แคลิฟอร์เนีย
สายตาสองคู่จ้องกันไม่กะพริบ ความดุดันในตัวของชายหนุ่มที่ถูกถ่ายทอดมาทางสายเลือดจากผู้เป็นพ่อเต็มร้อย แม้แต่นัยน์ตาสีมรกตเข้มคู่นั้นก็ไม่เว้น แต่เขากลับมีนิสัยแตกต่างจากบิดาลิบลับ
คาร์ดิโก้ นอร์ตัน หนุ่มใหญ่วัยสามสิบห้า นั่งแท่นบริหารสายการบินยักษ์ใหญ่ของโลก เพลย์บอยหนุ่มที่หวงแหนชีวิตโสดเป็นที่สุด คึกคะนองราวม้าศึก แกร่งเหมือนเหล็กกล้า ผู้ชายเจ้าเล่ห์และเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวทั้งในเชิงธุรกิจและสมรภูมิรบบนเตียง
ทว่า ไม่มีใครสามารถเข้าไปนั่งแท่นเจ้าหัวใจของเขาได้สักคน จนกระทั่งแพทรีเซียก้าวเข้ามา ผู้หญิงที่เก่งรอบด้านตอบสนองความต้องการเขาได้ทุกเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องบนเตียง เธอทำให้ผู้ชายวัยสามสิบห้าปีที่กำลังคะนองศึกอย่างเขาอยากหยุดชีวิตเพลย์บอยลง
ความสุขกลับอยู่กับเขาไม่นาน อุบัติเหตุเมื่อสองปีก่อนก็พรากความรู้สึกนั้นไปจากเขา แผนแต่งงานพังทลายลง ทั้งที่ตอนแรกหล่อนสัญญาว่าจะรอจนกว่าจะหาย ทว่าเซ็กซ์กับความต้องการทางร่างกายก็หยุดทุกคำสัญญา
คาร์ดิโก้เข้ารับการผ่าตัดครั้งแรกและต้องนั่งอยู่บนรถเข็นรักษาตัวนานหลายเดือน ผู้หญิงที่ขาดเรื่องบนเตียงไม่ได้อย่างแพทรีเซียมีหรือจะทนได้นาน สาวสวยอย่างหล่อนก็หันไปคว้ามหาเศรษฐีหนุ่มอาหรับเจ้าของบ่อน้ำมันเพื่อนรักของเขา และเงียบหายไปราวกับอยู่คนละโลก
หลังจากกลับมายืนและเดินได้เองอีกครั้ง คาร์ดิโก้ก็ปฏิเสธที่จะรักษาต่อ ทั้งที่ครอบครัวอยากให้เขาตรวจเช็กอีกครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผลสักนิด คาร์ดิโก้ทุ่มเททำงานหนักและหาความสุขจากบรรดาสาวๆ ที่เขาเสกมาได้ด้วยเงิน ผู้หญิงที่บันดาลความสุขให้เขาทุกอย่างด้วยประกาศิตของเขา ปิดตายหัวใจอันแข็งกร้าวแน่นหนา
แต่ความรักที่ยิ่งใหญ่ของบุพการี จนกระทั่งถึงวันนี้...พวกเขาก็ยังไม่หยุดความพยายามที่จะพาลูกชายคนเดียวกลับมารับการตรวจรักษาอย่างละเอียดอีกครั้ง ให้แน่ใจว่า อาการผิดปกติบางอย่างที่พวกเขาสัมผัสได้ มันไม่ได้เลวร้ายถึงขึ้นทำให้ร่างกายเขาทรุดลงอีก
“ไม่มีทางเด็ดขาด” ชายหนุ่มยื่นคำขาดกับมารดา พร้อมกับหันไปประจันหน้ากับคนที่ได้ชื่อว่าเป็นแม่นมของเขาขอตัวช่วยเหมือนอย่างเคย นางก็เลี้ยงดูเขามาตั้งแต่เด็ก ให้ความรักและดูแลเขาทุกอย่างเหมือนลูกแท้ๆ เพราะมารดาของเขาเองต้องเดินทางตามบิดาไปทั่วโลก ไม่มีเวลาให้ลูกอย่างเขามากนัก เป็นอย่างนี้ชายหนุ่มจึงกลายเป็นคนขาดความอบอุ่น และอกอุ่นที่เขาใช้อิงแอบซบอิงก็หนีไม่พ้นสาวพันธุ์เนื้อนมไข่ที่เขาเดินทางไปติดต่อทั่วโลก
“แต่เบอร์รี่... ” เสียงของสตรีอีกหนึ่งที่ชายหนุ่มกำลังมองนางร้องขัดขึ้นเสนอความเห็น หากแต่อีกคนที่รู้ทันความคิดของนาง ส่งเสียงทรงพลังของตัวเองกลบคำพูดที่จะคัดค้านของนางเอาไว้มิด
