ฝนยังตกลงมาเรื่อยๆ ไม่ยอมหยุด อนิลทิตาต้องใช้ความระมัดระวังเพิ่มขึ้น ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ สภาพดินฟ้าอากาศแบบนี้คงไม่มีใครอยากจะออกจากบ้าน
ขับรถท่ามกลางสายฝนนี้เหลือจะทน บรรยากาศมืดมัวซัวไปหมด แสงไฟหน้ารถเปิดตั้งแต่ออกจากที่พักมาตลอดทาง ส่องเป็นลำไปได้ไม่ไกลนัก
หลังจากเลือกถนนเล็กที่จะไปบรรจบเส้นทางหลวงสายหลักทีหลัง อนิลทิตาก็รู้ว่าเป็นการตัดสินใจผิด เมื่อเจอรถบรรทุกคันใหญ่ๆ เข้าหลายคัน ต้องขับชิดขอบซ้ายของถนนตลอดเวลา ให้รถใหญ่ที่วิ่งเร็วกว่าไปก่อน รถเล็กของเธอเจอทั้งน้ำทั้งโคลนสาดใส่ไปทั้งคัน แต่ฝนลงมาขนาดนี้ก็พอจะล้างโคลนออกได้บ้าง
ที่ปัดน้ำฝนทำหน้าที่อย่างหนัก แต่ปัดเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักหมด ฝนที่ตกลงมาเม็ดใหญ่และหนา เหมือนจะเทลงมาหนักกว่าเดิม
เสียงโทรศัพท์มือถือบนเบาะข้างตัวดังขึ้น หลังเธอนำรถกลับขึ้นสู่ถนนหลวงสายหลัก ในสองชั่วโมงต่อมา
“อิน... ถึงไหนแล้วลูก?”
เสียงพูดมาทันทีที่กดปุ่มรับสาย หลังจากเสียบหูฟัง
“อีกราวๆ ยี่สิบโล อินก็จะถึงทางแยกเข้าหมู่บ้านแล้วค่ะแม่”
บอกมารดาซึ่งคงจะเป็นห่วงที่ลูกสาวไม่ถึงบ้านเสียที
“ฝนตกหนักมาก หนูขับเร็วไม่ได้เลย”
“ไม่ต้องรีบนะ ค่อยๆ มา แม่เป็นห่วง”
“ค่ะ แม่ แค่นี้ก่อนนะคะ”
“จ้ะ ขับรถระวังๆ นะลูก ถ้าอินเป็นอะไรไปอีกคน...”
“แม่คะ” เรียกมารดาเสียงอ่อนโยน เมื่อได้ยินเสียงสั่นเครือ พูดปลอบไป “หนูไม่เป็นอะไรหรอกค่ะ อย่างมากไม่เกินหนึ่งชั่วโมง ก็คงจะถึงบ้าน”
เธอรู้ ความโศกเศร้ากับการจากไปอย่างกะทันหันของสามี จะอยู่กับมารดาของเธออีกนาน
ความรักระหว่างพ่อกับแม่นับว่าเป็นรักแท้ที่ยืนยง
ในชีวิตคู่ใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรค แต่บิดามารดาของเธอก็จูงมือกันฝ่าฟันอุปสรรคต่างมาได้ จวบกระทั่งบุตรสาวทั้งสองโตเป็นผู้ใหญ่
อนิลทิตานึกไปถึงพี่สาว
จากที่ได้พูดกันทางโทรศัพท์ เมื่ออัญญดาโทรบอกข่าวเกี่ยวกับการเสียชีวิตของบิดา เธออดรู้สึกไม่ได้ว่าถึงแม้พี่สาวของเธอจะเศร้าโศกเสียใจกับการเสียชีวิตของบิดา แต่ดูเหมือนจะมีความหงุดหงิดอยู่ด้วย
แต่อัญญดาก็นิสัยอย่างนั้นเอง คนใกล้ชิดต่างรู้ว่าถ้าไม่ได้ดังใจ หรือมีอะไรผิดไปจากที่คิดไว้จะหัวเสีย แล้วก็พาลกับคนรอบข้าง
อนิลทิตาพยายามวางใจเป็นกลาง ไม่ให้มีอคติกับพี่สาว ซึ่งก็มีกันเพียงสองคนพี่น้อง เมื่อตั้งถามกับตัวเอง
ถ้าเป็นเธอ... บิดาถึงแก่กรรมก่อนหน้าวันงานมงคลสมรสไม่ถึงสองสัปดาห์ ท่ามกลางความเสียใจจะหงุดหงิด พาลโกรธที่งานสำคัญของตนคงจะต้องเลื่อนออกไปหรือไม่?
