ผู้หญิงคนนี้ ใบหน้าเรียวรูปไข่ ถูกใจเขานัก
ทำให้กริญจ์มอง เพิ่งกลับจากไปส่งหวานใจกลับคอนโด ตามประสาผู้ชายเจ้าชู้
พอชอบ อยากจีบทันที
ผู้หญิงสวยเรียบดูไม่ฉูดฉาด ไม่ได้แต่งหน้าด้วยซ้ำ กริญจ์ทำเจ้าชู้ที่ริมถนนค่อนข้างมืด
หล่อนคงไม่เห็นนัยน์ตาของเขาหรอกน่า
แต่แล้วฝ้ายนิลรู้ว่ามีผู้ชายคนหนึ่ง มองจ้อง
แล้วเดินมาถึงที่หล่อนขายของ
เดินตามหล่อนใกล้เข้ามา และเขาทำท่าจะมาจีบหล่อน
“คุณครับหันมาทางนี้หน่อย อยากจะรู้จักคุณจังเลย ชื่ออะไรครับ”
เขาทักหล่อนแบบนี้ ทั้งที่ไม่รู้จักกัน
ฝ้ายนิลเลยชะงัก แต่ลูกไม้ตื้นแบบนี้รู้ทัน เลยไม่อยากสนใจ อาจจะเป็นพวกขี้เมา พยายามหาทางลวนลามเห็นเธอเป็นแม่ค้าขายมาลัยริมทางก็จะมาเจ๊าะแจ๊ะแบบนี้มีบ่อย จนชิน
“จะมาหาเรื่องเหรอ ไปเถอะคุณ วันนี้อารมณ์ไม่ดี”
เธอตอบกลับไป ไม่ไว้ใจชายตรงหน้า
คนถูกกล่าวหาว่า หาเรื่อง หน้าตึง
เรื่องอะไรจะปล่อย
คนอย่างกริญจน์ยอมใครที่ไหน
“หน้าตาก็ไม่ได้ดีมาก ปากก็ไม่ดีด้วย”
“เอ๊ะคุณ หาเรื่องเหรอ เห็นทีต้องพึ่งตำรวจเสียแล้ว”
เมื่อเอ่ยคำว่าตำรวจ ทำให้อีกฝ่ายยิ่งหน้าตึง
เพราะไม่ถูกกับชื่อนี้ หวังจะมาแบบมิตรคุยดีด้วย แต่ฝ่ายนี้คงระวังตัวแจ
งั้นไปก่อนเถอะ วันหลังยังมีอีก
จากนั้นกริญจน์ก็เดินไปที่รถ ขับออกไปทันที
ฝ้ายนิลถอนใจ มองตามเห็นชายคนนั้นเดินไปในความมืดแล้วขับรถออกไป นี่มันอะไรของเธอนี่
เจอแต่ละเรื่อง ชวนปวดหัวที่สุด ไม่พวกเมาเหล้าก็เมายา
เขาต้องมาครุ่นคิดเพราะไม่พอใจ ที่เหมือนเธอหยิ่ง ไม่สนใจเขาไม่เคยมีใครทำกับเขาแบบนี้
ใบหน้ากริญจ์เข้มขึ้นในความมืด และพาลหงุดหงิด ไม่พอใจนักถ้าผู้หญิงจะมาเล่นตัว หน้าตาของเขาออกจะหล่อเหลาสุภาพ สาวตอมกันเกรียวเหมือนแมงหวี่แมลงวัน ขอหลบมุมก่อน พอมีจังหวะจึงเดินกลับมาอีกครั้ง สาวน้อยคนเดิมยังอยู่
“ถามดีๆ ก็ตอบดีสิ”
“แน่ใจหรือว่า คุณมาดี” เธอเถียง
“อ้าว พูดได้นี่ นึกว่าไม่ได้เอาปากมาด้วยซะแล้ว แค่อยากจะรู้จักคุณ แค่นี้ ถึงกับ ต้องเดินหนีด้วยหรือ”
“ใช่ ถ้าคุณ เป็นผู้ชายเจ้าชู้ละก็ กรุณาหลีกไปไกลเลย นะ ฮึ เพราะฉันนั้นเกลียดพวกผู้ชาย”
ทำให้เขารู้สาเหตุที่แท้จริงว่าอย่างนี้เอง
อ้อ หรือว่าหล่อนจะไม่ใช่หญิงแท้
แต่เป็นหญิงรักหญิง ขอบผู้หญิงด้วยกัน
