โด่งดัง การบัญชีและทนายความ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทย ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานของ นางสาวพิมนรา ใจสู้ นักบัญชีสาวไฟแรงที่เพิ่งเรียนจบจากรั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำของเมืองไทยมาได้เพียงแค่หกเดือนเท่านั้น
“น้องพิม...ลงบัญชีบิลค่าใช้จ่ายของบริษัทฯ เฮียอ๋าเสร็จหรือยัง”
พิมนราที่กำลังก้มหน้าก้มตาคีย์ข้อมูลอยู่เงยหน้าขึ้นทันที “ได้ค่ะพี่ดา แป๊บนะคะ” หญิงสาวลุกขึ้นแล้วรีบหยิบเอกสารให้กับดาริกาหัวหน้าของตัวเอง
“ขอบใจมากจ้ะ นี่ถ้าไม่มีน้องพิมพี่คงยุ่งมากกว่านี้แน่”
หล่อนยิ้มหน้าเจื่อนให้กับดาริกา อยากจะบอกออกไปเหมือนกันว่าหล่อนเองก็งานยุ่งจนหัวฟู วันๆ แทบไม่ได้กินข้าวเหมือนกัน
“พิมว่าถ้าพี่ดารับพนักงานเพิ่มอีกสักคนสองคน พี่ดาก็น่าจะไม่ยุ่งขนาดนี้นะคะ”
ดาริกาส่ายหน้าน้อยๆ “ไม่เอาหรอก จ้างมาอีกก็ต้องจ่ายเงินเพิ่มน่ะสิ พี่กับน้องพิมก็ทำกันมาได้ตั้งหลายเดือนแล้ว ทำต่อไปเรื่อยๆ งานคงอยู่ตัวเนอะ น้องพิมว่าไหม”
พิมนราทำได้แค่ยิ้มน้อยๆ แล้วหมุนตัวเดินกลับไปนั่งที่โต๊ะทำงานรกๆ ของตัวเองตามเดิม
“เออ...น้องพิม เย็นนี้ส่งบันทึกตัดราคาค่าเสื่อมให้พี่ด้วยนะ”
คนฟังถอนหายใจฟืดฟาดกับงานที่หนักเกินกว่าค่าแรงที่ได้รับ “ได้ค่ะพี่ดา เดี๋ยวก่อนกลับบ้านพิมจัดการให้ค่ะ”
“ขอบใจมากจ้ะ อ้อ มีอีกเรื่องหนึ่ง บัญชีลูกหนี้น่ะจ้ะ ส่งให้พี่พร้อมกันเลยนะ เย็นนี้”
หล่อนยิ้มบางๆ อีกครั้ง รู้สึกว่าสมองหนักอึ้งจนแทบจะทำงานต่อไปไม่ไหว
“ได้ค่ะพี่ดา”
“ขอบใจจ้ะ เดี๋ยวปีหน้าพี่จะปรับเงินเดือนให้”
พิมนรายิ้มกว้างทันที เพราะรอฟังประโยคนี้มานาน
“ขอบคุณมากค่ะพี่ดา”
“สักห้าร้อยเป็นไง พอไหม”
จากที่ยิ้มกว้างอยู่ค่อยๆ หุบลงทีละนิดจนแทบไม่มีเหลือ
“แล้ว...แล้วแต่พี่ดาจะเห็นสมควรเถอะค่ะ”
“งั้นห้าร้อยเนอะ กำลังดี”
ดาริกาตอบเองเออเองเสร็จสรรพ ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกไปโทรศัพท์ที่ด้านนอกสำนักงาน
พิมนราถอนหายใจออกมาอย่างเหน็ดเหนื่อย สำนักงานบัญชีที่นี่มีหล่อนกับดาริกาอยู่แค่สองคน เพราะคนเก่าสองคนพร้อมใจกันลาออกไป งานทุกอย่างเลยถาโถมเข้ามาใส่หล่อนเต็มๆ
หล่อนไม่ใช่คนขี้เกียจ ไม่ใช่คนเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ หล่อนทำงานอย่างสุดความสามารถ ไม่เคยเอาเวลาทำงานไปคุยโทรศัพท์หรือเล่นเฟซบุ๊ก แต่งานที่มีมันมากเกินไป แถมดาริกาก็ไม่ยอมรับคนเพิ่มสักที
หญิงสาวขยับตัวลุกขึ้นยืน แล้วเดินเข้าไปชงกาแฟภายในห้องครัว แต่แล้วก็ล้มครืนลงไปกองกับพื้น หน้าคว่ำลงกับกระเบื้องแข็งๆ เต็มแรง หน้าผากของหล่อนมีเลือดซึมทันที
“โอ๊ย...”
