ตอน 2

โน้ตเป็นชื่อเล่นชวินทร์ ดาวเป็นชื่อเล่นเนตรา เธอกับเขาเป็นเพื่อนร่วมเรียนสาขาเดียวกันในมหาวิทยาลัย

ชวินทร์มีชีวิตเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ รูปร่างหน้าตาดี ฉลาด เต็มไปด้วยอารมณ์ขัน รวย มีแฟนสวย เพื่อนๆ รัก

ส่วนชีวิตเนตราขึ้นต้นเหมือนจะดี แต่แล้วกลับเคว้งคว้างดังว่าวหลุดลอย พ่อแม่เสียตอนอยู่ปีสอง ดีที่ได้ทุนการศึกษาของญาติชวินทร์มาช่วยเหลือ

หน้าตาเธอ หากจัดอันดับแล้วอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ไม่สวยขนาดมีหนุ่มแปลกหน้ามาขอเบอร์ ยังพอมีหนุ่มชวนไปดูหนังกินไอศรีมบ้างปีละครั้งสองครั้ง

เนตราเคยคิด หากตัวเองเป็นดาวได้ เขาคงเป็นเดือน ส่องแสงสีเงินยวงให้เย็นใจ กลางคืนอวดโฉมกระจ่างฟ้า เหมือนสัมผัสได้แต่เอื้อมไม่ถึง เพราะเดือนอยู่สูง ไกลลิบ

ดาวที่น่าจะมาจากดาวทะเลและเป็นคนอย่างเธอจึงได้แต่แหงนมองเขาคอตั้งบ่า มันคงเป็นเพียงอาการปลื้มคนหล่อ หากวันหนึ่งเดือนไม่เคลื่อนมาใกล้ เขาและเธอจำต้องจับกลุ่มรายงานด้วยกัน

เนตราที่เพิ่งเสร็จงานศพพ่อแม่มาเรียนด้วยอารมณ์หดหู่ พ่อแม่ทำประกันปิดหนี้บ้านไว้ก็จริง แต่หักลบกลบหนี้แล้วเงินไม่พอให้เธอเรียนจบแน่ ระหว่างกำลังเหม่อลอย ชวินทร์ก็มาอยู่ตรงข้าม

“ดาวโอเคไหม”

คำถามสั้นๆ ง่ายๆ กระแทกใจเธออย่างจัง เนตราจำได้ว่าตัวเองนั่งร้องไห้ต่อหน้าเขา ...ก็ในสายตาเธอคิดว่าเห็นเขาคนเดียวล่ะนะ ชวินทร์ส่งทิชชู่หลายแผ่นให้ ก่อนเล่าเรื่องทุนการศึกษา

“ญาติเราเขาฝันไม่ดี อยากทำบุญสะเดาะเคราะห์ แต่ได้อะไรที่เป็นประโยชน์ยืนยาวเลยจะให้เป็นทุนการศึกษา ดาวลองยื่นเรื่องขอดูสิ”

เนตรายื่นขอแล้วก็ได้จริงๆ เธอขอบคุณชวินทร์เสียมากมาย

“ไม่เห็นไร ญาติเราเห็นคุณสมบัติดาวครบตรงใจ เลยให้คุณ

วันนั้นดอกไม้น้อยๆ ได้เริ่มเติบโตในใจเนตรา โดยมีความปลาบปลื้มเป็นน้ำหล่อเลี้ยง

ปุ๋ยชั้นดีคือเรื่องราวของเขา ก่อนเหี่ยวลงด้วยข่าวเขามีแฟน และออกดอกออกผลเป็นความสัมพันธ์ชั่วข้ามคืน ซึ่งนำความร้าวรานมาสู่เธอ

เนตรายังจำแววตาเขาในเช้าวันนั้นได้ เย็นชา ห่างเหิน ไว้ตัว คิดว่าความเป็นเพื่อนคงสิ้นสุดแล้ว แต่ทำไมกลายเป็นเขาและเธอเป็นแฟนกัน

เธอใช้เวลาคิดเรื่องนี้ทั้งวันจนสมองสับสนไปหมด เย็นย่ำตะวันคล้อยตัวต้นเหตุก็กลับมา ไหล่สะพายกระเป๋าเป้ มือถือกล่องขนมเค้ก

“กินอาหารโรงพยาบาลหลายมื้อผมกลัวดาวเบื่อเลยซื้อมาให้”

ครีมบนเค้กสตรอว์เบอร์รี่ชอตเค้กว่าฟูแล้ว ใจเนตราฟูยิ่งกว่า ความอาทรนี้มีแด่เธอคนเดียว ไม่ต้องแบ่งปันกับเพื่อนคนอื่นเหมือนสมัยมหาวิทยาลัยที่เขาซื้อของมาเลี้ยง

“หมอจะให้ออกจากโรงพยาบาลเมื่อไร”

เธอถามแก้เก้อ รู้สึกตัวเองชักจะมองเขามองไปแล้ว ชวินทร์หยิบรีโมทโทรทัศน์มาครอง

“วันพรุ่งนี้”

กดไล่ดูรายการทีละช่อง เมื่อเห็นไม่มีอะไรน่าสนใจ ก็วางคืนกลับให้บนเตียง เปิดเป้หยิบโน้ตบุคออกมา เธอคาดว่าเขาทำงาน สังเกตจากหัวคิ้วขมวดเคร่ง เธอละเลียดทานเค้กหวานละมุน ตาลอบพินิจเขา

เนตราเป็นแฟนกับเขาจริงๆ นะหรือ ใครเป็นคนขอเป็นแฟนก่อน คบกันเป็นแฟนขั้นไหน อยู่ด้วยกันหรือแยกบ้าน