คำตอบที่ได้คือ ‘ไม่’ เธอคงมีแต่ความโศกเศร้าเสียใจอย่างที่เป็นอยู่เวลานี้
อนิลทิตารักบิดามารดาไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน แต่เธอก็ค่อนข้างเป็นลูกพ่อ
เมื่อยังเด็ก ด้วยนิสัยซุกซน ไม่รังเกียจดินทรายที่อาจทำให้สกปรกมอมแมมไปบ้าง เธอจึงมักจะติดตามบิดาเข้าไร่ ระหว่างทางที่บิดาเดินสำรวจตรวจตราพืชผม เธอก็จะแล่นรี่ออกนอกเส้นทางเพื่อดอกไม้ป่า เก็บลูกผลไม้สีสันสวยงามแปลกตาไปฝากพี่สาว ฝากมารดาที่บ้าน
ทุกครั้งพ่อจะยืนรอเธออย่างใจเย็นด้วยสีหน้ายิ้มๆ คอยเตือนไม่ให้เธอเข้าไปยังที่รกๆ
ถ้าเห็นเธอขะเย้อแขย่งพ่อก็ตามมาเก็บให้ พ่อรู้ใจขนาดว่าอันไหนที่เธออยากปลิดเองกับมือ พ่อจะแค่แค่โน้มกิ่งลง
และที่เธอคุ้นชิน แววตาพ่อ สีหน้าพ่อ ยามมองลูกเมีย จะเปี่ยมไปด้วยความรัก ความห่วงใยเอาใจใส่
อนิลทิตาสะอื้นฮัก เมื่อสำนึกเตือนว่า พ่อที่รู้อกรู้ใจลูกได้จากไปแล้ว
พ่อที่กระซิบกระซาบกับแม่ ไม่ให้ปลุกเธอ เมื่อเธอไปถึงบ้าน ตั้งใจจะนอนเล่นๆ แล้วเผลอหลับด้วยความอ่อนเพลีย
พ่อที่ยืนมองตาม ไม่ยอมปิดประตูจนกว่ารถลูกสาวจะลับจากสายตา ยามเธอกลับบ้านและต้องจากมา
พ่อ ที่พยายามทำเสียงร่าเริงแม้จะผิดหวัง เมื่อรู้ว่าเธอจะยังกลับบ้านไม่ได้ตามที่บอกไว้ล่วงหน้า เพราะมีงานด่วนในวันหยุด
พ่อ ที่จะส่งเสียงบอกผ่านแม่... “ช่วงนี้อากาศแย่เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวหนาวอย่าลืมเตือนลูกให้ดูแลตัวเองดีๆด้วยนะคุณ” ก่อนแม่จะวางสายจากเธอ
พ่อที่ห่วงไปถึงกระทั่งเรื่องอาหารการกิน เพราะรู้ว่าเธอกินเผ็ดไม่ได้ เป็นที่รู้ว่าอาหารโปรดของเธอคือน้ำพริกกะปิ แม่ก็จะทำขึ้นโต๊ะให้ทุกครั้งที่เธอกลับบ้าน จะมีพ่อคอยเตือนให้แม่ใส่พริกแต่น้อย กลัวแม่จะลืมด้วยความเคยชิน เนื่องจากพ่อกินเผ็ด แต่เธอนั้นกินเผ็ดไม่ได้เลย
เวลานี้พ่อจากเธอไปแล้ว!
ทำไม...