ไม่น่าเชื่อเลยนะ เพราะหล่อนเป็นคนสวยมากมายอยู่หรอก แถมน่ารักอีกต่างหาก
ในปัจจุบัน เป็นเรื่องปกติไปแล้ว นี่ นายกริญจ์ เขาโง่เองไม่น่าเข้าไปทักหล่อนเลย ดูท่าจะปากร้าย และสายตาไม่เป็นมิตร
“อ้อ คุณถ้าเกลียดผู้ชาย งั้นคุณก็ต้องชอบผู้หญิง”
เขาเถียงกลับไป เหมือนเป็นการเกี้ยวจีบในตัว
ฝ้ายนิลไม่อยากตอบคำถามของเขา แต่อดไม่ได้
เมื่อเขายวนมา หล่อนก็คันปากไม่น้อย
“นี่คุณคะไม่ใช่ธุระอะไรของคุณสักหน่อย และถ้าฉัน จะรักจะเกลียดใคร ก็เรื่องของฉัน กับคุณ คนแปลกหน้า ฉัน ไม่ได้รู้จักสักหน่อย”
หล่อนตอบไปอย่างนี้ หากเขาสวนออกมาทันที
เหมือนรอจังหวะและโอกาส
“อ้าว คุณครับ ผมอยากจะรู้จักกับคุณนี่”
“เอ๊ะ” หล่อนนึกเคืองที่ผู้ชายคนนี้พาล เลยมีคำตอบที่หลุดออกมาจากปากของหล่อนรุนแรงทันที อย่างไม่สนใจ
“ขอโทษค่ะ เสียใจใสเจีย ด้วยนะคะ ขอเชิญคุณไปหาเอาข้างหน้าเถอะค่ะ”
คำตอบของหล่อนมันดังเข้าใส่หูของเขาโครมใหญ่ เขาไม่เคยเจอผู้หญิงประเภทปากร้าย ด่าทันควันแบบนี้ ถ้าไม่พอใจ
เพราะผู้หญิงที่คบกับเขา และเป็นผู้หญิงของเขาพวกหล่อนมักจะไหลหลงในตัวเขา พูดจาอ่อนหวานเอาอกเอาใจ
หากแต่ผู้หญิงคนนี้กลับตรงกันข้าม
ท่าทางหล่อนเหมือนไล่ตะเพิดเหมือนไม่แยแส
และไม่กลัวเขาอีกต่างหาก
เป็นผู้หญิงขาลุยนี่นา
ทำให้กริญจน์ ยิ่งอยากจะสนใจและอยากรู้จักบ้านช่องห้องหอของหล่อนเสียแล้ว
เอ งั้น ขับรถตามไปดีกว่า เล่นตัวดีนัก เพราะเห็นว่าเหมือน หล่อนจะยืนรอรถ
คงรอนั่งแท็กซี่กลับหรือเปล่า คันไหน
พอเห็นเขาจะขับรถตามคันนั้นไปเลย เพราะจะได้รู้ว่า เขานั้นจีบผู้หญิงคนไหนไม่เคยพลาดเป้าหมายเลย ถ้าต้องการ
เจ้าหล่อนก็โบกรถแท็กซี่คันนั้นไปเสียแล้ว เพราะหล่อนผลุบหายเข้าไปนั่ง จากนั้นแท็กซี่ก็ออกตัว พุ่งลิ่วไปบนถนนข้างหน้า
อ้าวเฮ้ย กริญจ์ ช้าไม่ได้แล้ว ไอ้เสือ
ซึ่งเป็นเวลาสามทุ่มครึ่งเท่านั้นเอง กริญจ์ยกต้นแขนเพื่อดูเวลา ทำให้เขานั้นต้องเร่งเครื่องเพื่อให้ ทันเจ้ารถแท็กซี่สีและทะเบียนคันดังกล่าว ซึ่งมีผู้หญิงปากกล้า หล่อนนั่งอยู่ในนั้นด้วย
ใกล้เข้ามาแล้วทุกขณะ มองเห็นชัด
เจ้าแท็กซี่คันนั้น คนขับทำท่าจะรู้ตัวว่ามี
รถเบ๊นซ์ราคาแพงวิ่งจี้ตามมาติดๆ เหมือนสะกดรอยตาม และด้วยห่วงสวัสดิภาพ คนขับพยายามครุ่นคิด