“เค้กอร่อยมากเหรอ ไว้ผมจะซื้อให้ใหม่

ชวินทร์ทักเมื่อเห็นเนตราใช้ส้อมกวาดอากาศบนกระดาษในกล่องเค้กมาหลายรอบแล้ว

“อืม...อร่อยดี”

เธอสะดุ้งนิดๆ หันเหบทสนทนาคุยเรื่องอื่น

“ว่าแต่นายเห็นมือถือฉันไหม”

“ตอนพาดาวมาโรงพยาบาลมัวแต่รีบ ไม่ทันได้สังเกตอะไร ไว้ผมจะไปหาให้อีกที”

ชวินทร์ละสายตาจากคอมพิวเตอร์ วางมันลงบนโต๊ะ ลุกขึ้นเดินมาหาเธอ เขาหยิบกล่องเค้กไปทิ้งถังขยะ และพับโต๊ะทานอาหารให้เธอ

กริยาเขานุ่มนวลไปหมด ยามหยิบจับอะไร ชวินทร์สวมเชิ้ตขาวพับแขนถึงข้อศอก คอปลดกระดุมเห็นแผงอกล่ำวับแวบ กลิ่นตัวก็หอมเหมือนกลิ่นฝนตกใหม่

“ดาวมองผมทำไม อยากได้อะไรเหรอ”

อยากได้นาย เอ๊ย! เนตราส่ายศีรษะเรียกสติ

“เปล่า ไม่ได้มอง”

“คนบางคนโกหกแล้วหูจะแดง”

เธอยกมือขึ้นปิดหูอัตโนมัติ คิดในใจว่าคงไม่ใช่แค่หูแล้วล่ะที่จะแดง

“มองผมนานๆ เดี๋ยวความหล่อจืดหมด”

“หลงตัวเอง มันมีรสด้วยหรือความหล่อน่ะ”

เอาล่ะ! เธอกำลังจะเพลี่ยงพล้ำเขา ชวินทร์จับได้ว่าเธอสนใจเขามาก แต่เนตราไม่ยอมเฉยให้เสียหน้าไปเปล่าๆ

“แล้วดาวอยากชิมไหมล่ะ”

มือแข็งแรงเชยคางเนตราขึ้น สบแววตาที่มาดมั่นเสียเหลือเกินของเขา เธอรู้สึกอึดอัด ในอกจะระเบิด หายใจทางจมูกไม่ทันจนกลายเป็นเผยอปาก

“จะว่าไปผมก็ยังไม่ทันได้ชิมเค้กเลย ไม่รู้หวานสักแค่ไหน”

และแล้วเดือนก็เคลื่อนมาใกล้ แนบชิดสนิทแน่นดาวทะเลเช่นเธอ เนตราเคยจูบครั้งเดียวในชีวิต

รสไม่หวานเหมือนนิยายรัก แต่อ่อนนุ่ม อุ่น เจือกลิ่นเหล้า จูบที่อีกฝ่ายไม่เห็นพ้องด้วย

นั่นเป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสริมฝีปากผู้ชาย เธอจำได้ถึงความแข็งแกร่งของเขาปะทะความอ่อนนิ่มของเธอ

อุณหภูมิที่ทิ้งรอยอ้อยอิ่งระหว่างผิวทั้งสอง ในช่องท้องปั่นป่วนเหมือนมีผีเสื้อสักล้านตัวกระพือปีกอยู่ข้างใน

จูบเดียวเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบความสัมพันธ์ฉันเพื่อน และจูบสองที่ไม่ทันตั้งตัว เธอสะดุ้ง ก้นเลยขอบเตียงไปเกินครึ่ง ดีที่วงแขนชวินทร์รัดรอบไว้ทัน

“ขนมเค้กหวานจริงๆ ด้วยแฮะ”

ชวินทร์เลียริมฝีปาก เหมือนเด็กอาลัยอาวรณ์รสชื่นของน้ำตาล

“นายทำงี้ ทำไม”

เธอรู้สึกเหมือนอยู่ในนิยายสักเรื่อง ประเภทนางเอกโดนลักจูบ อยากตบแต่สภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย

ดวงตาที่แหงนมองเขานั้นมีน้ำคลอหน่วย สองมือยกขืนตัวออกจากวงแขนรัดแน่นเหมือนงูเหลือมรัดเหยื่อ

“ไม่รู้สิ ต้องมีเหตุผลด้วยเหรอ” งูเหลือมเอ๊ย! ชวินทร์ตอบหน้าตาย

“แล้วมาจูบฉันทำไม”

“... ก็เราเป็นแฟนกัน” เขาพึมพำอยู่เรือนผมยุ่งๆ ของเธอ

“แต่ไม่ใช่ให้มารุ่มร่ามแบบนี้”

“ใช้คำเชยจัง”

“นายอย่ามาลวนลามฉัน”

“แรงนะนั่น ฟังแล้วเหมือนผมเป็นพวกโรคจิต” เขาชะงัก ทำเสียงฮึ ในลำคอ

“ก็ใช่ไหมล่ะ นายทำอะไรโดยฉันไม่ยินยอม”

เนตราพยายามเปลี่ยนความรู้สึกอยากจะร้องไห้เป็นฮึดสู้ ไม่สนล่ะว่าเธอกับเขาขณะนี้มีสถานะเป็นอะไรกัน แต่เธอความจำเสื่อม ควรได้ความปลอดภัย ทั้งทางร่างกายและจิตใจ

“ห้ามแตะต้องฉันอีก”

ชวินทร์ปล่อยวงแขนหลวมๆ มองเธอนิ่ง ด้วยสายตาที่อ่านไม่ออก

“หมายถึง ฉันยังไม่พร้อม ความทรงจำยังไม่กลับมา มันสับสนไปหมด”