เบอร์รี่เป็นคำที่ใช้แทนตัวสตรีสูงวัยนางนั้น และคาร์ดิโก้เรียกชื่อนี้แทนชื่อแม่นมพรพิมพ์มาตั้งแต่เด็ก ติดปากมาถึงตอนนี้ จนใครๆ พากันเข้าใจ ว่า เบอร์รี่ของเขาคือสาวสวยเจ้าของดวงใจ นางพรพิมพ์ยังเป็นคนอ่อนหวาน ในสายตาของเขาเสมอ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ไม่แปลกที่คาร์ดิโก้จะรักนางมากกว่าบิดามารดาแท้ๆ ที่เอาแต่บ้างานจนไม่มีเวลาสนใจลูก
“ถ้าไม่ได้อย่างที่ผมบอก ผมไม่มีวันไปรักษาที่สถาบันบ้าบอนั้นเด็ดขาด ผมไม่ได้พิการถึงขึ้นต้องพื้นฟู”
“แต่แกต้องเข้ารับการตรวจเช็กอย่างละเอียดนะเดียร์โก้” คราวนี้เป็นเสียงของผู้เป็นแม่บอกกึ่งบังคับ
“ไม่” ชายหนุ่มยื่นคำขาดเสียงกร้าว
อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับเขาเมื่อสองปีก่อนทำให้เขาต้องเข้ารับการผ่าตัดที่ขา หลังจากที่เขาหายเป็นปกติระยะหนึ่ง ความผิดปกติที่ปลายประสาทที่ขาข้างซ้ายของเขาก็เกิดขึ้นจนสังเกตเห็นชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ บ่อยครั้งที่เขาสูญเสียการทรงตัว ทั้งที่เจ้าตัวก็รู้สึกได้ แต่เขาคิดว่า สามารถประเมินตัวเองได้พอสมควร ตอนนี้มันยังไม่เป็นปัญหากับงานของเขา คารดิโก้คิดว่า มารดาของเขากลัวและเป็นกังวลจนเกินเหตุไปเท่านั้นเอง
“มัม...สองปีก่อนเรื่องรักษาผมยอมมัมทุกเรื่อง จนผมก็ออกมาทำงานได้เป็นปกติแล้ว ครั้งนี้ผมขอนะ งานของผมกำลังยุ่ง ช่วงนี้ที่บริษัทกำลังขยายเส้นทางการบินไปที่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ผมไม่อยากให้บริษัทต้องหยุดชะงักเพราะผม คนเดียว ถ้ามัมยังบังคับและยืนยันก็ช่วยทำตามข้อเสนอที่ผมแจ้งไปด้วย” สีหน้าของคนฟังตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเขายื่นคำขาดเสียงแข็ง
จะไม่ให้ทั้งสองนางตกใจได้อย่างไร ในเมื่อข้อเสนอของเขาคือต้องหาพยาบาลพิเศษสาวสวยประเทศละคนมาดูแลเขาทุกวันตลอดการรักษาแบบไม่ซ้ำคน ไม่ซ้ำประเทศ แล้วเวลาในการรักษาแบบละเอียดก็เกือบหกสิบวัน จะทำได้อย่างไรกัน
ชายหนุ่มรู้ดีว่า นี่เป็นคำขู่ที่แม่กับแม่นมของเขากลัวที่สุด พวกนางกลัวว่า เขาจะไปคว้าเอาผู้หญิงที่ไม่ใช่สาวไทยอย่างพวกนางมาเป็นสะใภ้ แล้วมันก็ได้ผลทุกครั้งที่เขาใช้มุกนี้ขู่ทั้งสองนาง
สิ่งที่คาร์ดิโก้ได้มาจากบิดาคือรูปร่างหน้าตา หากสิ่งเดียวที่ได้มาจากมารดาคือความชื่นชอบอาหารไทย และต้องเป็นรสมือมารดากับแม่นมของเขาเท่านั้น อาหารรสที่เขาคุ้นเคย แม้เดินทางไปชิมทั่วโลกก็ไม่มีใครเทียบชั้น สองนางในดวงใจของเขาได้สักคน แต่เขาก็ไม่คิดที่จะพาสาวไทยขึ้นเตียง สักครั้ง
“ตกลง ฉันจะทำตามข้อเสนอของแกทุกอย่าง ขอเพียงให้แกหยุดงานไปตรวจเช็กก็พอ” คราวนี้เป็นน้ำเสียงทรงพลังของผู้เป็นพ่อแทรกขึ้นมาก่อนที่ภรรยาของเขาจะใจอ่อนให้ลูกชายเหมือนอย่างทุกครั้ง
สิ่งที่ได้ยินไม่เพียงแต่สองนางที่ตกใจ หากแต่คนต่อรองก็ตกใจ ไม่แพ้กัน ไม่ใช่ว่า เขาไม่เคยใช้ผู้หญิงเปลืองแบบเปลี่ยนวันเดียวหลายคน แต่หากคนที่จัดหาให้เขาคราวนี้กลับเป็นคนที่เกลียดความมักมาก เกลียดการทำตัวเจ้าชู้ไม่เลือก และเป็นผู้ชายที่รักภรรยาที่สุดอย่างบิดาของเขา
“หึ! ได้พักงานคราวนี้คงสนุก” ชายหนุ่มเยาะอย่างอารมณ์ดี ไม่ใช่เขาจะไม่กังวลถึงอนาคตและไม่อยากไปตรวจเช็ก แต่งานที่กำลังต้องการเขามากกว่าต่างหากที่ฉุดรั้งเขาเอาไว้ก่อน