กลัวเจ้าของรถเบ๊นซ์มีปืน ติดมือมาด้วย หากมันลั่นโป้งป้างขึ้นมาล่ะ มันเคยมีข่าวบ่อยๆ
อย่างที่เห็นเพื่อนอาชีพเดียวกันซึ่งเคราะห์ร้ายทางหน้าหนังสือพิมพ์บ่อย คู่กรณีเลือดร้อน พวกโจ๋วัยรุ่นอารมณ์เดือด
จนผู้โดยสารสาวมองเห็นแล้ว หล่อนก็ชักสีหน้า และมีท่าทีแบบงุนงง ไม่ไว้ใจ
“เอ้อ เป็นอะไรไปคะ ลุง ดูแล้วท่าทางเหมือนลุงกลัวอะไรบางอย่าง”
“ใช่ จะไม่ให้ลุง กลัวได้ไงล่ะอีหนู เอ้ย ดูข้างหลังนั่นสิ คันที่วิ่งรถ เข้ามาจ่อติดๆ กับลุง นี่มันคงมาหาเรื่องลุงอย่างแน่นอนเลย เอาไงดี สังเกตดูนานแล้ว มันไม่ยอมขับแซงไปเสียที”
แล้วชายคนขับก็บุ้ยใบ้พร้อมกับชี้มือไป
เลยทำให้ฝ้ายนิล นั้นตัดสินใจเหลียวหันไปมองตามบ้าง ก็เห็นรถเบ๊นซ์สีบรอนซ์คันดังกล่าว ขับตามมาแบบจี้ๆใกล้จะชนตูดจริง
หากแต่ยังมองไม่เห็นคนขับรถเลย
และนั่นต่อมา ก็ทำให้เธอพลอยตกใจด้วย
“เอ ลุงคะ แล้วนี่ ลุงรู้จักกับคนขับรถเบ๊นซ์คันนั้นไหมล่ะคะ”
และคนขับแท็กซี่คนเดิมสั่นหน้าอีกตอบ
“โอ้ย ไม่หรอกอีหนู แต่ว่า ไอ้ประเภทที่มีการเฉี่ยวชนกับรถเบ๊นซ์ก็พอมีเหมือนกัน หรือว่าจะเป็นไอ้พวกนี้”
เมื่อคนขับพูดอย่างนั้น เลยพลอยทำให้จิตใจของฝ้ายนิลไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเอาเสียแล้ว
นี่เธอปะเหมาะเคราะห์ร้ายหรือเปล่า
เหมือนกับคนหนีเสือมาปะจระเข้ด้วย
หญิงสาวพยายามครุ่นคิดอย่างมีสติ
“งั้น ลุง ก็ช่วยเร่งเครื่องแรงๆกว่านี้ได้ไหมคะ ไปหาจอดในย่านที่ชุมชนให้กับหนูหน่อย เอ้อ พอที่หนูจะหารถคันใหม่แทนได้ง่าย เพราะหนูอยากจะกลับบ้าน”
ฝ้ายนิลบอกความประสงค์
พร้อมทั้งพยายามชะเง้อมองหาคนขับรถเบ๊นซ์ เพราะว่าสีรถที่ดูเหมือนกับคุ้นเคย ว่าเห็นที่ไหนมาก่อน
“อ๋อนี่ คิดจะเร่งเครื่องหนีอีกหรือยังไง”
เลยทำให้กริญจ์สบถออกมาพร้อมกับเหยียบคันเร่งเพิ่มแบบไม่ลดละ
จนเขานั้นสามารถวิ่งแซงตีคู่กับรถแท็กซี่
คันที่เป็นเป้าหมายได้แล้ว
เพราะกริญจ์ขับรถขนาบอยู่ทางด้านขวา ดังนั้นเขาจึงลดไขกระจกลง เพื่อให้เห็นหน้าชัดเจน
จากนั้นพอฝ้ายนิลมองเห็นหน้าชัดเจน ถึงกับตกใจในทันที
“อ๋อ นายบ้า คนนั้นเอง ตามมาอีกจนได้”
และเสียงบ่นออกมาของเธอทำให้คนขับหันมาถามอีก
“อ้าว นี่ หนูรู้จักกับคนขับด้วยหรือ”