หล่อนขยับตัวลุกขึ้นนั่ง ยกมือขึ้นกุมหน้าผากที่เจ็บระบมแล้วน้ำตาก็ไหลซึมออกมา
“ทำไมต้องซุ่มซ่ามแบบนี้ด้วยนะ”
“ตายแล้วน้องพิม หกล้มอีกแล้วเหรอจ๊ะ”
อาจเป็นเพราะหล่อนล้มเสียงดัง ดาริกาที่โทรศัพท์อยู่ด้านนอกถึงได้ยิน หญิงสาวรีบตรงปรี่เข้ามาหา และมองไปที่รอบๆ ตัวของพิมนรา
“โชคดีนะไม่มีของเสียหาย”
พิมนราเคยชินกับคำพูดของดาริกาแล้ว ทำให้หล่อนไม่คิดจะโมโหในความใจแคบของเจ้านาย
“ว่าแต่หน้าผากโนนะนั่น ไปทำแผลคลินิกใกล้ๆ ไหม พี่จะพาไป”
“ขอบคุณค่ะพี่ดา แต่พิมไม่เป็นไรหรอกค่ะ เดี๋ยวทำแผลที่นี่ก็ได้ค่ะ”
ดาริกาส่ายหน้าดิก “ไม่ได้หรอกจ้ะ ที่นี่ไม่มีกล่องปฐมพยาบาล”
“แต่พิมเห็น...”
“กล่องนั้นเป็นของพี่คนเดียว สำหรับเจ้าของสำนักงานน่ะจ้ะ”
หล่อนได้แต่อ้าปากค้าง มองดาริกาอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
“ค่ะ...พิมเข้าใจแล้วค่ะ”
พิมนราพยุงตัวเองลุกขึ้นยืน โดยมีดาริกาผู้ขี้เหนียวขยับเข้ามาให้ความช่วยเหลือ
“พี่ว่าน้องพิมต้องไปทำบุญล้างซวยเสียบ้างนะ”
หล่อนมองหน้าดาริกาอย่างตกใจ
“เพราะตั้งแต่ต้นเดือนมาจนถึงปลายเดือน พี่เห็นน้องพิมหกล้มบ้าง ชนนู่นนั่นนี่บ้างมาเกือบสิบครั้งแล้วนะ มันไม่ปกติแล้วล่ะ”
พิมนราว่าจะไม่รับฟัง แต่พอได้ยินก็ใจคอไม่ดีขึ้นมาดื้อๆ
“สิบเอ็ดครั้งแล้วค่ะ”
“นั่นไง เกินสิบครั้งอีกต่างหาก พี่ว่าน้องพิมไปให้พระท่านรดน้ำมนต์หน่อยดีกว่า หรือไม่ก็ไปทำสังฆทานให้เจ้ากรรมนายเวร หนักจะได้กลายเป็นเบา”
คราวนี้หล่อนที่นิ่งงันรับฟังอยู่หน้าซีดเผือด “มัน...จะร้ายแรงขนาดนั้นเลยเหรอคะพี่ดา”
ดาริกาจ้องหน้าหล่อน
“พี่มีเพื่อนสมัยประถมคนหนึ่งนะ ก่อนตายก็มีอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ แบบน้องพิมนี่แหละ พี่บอกให้ไปรดน้ำมนต์ไปทำบุญก็ไม่เชื่อ สุดท้ายเป็นไง ไม่ถึงเจ็ดวันถูกรถชนตาย”
พิมนราพูดไม่ออก ช็อกมาก
“แล้วดูหน้าตาของน้องพิมช่วงนี้ก็ดำคล้ำแปลกๆ พี่ว่าดวงตกแน่เลย หรือไม่ก็อาจจะดวงถึงฆาต”
“พี่ดา...”
“นี่พี่ไม่ได้พูดให้กลัวนะ แต่พี่แค่เตือน”
พิมนราใจคอไม่ดีเอาเสียเลย “งั้น...พิมควรจะไปทำบุญใช่ไหมคะ อะไรๆ จะได้ดีขึ้น คือพิมยังตายไม่ได้พี่ดาก็รู้นี่ พิมมีแม่ มีน้องที่ต้องดูแล แถมน้องก็ยังเจ็บออดๆ แอดๆ” หล่อนรู้สึกหวาดกลัวกับสิ่งที่ได้ยินจนน้ำตาซึมออกมา
“งั้นเอาอย่างนี้...”
ดาริกาตบบ่าหล่อนเบาๆ และปรายตาไปดูนาฬิกาแขวนที่ผนังห้อง
“เหลืออีกสิบห้านาทีจะห้าโมงครึ่ง พี่ให้น้องพิมกลับบ้านไปทำบุญทำทานต่อชีวิตก่อนดีไหม”
พิมนราน้ำตาแทบไหลกับความใจดีของดาริกาที่หยิบยื่นมาให้หล่อนเป็นครั้งแรก
“ขอบคุณมากค่ะพี่ดา...”