พ่อของเธอเป็นคนแข็งแรง แล้วอย่างไรเกิดจะหัวใจวายกะทันหัน จากลูกเมียไปโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะสั่งลา
ม่านน้ำตาบวกกับสายฝนที่ยังตกลงมาอย่างหนัก ทำให้อนิลทิตาไม่สามารถขับรถไปต่อได้ ต้องแอบรถเข้าจอดข้างทาง เปิดไฟเลี้ยวให้กระพริบไว้เป็นที่สังเกตเห็นของรถที่แล่นมาข้างหลัง จากนั้นก็ฟุบหน้าลงกับพวงมาลัย ร้องไห้โฮออกมาดังๆ ไม่ทันคิดว่าจะเป็นอาการช็อกมาล่า
นับแต่ได้ข่าวการเสียชีวิตของบิดา ก็ไม่มีเวลาคิดอะไรมาก ตั้งสติได้ก็รีบจัดกระเป๋าแล้วขับรถออกมาจากอพาร์ตเมนต์ที่พักอยู่
โชคดีว่าวันนี้วันหยุด ไม่ต้องไปทำงาน ไม่อย่างนั้นก็คงเสียเวลาออกไปอีก เพราะจะต้องลางานให้เรียบร้อย แต่นี่หลังรับโทรศัพท์ จัดกระเป๋าเสร็จ ก็ออกเดินทางได้เลย เรื่องงานเอาไว้วันจันทร์ค่อยโทรลาก็ได้
อนิลทิตาปล่อยน้ำตาไหลทะลัก สะอื้นจนหลังไหล่หอบโยนอยู่พักใหญ่ จึงเงยหน้าปาดน้ำตาหยดสุดท้ายทิ้งไป บอกตัวเองว่า จะอ่อนแอไม่ได้ ต้องเข้มแข็งเข้าไว้ ร้องไห้ฟูมฟายไปก็เท่านั้น
ถ้าสวรรค์มีจริง บิดามองลงมา คงจะพอใจมากกว่าถ้าเธอจะทำตัวเป็นหลักให้ทุกคนในครอบครัว ในช่วงเวลาเช่นนี้
แม่เธอเป็นผู้หญิงเข้มแข็ง แต่ในยามสูญเสียสามีไปกะทันหันแบบนี้ก็คงแทบทรุด สำหรับพี่สาวก็เป็นที่รู้อยู่ อาศัยพึ่งพาอะไรมากไม่ได้
รถคันเล็กเคลื่อนตัวอีกครั้ง แต่ก็ยังไปไม่ได้ไวเช่นเดิม
เวลาล่วงเลยไปกว่ายี่สิบนาที อนิลทิตาก็ถอนใจโล่งอก เมื่อมองเห็นป้ายตรงทางแยกข้างหน้า
แต่พอถึงทางแยกเข้าจริงๆ ทันทีที่เธอเลี้ยวรถจากถนนใหญ่ ก็ถูกตำรวจสวมเสื้อฝนสีส้มเห็นแต่ไกล ที่มาตั้งด่านขวางการจราจร ทำสัญญาณมือให้จอด
อนิลทิตาหยุดรถ หมุนกระจกลง
“จะไปไหนครับ?”
“บ้านมาลัยค่ะ”
“ไม่ไปไกลกว่านั้นนะ?”
“ไม่ค่ะ ว่าแต่มีอะไรหรือคะ?”