“ฉันให้อดัมดูแลงานภาคสนามแทนแกแล้ว งานที่สำคัญฉันจะเข้าไปดูแทนเอง สปอร์ตคลับก็ให้ซันเซสไปดูแล ส่วนแกก็เตรียมความพร้อมเพื่อเข้ารับการตรวจอย่างเดียวก็พอ”
ชายหนุ่มส่ายหน้ากับความพยายามของบิดามารดา เยาะเสียงขึ้นจมูกถามบิดาดักทาง “หวังว่า แด๊ดคงไม่ตุกติกหาพยาบาลวัยใกล้ปลดเกษียณมาดูแลผมนะ”
“ไม่แน่นอนไอ้เสือ รับรองว่าตรงสเปกแกทุกอย่าง” คนเป็นพ่อบอกอย่างอารมณ์ดี เหมือนกำลังมีแผนอยู่ในใจ
สองนางที่ฟังอยู่ก็ได้แต่นิ่งอย่างปลงๆ เมื่อไหร่ลูกชายคนเดียวจะหยุดชีวิตเพลย์บอยแล้วหันมาสร้างครอบครัวเสียที แต่เพราะความเลือกยากเรื่องเยอะของเขา ยิ่งเจอผู้หญิงเยอะ คบไม่เลือก แทนที่เขาจะเจอเจ้าของหัวใจ แต่นั่นมันกลับยิ่งทำให้คาร์ดิโก้เกลียดการผูกมัดมีครอบครัวมากขึ้นไปเท่านั้น
สำหรับชายหนุ่ม...ในเมื่อผู้หญิงที่เขาเจอมาเกือบครึ่งชีวิตเป็นแบบผู้หญิงพวกนั้น หิวเงิน เรียกร้องไม่สิ้นสุด แล้วเขาจะเอาความวุ่นวายทั้งชีวิตไปเสี่ยงกับเรื่องปวดหัวทำไมกัน เพียงแค่กอดและรสจูบของเขา ร่างกายของ พวกเธอก็ติดอยู่กับบ่วงเสน่หาจนดิ้นไม่หลุด พร้อมที่จะยอมรองรับเขาได้ ทุกเมื่อ แล้วไยต้องพาหัวใจไปผูกพันให้เหนื่อย
“แด๊ดไปหามาจากไหนตั้งมากมาย” ชายหนุ่มถามขึ้นเมื่อจำต้องทำตามข้อเสนออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“นั่นไม่ใช่เรื่องที่แกจำเป็นต้องรู้ไอ้เสือ รู้แค่ว่า เราทั้งคู่ต้องรักษาสัจจะเป็นพอ แด๊ดให้เวลาแกสะสางงานกับแม่สาวอกอึ๋มของแก เดือนหน้าเตรียมตัวได้เลย พยาบาลพิเศษที่แกต้องการจะถูกส่งไปให้วันละคนไม่ซ้ำหน้าคนเดิมตามข้อตกลง”
“โอเค” เขาตอบรับสั้นๆ อีกครั้ง เพราะเชื่อว่า บิดาต้องเตรียมทุกอย่างไว้แล้วอย่างแน่นอน ไม่อย่างนั้นเขาจะไม่มีวันหลุดประโยคใดๆ ออกมา และเขาก็ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อมให้เสียเวลา
ชายหนุ่มพยักหน้าเนือยๆ อย่างจำยอม เพราะถึงแม้ว่า เขาจะหลีกเลี่ยงได้ แต่ก็ต้องมีครั้งต่อไปอยู่ดี สู้ยอมเข้าตรวจเช็กให้พวกเขาสบายใจจะได้จบๆ เรื่องไปจะดีกว่า หลังจากนั้นเขาจะกลับไปทุ่มกับงานเต็มที่ก็ยังไม่สาย สองเดือนก็ถือว่าไปพักร้อนก็แล้วกัน
กระดาษแผ่นเล็กร่วงหล่นลงจากมือบางนุ่ม สิ่งที่เธอเพิ่งจะรับมา เมื่อไม่กี่วันก่อนก็เลวร้ายมากเกินพอ ทั้งเงินกู้ในระบบและยังมีนอกระบบ ดอกเบี้ยแสนโหด สิ่งโหดร้ายที่สุดของครอบครัวเล็กๆ ของเธอ คือบ้านสวนหลังนี้กำลังจะถูกยึด
หากแต่วันวานปัญหานั้นถูกแก้ไข หัวใจเธอกำลังจะเข้มแข็งพร้อมที่จะลุกขึ้นสู้ใหม่ แต่ไยฟ้ากลับกลั่นแกล้งครอบครัวเล็กๆ ของเธอไม่จบสิ้น เธอไม่มีวันเชื่อว่า บิดาของเธอที่เป็นถึงครูบาอาจารย์สั่งสอนลูกศิษย์จนได้ดีมานักต่อนัก จะคิดสั้นหนีปัญหาโดยการฆ่าตัวตายเอาประกัน แต่เธอก็ไม่สามารถคัดค้านเอกสารทางราชการที่แบหราอยู่ในมือได้
ลมในช่องท้องเริ่มติดขัดจนขาดเป็นห้วงๆ ในที่สุดหญิงสาวก็ล้มพับไปทั้งที่มือยังกำกะดาษแผ่นนั้น ยังดีที่หมอกรุณพลที่ยืนอยู่ด้านหลังช้อนร่างเอาไว้ได้ทัน