“แต่น้องพิมจะต้องมาทำชดเชยให้พี่วันเสาร์นี้”
“แค่...สิบห้านาทีเนี่ยนะคะ”
“ไม่ใช่แค่สิบห้านาที แต่ต้องเพิ่มเป็นหนึ่งชั่วโมง เพราะต้องคูณต้นคูณดอกไปด้วย”
“แต่พิมก็อยู่เกินเวลาเลิกงานทุกวันเลยนะคะ โอทีพิมก็ไม่เคยเบิก...”
ดาริกายังคงยิ้มน้อยๆ
“คืออย่างนี้นะน้องพิม พี่เป็นเจ้าของสำนักงานบัญชี แถมยังเรียนบัญชีมาด้วย ในหัวของพี่ต้องมีแต่กำไร พี่ไม่ชอบขาดทุน”
“พี่ดา...”
“เอาน่า ปีหน้าจะขึ้นเงินเดือนให้ห้าร้อยไงจ๊ะ”
หล่อนพูดไม่ออกอีกกับความใจดีที่สุดของดาริกา จำต้องยกมือขึ้นไหว้ประชด
“น้ำใจของพี่ดามีมากขนาดนี้ ชาตินี้พิมคงชดใช้ไม่หมดแน่ๆ เลยค่ะ”
“ชาตินี้ใช้ไม่หมด เอาไปชาติหน้าก็ได้นะน้องพิม พี่ไม่ถือหรอก”
ดาริกายังไม่รู้ว่าหล่อนประชดประชัน หล่อนจึงทำได้แค่ทำหน้าเบื่อหน่าย และเอ่ยขอตัว
“พิมขอตัวไปชงกาแฟก่อนนะคะ”
“กาแฟของน้องพิมเองใช่ไหมจ๊ะ”
พิมนราหันมายิ้มเหนื่อยหน่ายให้กับดาริกา
“ก็ต้องของพิมสิคะ ในเมื่อในครัวไม่มีอะไรเลย นอกจากน้ำร้อน”
ดาริกายังคงยิ้มให้หล่อนอย่างไม่สะทกสะท้าน นี่หล่อนอยากรู้จริงๆ ว่าดาริกาไม่รู้จริงๆ หรือว่าแกล้งไม่รู้กันแน่
“อ้อ น้องพิม อย่าทำอะไรในห้องครัวตกแตกอีกนะ”
“พิมทราบค่ะ เพราะที่แก้วทุกใบมีราคาติดอยู่”
หล่อนประชดออกไปอย่างอ่อนอกอ่อนใจ
“พิมขอตัวนะคะ”
“ตามสบายจ้ะ”
ดาริกายิ้มหวานให้หล่อน ในขณะที่หล่อนแสนเหนื่อยใจ ทำไมหล่อนจะต้องมาเจอหัวหน้างานที่ขี้เหนียวขั้นเทพแบบนี้ด้วยนะ
หลังโต๊ะทำงานไม้ตัวใหญ่หรูหรา คือเรือนร่างสูงใหญ่ของหนุ่มเชื้อสายอิตาเลียนอย่าง ลีโอนาโด เด รอสซี หนุ่มเพลย์บอยสุดเถื่อน ผู้ชื่นชอบการมีเซ็กซ์กับสตรีเป็นชีวิตจิตใจ กิจกรรมสุดโปรดของเขาในทุกค่ำคืนก็คือการได้เคลื่อนไหวในร่างกายของผู้หญิงสักคนหนึ่ง ก่อนที่ในตอนเช้าจะสลัดทิ้งและเดินจากมาอย่างไม่ไยดี
ด้วยรูปลักษณ์ที่หล่อร้าย โปรไฟล์สุดเพอร์เฟกต์ ทำให้ผู้หญิงมากมายเรียงหน้ากันเข้ามาหา ซึ่งแน่นอนว่าเขาคว้าเอาไว้ทั้งหมด จัดหนักจนหนำใจและฟาดหัวด้วยเงินเพื่อจบความสัมพันธ์ มันสนุกมากกับชีวิตโสดแสนอิสระเช่นนี้
ปากกาด้ามทองในมือใหญ่หมุนไปมาเพราะเจ้าของมันกำลังใช้ความคิดอยู่ ก่อนที่ไม่นานจะจรดปลายปากกาเซ็นชื่อลงไป รอยยิ้มบางๆ เกลื่อนใบหน้าหล่อจัด เขาดันแฟ้มเอกสารไปด้านหน้า จากนั้นก็กดเรียกให้เลขาฯ หน้าห้องเข้ามาหา
ประตูห้องเปิดออกกว้าง เลขาฯ สาวหน้าตาสะสวยเดินนวยนาดเข้ามา
“ท่านประธานมีอะไรให้ริซ่ารับใช้เหรอคะ”
ชายหนุ่มยิ้มน้อยๆ ให้เลขาฯ คนสวย ริซ่าทำงานกับเขามาห้าปีเต็ม และตลอดเวลาห้าปีที่ผ่านมาหล่อนก็มักจะอ่อยให้เขาลากขึ้นเตียงเสมอ แต่เขาก็ไม่เคยทำเพราะถือคติว่า สมภารไม่กินไก่วัดฉันใด ลีโอนาโด เด รอสซี ก็ไม่กินพนักงานของตัวเองฉันนั้น
“เอาแฟ้มนี้ไปให้บัญชี แล้วออกไปได้แล้ว”
ริซ่ามีสีหน้าผิดหวัง แต่ก็ขัดคำสั่งของเจ้านายไม่ได้
“ค่ะท่านประธาน”
หล่อนยื่นมือไปหยิบแฟ้มบนโต๊ะทำงานของลีโอนาโด และจงใจก้มลึกเพื่อให้ลีโอนาโดได้เห็นนมอวบๆ ของตนเอง ใช่ เขาเห็นมันเต็มสองตาเลยทีเดียว หล่อนยิ้มกว้างอย่างดีใจ แต่สักพักก็ต้องหน้าเจื่อน เมื่อชายหนุ่มตรงหน้าพูดขึ้นอย่างรู้ทัน
“ถ้าคุณลาออกจาก เด รอสซี โฮเทล เมื่อไหร่ ผมจะลากคุณขึ้นเตียง ริซ่า”
“คือ...”