“ทางขาดครับ เลยจากบ้านมาลัยไปราวสองโลไปต่อไม่ได้แล้ว ผมถึงต้องมาตั้งด่านเพื่อแจ้งคนที่จะไปไกลกว่าบ้านมาลัยให้รู้เอาไว้ จะได้ไม่เสียเวลาเลี้ยวรถกลับเป็นระยะทางหลายโล แถวนี้กำลังน้ำท่วมหนักครับ ฝนลงมาก น้ำจากแม่น้ำก็เอ่อสูง แถมน้ำป่าก็มาสมทบเข้าอีก เวลานี้ทางเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยกับตำรวจก็กำลังประสานกำลังอพยพชาวบ้านที่อยู่ในเขตเสี่ยงไปไว้ตามที่สูง บ้านมาลัยอาจจะพ้นเพราะเป็นที่สูง คุณว่าจะไปแค่บ้านมาลัยผมก็จะอนุญาตให้ผ่าน ไปไกลกว่านั้นไม่ได้นะครับ อันตราย”
“ไปแค่บ้านมาลัยจริงๆ ค่ะ ดิฉันมางานศพคุณพ่อที่เพิ่งเสีย รับรองว่าไม่ไปไกลกว่าบ้านมาลัยแน่ๆ”
“งั้นคุณก็คงเป็นลูกสาวคนเล็กของคุณอเนกที่มาจากกรุงเทพฯ”
“ใช่แล้วค่ะ คุณตำรวจรู้จักด้วยหรือคะ”
“ผมเคยพบคุณพ่อของคุณสองสามหน ผมเพิ่งย้ายมาประจำที่โพธิ์สุขได้ไม่นานครับ พูดถึงคุ้นเคยผมคุ้นกับคุณณัทธรมากกว่า คุณอัญญดาพี่สาวของคุณผมเจอบ่อยพอๆกับคุณณัทธรเพราะมักจะเข้าเมืองด้วยกัน”
“อ้อ ค่ะ”
อนิลทิตาไม่รู้จะพูดอะไรไปมากกว่านี้ ในเมื่อตัวเธอเองยังไม่เคยพบ ณัทธร มณฑารพ ว่าที่พี่เขยสักครั้งเดียว รู้แต่ว่าเขามีไร่กว้างขวาง เลี้ยงวัวเป็นหลัก ชื่อไร่มณฑาธาร อยู่ห่างบ้านมาลัยออกไปทางภูไพร ประมาณหกกิโลเมตร
“คุณณัทธรเป็นคนดีมากครับ มีน้ำใจกับทุกคน รูปหล่อมากด้วยซี ดูเหมือนพอมีข่าวออกมาว่าจะสละโสดกับพี่สาวคุณ ทำเอาสาวๆ ในจังหวัดนี้อกหักกันเป็นแถบ แต่ก็สมกันดีกับคุณอัญญดา... พี่สาวคุณเป็นผู้หญิงที่สวยมากนะครับ สวยจนผมเองขนาดอายุปูนนี้แล้ว ยังอดตะลึงไม่ได้เมื่อเจอเข้าครั้งแรก”
อนิลทิตาไม่ประหลาดใจแต่อย่างใด ที่มีคนพูดชมความงามของพี่สาว แต่อดแคลงใจไม่ได้ ต่อคำเยินยอถึงความเป็นคนดีมีน้ำใจ เป็นคนหนุ่มที่น่าเอาเป็นตัวอย่าง ฟังว่าเป็นคนเก่ง ฉลาด มีความรู้สูง สมกับชาวไร่ยุคใหม่ของว่าที่พี่เขย
เธอไม่เคยริษยาพี่สาว แม้ว่าอนัญญาจะเป็นหนึ่งเสมอ มีบ้างความอิจฉาเล็กๆ ที่มักจะควบคู่มาพร้อมกับความหงุดหงิด เวลาถูกพี่สาวแย่งเพื่อนชายไปอย่างหน้าตาเฉย
อนิลทิตาฟังคำสรรเสริญเยินยอความสวยของพี่สาว กับความเป็นคนดีของว่าที่พี่เขยอยู่เกือบสองนาทีเต็มๆ จึงสบโอกาสขอบคุณและบอกลา
หลังจากเคลื่อนรถออกจุดที่ถูกเรียกไว้ไม่ถึงสิบนาที รถที่ขับมาดีๆ ก็กระตุกติดๆ กัน จากนั้นเครื่องยนต์ก็ดับสนิท สตาร์ทเครื่องใหม่ก็ไม่ได้ผล เสียงเครื่องยนต์ครางหวือๆ แล้วดับ
ลองอยู่หลายครั้งกระทั่งสายตาเหลือบไปที่เกย์น้ำมัน ก็ได้แต่พ่นลมหายใจออกมาแรงๆ
น้ำมันหมด!