เนตราโน้มน้าวให้เขาเชื่อ ตามสมองจะคิดได้ ใจตุ้มๆ ต่อมๆ เหมือนกัน กลัวเขาจะโกรธ ก็ตอนนี้เธอยังพึ่งเขาอยู่นะ

“ผมเข้าใจ ผมขอโทษ”

ชวินทร์ถอนหายใจยาว ลุกขึ้นจากเตียง ปล่อยเธอเป็นอิสระ จัดท่านอนและคลุมผ้าห่มให้

“พักผ่อนซะเถอะ พรุ่งนี้ผมจะมารับ”

ชวินทร์กลับออกไปพร้อมกับอาการปวดหนึบในศีรษะ จนเธอต้องขอยาแก้ปวดจากพยาบาล ค่อยช่วยบรรเทาจนหลับ ในฝันเนตรานั่งอยู่บนม้านั่งใต้ซุ้มเฟื่องฟ้าสีชมพูสดหน้าบ้าน

ใครบางคนจับมือเธออยู่ เนตรารู้สึกอบอุ่น ปลอดภัยก่อนภาพจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นชวินทร์ในชุดนักศึกษา และแววตาห่างเหินเหมือนในเช้าวันนั้น

เนตราสะดุ้งตื่น แล้วหลับไม่ลง จนต้องขอยานอนหลับอีกรอบ นั่นแหละเธอจึงหลับลึกจนไม่ฝันอีกเลย

หมอให้เนตราออกจากโรงพยาบาลในวันต่อมา ชวินทร์เอาเสื้อผ้ามาให้เปลี่ยน ในนั้นมีบราเซียร์สีฟ้าและกางเกงในสีเดียวกันลายจุด ยิ่งตอกย้ำความสัมพันธ์ลึกซึ้ง

เขารู้ว่าเธอชอบสีอะไร เขาเข้านอกออกในบ้านกระทั่งรู้จักตู้เสื้อผ้าในห้องนอน แต่เธอตอนนี้สิ รู้จักเขาแค่ในนามเพื่อนและคนที่แอบรัก

ไม่เอาละ... เธอจะไม่คิดมาก ให้สมองฟื้นฟูตัวเอง หมอบอกเองนี่ว่าความทรงจำเธอต้องกลับมาสมบูรณ์พร้อมในสักวัน เนตราปลอบตัวเองอย่างมีความหวัง

ชวินทร์ยังชอบรถสปอร์ตเหมือนเดิม คราวนี้เปลี่ยนจากสีแดงเป็นดำจากยี่ห้ออิตาลีเป็นเยอรมัน เขาไม่ได้พากลับบ้าน รถคันงามเลี้ยวเข้าคอนโดหรูแห่งหนึ่ง

“นายพาฉันมาที่ไหน”

เธอเหลียวซ้ายแลขวาตลอดทางที่เขาขับขึ้นลานจอดรถ มีรถจอดอยู่ไม่กี่คัน ล้วนเป็นยี่ห้อแพงๆ ไม่ค่อยเห็นวิ่งบนท้องถนน

“คอนโดผม” เขาปลดล็อกเข็มขัดนิรภัยตัวเอง แล้วเอื้อมมาทำให้เธอด้วย

“ดาวยังไม่แข็งแรง อยู่ที่นี่สะดวกกว่า”

“ฉันอยากกลับบ้าน”

“ที่บ้านห้องคุณอยู่ชั้นบน เดินขึ้นลงลำบาก เกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะทำไง”

“ฉันโทรบอกนายก็ได้” เธอพยายามหาเหตุผล

“ถึงตอนนั้นจะใช้โทรศัพท์ได้เหรอ”

“แล้วถ้าฉันเป็นอะไรตอนอยู่ที่นี่ ระหว่างนายไปทำงาน” เธอยังไม่ยอมแพ้อยู่ดี

“อย่างน้อยผมก็กลับมาเจอพาส่งโรงพยาบาลได้เร็วกว่าบ้านดาว”

ระหว่างทางเธอเห็นแล้วว่าคอนโดเขาอยู่ในเมือง ใกล้ทั้งสรรพสินค้าและรถไฟฟ้า โรงพยาบาลก็อยู่ไม่ไกล

ผิดกับบ้านเธอ อยู่ชานเมือง เงียบสงบ ห้างที่ใกล้ที่สุดต้องขับรถไปประมาณครึ่งชั่วโมง โรงพยาบาลไม่ต้องพูดถึง ขับไปห้าสิบนาทีอย่างต่ำ

“คนอื่นเขาจะคิดยังไงที่เราอยู่ด้วยกัน” เนตราพยายามหาเหตุผลอื่นมาจนได้

“จะคิดยังไงก็ช่างเขา ถ้าดาวเป็นอะไรไป คนอื่นไม่ได้มาช่วยดูแลเสียหน่อย”

ก็จริงนั่นแหละ เธอป่วยตั้งหลายวัน มีแต่ชวินทร์มาดูแล

“แล้วฉันต้องอยู่ที่นี่นานแค่ไหน”

“สักสองอาทิตย์ หลังไปฟอลโลว์อัพอาการกับหมอค่อยคิดเรื่องนี้กันอีกที”

ชวินทร์หยิบกระเป๋าเดินทางใบย่อมออกมาจากเบาะหลัง ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นของเนตรา เพราะพลาสติกสีเทาเข้มดูไม่เข้ากับบุคลิกคนถือเอาเสียเลย

คอนโดมิเนียมชวินทร์เป็นห้องเพ้นท์เฮ้าส์ มีหน้าต่างกว้างมองเห็นวิวแม่น้ำเจ้าพระยา

ห้องรับแขกมีโซฟายาวและโทรทัศ์จอใหญ่ ประตูห้องต่างๆ เป็นไม้แข็งแรง ยกเว้นประตูกระจกสีขุ่นที่เดาว่าเป็นครัว