“รัณ!” เสียงสุดท้ายที่หญิงสาวได้ยินก่อนที่สติจะหลุดลอยไป
เกือบสี่ทุ่มกว่าที่ดารัณลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมอาการปวดมึนศีรษะที่มีเพิ่มขึ้นมาเสมือนแบกรับสิ่งที่หนักอึ้ง เธอนวดวนขมับเบาๆ หวังจะช่วยทำให้สมองรู้สึกปลอดโปร่งโล่งยิ่งขึ้น แต่มันกลับไม่ได้ช่วยอะไรเลย อาการปวดตึงเหมือนเกลียวเชือกขมวดปมเป็นกลุ่มก้อนเต้นตุบๆ ไปทั่วทั้งศีรษะที่แทบจะระเบิดเป็นเสี่ยง
ร่างบางขยับเล็กน้อยเพื่อคลายความเครียดบนเส้นประสาทเธอปิดตาหลับลงอีกครั้ง สองฝ่ามือบีบขมับแน่นเพื่อลดแรงกระแทกสั่นตึงปล่อยเวลาพ้นผ่านไปช้าๆ จึงรู้สึกดีขึ้น เปลือกตาบางกับแพขนตางอนกะพริบถี่ๆ ปรับม่านตาให้เปิดรับแสงอีกครั้ง
“ที่นี่...มันโรงพยาบาลนี่” หญิงสาวพยายามนึกถึงค่ำคืนที่ผ่านมา คิ้วบางขมวดมุ่นตกใจเมื่อรู้ว่า ตัวเองไม่ได้นอนอยู่ที่บ้านอย่างที่ควรจะเป็น เธอลุกพรวดขึ้นทันที แต่ด้วยความหนักอึ้งของศีรษะทำให้ต้องล้มตัวลงนอนบนหมอนอีกครั้ง
“นอนลงก่อนเถอะรัณ เดี๋ยวจะหน้ามืดอีก” เสียงหวานของเพื่อนร่วมอาชีพร้องบอกก่อนที่คนป่วยบนเตียงจะขยับลุกนั่ง เธอเดินประคองถาดเอา ผ้าชุบน้ำอุ่นมาซับหน้าคนบนเตียง
“เรามาที่นี่ได้ยังไงสิตา” ดารัณถามเพื่อนสาว ระยะทางจากบ้านมาถึงโรงพยาบาลค่อนข้างห่างไกล แต่เธอกลับมานอนอยู่ที่นี่โดยที่ไม่รู้สึกตัวสักนิด
“เธอเป็นลม หมอพลพาเธอมาให้น้ำเกลือบอกว่าเธออ่อนเพลียมาก ตั้งแต่ตอนคุณพ่อของเธอเสียเธอก็หน้าซีดจนทุกคนดูออก พวกเราก็เป็นห่วงเธอนะรัณ พักบ้าง ปล่อยวางเรื่องงานในสวนสักพัก” กันสิตาบอกอย่างห่วงใย แต่ก็ยังไม่มีใครรู้เรื่องภายในครอบครัวของเธอ นอกจากคุณหมอกรุณพล เพื่อนสนิทของเธอ
“เรายังไหว ไม่เป็นอะไรมากหรอกสิตา”
“อย่าดื้อนะรัณ เธอเป็นพยาบาลก็น่าจะรู้ตัวดี”
“ก็เพราะเราเป็นพยาบาลน่ะสิ” ดารัณยังดันทุรังจะลุกขึ้นต่อ
“แต่หมอเป็นหมอ มีสิทธิ์สั่งคนไข้ของหมอให้นอนพักใช่ไหม” เสียงของหมอหนุ่มดังขัดจังหวะสนทนาของสองสาว และดูท่าว่าคนป่วยบนเตียงก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์
“แต่รัณไม่เป็นอะไรแล้ว รัณจะกลับบ้านสวน” หญิงสาว หากแต่เสียงกลับอ่อยลงไปมาก
“ไม่มีการเรียกร้องอะไรทั้งนั้น ถ้ารัณยังดื้อไม่เลิก หมอก็จะสั่งน้ำเกลือเพิ่มให้อีก ดูจากสุขภาพของรัณก็คงอยู่โรงพยาบาลต่อได้อีกนานหลายวัน”
“ก็ได้” ดารัณรับคำเสียงอ่อยก่อนที่จะล้มศีรษะลงบนหมอนใบเดิม
“ว่าง่ายอย่างนี้ค่อยน่ารักหน่อย” หมอหนุ่มเย้า หันไปสบตากับ กันสิตา พยาบาลสาวรู้หน้าที่ขอตัว เลี่ยงออกไปทันที
“เราขอตัวไปทำงานก่อนนะรัณ อย่าดื้อกับคุณหมอให้มากล่ะ” เพื่อนสาวไม่วายเย้าคนบนเตียงก่อนจะเดินออกไป
คล้อยหลังกันสิตา หมอกรุณพลก็หันกลับมาหาคนป่วยอีกครั้ง
“หมอขอนะรัณ กลับมาอยู่ที่คอนโดสักพักเถอะ หมอเป็นห่วง ถ้าเกิดวันนี้หมอไม่อยู่ด้วยจะทำอย่างไร เอาไว้ให้รัณจิตใจเข้มแข็งดีกว่านี้แล้วค่อยกลับไปลุยต่อ”
“แต่หมอก็รู้ว่า รัณมีภาระที่ต้องจัดการ เรื่องประกันที่รับเงินมาแล้ว ไม่รู้ว่าเขาจะว่าอย่างไร”