ความรีบร้อนทำให้ลืมดู ดีที่มาได้ไกล จวนจะถึงบ้านอยู่แล้ว ไม่หมดระหว่างทางช่วงถนนเปลี่ยว
แต่ถึงจะเหลือระยะทางสามกิโลเมตรโดยประมาณจะถึงบ้าน ก็ยังเป็นปัญหาอยู่ดี โดยเฉพาะในสภาพอากาศเช่นนี้
อนิลทิตาเรียนรู้ที่จะระงับอารมณ์ และตั้งสติ แทนที่จะกราดเกรี้ยวออกอาการโมโหตีโพยตีพาย โทษนั่นโทษนี่ มองไปข้างหน้า คะเนว่าพอจะเดินฝ่าสายฝนไปถึงบ้านได้หรือไม่
การเดินในระยะทางสามกิโลเมตร ไม่มีปัญหาเลย หากว่าจะไม่มีทั้งลมและฝน ที่ดูเหมือนจะเทหนักยิ่งขึ้น
ฟ้าที่เคยมีเมฆดำทะมึนปกคลุมไปทั่วชั้นบรรยากาศ เริ่มมีสายฟ้าแปลบปลาบเป็นระยะ
นั่งชั่งใจอยู่เกือบสิบนาที โดยหวังว่าสายฝนจะค่อยๆ เบาบางลง แต่ก็ไม่เลย
ดูเหมือนว่าท้องฟ้าอึมครึมจะมืดลงไปอีก หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา พบว่าเพิ่งจะบ่ายสามโมงกับแปดนาทีเท่านั้นเอง แต่บรรยากาศโดยรอบกลับดูโพล้เพล้ประหนึ่งพลบค่ำ
ลองโทรเข้าบ้าน ปรากฏว่าเสียงกริ่งเรียกจนตัดไปเองโดยไม่มีคนรับ กดไปครั้งที่สองผลก็ยังออกมาเช่นเดิม ลองเลื่อนหาเบอร์มือถือของผู้เป็นพี่ ผลที่ได้รับคือให้ฝากข้อความความ
ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจอดรถทิ้งไว้แล้วเดินต่อ
ตัดสินใจแน่แล้วก็ปิดโทรศัพท์มือถือ เก็บมิดชิดในช่องเก็บของหน้ารถ ไม่เอาติดตัวไปด้วยเพราะกลัวจะเปียกฝน ล็อกรถเรียบร้อยก็เริ่มออกเดิน
เพียงเจอเข้ากับสายฝนที่ไม่ได้ตกลงมาตรงๆ แต่ถูกลมหอบไปทางโน้นทางนี้ ก็แทบจะเปลี่ยนใจกลับเข้าไปในรถ แต่ความกังวลว่ามารดาจะเป็นห่วง ถ้าเลยเวลาที่บอกเอาไว้มากไปทำให้ต้องก้มหน้าก้มตาเดินต่อ
หลังจากเดินห่างจากรถมาได้ไม่ถึงห้านาที ระยะทางสามกิโลเมตรโดยประมาณ ที่เคยเดินได้สบายๆ กลายเป็นเส้นทางที่ยาวไกล
ความที่มัวแต่ก้มหน้าก้มตาเดิน คางแทบจรดอก เพื่อซ่อนหน้าไม่ให้เม็ดฝนขนาดเป้งๆ ปะทะจังๆ จึงไม่ทันเห็นลำแสงไฟสีเหลืองซีด ลักษณะเป็นแสงไฟจากหน้ารถ ส่องผ่านม่านสายฝนมาจากด้านหน้า ถึงกับสะดุ้งโหยง เมื่อจู่ๆ มีเสียงแตรดัง โดยเจ้าสิ่งที่ส่งเสียงเป๊กๆ ลั่นนั้น หยุดลงด้านข้าง ห่างออกไปไม่ถึงสามวา
“อนิลทิตา?”
เสียงจากคนขับกึ่งเรียกกึ่งถาม พอเห็นเธอเฉย เสียงห้าวมีกังวานทุ้มนุ่มน่าฟัง พูดเป็นตะโกนมาอีก
“เธอคืออนิลทิตา ลูกสาวคุณอาดวงทิพย์ใช่ไหม?”