“ไม่ใช่หรอกค่ะ คงจะเป็นคนบ้าน่ะ คะ พวกโรคจิตที่คิดจะทำมิดีมิร้าย เอ้อ กับหนู”
เมื่อฝ้ายนิลตัดสินใจพูดออกไปอย่างนั้น
พอถึงสี่แยกข้างหน้า ก็เริ่มจะเป็นชุมชนใหญ่ที่มีผู้คนอยู่ในละแวกนั้นค่อนข้างหนาตาแล้ว คิดว่าผู้โดยสารจะปลอดภัย
“งั้น แจ้งตำรวจดีไหม ล่ะหนู เอ้อ ให้ลุงแจ้งไปที่วิทยุร่วมด้วยช่วยกัน แต่ว่า ใกล้ๆจะถึง ลุงจะหยุดจอดให้หนู ตรงสี่แยกข้างหน้า มันเป็นชุมชนใหญ่ ที่หนูปลอดภัย”
“ได้ค่ะ คุณลุง” หล่อนตอบ
และในความคิดของฝ้ายนิลคิดว่าไหนๆชะตากรรมของเธอก็ต้องมาเจอกับคนโรคจิตแบบนี้
มันคงหลีกเลี่ยงกันไม่ได้ แน่นอน
ถ้าเป็นแบบนี้ งั้นมาปะทะหน้ากันดีกว่า
สู้กันซึ่งหน้า
หล่อนไม่กลัวใครหรอก คนอย่างฝ้ายนิลเสียอย่าง
ก็กลางชุมชนเลยล่ะ
เพราะคิดว่าเขาคงไม่กล้าทำอะไร ที่ดูน่าเกลียดหรอก
เอ หากแต่ถ้ามีอะไรที่ดูร้ายแรงมากกว่านี้
เธอก็สามารถที่จะร้องตะโกนและวิ่งเข้าหาชาวบ้านตรงหน้า และให้คนแถวนั้นช่วยเหลือก็ได้
ฝ้ายนิลคิดหาทางป้องกันและทางหนีทีไล่
และในขณะนั้น สำหรับคนขับรถเบ๊นซ์
อย่างกริญจ์ เขาก็หัวเสียอย่างหนักเลยทีเดียว เพราะนี่ขนาดวิ่งตีคู่ขนาบกันขนาดนี้
เจ้าแท็กซี่ยังไม่หยุดจอดอีก มันน่าโมโหนัก และกลับเพิ่มความเร็วอีกจนว่า
เขาต้องรีบเร่งให้เท่ากัน เพราะเมื่อเกิดอาการที่หมั่นไส้เข้ามากๆ
เขาก็เลยบีบแตรให้เสียงดังลั่นสนั่นไปหมด
โดยไม่สนใจชาวบ้านจะตกใจมากแค่ไหน
“ฮึ ดูเอาเถอะ นายคนนี้มาทำโมโหบีบแตรไล่หลัง อย่างนี้ เอ้อ ลุง คะ หนูว่าจอดที่ตรงนี้ก็ได้ แล้วนี่ค่ะ สตางค์ค่ารถ ไม่ต้องทอนนะคะ เพราะเดี๋ยวหนูจะขึ้นคันใหม่ ”
หล่อนกลัวคนขับไม่ปลอดภัย ในสวัสดิภาพ เพราะถูกคุมคาม จากอันธพาลข้างถนนคนนั้น
ฝ้ายนิลพูดอย่างเข้าใจความรู้สึกของคนขับ
“เอ ไม่เป็นไร หรอกหนู ลุงไม่รับหรอกนะ ยังส่งไม่ถึงปลายทาง ให้หนูเก็บเอาไปต่อคันอื่นต่อเถอะ แค่นี้ไม่เป็นไรหรอก”
หากคนขับรถนั้นเอ่ยปฏิเสธ
แต่ว่าทางฝ้ายนิลก็ไม่ยอมเช่นกัน
“แต่ไม่ได้นะคะคุณลุง เพราะหนูใช้บริการไม่ได้นั่งเปล่าๆ และก็ถือว่าเป็นความสบายใจของหนูด้วย นะคะ ถ้าลุงไม่รับ หนูไม่สบายใจแน่ถ้าไม่ได้จ่ายค่ารถ กว่าที่ลุงจะหาลูกค้าคนใหม่ได้อีก ก็นานนะคะ รับไปเถอะ”
ซึ่งฝ้ายนิลก็คะยั้นคะยอให้คนขับนั้นรับเงินค่าโดยสาร