“เรื่องนั้นเราค่อยๆ คิด ค่อยๆ แก้ไปนะรัณ หมอมีเพื่อนเป็นตำรวจ เขาแนะนำว่า เราก็แค่คืนเบี้ยประกันเขาไปก็จบ”
“ปัญหามันอยู่ที่ว่า รัณใช้เงินก้อนนั้นไปหมดแล้วนี่สิ”
หมอกรุณพลเลื่อนมือไปกุมมือหญิงสาวยกขึ้นมาแนบอก ทอดสายตาอ่อนโยนมองคนบนเตียงด้วยความรักที่มิอาจปิดกั้นไว้ได้อีกต่อไป
“ถ้ารัณไม่ว่าอะไร ให้หมอช่วยได้ไหม”
“หมอ” ดารัณเงยหน้ามองหมอกรุณพล
“แต่งงานกับหมอนะรัณ หมอจะเป็นคนดูแลรัณต่อไปเอง”
“แต่รัณไม่พร้อมที่จะแต่งงาน ที่สำคัญ...รัณไม่อยากเอาเปรียบหมอ คนดีๆ อย่างหมอจะต้องได้เจอคนดีและเพียบพร้อมมากกว่ารัณ”
“แต่หมอไม่มีสายตาไว้มองใครอีกแล้ว รัณก็น่าจะรู้”
“เรารักษาความเป็นเพื่อนกันอย่างนี้เอาไว้ดีกว่านะ รัณยังไม่พร้อมจริงๆ”
“ถ้ารัณยังไม่พร้อมที่จะแต่งงานก็ไม่เป็นไร หมอรอได้เสมอ แต่เรื่องเงินหมอขอช่วยรัณได้ไหม” ดารัณมีสีหน้าหนักใจ ทั้งเกรงใจเพื่อนชายที่ต้องมารับรู้เรื่องราว และช่วยแบกรับ ในที่สุดเธอก็ตัดสินใจเลี่ยง
“อย่าเลยค่ะ รัณขอหาทางด้วยตัวเองก่อน ถ้าไม่ไหวจริงๆ รัณจะบอกหมอเป็นคนแรกนะ”
“แต่หมอว่า...” แต่ยังไม่ทันที่หมอหนุ่มจะพูดจบประโยค ดารัณก็ค้านขึ้นมาเสียก่อนอย่างรู้ทัน เสียงหวานออดอ้อนทำให้คนยอมทุกครั้งใจอ่อนอีกจนได้
“นะคะ...แล้วรัณจะกลับมาอยู่คอนโดโรงพยาบาลสักพัก ตามที่หมอขอ”
“ก็ได้ครับ”
“ขอบคุณค่ะ...หมอมีงานก็ไปทำก็ได้นะคะ รัณอยู่คนเดียวได้”
หมอกรุณพลก้มลงมองคนป่วยบนเตียง ดึงจมูกรั้นอย่างหมั่นเขี้ยว “หน้าที่ของหมอตอนนี้คือนอนเฝ้าไข้คนป่วย แต่ถ้าหากคนป่วยดื้อก็ต้องมีบทลงโทษตามระเบียบ”
“ขอหลับก่อนล่ะ” หญิงสาวบอกพร้อมกับปิดตาลง ที่จริงเธอต้องการหนีความปวดร้าวไม่ต้องการให้ใครเห็นความอ่อนแอที่ซ่อนอยู่ภายใต้รอยยิ้มของเธอต่างหาก
นางจินตนามาเยี่ยมหลานสาวทุกวัน จนนานวันผันผ่านหัวใจ ดวงน้อยเริ่มกร่อนจากการถูกกัดเซาะด้วยคำพูดหว่านล้อมของคนเป็นป้าจนกระทั่งหายเป็นปกติและสามารถไปทำงานได้
หญิงสาวไม่ยอมปริปากบอกเรื่องเงินของเธอให้คนเป็นป้ารู้ เพราะว่าเธอกับป้าก็ไม่ได้เจอกันมาหลายปี จู่ๆ โผล่เข้ามาในชิวิต ดารัณยังแปลกใจ ไม่หาย
แต่มีหรือคนซอกแซกอย่างจินตนาจะไม่รู้เรื่องราว ไม่มีใครรู้ว่า ป้าที่ไม่เคยนับญาติสักครั้งจะทำดีกับหลานเพราะเหตุผลอะไร แม้กระทั่งดารัณเอง
เช้าวันทำงานดารัณได้รับโทรศัพท์จากสาวรับใช้คนสนิทของผู้เป็นป้าตั้งแต่เช้า นางให้คนโทรมาแจ้งว่า จะไม่ได้เข้าไปหาเธอที่บ้านสวนหลายวัน หญิงสาวจะถามถึงเหตุผล สาวเจ้าก็วางสายไปเสียก่อน ที่ผ่านมานางจินตนาเฝ้าทำดีถามสารทุกข์สุกดิบเยี่ยงป้าหลานที่รักกันปานจะกลืน
หลังจากที่วางโทรศัพท์ ดารัณถอยหายใจเฮือกอย่างไม่เข้าใจ เธอเองก็ไม่ได้ต้องการให้ป้าเข้ามาดูแลอย่างนี้ ไม่ได้ใส่ใจกับการโทรมาแจ้งมากนัก เพราะคิดว่า คนเป็นป้าคงติดธุระเรื่องธุรกิจ หญิงสาวสาละวนกับคนไข้ที่ล้นวอร์ดจนลืมเรื่องของป้าไปสนิท
ติ๊ดๆ ๆ
เสียงเตือนข้อความดังขึ้น หญิงสาวหันกลับไปมองโทรศัพท์ของเธอวางอยู่บนโต๊ะทำงาน ก่อนที่จะเดินไปหยิบ แสงไฟที่กะพริบเตือนหน้าจอบอกถึงเหตุผลได้เป็นอย่างดีว่า เป็นเสียงจากเครื่องของเธอ