“ดาวใช้ห้องนี้นะ”

เขาเปิดประตูเข้าไปในห้องนอนที่มีเตียงเดี่ยว คลุมด้วยผ้าห่มสีเทา ข้างกันเป็นโต๊ะหัวเตียง ถัดไปเป็นตู้เสื้อผ้าแบบบิลท์อิน

“ห้องผมอยู่ข้างๆ มีอะไรเรียกได้ หิวไหม เดี๋ยวสั่งอาหารมากินกัน ดาวอยากกินอะไร”

ตอน 3

“ฉันยังไม่หิว ถ้านายหิวละก็ สั่งเลย”

เนตราใช้สายตาสำรวจทั่วห้อง คะเนจากทำเล วิวและการตกแต่ง ราคาคงหลายบาท อาจเป็นสิบล้าน

ไม่น่าแปลกที่คนฐานะอย่างเขาจะเป็นเจ้าของห้องเช่นนี้ แปลกที่แปลกทางคือเธอต่างหาก ผู้หญิงธรรมดาๆ แถมความจำเสื่อม

“ผมสั่งพิซซ่ามานะ สั่งของสดเล็กๆ น้อยมาด้วย เผื่อดาวอยากทำอะไรกินเอง”

เขาบอกเมื่อละสายตาจากจอโทรศัพท์ ชวินทร์เปิดโทรทัศน์ นั่งบนโซฟา เธอยืนเก้ๆ กังๆ จะไปนั่งข้างบนโฟาตัวเดียวกันก็ยังเขินๆ

ชวินทร์รู้ทันแกล้งลุกไปเปิดตู้เย็น เนตราจึงนั่งลงได้อย่างสบายใจ เขารินน้ำส้มเผื่อเธอ ส่วนน้ำเปล่าให้ตัวเอง

“อะไรๆ เปลี่ยนไปเยอะนะตั้งหกปี” ในจอเป็นโฆษณาโทรศัพท์รุ่นใหม่ โดยดาราที่เธอไม่รู้จัก

“ฉันเหมือนคนหลงยุค”

“เวลาแค่นี้เอง ไม่ใช่สิบปีสักหน่อย อย่าคิดมากเลย”

ชวินทร์กดรีโมทเปลี่ยนช่องไปเรื่อยๆ อีกแล้ว เขาก็ไม่รู้จะหาเรื่องอะไรมาคุยกับเธอเหมือนกัน

“เล่าเรื่องตอนเราเป็นแฟนกันให้ฟังหน่อยสิ”

“ตอนนี้เราก็ยังเป็นแฟนกันอยู่นะ” เขากลั้นยิ้ม

“ไม่ใช่ คือแบบ... ใครขอใครเป็นแฟนก่อน”

เนตราแพ้ยิ้มละลานตาแบบนี้เสียด้วยสิ มือยกเกะกะ ไม่รู้เอาไปไว้ไหนดี เขาอึ้งไปครู่ ดวงตาเปล่งประกายปลาบ

“อย่างที่เคยเล่า ผมเลิกกับแจง ไปเรียนต่อ กลับมาเมืองไทยเจอดาว เป็นผู้ใหญ่ขึ้น เลยคบกันเป็นแฟน”

“ใครขอเป็นแฟนก่อน”

“ผมเอง”

“ไม่จริงน่า” คราวนี้เขาหัวเราะ

“ดาวร้องเหมือนตอนนั้นเปี๊ยบ”

เนตราหน้าง้ำ เธอไม่ใช่ตัวตลกนะ

“นายไม่โกรธเรื่องที่ฉันทำคืนนั้นเหรอ”

เธอหันข้างไม่ยอมมองหน้าเขาตรงๆ ด้วยความละอาย เขาเงียบไปอีกครั้งจนใจเริ่มเต้นตุ้มๆ ต่อมๆ

“ถ้าบอกว่าไม่โกรธ มันก็โกหก” ชวินทร์ปิดโทรทัศน์ เนตราหน้าม่อย

“แต่สุดท้ายผมกับแจงก็ไปกันไม่รอด เขามีแฟนใหม่ ผมก็มีคุณ ต่างคนต่างแฮปปี้กับชีวิตแล้ว”

ฟังแล้วใจชื้นขึ้นมาหน่อย แต่ตงิดในใจว่าอะไรจะง่ายปานนั้น ช่างเถอะ คำถามต่อไป

“เราคบกันมากี่ปีแล้ว”

“ปีกว่าๆ”

“แล้ว... เราถึงขั้นไหน”

ถึงตรงนี้เสียงค่อยเบาลงเรื่อยๆ อายจนอยากละลายเป็นเนื้อเดียวกับโซฟา

“ก็...” ชวินทร์ขยับมาใกล้ เชยคางเนตราขึ้น

“ถึงขั้นแบบคนเป็นแฟนกันนั่นแหละ อยากพิสูจน์ไหม” หมาป่าเจ้าเล่ห์ท้า

“ไม่ต้องเลยๆ” เนตราหนีจนหลังชิดที่พักแขนโซฟา

“ฉันจำอะไรไม่ได้ นายต้องสัญญาว่าจะไม่รุ่มร่าม ล่วงเกิน หรือทำอะไรที่ฉันไม่ชอบ”

“ถ้าทำล่ะ” ดวงตาฉายแววยั่วล้อ เขาสนุกกับปฏิกิริยาเธอ

“ฉัน”

สมองอันวุ่นวายของเธอกำลังประมวลผล ขณะทำตัวลีบลงเรื่อยๆ หวังเลี่ยงสัมผัสเขา

“คนอย่างนายมีศักดิ์ศรีพอ ที่จะไม่บังคับใจใครหรอก คนที่ทำอย่างนั้น ไม่ใช่ลูกผู้ชาย”