“จะออกเลยไหมครับ”
หล่อนหน้าตาซีดเผือด และรีบส่ายหน้าดิก
“ไม่...ไม่ออกหรอกค่ะ ริซ่าขอโทษนะคะ”
“งั้นก็อย่าทำอีก ผมจะไม่เตือนเป็นครั้งที่สิบเอ็ดหรอกนะ”
โอ้โฮ นี่ลีโอนาโดถึงขนาดนับครั้งเลยเหรอ
ริซ่าอุทานในอกอย่างตกใจ
“ริซ่าจะไม่ทำอีกแล้วค่ะ ขอตัวก่อนนะคะ”
หญิงสาวในชุดกระโปรงสั้นจู๋และเสื้อรัดรูปคอกว้างรีบเผ่นออกไปจากห้องทำงานของลีโอนาโดทันที
ชายหนุ่มเจ้าของห้องแค่นยิ้มหยัน ก่อนจะรับกดสายเมื่อโทรศัพท์มือถือมีสายเรียกเข้า
“นึกว่าแกตายห่าไปแล้ว เจ้าเคียร์ส” ชายหนุ่มทักทายเพื่อนสนิทร่วมก๊วนที่หายหน้าไปนานอย่างโมโห “แล้วนี่จะกลับเมืองไทยเมื่อไหร่ หรือว่าจะรอจนกว่าฉันจะตาย” แล้วก็อดประชดประชันออกไปอีกไม่ได้ “เออ รีบกลับมาก็แล้วกัน เดี๋ยวฉันจะแก่เกินไป แล้วจะพานายไปเที่ยวซ่องไม่ไหว”
ลีโอนาโดยังพล่ามไม่หยุด “โอเค ขอบใจที่โทรมาหา อ้อ แล้วอย่าลืมโทรไปหาเจ้าแม็กมันบ้างล่ะ หมอนั่นก็คิดถึงแกเหมือนกัน โอเค...แล้วเจอกันตอนกลับมา บาย”
เคียร์ส เบนด์เนอร์ คือเพื่อนรักอีกคนของเขา แต่หมอนี่เขาไม่ค่อยได้เห็นหน้ามันนักหรอก เพราะมันอยู่ต่างประเทศ
ลีโอนาโดวางโทรศัพท์มือถือไว้บนโต๊ะทำงานไม้ที่เดิม ก่อนจะเอนตัวพิงกับเก้าอี้หนังตัวใหญ่สีดำอย่างต้องการพักผ่อน ดวงตาคมกริบสีเข้มหลับลง แต่สมองยังคงหมุนติ้วไม่หยุด
ตอนนี้แม็กซิมัสก็ตกลงปลงใจแต่งงานกับเดือนกันยาไปเรียบร้อยแล้ว เขาก็เลยเหงาอยู่เพียงลำพัง ไม่มีเพื่อนไปเที่ยวผู้หญิงด้วยเลย ถึงแม้ว่าตอนที่แม็กซิมัสเป็นโสดจะไม่ค่อยได้ไปด้วยนักก็ตาม
“วันนี้จะไปอ่อยสาวแถวไหนดีนะ”
นั่งคิดสักพักก็ดีดนิ้วแรงๆ และยิ้มกว้าง
“คิดออกแล้ว”
มือใหญ่คว้าโทรศัพท์มือถือขึ้นมาต่อสายอีกครั้ง และเมื่อปลายทางรับสายก็กรอกเสียงสั่งทันที
“เดมอน วันนี้ฉันจะไปแถวสุขุมวิท หาสาวให้หน่อย เน้นมีประสบการณ์แน่นๆ นะ ขี้เกียจสอน อ้อ แล้วนมต้องใหญ่ สะโพกใหญ่ๆ ด้วยยิ่งดี”
“ได้ครับ แล้วหน้าตาล่ะครับ เน้นไหมครับคุณลีโอ”
“หน้าไม่ต้อง เพราะฉันเอาแค่ช่วงล่าง” ลีโอนาโดตอบตรงประเด็นมาก
“ครับๆ ผมจะจัดการให้ครับ”
“ขอบใจ”
ลีโอนาโดตัดสายทิ้งๆ ก่อนจะเอนตัวพิงกับพนักเก้าอี้ตัวใหญ่อีกครั้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“คืนนี้ต้องสนุกมากแน่ๆ”