“ป้าหกล้มไม่สบายมาก” ข้อความเพียงสั้นๆ กระตุกหัวใจของคนอ่าน ถึงแม้ว่า เธอจะเพิ่งรู้สึกดีกับนาง แต่สายใยความผูกพันระหว่างสายเลือดก็ตัดกันไม่ขาด เธอโทรกลับไปถามทันที แต่เสียงตอบรับกลับมาคือติดต่อไม่ได้ ริ้วรอยความกังวลใจฉายแววออกมาชัดเจน ยิ่งอาชีพของเธอ การไม่ดูดำดูดี คนป่วยเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นสักครั้ง
หญิงสาวยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมอง เวลาที่บอกผ่านบนหน้าปัดวงกลมบอกให้รู้ว่า เวลาเลิกงานของเธอยังเหลืออยู่อีกไม่นาน หญิงสาวตัดสินใจเดินไปขอหัวหน้าเวรออกก่อนเวลา
“พี่ตาคะ วันนี้รัณขอออกก่อนเวลาสักครึ่งชั่วโมงได้ไหมคะ พอดีว่าคุณป้าหกล้มน่ะค่ะ”
“ไปเถอะ ทางนี้คงไม่มีอะไร อย่าลืมฝากงานค้างที่จะส่งต่อเวรบ่ายให้เพื่อนด้วยนะ”
“ค่ะ” หญิงสาวรับคำพร้อมกับยกมือทำความเคารพก่อนที่จะเดินออกไป
หลังจากที่ออกจากห้องทำงาน ดารัณเลือกกลับไปเปลี่ยนชุดที่ห้องในคอนโดโรงพยาบาลก่อน หญิงสาวควานหาชุดในตู้หยิบชุดลำลองเรียบๆ ออกมาสวม แต่ถึงอย่างนั้นอกอวบอูมก็ดันล้นออกมาให้เห็นอกขาวรำไร เธอเลือกใช้กางเกงขาสั้นมากกว่ากระโปรง เพราะที่คอนโดเธอไม่ค่อยมีชุดติดไว้มากเท่าใดนัก ที่มีก็จะมีเพียงแต่ชุดกางเกงขาสั้นกับชุดนอนที่เธอเก็บเอาไว้ใส่ในห้องเท่านั้น
อาณาจักรโรงงานผลไม้กระป๋องของตระกูลที่ดารัณเคยมาไม่กี่ครั้ง เธอพอจำได้ลางๆ ว่า บ้านของยายอยู่หลังโรงงาน ดารัณหันรีหันขวางมองหาคนงานพอที่จะถาม หากแต่กลับไม่มีใครสักคน เวลานี้เป็นเวลาเลิกงาน พนักงานคงกลับบ้านกันหมดแล้ว
สองขาก้าวต่ออย่างกล้าๆ กลัวๆ หญิงสาวมองพร้อมกับสำรวจอย่างพินิจพิเคราะห์ พื้นที่ข้างหน้าที่เธอเดินผ่านมาคงจะเป็นโรงงานซีอิ๊วขาวอย่างที่ป้าของเธอเคยเล่าให้ฟัง จะว่าไปถนนหนทางก็ออกจะสะดวกไม่ได้คับแคบลำบากเหมือนอย่างป้าเธอบอกสักนิด เดินสำรวจไปจนเพลินในที่สุดหญิงสาวก็เดินเข้ามาถึงตัวโรงงาน
“ว้าย!!!” หญิงสาวร้องเสียงหลง จังหวะที่เธอเดินครุ่นคิดอย่างใจลอยก็ชนโครมกับใครบางคนเข้า ร่างบางอ้อนแอ้นของเธอลอยหวือเข้าไปอยู่ในอ้อมแขนคนตัวโตอย่างง่ายดาย
กลิ่นลมหายใจอ่อนๆ ที่หญิงสาวสัมผัสไม่ได้บริสุทธิ์เท่าใดนัก เดาได้เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า กลิ่นลมหายใจนั้นเจือด้วยแอลกอฮอล์ในเลือดเข้มข้นเกินมาตรฐาน
“ปล่อยนะ” หญิงสาวดิ้นพร้อมกับร้องบอกอีกคน
บุรุษเพศที่เลือดปนน้ำเมายิ้มกริ่ม ดวงตาสีเข้มวาวโรจน์เมื่อเห็น เรียวขาขาวผ่องโผล่พ้นกางเกงขาสั้น อกอวบอิ่มดันยกทรงที่ซ่อนอยู่ในเสื้อกล้ามเน้นรูปทรงองค์เอว สะโพกผายรับกับเอวคอดราวกับปั้นแต่งทุกส่วนสัดให้ลงตัวเย้ายวนใจบุรุษเพราะไม่ว่าจะมองตรงส่วนไหนต่างก็เรียกแรงปรารถนาในกายของเพศตรงข้ามได้ไม่ต่างกัน เว้นเสียแต่ว่า ผู้ชายคนนั้นกามตายด้าน
ลำแขนแกร่งของเตชินรวบเอวไว้ด้านหลังไม่ยอมปล่อย มืออีกข้างตั้งใจเลื่อนตะปบทรวงอิ่ม แต่ทว่าเจ้าตัวกลับยกมือขึ้นปิดป้องไว้ได้ทันก่อนที่มือของไอ้หื่นจะจาบจ้วงโดนเนื้ออกหยุ่น