“ดาวพูดอะไรเหมือนนางเอกในละคร”

“จะเหมือนอะไรก็ช่าง รับปากมาก่อนสิ”

“แล้วผมจะได้อะไรตอบแทน” นิ้วโป้งสาก ไล้คางเธอเล่นอย่างสนุกมือ

“ความเชื่อใจไง”

“แล้วมันใช้ทำอะไรได้”

สัมผัสอุ่นทำเนตราหวั่นไหวมิใช่น้อย แต่ยังก่อนเธอต้องป้องกันตัวให้พ้นจากเพลย์บอย หมาป่า จอมเจ้าชู้ รวมๆ กันแล้วคือชวินทร์

“ถ้ามีใครสักคนเชื่อใจ นายจะไม่รู้สึกดีหรือไง”

“เถียงกับดาวนี่ปวดหัวจัง” เสียงเขาราวกับอ่อนใจกับเธอเสียเต็มประดา

“สงสัยต้องโทรถามหมออีกทีว่าความจำเสื่อมแน่นะ”

“นายรับปากก่อนสิว่าจะไม่ทำอะไรฉัน”

“คร๊าบๆ”

เธอฉุนกับการรับปากเหมือนเสียไม่ได้นั้น แต่ไม่รู้จะทำยังไงดี เพราะตอนนี้ตนเองอยู่ในสภาพลูกไก่ในกำมือเขา

“ผมอยู่ในห้องทำงานนะ มีอะไรก็เรียกได้”

ชวินทร์หมดความสนใจในตัวเธอเร็วเกินคาด เขาพยักหน้าไปทางประตูอีกบ้านใกล้ห้องนอน เนตราค่อยโล่งอก

ดูโทรทัศน์ด้วยใจปลอดโปร่ง

เธอนั่งอยู่นานจนเบื่อจึงเข้าห้องไปจัดเสื้อผ้าเข้าตู้ เนตรายังชอบเสื้อผ้าเรียบๆ แบบเดิม มีชุดแซก กางเกงสแล็ค รองเท้าคัชชู ชวินทร์เอากระเป๋าเครื่องสำอางมาให้ด้วย

เนตราลองแต่งหน้า รวบผมหางม้า บุคลิกเป็นสาวทำงานขึ้นทันตา เธอคุ้นเคยกับการแต่งหน้าแต่งตัวแบบนี้

คนความจำเสื่อมทิ้งตัวลงนอนบนเตียง คิดว่าหากความจำไม่กลับมา ยังเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะทำเช่นไรดี

จะพึ่งชวินทร์ตลอดไปคงไม่ได้ เขาเป็นแค่แฟน ไม่รู้จะเลิกกันวันไหน

นี่เป็นครั้งที่สองที่เธอรู้สึกเคว้งคว้างอีกครั้งหลังพ่อแม่เสียชีวิต หนทางข้างหน้ามัวซัว เต็มไปด้วยหมอก

อยากร้องไห้เหมือนกัน แต่ร้องไม่ออก ได้แต่มองไฟบนเพดานห้องนิ่ง... เนิ่นนานจนสายตาอ่อนล้า ล่วงเข้าสู่ห้วงนิทราในที่สุด

เนตราอยู่ในสำนักงาน เธอเดินไปตามทางเดินมุ่งสู่ห้องที่มีประตูกระจกขุ่น ในมือถือแฟ้ม คนในห้องเป็นผู้ชาย เธอไม่เห็นหน้าเพราะเขาอยู่หลังจอคอมพิวเตอร์

“เที่ยงนี้ผมนัดกินข้าวกับโน้ตนะ คุณไปด้วยไหม”

เธอรู้สึกได้ถึงก้อนเนื้อในอกซ้ายที่กำลังบีบตัวอย่างแรง เขายื่นมือรับแฟ้ม ใบหน้าเขามืดเหมือนภาพระบายด้วยดินสอดำ

“ไม่ละค่ะ คุณแป...”

“ดาว!”

ชวินทร์เขย่าไหล่เนตราอย่างแรง เธอลืมตาและกะพริบปริบๆ เขาพ่นลมหายใจยาว กลัวเธอจะเป็นอะไรไป เพราะเรียกหลายครั้งแล้ว

“นายรู้จักผู้ชายที่ชื่อแปไหม” ตาชวินทร์วาวโรจน์ ก่อนเขารีบปรับให้เป็นปรกติ

“ไม่รู้จัก”

“ความทรงจำฉันกำลังกลับมา ฉันเห็นออฟฟิศ เรียกผู้ชายคนหนึ่งว่าคุณแป”

“อย่าเพิ่งคิดอะไรตอนนี้ จะยิ่งปวดหัวเปล่าๆ มาเถอะ กินข้าวกันแล้วจะได้กินยา”

“เขาเรียกชื่อนายด้วยนะ” เธอพยายามเค้นความทรงจำที่พร่าเลือนในความฝันให้ได้รายละเอียดมากที่สุด

“บอกแล้วไงผมไม่รู้จักผู้ชายคนที่คนพูดถึง ความทรงจำคุณอาจสับสน เอาเรื่องเก่าปนเรื่องใหม่”

เขาใช้มือช้อนหลังเธอออกจากเตียง แล้วรุนหลังไปข้างนอก เธอตั้งใจเก็บความสงสัยไว้ถามหมอ ว่านั่นคือความทรงจำที่ลืมไปหรือเปล่า

ชวินทร์ทำอาหารเย็นง่ายๆ ข้าวไข่เจียวกับยำปลากระป๋อง

“เหมือนกับข้าวไปเข้าค่ายเลยเนอะ”

“อาหารกันตายของโน้ตเลยนะสมัยอยู่อเมริกา” เขาเล่าอย่างภูมิใจ

“นายไม่ได้ไปกินอาหารร้านไทยหรอกเหรอ”