ซึ่งเธอก็หยิบแบ๊งค์ร้อยหนึ่งใบ พร้อมกับคว้ากระเป๋าของตนเองเตรียมพร้อมจะลงในทันที
เมื่อคนขับนั้นหยุดจอดให้ชิดติดริมฟุตบาธ จากนั้นเธอก็เปิดประตูลงจากรถในทันที
พร้อมกับรีบวิ่งตรงไปข้างหน้า ซึ่งมีสะพานลอยอยู่ตรงบริเวณสี่แยกไฟแดง
เธอคิดว่าจะข้ามสะพานลอย
ไปดักเรียกแท็กซี่ ที่ฝั่งโน้นดีกว่า ยอมเสียเวลาหน่อย
แต่ว่าคงหนีพ้นจากผู้ชายโรคจิตคนนั้นอย่างแน่
ฮึ คนที่นำความเดือดร้อนมาให้เธอในเวลานี้ไง
เพราะกริญจ์กระหยิ่มยิ้มย่องในใจ เมื่อเขาขับจนสามารถแซงหน้าหญิงสาวตัวเล็กได้
และรถไปจอดหยุดอยู่ตรงบริเวณเสาไฟฟ้าที่มืดสนิทตรงนั้น ดูเปลี่ยวบ้าง
แม้จะมีบ้านเรือนของผู้คน แต่ก็เงียบและปิดไฟดับสนิท จากนั้นรีบล๊อครถ
แล้วตัดสินใจวิ่งสวนกลับมายังทิศทางที่หญิงสาวนั้นเป็นฝ่ายวิ่งตรงมา
เพราะหล่อนไม่คาดคิดนั่นเอง และเมื่อฝ้ายนิลมองเห็นชัดเจน
ดังนั้นหญิงสาวจึงพยายามจะวิ่งย้อนกลับไปยังที่เดิมอีกเพราะเขาวิ่งมาดักหน้าอย่างนี้
เพื่อจะหนีเขาไปให้ไกล
เพราะนี่เขาเล่นเอามือคว้าและกอดรัดร่างของหล่อนจนแทบจะหายใจไม่ออกด้วยซ้ำ จนสิ้นอิสรภาพเลยทำให้หล่อนต้องดื้อดึงเขาพร้อมกับแข็งขืน
“เป็นไงล่ะ แม่คุณ นี่ ฉันบอกแล้วไงว่า เธออย่าฤทธิ์มาก บอกให้อยู่เฉยๆ เพราะฉันไม่ทำอะไรเธอหรอก”
สำหรับหล่อนนั้นก็เห็นมีวิธีเดียวที่จะช่วยตัวเองได้ในยามนี้ ก็คือ เออออส่งๆไป
ถ้านายคนบ้านี้พูดอย่างที่เขารับปากไว้ก็ดี
ดังนั้นเธอจำเป็นต้องพูดดีกับเขาไปด้วย
เพราะตอนนี้จะให้ทำอะไรได้ เพราะสถานการณ์มันบังคับอีก
สำหรับฝ้ายนิล เจอคนบ้า อารมณ์เถื่อน
หลังจากนั้นเขาใช้วิธีลากจูงมือพร้อมกับแกมบังคับหล่อนให้ไปกับเขาด้วยกันกับเขา
“งั้นเอาแบบนี้ ไปคุยกันที่รถของฉัน”
แม้เป็นคำพูดสั้นๆ ที่ทำให้เธอนั้นจะต้องยอม
และเชื่อเขาไปง่ายๆ ในขณะนี้ เพราะไม่มีทางเลือกอะไรสำหรับเธอ
ในขณะนี้เพราะหากถ้าเขาจะเอาไปฆ่าไปแกงอย่างไรก็ทำได้
และเธอคงไม่รอดพ้นมือเขาเป็นแน่
มีแต่ทางเสียเปรียบ
ครั้นเมื่อหล่อนจ้องไปที่ใบหน้าของเขา
ซึ่งหน้าตาของเขานั้นไม่ได้น่าเกลียดสักหน่อย เพราะออกจะหล่อเหลา เอาการทีเดียว
หากแต่ทำไมจิตใจเขาถึงเถื่อน ทมิฬ หินชาติอย่างนี้
คือการใช้กำลังประทุษร้ายผู้หญิงอย่างนี้
ถือว่าแสนเลวที่สุด