เขาพึมพำ พลางเปิดลิ้นชักโต๊ะทำงาน มองไปด้านใน กล่องถุงยางอนามัยไซส์พิเศษที่สั่งมาจากบ้านเกิดอยู่ในนั้น มือใหญ่เอื้อมเปิดกล่อง ก่อนจะพบว่าเหลือถุงยางอนามัยแค่เพียงสามชิ้น
“โอ้ ตายชัก แล้วแบบนี้จะพอใช้ได้ยังไงกัน”
อย่างต่ำๆ คืนหนึ่งลีโอนาโดจัดให้สาวร่วมเตียงไม่ต่ำกว่าห้ารอบ
สีหน้าของชายหนุ่มเต็มไปด้วยความเป็นกังวล รีบต่อสายหาเลขาฯ หน้าห้องทันที
“ริซ่า ถุงยางผมหมด สั่งมาให้ผมด่วน”
“ได้ค่ะ ท่านประธาน”
“ของจะถึงเมื่อไหร่”
“น่าจะอีกสองวันค่ะ”
“แล้วผมจะมีใช้หรือไงล่ะ ต้องมาช้าที่สุดคือพรุ่งนี้ตอนหกโมงเย็น เข้าใจหรือเปล่า”
“เอ่อ...”
“ไม่ต้องมาเอ่อ นี่มันเรื่องใหญ่สำหรับผมเชียวนะ คุณเป็นคนคุมสต๊อกถุงยางให้ผมไม่ใช่หรือ แล้วปล่อยมันเหลือแค่สามชิ้นได้ยังไง นี่คุณกำลังทำให้ผมโกรธมากนะริซ่า”
เลขาฯ หน้าห้องแทบร้องไห้
“ก็...ก็เดือนที่แล้วท่านประธานใช้น้อยกว่าเดือนนี้ตั้งครึ่งนะคะ ริซ่าก็เลยไม่ทันได้เช็กสต๊อก”
“นี่คุณกล่าวหาว่าผมเซ็กซ์จัดมากขึ้นหรือ คุณริซ่า”
“ปละ เปล่าค่ะท่านประธาน ริซ่าจะรีบสั่งมาสต๊อกให้มากขึ้นนะคะ แบบใช้ได้เป็นปีเลยค่ะ”
“แล้วผมมีทางเลือกไหมล่ะ”
ชายหนุ่มตอบกระฟัดกระเฟียด ก่อนจะวางสายไปอย่างโมโห
ริซ่าวางสายและยกมือขึ้นทาบอกอย่างตกใจ หน้าตายังคงซีดเผือด
“ก็ใครจะรู้ล่ะว่าจะนอนกับผู้หญิงคืนล่ะเป็นสิบรอบแบบนี้ โธ่ แล้วนี่ถุงยางจะมาทันไหมเนี่
พิมนราเดินคอตกออกมาจากวัดสุดท้ายที่อยู่ในบริเวณนี้
“ท่านเจ้าอาวาสจำวัดแล้วล่ะโยม”
นี่คือคำพูดของพระลูกวัดที่บอกกับหล่อน
“เฮ้อออออ...”
หล่อนถอนหายใจยาวเหยียด รู้สึกว่าชีวิตมืดมนไร้ทางออก หนทางที่ทอดยาวและรถราบนท้องถนนที่คับคั่ง ทำให้หล่อนยิ่งรู้สึกฟุ้งซ่าน การควบคุมอารมณ์ของตัวเองไม่ได้นับว่าเป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวมาก
พิมนราเดินทอดน่องไปเรื่อยๆ อย่างใจลอย ท้องฟ้ามืดครึ้มลงทุกขณะ แต่รอบๆ ตัวยังคงสว่างไสวเพราะแสงจากเสาไฟบนถนน หล่อนย้ำเท้าไปเรื่อยๆ ผ่านร้านรวงที่ตั้งบนทางเท้ามากมาย ในหัวก็เต็มไปด้วยภาระที่ต้องแบกรับเอาไว้
“โอ๊ย...”