เธอไม่คิดเลย วันหนึ่งจะได้เห็นเขาทานอาหารพื้นๆ ง่ายๆ

“ที่ร้านคนเยอะ ถ้าสั่งมาก็รอนานอาหารเย็นหมด โน้ตเลยทำกับข้าวเอง ทำเป็นตั้งหลายอย่างนะ”

ชวินทร์ไม่ได้โม้ อาหารรสชาติดีจริงๆ ดีกว่าที่เนตราเคยทำเสียอีก จนเธออายนิดๆ มื้อนี้เนตรารับหน้าที่ล้างจาน เพราะ เขาทำอาหารไปแล้ว หลังจากนั้นเธอรีบเข้าห้องโดยไว แต่นอนไม่หลับ

หมอให้ยานอนหลับมาด้วย แต่เนตราไม่กิน หลายวันมานี้เธอใช้หลายครั้งแล้ว เธอกลัวเสพย์ติด

นอนกระสับกระส่ายบนเตียง พยายามนับแกะก็แล้ว สวดมนต์ก็แล้ว แต่ยังไม่หลับ ตัดสินใจออกมาข้างนอก

ห้องรับแขกมืดแต่ไม่สนิทนัก นอกหน้าต่างมีแสงไฟสะท้อนบนผืนแม่น้ำเป็นทางระยิบระยิบเหมือนสะพานทอดสู่ดวงจันทร์ เนตรายืนมองเพลิน หันมาอีกทีก็เจอเงาตะคุ่มๆ กำลังจะกรี๊ด แต่ร่างนั้นก็พุ่งเข้ามาเสียก่อน

“โน้ตเอง”

ไฟในห้องสว่างวาบ ชวินทร์ยืนข้างเธอ เขาสวมเสื้อยืดสีขาว กางเกงลายสก็อต

“นอนไม่หลับเหรอ ให้ไปนอนเป็นเพื่อนไหม”

ชวินทร์กลับเป็นหมาป่าเจ้าเล่ห์อีกแล้ว

“ทะลึ่ง นายรับปากว่าจะไม่ทำอะไรฉัน”

“คร๊าบๆ ผมเป็นสุภาพบุรุษต้องรักษาสัญญา เพื่อให้ได้รับความเชื่อใจจากสุภาพสตรี”

เขาล้อ ก่อนเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบขวดน้ำรินใส่แก้ว

เนตราหันหลังให้เขา กลับไปสนใจวิวแม่น้ำเหมือนเดิม

ชวินทร์ยักไหล่ กลับไปห้อง แต่ภาพเนตราหลับไม่รู้เรื่องเมื่อช่วงเย็นรบกวนใจเขา เหมือนวันที่เขาพาเธอไปโรงพยาบาลในสภาพศีรษะโชกเลือด เนตราสะดุ้งนิดๆ เมื่อเจ้าของห้องกลับมายืนใกล้ๆ

“เวลาผมนอนไม่หลับก็ชอบมาดูวิวตรงนี้เหมือนกัน”

“นายยังมีเรื่องอะไรที่ทำให้นอนไม่หลับอีกเหรอ”

“ก็เรื่องดาวไง”

“เรื่องฉันเนี่ยนะ” นิ้วยกขึ้นชี้ตัวเอง

“ผมห่วงเรื่องดาวความจำเสื่อม สมองกระทบกระเทือน”

ในอกเนตราพองฟูอย่างที่สุด คุ้มแล้ว เกิดมาชาตินี้มีผู้ชายหล่อๆ มาห่วงใย ไม่ใช่ฐานะเพื่อนเสียด้วย

“ขอบใจที่ห่วง”

เธอพยายามบังคับเสียงให้เป็นปรกติที่สุด ด้วยกลัวมันจะสั่นเพราะความดีใจ

“เล่าเรื่องตัวฉันในปัจจุบันให้ฟังหน่อยสิ”

“อย่าเพิ่งเลย เดี๋ยวจะปวดหัว”

“เถอะน่า... นะ ไม่งั้นฉันจะยิ่งนอนไม่หลับ ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นยังไงหลังจากผ่านมาหกปี”

ชวินทร์สูงกว่าเธอเป็นคืบ เวลามองเขา เธอคิดว่าตัวเองแหงน แต่ชวินทร์กลับเห็นเป็นช้อนตามอง

“ดาวทำงานเป็นเลขาฯให้บริษัทหนึ่ง”

“แล้วลางานหลายวัน ฉันไม่โดนเจ้านายว่าแย่เหรอ”

ทีแรกคิดว่าตัวเองเป็นแค่พนักงานออฟฟิศธรรมดา ไม่คิดเลยว่าจะอยู่ใกล้เจ้านายขนาดเป็นเลขาฯ

“คุณลาออกแล้ว อยู่ในช่วงหางานใหม่”

“ทำไมถึงลาออกล่ะ”

“ดาวไม่ยอมบอกผม นั่นอาจเป็นสาเหตุให้ใจลอยจนเกิดอุบัติเหตุ”

เธอยกมือแตะศีรษะ ทำท่าจะปวดอีกรอบ

“เห็นไหม ได้ฟังแล้วดาวก็ไม่สบายใจ”

“เปล่าเสียหน่อย”

“หน้าดาวฟ้อง”

เนตราเถียงไม่ออก เธอกำลังไม่สบายใจจริงๆ ความจำเสื่อม แถมยังตกงาน มีอะไรจะโชคร้ายกว่านี้ไหม

“ไปนอนได้แล้ว ถ้าไม่หลับก็กินยา หมอให้มาด้วยไม่ใช่เหรอ”

“ฉันขอคิดอะไรหน่อย นายนอนก่อนเถอะ”