“งั้นที่ฉันถามเธอในตอนนั้น ทำไมเธอถึงไม่ตอบ หรือเธอชอบผู้หญิงเพศเดียวกัน”
ครั้นเมื่อเขาคิดไปแบบนี้
เลยทำให้ฝ้ายนิลรีบรับสมอ้างทันที
“ใช่ ใช่ละ เพราะฉันชอบแบบนั้น คือ ฉันไม่ชอบผู้ชายเลยสักนิด”
“ฮึ ก็นั่น ไงฉันนึกแล้วไม่มีผิดเลย และมันก็แค่นี้เอง ที่ฉันอยากรู้ ชื่นชอบและนิยมตีฉิ่ง ก็ไม่บอกกันเสียแต่คราวแรก นี่ เธอมาทำให้ฉันอารมณ์เสียอย่างมาก ฮึ เอาล่ะไปเสียสิ ไปได้ ฉันปล่อยเธอแล้ว แล้วต่อไปอย่ามาทำแบบนี้อีกนะคือ อ่อยผู้ชาย”
อะไรกัน หล่อนนี่นะ หรือ อ่อยผู้ชาย บ้าที่สุด
พร้อมกันนั้นฝ้ายนิลก็ได้ทบทวนกับเรื่องที่เกิดขึ้นแบบสดๆร้อนๆกับตนเอง
มันเกิดขึ้นได้อย่างไรหนอ ถือว่าวันนี้โชคร้ายที่สุด
ก็แล้วทำไมละ จะต้องมาพบเจอะเจอกับผู้ชายปากร้าย ป่าเถื่อนคนนั้นด้วย
ผู้ชายอย่างเขา ที่มองเห็นความทุกข์ของคนอื่น เป็นเรื่องสนุกสนาน น่าล้อเล่น
จนกระทั่งหล่อนเดินเข้าไปข้างในตึก เพื่อกดลิฟต์ชั้นสามห้องที่พัก
สิ่งที่ทำได้ในตอนนี้ คือรีบอาบน้ำเปลี่ยนเครื่อง
แต่งกายเข้านอนเพราะพรุ่งนี้เช้าต้องทำงานต่อ
และฝ้ายนิลไม่กล้าโทรศัพท์ไปเล่าให้ใครฟังทั้งสิ้น
แม้แต่ปวีณาเพราะเกรงจะไปรบกวนการหลับนอนที่แสนสุขของเพื่อน
เพราะเรื่องนี้หล่อนขอสาปส่งผู้ชายประเภทนี้
ก็ขออย่าได้พบเจออีกเลยเถอะเจ้าประคุ้น
ส่วนเขานั้นก้าวลงจากรถ แล้วเดินไปกดออดที่หน้าประตูรั้วอัลลอยด์สีทองของคฤหาสน์หลังงามตระหง่านเบื้องหน้า
สักครู่ก็มีร่างของสาวใช้นามว่า นางสาวเสริมสวยวิ่งกระหืดกระหอบมาเปิดประตู
ก่อนหน้านั้นแม่คุณเงยหน้ามองทางกระจกลูกชายของคุณท่านและนายท่านรูปหล่อ
และนางสาวเสริมสวยเต็มไปด้วยสีหน้าเขิน และทำท่าแบบอายม้วนต้วนบิดกายไปมา
ครั้นจากนั้นแล้วความคิดของนางสาวเสริมสวยก็แวบขึ้นและบันไดหินอ่อนที่สองเท้าของเขา เหยียบเข้ามา
ชะงักนิดหนึ่งเมื่อทราบว่ามีประตูผลักเปิดออกมา
นางสาวเสริมสวยหยุดยืนอยู่ตรงนั้น
เขามองภาพ ไปที่นั่นเห็นด้านข้างเป็นไม้กวาด วางพิงไว้ใกล้กับประตูโค้งรูปตัวยู
ซึ่งเป็นประตูไม้สักลวดลายสลักเสลาวิจิตรของบ้าน ใกล้นั้นถัดไปเป็นชั้นวางรองเท้า
และเมื่อมองเข้าไปภายในห้องโถงกว้างของตัวบ้าน เป็นตู้เฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ซึ่งจัดตั้งโชว์ของที่ระลึกต่างๆ