“ปล่อยนะ...ไอ้บ้ากาม!” หญิงสาวร้องเสียงดังเหวี่ยงตัวหนีพร้อมฟาดศอกกลับมาด้านหลังอย่างแรง ตรงจังหวะปลายจมูกเข้าพอดี
เลือดกำเดาแดงฉานไหลอาบลงมาที่คาง เตชินยกมือเช็ดลวกๆ เงยหน้ามองหญิงสาวอย่างคาดโทษ
“มันจะมากไปแล้วนะ หล่อนเป็นใคร คนงานในโรงงานหรือเปล่าถึงได้กล้าดีกับฉัน” เตชินตวาดลั่น เดินหน้าเข้าหาเหยื่ออย่างหื่นกระหาย เพราะสาวในโรงงานแห่งนี้ เขาแค่กระดิกนิ้ว ทุกอย่างจะต้องได้ดั่งใจ
“มันน้อยไปด้วยซ้ำสำหรับคนบ้ากามอย่างแก ฉันตั้งใจให้ฟันร่วงทั้งปากเลยด้วยซ้ำ...แต่คงลงน้ำหนักไม่มากพอ” หญิงสาวเชิดหน้าตอบกลับอย่างไม่เกรงกลัว ไม่รู้จักลูกสาวชาวสวนเสียแล้ว
“หล่อนจะหวงตัวไปถึงไหน รู้ไหมว่า ฉันเป็นใคร”
“ขนาดตัวเองก็ยังไม่รู้ว่า ตัวเองเป็นใคร ไปลงนรกซะ!” หญิงสาวผลักอกชายหนุ่มออกแล้วรีบเดินหลบไปที่บ้านหลังโรงงาน แต่มือหนาของหนุ่ม ขี้เมาก็คว้าเอาไว้ได้เสียก่อน
“แล้วถ้าเปลี่ยนมาเป็นผัวล่ะ...หล่อนจะยังไม่รู้จักฉันอยู่ไหม” เตชินเดินย่างสามขุมเข้ามาหา
“ก็ลองดูสิ...ถ้าคิดว่า ฉันไม่มีมือล่ะก็” หญิงสาวตั้งการ์ดจ้องหน้าอีกคนนิ่งไม่วางตา ทั้งที่ไม่เคยเรียนการต่อสู้สักครั้ง แต่สัญชาตญาณการเอาตัวรอดก็สอนให้เธอทำ
ชายหนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก เดินเซเข้าหาหญิงสาว อารามตกใจเธอเพียงผลักอกหนุ่มร่างใหญ่ก็หงายหลังตึง เว้นช่วงจังหวะให้หญิงสาวได้วิ่งออกไปสุดแรงที่มี
“วิ่งหนีอะไรมา” เสียงของผู้เป็นป้าร้องทักหยุดจังหวะการก้าวของหญิงสาว เพราะความตกใจกลัวทำให้เธอลืมแม้กระทั่งเรื่องราวที่ต้องดั้นด้นมาที่นี่
หญิงสาวชี้มือไปที่ต้นทางที่เธอวิ่งมา ปลายจมูกโด่งยังปล่อยลมถี่หอบเป็นระยะ
“ไอ้บ้ากาม! มันจะปล้ำหนู”
“ไหน!” นางจินตนามองตาม แต่ก็เห็นเพียงลูกชายของตัวเองที่เดินตัวโย้เอียงเป็นปูขาเกมา
“ไอ้คนที่มันกำลังเดินมานั่นล่ะค่ะ มันเป็นคนงานที่โรงงานใช่ไหม”
“คนนั้นเตชินพี่ชายของหนูรัณจ้ะ” นางจินตนาบอกความจริง ถึงจะเป็นเรื่องร้ายแต่ก็เข้าทางนางเหมือนเดิม
“เห็นไหมล่ะ! รัณลองคิดดูสิ เหมือนอย่างที่ป้าบอกหรือเปล่า ป้าเองก็แก่มากแล้ว มีลูกชายกับเขาคนเดียวก็ไม่ได้เรื่องได้ราว เห็นอย่างนี้ป้าก็นึกถึงแต่รัณที่จะพอฝากฝีฝากไข้ได้ รัณเองก็เหลือตัวคนเดียวแล้ว ไปมาบ้านสวนกับที่ทำงานก็อันตราย ย้ายมาอยู่กับป้าเสียที่นี่เถอะนะ เรื่องบ้านสวน ถ้าไม่ขายก็จ้างคนดู รัณอยู่ตรงนั้นก็ต้องจ้างเขาอยู่ดี” นางจินตนาเอาไม้นวมเข้าใช้ แกล้งบีบน้ำตา
ดารัณลังเล ขืนเธอมาอยู่ที่นี่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยด้วย เธอกับ เตชินไม่ได้เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน อีกทั้งการเลี้ยงดูที่แตกต่าง กับความห่าง ทุกสิ่งล้วนเป็นตัวแปรที่รับประกันไม่ได้ทั้งสิ้น
“ถ้าหล่อนยังลังเลก็ไม่เป็นไร เข้าไปในบ้านก่อนเถอะ พอดีคุณทนายเขามาพบป้า” สิ่งที่จินตนาบอกยิ่งสร้างความงุนงงให้หญิงสาวเป็นอย่างยิ่ง ป้าของเธอไม่ได้มีอาการป่วยอย่างที่ได้รับสาส์น
แล้วเรื่องทนายมาเกี่ยวอะไรกับตัวเธอ...