เขามองเธอสักพักแล้วเดินลับหายไปในห้อง ชวินทร์กลับมาใหม่พร้อมหมอนและผ้าห่มในมือ

“ผมจะอยู่เป็นเพื่อน ดาวอยากนอนเมื่อไรก็นอนเลย”

มือใหญ่เรียงหมอนบนพื้น

“นายไม่ต้องทำขนาดนี้หรอก”

“ผมยินดีทำ”

เธอนั่งลงใกล้ แต่รักษาระยะห่าง คืนนี้พระจันทร์สวย วิวก็ดี คนข้างกายคือหนุ่มที่พึงใจ เนตรากำลังคิดหาเรื่องคุย

“เล่าเรื่องนายให้ฉันฟังหน่อยสิ อย่างงานที่ทำอยู่ตอนนี้”

“จะมาสอบประวัติผมกลางดึกเนี่ยนะ” เขาร้อง

“ก็ฉันจำอะไรไม่ได้เลยนี่ เราต้องทำความรู้จักกันใหม่” เธอให้เหตุผล

“เรารู้จักกันตั้งสี่ปีในมหาวิทยาลัยแล้วนะ”

“นั่นไม่นับ ฉันหมายถึงปัจจุบันตอนเราเป็นแฟนกัน”

“ผมกลับมาช่วยที่บ้านบริหารบริษัทครอบครัว กิจการไปด้วยดี”

เธอจำได้ ครอบครัวชวินทร์ทำกิจการเกี่ยวกับเหล็ก

“แค่นี้เหรอ”

“ใช่ แค่นี้ล่ะ” ข้อมูลที่เขาให้ไม่ได้ช่วยเธอสักเท่าใดเลย

“เล่าอะไรมากกว่านี้สิ”

“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว” ชวินทร์เริ่มกวน

“ไม่ใช่ให้เล่านิทาน” เนตราเสียงเขียว

“แล้วอะไรล่ะที่คุณอยากรู้”

“ไม่รู้สิ ฉันเหมือนอยู่ในความฝัน มันงงจนจับต้นชนปลายไม่ถูก”

“ถ้าเป็นความฝัน อย่างเดียวที่จะทำได้คือหลับอีกครั้ง เพื่อให้ตื่น”

แต่ฝันนี้เธอก็ไม่อยากตื่นเหมือนกันน่ะสิ

“ถ้านอนไม่หลับ โน้ตร้องเพลงกล่อมไหม”

“ฉันไม่ใช่เด็กนะ”

“ถ้าเป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ทำใจให้สบายๆ นอนเถอะ มานี่” ชวินทร์ดึงแขนเธอ จนหน้าชิดแนบอก

“เฮ้ย!”

เนตราเสียงหลง ดิ้นขลุกขลักอยู่ในอ้อมกอด

“ทำใจให้สบายเถอะนะ อยู่กับโน้ตแล้วจะปลอดภัย”

“ฉันอึดอัด” เขาคลายวงแขนออก

“สบายขึ้นไหม”

“ปล่อยก่อนสิ”

“ถ้าดาวไม่นอนอย่างนี้ ผมก็ไม่สบายใจ” ลมหายใจเขารินรดกระหม่อมเธอ

“แต่นายกอดไว้อย่างนี้ ฉันก็นอนไม่หลับเหมือนกัน”

“เอ... หรือต้องหากิจกรรมทำให้ดาวเหนื่อยก่อน” เธอตัวแข็ง

“ลามก”

“คิดไปถึงไหนเนี่ย แค่พาออกกำลังกายนะ” เขาหัวเราะชอบใจที่หยอกสำเร็จ

“ก็ได้ นอนก็นอน ปล่อยฉันสิ”

เนตรารีบขยับหมอนให้ห่างทันทีหลังจากชวินทร์ปล่อยตัว เธอข่มตาหลับ พยายามนับแกะ หูฟังเสียงหายใจสม่ำเสมอของเขา ดังเป็นดนตรีเห่กล่อมจนหลับไป

"ตื่นได้แล้วคนขี้เซา"

เนตราปรือตาง่วงงุน จมูกได้กลิ่นอาหาร ไข่ดาวสุกใหม่ๆ ทำน้ำย่อยในกระเพาะเริ่มทำงาน

“เช็ดน้ำลายแล้วมากินข้าว”

เธอทะลึ่งพรวดขึ้นจากพื้น หน้าเหรอหรายกหลังมือปาดแก้ม ชวินทร์เทไข่จากกระทะใส่จาน พอดีกับที่ปิ้งขนมปังร้องดังติ๊ง

“ผมล้อเล่นดาวไม่ได้นอนน้ำลายไหลหรอก” เขาหัวเราะร่วนเมื่อเห็นอาการ

“แค่กรนดังเท่านั้นเอง”

เธอค้อน คร้านจะเถียง มีแต่จะเข้าตัวเสียเปล่าๆ มาอาศัยห้องเขาอยู่ นอนก็นอนบนเตียงเขา ทนๆ เอาหน่อยก็แล้วกัน

“ฉันอยากได้โทรศัพท์ ช่วยพาไปซื้อหน่อย”

ชวินทร์อ่านข่าวในไอแพดแทนหนังสือพิมพ์

“ไม่ต้องรีบใช้ก็ได้ ดาวยังไม่หายดี”

“ถ้าได้มือถือฉันจะได้ติดต่อเพื่อนๆ บางทีความทรงจำจะกลับมาเร็วยิ่งขึ้น”

“ทุกคนจะยิ่งเป็นห่วงดาวล่ะไม่ว่า ทำคนอื่นลำบากเปล่าๆ” เธอหรี่ตา ฉุนกับคำกล่าวหานั้น

“นายพูดเหมือนไม่อยากให้ฉันไปเจอใคร”

“ผมเปล่า”

“งั้นพาฉันไปซื้อมือถือสิ ฉันจะไม่กวนนายอีกเลย”