หล่อนร้องขึ้นเมื่อรองเท้าส้นเตี้ยที่สวมใส่ดันติดคาแหง็กอยู่กับตะแกรงของท่อระบายน้ำ หนำซ้ำหล่อนยังล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้นอย่างน่าอับอายอีกต่างหาก
หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาพยุงหล่อนอย่างมีน้ำใจ “ไม่เป็นอะไรนะคะ เจ็บไหม”
“ขอบคุณมากค่ะ ไม่...ไม่เจ็บเท่าไหร่ค่ะ” หล่อนรีบกล่าวขอบคุณ และก้มลงขยับรองเท้าส้นเตี้ยให้หลุดออกจากตะแกรงเหล็ก พลางคิดในใจอย่างโมโห
‘ร่องแคบขนาดนี้ทำไมยังติดได้นะ หรือว่าเราดวงซวยอย่างที่พี่ดาบอกจริงๆ’
หญิงสาวสวมรองเท้ากลับคืน แต่เดินได้แค่ก้าวเดียวก็ต้องล้มครืนลงไปใหม่ คราวนี้โชคดีที่มีผู้ชายคนหนึ่งเดินผ่านมาพอดีและคว้าร่างของหล่อนเอาไว้ได้ทัน
“ไม่เป็นอะไรนะครับ”
“เอ่อ ไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณมากนะคะ”
ผู้ชายคนนั้นปล่อยมือจากแขนของหล่อนและเดินจากไป หล่อนเดินหลบเข้าข้างทาง และก้มลงมองรองเท้า
“ส้นหัก”
หล่อนพึมพำอย่างหมดแรง
“วันนี้มันวันโลกาวินาศหรือไงนะ เจอแต่เรื่อง”
“แม่หนู...”
“คะ?”
มือหนึ่งมาจับแขนที่ด้านหลัง หล่อนหันไปมองอย่างตกใจ ก่อนจะตกใจมากขึ้นไปอีกเมื่อเห็นคนเรียก
ผู้หญิงแก่ ผมสีขาวโพลน หน้าตาเหี่ยวย่น มองจ้องมาที่หล่อน “ไปดูดวงกับยายเถอะ”
“เอ่อ...”
หล่อนอึกอัก และแน่นอนว่าปฏิเสธ
“หนู...หนูต้องรีบกลับบ้านน่ะค่ะคุณยาย”
“จะรีบกลับบ้านเก่าน่ะเหรอ”
คนฟังช็อก หน้าตาซีดเผือด และก็เริ่มไม่พอใจ
“ทำไมคุณยายมาแช่งหนูแบบนี้ล่ะคะ วันนี้หนูยิ่งเจอแต่เรื่องอยู่ด้วย”
หล่อนตาแดงๆ จะร้องไห้
“และอีกอย่างนะคะ หนูไม่มีเงินหรอกค่ะ”
“ยายไม่ได้แช่ง แต่หนูดวงตก”
หล่อนมองหน้าคุณยายตรงหน้าด้วยความตกใจ
นี่คนที่สองแล้วนะที่ทักหล่อนว่าดวงตก
“แต่หนูคงมีเงินไม่พอค่าครู...”
เพราะปลายเดือนทำให้หล่อนเหลือเงินติดกระเป๋าแค่สองร้อยกว่าบาทเท่านั้น
“แค่เก้าสิบเก้าบาทน่ะหนู”
“โอ้โห ตั้งเก้าสิบเก้าบาทเชียวเหรอคะ หนูเหลือตังค์ในกระเป๋าแค่สองร้อยเจ็ดสิบกว่าบาทเองค่ะคุณยาย”
“เงินแค่เก้าสิบเก้าบาทกับชีวิตของหนู เลือกเอานะ ยายไปก่อน”
คุณยายปล่อยมือจากแขนของหล่อน ก่อนจะเดินหายเข้าไปในฝูงชนที่เดินกันขวักไขว่
“คุณยายคะ”
หล่อนรีบเดินตาม รองเท้าที่ส้นหักทำให้เดินไม่สะดวกนัก สุดท้ายก็จำต้องถอดและเดินเท้าเปล่าตามหญิงชราไป
เมื่อเดินลึกเข้ามาเรื่อยๆ บรรยากาศก็เริ่มวังเวงขึ้นเช่นกัน หล่อนรู้สึกไปเองหรือว่ามันเป็นอย่างที่คิดจริงๆ นะ
หญิงสาวกวาดตามองไปยังกระโจมสีแดงคล้ำดูขลังจนหล่อนอดรู้สึกหวาดหวั่นไม่ได้ แต่ไหนแต่ไรมาแล้วที่หล่อนไม่ชอบการดูดวง เพราะคิดเสมอว่ามันคือการหลอกลวง แต่วันนี้หล่อนกลับกำลังก้าวเท้าเข้าไปสู่วังวนนี้อย่างไม่มีทางเลือก