“ใช่” ตอบกลับไปสั้นๆ
“คุณอาดวงทิพย์ให้มาดู เห็นเลยเวลาที่เธอบอกไว้ไปมากเลยเป็นห่วง กลัวจะมีอะไรเกิดขึ้น”
ด้วยความรำคาญที่ต้องตะเบ็งตอบกันไปมา ทั้งที่ก็อยู่ห่างกันไม่มาก อนิลทิตาจึงเป็นฝ่ายเดินข้ามถนนเข้าไปหยุดอยู่ด้านข้างรถโฟร์วิลล์สีบรอนซ์
“นึกยังไงลงจากรถมาเดินตากฝนเล่น”
เสียงถามขึ้นอีก หลังจากมองกราดเธอทั่วตัว คล้ายจะขันสภาพเปียกม่อลอกม่อแลกเป็นลูกหมาตกน้ำของเธอ
“ไม่ได้นึก แล้วก็ไม่ได้คิดจะตากฝนเล่น แค่ตั้งใจจะเดินไปบ้าน”
“ไหนคุณอาว่าลูกสาวขับรถมาเองยังไงล่ะ อย่าบอกนะว่าเจอนักจี้เข้ากลางทาง เอ้า... ขึ้นมาก่อน สั่นไปทั้งตัวแล้วเธอน่ะ”
การที่ชายหนุ่มเอ่ยถึงมารดาอย่างรู้จักดี ทำให้อนิลทิตาไม่เกี่ยงงอน รีบเดินอ้อมด้านหลังรถ เพื่อขึ้นนั่งด้านหน้าคู่คนขับ
“รถเป็นอะไร”
คำถามตามมาหลังจากเธอขึ้นนั่งเรียบร้อย
“น้ำมันหมด”
ชายหนุ่มกำลังมองกระจกมองหลัง เพื่อดูว่ามีรถตามมาหรือเปล่า ก่อนจะหักพวงมาลัยวกรถกลับตามเส้นทางที่มาเมื่อเห็นว่าทางโล่ง ได้ยินคำตอบ ก็หันมามองเธอแวบหนึ่งพร้อมกับหัวเราะหึๆ
“คุณขันอะไร ฉันไม่เห็นขัน?” อนิลทิตาชักฉิว
“ไม่ได้ตั้งใจจะหัวเราะเธอหรอก แต่มันอดนึกถึงที่พวกเราผู้ชายชอบพูดกันขึ้นมาไม่ได้”
“พูดอะไร?”
เธอมองเขาอย่างระแวง
จากระยะที่นั่งห่างกันไม่มาก ทำให้พอจะมองเห็นชัดระดับหนึ่ง
ผู้ชายที่นั่งข้างๆ นอกจากยังหนุ่ม หน้าตาเขายังคมสันชวนมอง พูดภาษาชาวบ้านๆ ก็รูปหล่อนั่นแหละ
“พูด... อย่าโกรธล่ะ” เสียงออกตัวไว้ก่อนฟังว่าคนพูดยิ้มอยู่ในใจ “คืออย่างนี้ เวลาเจอรถคันไหนใช้ถนนประเภทตามใจฉัน เรามักจะพูดกันว่า ผู้หญิงขับแหง แล้วก็มักจะทายถูกเสียด้วย”
“คุณจะว่าฉันล่ะสิ นอกจากใช้รถใช้ถนนไม่เป็นอย่างพวกผู้ชายอย่างคุณ ยังเลินเล่อขนาดปล่อยให้น้ำมันรถหมดกลางทาง”
“ผมเปล่า คุณพูดของคุณเอง” เขาเปลี่ยนสรรพนามจากเธอเป็นคุณ ก่อนแนะนำตัวเอง “ผมชื่อณัทธร”
อนิลทิตาซึ่งกำลังเมินออกนอกรถ เพราะนึกโมโหชายหนุ่ม ถึงกับหันขวับ
“คุณคือ... คู่หมั้นพี่อัญ?”