เนตราเชิดหน้า กอดอกต่อต้าน

“ก็ได้ๆ”

เขายอมแพ้แบบรำคาญ แต่ยังเล่นแง่นั่งดูรายการโทรทัศน์จนเกือบสิบโมง

“รอเวลาห้างเปิด” เขาให้เหตุผลที่เถียงยากเสียงด้วยสิ

ชวินทร์พามาห้างสรรพสินค้าใกล้ๆ คอนโด เนตราทึ่งในความหรูหรา และความสามารถของเจ้าของที่อุตส่าห์หาพื้นที่มาทำห้างได้ ท่ามกลางความแออัดของเมืองหลวงแบบนี้

เขาพาเธอดูมือถือหลายร้าน แต่ไม่มีเครื่องไหนถูกใจเลย บางเครื่องเขาว่ากล้องก็ไม่ชัด บางเครื่องยี่ห้อไม่ดัง บางเครื่องฟังก์ชันเยอะจัด ชวินทร์ให้เหตุผลว่ากลัวเธอใช้ไม่หมด

หนักเข้าก็บอกว่าจะเลือกจากร้านในอินเทอร์เน็ตให้ เนตราเดินตามเขาจนเมื่อยขาไปหมด จึงขอตัวไปห้องน้ำ

หลังเสร็จกิจ กำลังเดินออกมา เธอคิดจะหักคอเขา ซื้อโทรศัพท์ร้านแรกที่เห็น โดยไม่สนใจความเห็นเขา ตั้งใจเลือกให้จบๆ ไปเสียที

“ดาว... หายไปไหนหลายวัน ทุกคนเป็นห่วง ตามหากันทั่วไปหมด”

สาวผมบ็อบเสมอหู ในชุดแบบสาวออฟฟิศจับแขนเนตราพร้อมทัก ในสมองหมุนติ้ว เหมือนใครเอาลูกข่างใส่ไว้ บางช่วงบางตอนภาพก็หยุดนิ่ง เป็นกิจกรรมที่เธอเคยทำกับผู้หญิงคนนี้

“พี่ต้องโทรบอกคุณแปงหน่อย”

แล้วเจ้าหล่อนก็ล้วงกระเป๋าสะพาย

“ดาว”

“คุณโน้ต” สาวคนนั้นตาโต ยกมือถือค้าง

“คุณจำคนผิดแล้วละครับ”

ชวินทร์ดึงมือเนตรา สาวเท้าเร็วจนเธอเกือบต้องวิ่งตาม

“โน้ตหยุดก่อน” เขาพาลงลิฟต์ไปลานจอดรถ

“ผู้หญิงคนเมื่อกี้นี้ใคร แล้วคุณแปงที่เขาพูดถึงล่ะ”

เขาหน้าเครียดขึ้ง แบบที่เธอเคยเห็นในเช้าหลังจากคืนนั้น

“ครอบครัวผมไม่เห็นด้วยที่เราเป็นแฟนกัน”

ลิฟต์เลื่อนลงเร็ว แต่ใจคนฟังเร็วกว่า ตอนนี้ตกไปอยู่ที่ตาตุ่ม

“แปงคือญาติผม เจ้านายคุณ”

พล็อตละครหลังข่าวผุดขึ้นในสมอง เนตรานึกอยู่แล้วว่าคนอย่างเขาจะมาเป็นแฟนเธอได้ยังไง เห็นไหมล่ะ ครอบครัวเขาเองก็ไม่ยอมรับ

“เขาเป็นสาเหตุที่ฉันลาออกจากงานหรือเปล่า”

“อาจะมีส่วน” ลิฟต์พาทั้งสองมาถึงที่หมาย ชวินทร์รุนหลังเนตราเข้ารถทันที เมื่อกลับถึงคอนโด เขาบอกเธอเก็บของ ให้เหตุผล

“เราจะไปอยู่ต่างจังหวัดสักพัก”

“แล้วงานนายล่ะ”

เธอยืนงงกลางห้องในท่าทีที่เปลี่ยนไปกระทันหันของเขา

“มีอินเตอร์เน็ตผมก็ทำงานได้แล้ว”

ชวินทร์เข้าห้องนอนตัวเอง กางกระเป๋าเดินทาง เก็บเสื้อผ้าอย่างเร็ว

“ทำไมเราต้องไปต่างหวัดด้วย ฉันอยากอยู่กรุงเทพฯ” ชวินทร์ทำตัวน่าสงสัยมากขึ้นทุกที

“ถ้าเราอยู่ที่นี่จะวุ่นวายไม่รู้จบ”

“จากใคร ครอบครัวนายเหรอ”

“จากทุกคนนั่นแหละ”

เขาละมือจากการเก็บของ ยกมือเท้าสะเอวหันมาเผชิญหน้าเธอ เวลาเขาทำอย่างนี้เนตรารู้สึกตัวเล็กไปถนัดใจ

“จะไปเก็บของดีๆ หรือจะให้ผมทำให้ ผมไม่มีเวลามาเล่นตอบยี่สิบคำถามนะ”

“นายกำลังบังคับฉัน” เธอใจดีสู้เสือ แม้ในอกชักกลัวตุ้มๆ ต่อมๆ

“ผมทำได้มากกว่านี้ ถ้าเป็นเรื่องของดาว”

ชวินทร์ย่างเท้าเข้าใกล้ เนตราผงะจนหลังชนกรอบประตู

“ให้เวลายี่สิบนาที ไม่อย่างนั้นผมจะมัดคุณไปในรถ”

เนตราวิ่งกลับไปห้องตัวเองโดยพลัน นี่แหละ! ใช่เลย ตัวจริงของชวินทร์ โฉมหน้าที่เธอได้เห็นในเช้าวันนั้น!

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED