนะ พี่พุดยังไม่กลับมาเลย ไม่โทร. มาด้วย ฉันเป็นห่วง...”
“คนโง่ๆ แบบแกจะไปรู้อะไร” วินัยยิ้มเกลื่อนหน้า นึกถึงตอนที่ช่อพุดแอบโทร. มาบอกว่าทุกอย่างที่หวังสำเร็จแล้ว อภิชัย รัตนฤทธิ์ กำลังจะเดินทางมาสู่ขอลูกสาวคนโตในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้
“พ่อ...พ่อหมายถึงอะไรคะ”
“ไปเตรียมน้ำเตรียมท่าเอาไว้รับแขกเลย อีกประเดี๋ยวจะมีแขกพิเศษมาที่บ้าน” วินัยตัดบทอย่างรำคาญ ในขณะที่พลับพลึงมึนงง
“แขก? ใครหรือคะพ่อ”
“ไม่ต้องรู้สักเรื่องจะได้ไหม ไปทำตามที่ฉันบอก เร็วเข้า”
เมื่อถูกพ่อตวาดอีกครั้ง พลับพลึงก็เดินลนลานหายเข้าไปในห้องครัวตามคำสั่ง แม้ว่าภายในใจจะยังคงสงสัยท่าทางของบิดามากแค่ไหนก็ตาม
“ลืมถามว่ามากี่คน ยกไปสองแก้วก่อนดีกว่า”
พลับพลึงบ่นกับตัวเอง ก่อนจะรีบยกถาดวางแก้วน้ำเย็นๆ สองแก้วออกจากห้องครัวไปยังห้องรับแขกเล็กๆ ของบ้าน แล้วก็ต้องชะงักเท้า เบิกตากว้าง เมื่อเห็นช่อพุดปรากฏตัวพร้อมกับผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งหันหลังให้ ด้วยความดีใจหล่อนจึงตะโกนเรียกพี่สาวโดยไม่ทันคิดว่าจะถูกตำหนิ
“พี่พุดกลับมาแล้ว นี่พี่หายไปไหนมาทั้งคืนคะ ฉันเป็นห่วงมากนะ”
พลับพลึงวางถาดบนโต๊ะกระจกและคว้ามือพี่สาวมาจับ แต่ช่อพุดสะบัดแรงๆ มือจนหลุด พร้อมกับมองด้วยแววตาไม่พอใจ
“ฉันสบายดี”
“พลับพลึง ไปข้างนอกก่อนไป พ่อกับพี่ของแกมีแขก ไม่เห็นหรือไง”