หล่อนมาหยุดที่หน้ากระโจมหลังเป้าหมายที่เห็นหญิงชราเดินหายเข้าไป มือเล็กยกขึ้นแหวกม่านลูกปัดออก พร้อมกับแทรกตัวเข้าไปภายในเช่นกัน
บรรยากาศภายในมืดครึ้ม มีเพียงแสงเทียนที่จุดให้ความสว่างเพียงไม่กี่เล่ม เสียงเพลงบรรเลงเป็นภาษาแขกดังคลอ ยิ่งทำให้หล่อนสั่นสะท้านมากยิ่งขึ้น
“ยายนึกว่าหนูจะไม่มาเสียแล้ว”
หล่อนยังคงยืนนิ่งและมองไปรอบๆ ตัว
“นั่งลงสิ ยายจะดูดวงให้แบบละเอียด”
หล่อนจำใจต้องนั่งลง มองหน้าหญิงชราที่ตอนนี้นำลูกปัดเม็ดใหญ่มาสวมที่ลำคออย่างกล้าๆ กลัวๆ
“คุณยาย...จะดูยังไงเหรอคะ”
“ยายดูได้ทุกอย่าง แต่วางค่าครูในพานเสียก่อน”
หล่อนจำต้องควักเงินแบงก์ร้อยในกระเป๋าวางบนพาน และมองอย่างเสียดาย
“ไม่ต้องเสียดายหรอก เดี๋ยวก็มีมากกว่านี้”
ไม่ได้ตื่นเต้นกับคำพูดของคุณยายตรงหน้า เพราะคิดว่าท่านคงพูดไม่ให้เสียดายเงินค่าครูเท่านั้น
“ไม่ต้องทอนหนูนะคุณยาย หนูให้หมดนั่นแหละ”
หล่อนพูดไปก็เสียดายไป
หญิงชราไม่ตอบหล่อน แต่ส่งกระดาษและปากกามาให้
หล่อนมองงงๆ
“เขียนวันเดือนปีเกิด”
หล่อนรับกระดาษกับปากกามาเขียน เขียนเสร็จหล่อนก็ยื่นคืนให้หญิงชราตรงหน้า
“คุณยายมองเห็นไหมคะ ตัวเล็กไปหรือเปล่า”
“ยายมีแว่นขยาย ไม่ต้องกังวล”
คู่สนทนาของหล่อนหัวเราะเบาๆ พร้อมกับหันไปหยิบแว่นขยายเก่าๆ ขึ้นมาส่อง
“ดวงถึงฆาตนะนังหนู”
“คุณ...คุณยายว่าอะไรนะคะ”
หล่อนช็อกจนพูดแทบไม่เป็นคำ
“หนู...ชะตาขาดเหรอคะ”
“อืม ใช่ จะตายภายในสามวันเจ็ดวันนี่แหละ”
คนพูดสีหน้าเรียบเฉย แต่หล่อนนี่สิ กำลังตกใจ กำลังหวาดกลัว และกำลังจะช็อกตายอยู่รอมร่อ
“แต่หนูยังตายไม่ได้นะคะคุณยาย หนูมีภาระ หนูต้องเลี้ยงแม่ หนูต้องเลี้ยงน้อง แถมน้องก็ยังไม่ค่อยสบายอีกด้วย คือ...หนูตายไม่ได้จริงๆ ถ้าหนูตาย แม่กับน้องสาวของหนูจะทำยังไง”
หล่อนโวยวายน้ำตาไหลพรากอาบแก้ม ทั้งๆ ที่ไม่เคยเชื่อเรื่องนี้มาก่อน แต่ตอนนี้กลับทำใจแข็งทำเป็นไม่รู้ร้อนรู้หนาวไม่ได้ หล่อนหวาดกลัวเหลือเกิน
“อย่าเพิ่งร้องไห้ มันยังพอมีทางแก้...”
หล่อนหูผึ่ง หยุดร้องไห้ และคว้าแขนของหญิงชราตรงหน้ามาจับ ก่อนจะถามอย่างมีความหวัง
“ทำยังไงคะคุณยาย...หนูถึงจะไม่ตาย”
“มีผัว”
คนที่กำลังสยดสยองและขวัญกระเจิงอยู่ชะงักค้าง และไม่เชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน
“มี...มีผัวอย่างนั้นเหรอคะ”
“ใช่ และต้องมีภายในคืนนี้ด้วย ก่อนเข็มนาฬิกาจะเลยเลขสิบสองและขึ้นวันใหม่ หนูจะต้องนอนกับผู้ชายคนแรกที่พูดกับหนู”
“คุณยายหมายความว่า...”