“หมายความว่าอะไรคะ”
“ป้าอยากช่วยหนูเรื่องหนี้สิน ก็เลยปรึกษาคุณทนาย หนูแค่เซ็นเอกสารบางอย่างให้ป้าก็พอ ที่เหลือป้าจะให้ทนายจัดการ”
“หนูงงไปหมดแล้วนะคะ คุณป้ารู้เรื่องหนูได้อย่างไร” ดารัณมองป้าสลับทนายอย่างแปลกใจ เธอไม่เคยบอกกล่าวเรื่องราวใดๆ ให้ผู้เป็นป้าฟัง สักครั้ง
“ป้ารู้ว่า พ่อเรามีหนี้สินจนต้องฆ่าตัวตายเอาประกัน” คนเป็นป้าบอกเนิบนาบ ถ้าเป็นหลายคนมองก็คงเหมือนแม่พระมาโปรด แต่สำหรับดารัณที่ใช้ตรรกะมากกว่าความรู้สึกกลับไม่สบายใจ
เรื่องราวต่างๆ มากมายเกี่ยวกับการปรากฏกายของนางจินตนาชวนให้เธอได้คิด ทั้งเรื่องงานศพพ่อที่สูญเสียกะทันหัน นางก็รู้ ทั้งที่เกลียดครอบครัวของเธอเข้าไส้ รวมถึงเรื่องหนี้สินที่หญิงสาวไม่เคยปริปากบอกใครนอกจากหมอกรุณพล แล้วเธอก็มั่นใจเกินร้อยว่า หมอหนุ่มไม่มีทางปริปากพูดเรื่องของคนอื่นแน่นอน
“คุณป้ารู้เรื่องได้อย่างไรคะ” หญิงสาวถามย้ำ
“ก่อนตายพ่อของรัณแบกหน้าไปขอความช่วยเหลือจากป้า แต่ป้ายังไม่ได้ช่วยก็เกิดเรื่องขึ้นเสียก่อน ป้าอยากทดแทนความรู้สึกผิดให้ครอบครัวของรัณ” นางจินตนายกคนตายขึ้นมาอ้าง อย่างไรเสียก็ไม่สามารถพิสูจน์อะไรจากศพได้
ดารัณมองหน้าคนเป็นป้าอย่างชั่งใจ ทั้งที่ไม่เชื่อสักนิดว่า บิดาของเธอจะบากหน้าไปขอความช่วยเหลือจากคนที่ลั่นวาจาว่าเกลียดพวกเธอ แต่วินาทีนี้เธอคงจะพิสูจน์อะไรไม่ได้ เพราะหลักฐานและข้อมูลของคนอ้างก็น่าเชื่อถือมากพอ
“แต่ว่า...”
“ไม่มีแต่ ถือว่าป้าขอไถ่โทษกับครอบครัวของหนูก็แล้วกัน”
“แต่รัณคงรับเงินคุณป้าเอาไว้เฉยๆ ไม่ได้” หญิงสาวบอกอย่างเกรงใจ เข้าทางนางจินตนาที่สบช่องหาโอกาสเอาคืน นางต้องได้สักอย่าง ถ้าดารัณไม่แต่งงานกับลูกชายเจ้าของโรงงานซีอิ๊วขาว นางก็ต้องได้ที่สวนของดารัณมาตั้งโรงงานใหม่
“ถ้าอย่างนั้นรัณก็แต่งงานกับเสี่ยภากรสิ แล้วรัณก็จะสบายไปตลอด”
“ไม่นะคะ”
“ไม่เป็นไรจ้ะ ถ้ารัณไม่แต่ง ป้าก็จะไม่บังคับรัณอีกต่อไป แต่หนูต้องไปเซ็นเอกสารเรื่องหนี้ไว้ให้ป้านะ ป้าจะให้ทนายไปจัดการให้” หญิงสาว พยักหน้ารับอย่างจำยอม เธอไม่มีทางเลือกที่ดีกว่านี้อีกแล้ว ในเมื่อญาติผู้ใหญ่ยื่นมือมาช่วยเหลือเธอก็ควรจะลดทิฐิรับเอาไว้ก่อนไม่ใช่หรือ เอาไว้เธอค่อย หาคืนทีหลังก็ยังไม่สาย
“คุณทนาย ช่วยนำเอกสารที่เตรียมไว้มาให้หลานสาวดิฉันเซ็นหน่อยค่ะ” นางจินตนาร้องเรียกทนายประจำบริษัทอย่างอารมณ์ดี