ถ้วยโถโอชามสมัยเก่ากับจานชามเบญจรงค์ เมื่อถึงห้องส่วนตัวของเขาแล้ว
กริญจ์ยืนครุ่นคิด พร้อมกับกรามทั้งสองของเขานั้นบดเข้าหากัน เมื่อมือหนึ่งนั้นล้วงแผ่นกระดาษแข็งคล้ายๆกับเป็นนามบัตร
แล้วหยิบขึ้นมาดูนิดหนึ่งพร้อมกับพิจารณา
นางสาว ฝ้ายนิล ตำแหน่งพนักงานผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ หากเขายิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม
ได้การล่ะ เขาไม่เคยถูกผู้หญิงหลอก
มีแต่หลอกผู้หญิงฝ่ายเดียว
แต่นี่ เมื่อมาเจอเข้ากับตัวเอง เขานั้นจึงเกิดโกรธ ที่หล่อนบอกว่า หล่อนชอบเล่นกีฬาตีฉิ่ง นั่นหล่อนโกหกเขาทั้งเพ เพราะเขาเพิ่งนึกได้
แม่สาวเลสเบี้ยนตัวปลอม
เขารู้แต่ว่าตนเองถูกหลอก เพียงแค่นี้ก็เก็บเอามาเป็นอารมณ์
สำหรับเขานึกเซ็งที่กลับเข้ามาในบ้าน ไม่น่ารีบกลับเลย คิดผิด งั้นออกไปข้างนอกต่อดีกว่า
เลยต้องผลุนผลันออกมาจากบ้านไปอีกครั้ง
ตอนนี้ รู้แต่ว่ามันมีความอัดอั้นและพล่านไปหมด
หากว่า หนุ่มหล่อตาสวยอย่างกริญจ์ เขาขับรถไปเรื่อยๆอีกครั้ง กินลมชมวิว
แต่หัวใจนั้นดูเอื่อยเฉื่อย และบนท้องถนนที่หมู่ตึกรามเหล่านั้นประดับไปด้วยแสงไฟริมสองข้างทาง พราวพร่างตาไปหมด
กับดวงไฟที่สีฉูดฉาดกลางมหานคร ผิวหน้าขาวจัดของเขาเย็นจนแผ่ซ่านเพราะแรงขับจากแอร์ จากนั้นเขาเป่าพ่นลมหายใจออกอย่างช้าๆ
ท่ามกลางแสงไฟที่ล้อมจนดูพราวอาบผ่านใบหน้า
หากดวงไฟสีฉูดฉาดเหล่านั้นเมื่อยามตัดผ่านร่างของเขาจนเกิดเป็นสีสันแปลกตา
เพราะเขานั้นมีรูปร่างสูงโปร่ง มีดวงตาคู่สวย ปากและหน้าออกไปทางหวานสีอมชมพู
หากมองดูแล้ว ส่วนหนึ่งมีทั้งความคมคายและคมเข้ม อยู่ในตัวตนบุคคลคนเดียวกัน
เพราะเขาเป็นบุรุษเพศ ไม่ใช่สตรีเพศ
ซึ่งถือว่าเป็นลักษณะแปลกๆไม่ค่อยได้พบเจอจากผู้ชายคนไหน เสื้อผ้าที่ดูหรูหราเช่นเดิม
เขาหยิบลูกกุญแจติดมือเมื่อเทียบจอดรถคันหรูชิดติดกับริมฟุตบาธ หยิบติดมือมาด้วย
แล้วก้าวผ่านรวงร้านเหล่านั้นในราตรีดึกสงัดที่ยังมีผู้คนเดินพลุกพล่านอยู่ในขณะนี้
ซึ่งเรียกได้ว่า ในสถานบริการแห่งนั้น ก็ดูเหมือนยังหนาแน่นด้วยผู้คน
ส่วนภาพของแม่สาวเหล่านั้นแต่งกายด้วยชุดกระโปรงหลากสีสัน นุ่งน้อยห่มน้อย โชว์สรีระยักคิ้วหลิ่วตา
เอ่ยเชิญชวนให้เขาเข้าไปใช้บริการภายในร้านของเจ้าหล่อน