“หลังออกจากกระโจมของยายไป เดินไปทางทิศตะวันออก ไปยืนอยู่ตรงนั้น และผู้ชายคนแรกที่พูดคุยกับหนู เขาคนนั้นแหละคือคนที่จะช่วยต่ออายุให้หนูไปอีกหลายสิบปี จำเอาไว้”
คือหล่อนกำลังงง งงกับวิธีแก้ดวงของคุณยายเป็นที่สุด
“คุณ...คุณยายคะ แต่...แต่หนูจะไปนอนกับผู้ชายคนนั้นได้ยังไงกันล่ะคะ เขาคงตกใจกันพอดี”
“นั่นคือสิ่งที่หนูต้องพยายาม จับทำผัวให้ได้ก่อนเที่ยงคืน แล้วโชคร้ายของหนูก็จะหายไปตลอดกาล”
“แต่หนูจะมั่นใจได้ยังไงกันคะว่าผู้ชายคนแรกที่คุยกับหนู เขาจะเป็นคนแก้ดวงให้หนูได้จริงๆ”
“ชะตาลิขิตมาแล้ว หนูจะได้เจอเขาคนนั้น ในค่ำคืนนี้”
“คุณยายคะ...”
นี่หล่อนกำลังเจอเรื่องบ้าอะไรกันนะ
“ถ้าหนูไม่ทำตามคำแนะนำของยาย พรุ่งนี้หนูอาจจะถูกรถชนตายที่หน้าบ้านก็ได้”
หล่อนตกใจ หน้าซีดเผือด และเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“แต่จู่ๆ ให้หนูไปนอนกับผู้ชายที่ไหนก็ไม่รู้ หนู...หนูรู้สึกไม่ดีเลยค่ะคุณยาย หนูเกรงว่า...”
“แค่เสียตัว กับเสียชีวิต หนูลองชั่งน้ำหนักดูนะว่าหนูอยากเสียอะไรมากกว่ากัน”
“คุณยาย...”
“เอาล่ะ หมดเวลาดูแล้ว หนูออกไปได้แล้ว”
ดูสิ คุณยายที่คะยั้นคะยอให้หล่อนมาดูดวง ตอนนี้กลับไล่หล่อนเสียแล้ว
“หนูว่าคุณยายดูอีกรอบดีไหมคะ”
“งั้นก็ต้องเสียเงินอีกเก้าสิบเก้าบาท หนูเอาไหมล่ะ”
พิมนราชะงักกึก เงินในกระเป๋าร้องครางให้ได้ยินทันที
“ถ้าหนูดูดวงอีกรอบ พรุ่งนี้คงไม่มีเงินกินข้าวกลางวันแน่ๆ ค่ะ”
หญิงชราตรงหน้าหล่อนระบายยิ้มน้อยๆ “นี่ก็จะสามทุ่มแล้ว หนูรีบไปทำตามที่ยายบอกเถอะ อ้อ แล้วต้องสองรอบขึ้นไปนะ ไม่งั้นจะแก้ดวงไม่สำเร็จ”
“สอง...สองรอบ...?”
หล่อนทั้งตกใจ ทั้งหน้าเห่อร้อน
“ใช่ ต้องสองรอบ กันพลาดยังไงล่ะนังหนู”
พิมนราแข้งขาอ่อนลุกไม่ขึ้น
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน จะแก้ดวงทั้งที ยังต้องมีกันพลาดด้วยเหรอ
“คุณยายคะ หนูว่า...”
“รีบไปเถอะ”
คุณยายเร่ง ก่อนจะพูดต่อ
“อ้อ แล้วออกไปจากที่นี่ให้ก้มหน้าก้มตาเดินเลยนะ ห้ามสบตากับผู้ชายคนไหน จนกว่าจะมีผู้ชายเอ่ยทักหนู จำเอาไว้นะ”
“มันต้องลำบากขนาดนี้เลยเหรอคะคุณยาย”
“มันต้องลำบากขนาดนี้แหละ ไม่งั้นจะเรียกว่าต่อชะตาเหรอจ๊ะแม่หนู”
หล่อนจำต้องยกมือขึ้นลูบใบหน้าแรงๆ เพื่อจะตื่นขึ้นจากฝันร้ายเสียที แม้จะรู้ว่ามันคือความจริงล้านเปอร์เซ็นต์ก็ตาม
“เอาล่ะ ไปได้แล้ว”
“งั้นหนูลาล่ะค่ะ”
“โชคดีนะนังหนู ขอให้คืนนี้ผ่านไปได้ด้วยดี”
หล่อนลุกขึ้น ฝืนยิ้มและกัดฟันเดินออกจากกระโจมของคุณยายหมอดู
“จะผ่านไปได้ด้วยดีได้ยังไงกันล่ะ ในเมื่อต้องไปหลอกล่อผู้ชายให้ขึ้นเตียงด้วยน่ะ”
หล่อนครางเบาๆ ในอกอย่างทรมาน ขณะก้าวเท้าเดินก้มหน้าก้มตาไปยังทิศตะวันออกตามที่คุณยายหมอดูกำชับ