“ครับ” เขาตอบรับสั้นๆ
อนิลทิตามองเขาอย่างพิจารณา และให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้น
เธอเคยได้ยินพี่สาวพูดถึงคนรัก ก่อนจะกลายเป็นคู่หมั้นภายในเวลาอันรวดเร็ว หลังจากรู้จักและคบหากันได้ไม่นานทางโทรศัพท์หลายครั้ง โดยไม่เคยเจอตัว
ฟังว่าเป็นหนุ่มรูปหล่อ มีฐานะมั่นคง มีที่ดินมากมายนับพันๆ ไร่ ก็นึกขันว่าความรักทำให้พี่สาวเห็นผู้ชายคนหนึ่งเลิศเลอไปหมด
แต่เห็นอย่างนี้ ต้องยอมรับว่าพี่สาวไม่ได้พูดเกินจริง แต่ดูเหมือนอัญญดาจะลืมบอกไปอย่างหนึ่ง
นอกจากรูปหล่อ ณัทธร มณฑารพ ยังเป็นผู้ชายมีเสน่ห์ชวนมอง ซึ่งไม่ได้มีในผู้ชายหน้าตาดีทุกคน
อนิลทิตาลอบมองชายหนุ่มอย่างตั้งใจ
ฉวยโอกาสขณะอีกฝ่ายตั้งหน้าตั้งตาขับรถฝ่าพายุฝนฟ้าคะนอง มองไล่ลงตั้งแต่ใบหน้า
เห็นเสี้ยวหน้าด้านข้างอย่างนี้ เขายิ่งดูคมสัน คิ้วเข้ม จมูกโด่ง ปากหุบสนิทได้รูปงาม มุมปากหยักยกเหมือนพร้อมที่จะยิ้มอย่างคนอารมณ์เย็น และใจดี ปลายคางออกเหลี่ยมเล็กน้อยมองเห็นเงาเขียวครึ้มของไรหนวดเครา ที่ชวนอิจฉาคือขนตาดกหนายาวงอนเป็นแพ
ผิวจริงของเขาน่าจะขาว แม้ส่วนที่พ้นร่มผ้าดูคล้ำแดด
การสำรวจไม่หยุดแค่ใบหน้าชวนมอง แต่ยังมองกราดเรื่อยลงมาตามลำคอ หาไหล่ ไปที่แขนล่ำสัน มือหนาประกอบด้วยนิ้วยาวเล็บเจียนมนสะอาดสะอ้าน
เขาแต่งกายด้วยเสื้อกางสีเทาเข้มจัดจนดูเผินๆ นึกว่าสีดำ เชิ้ตแขนยาวพับแขนไว้ครึ่งๆ เน้นช่วงปลายแขนล่ำสัน พอกับกางเกงยีนส์เทาดำพอดีตัว เน้นมัดกล้ามแน่นของต้นขาสู่ขายาวตรง ที่ปลายขามองเห็นบูทดำมีรอยขีดข่วน บ่งบอกความสมบุกสมบันในการถูกใช้งาน
ขณะมองมือสีน้ำตาลจาง ประกอบด้วยนิ้วยาวได้ส่วนบนพวงมาลัย พลันนึกสงสัยว่ามือที่ดูแข็งแรง ทรงพลังในการหยิบจับ จะอ่อนโยนเป็นไหมนะ...
สำนึกที่ว่าความคิดกำลังจะออกนอกลู่ด้วยความใคร่รู้ จึงรีบละสายตาจากมือหนาตวัดขึ้นสูง หวังจะแอบมองใบหน้าชวนมองนั้นอีกนิด
แล้วความอับอายชนิดแทบจะแทรกแผ่นดินหนี ถ้าทำได้ ก็แผ่ไปทั่ว ทันทีที่สบเข้ากับตาคมฉายแววขัน
สิ่งที่พอทำได้ในวินาทีของความขายหน้า คือรีบเมินหน้าออกไปมองนอกรถ แต่ไม่ก่อนที่ใจสาวจะโลดขึ้นแล้วหล่นวูบ พร้อมความรู้สึกหนึ่งตกตะกอนอยู่ก้นบึ้งหัวใจนับแต่วินาทีนั้น
<>
ขณะขับรถมุ่งหน้าสู่บ้านมาลัยด้วยใบหน้าหมอง อนิลทิตา พิรุฬพร อดคิดไม่ได้ว่า เหตุการณ์วันนี้เหมือนเมื่อปีก่อนโน้นไม่มีผิด
ครั้งนั้น เธอเดินทางกลับบ้านเพื่อมาร่วมงานศพบิดา
มาครั้งนี้ เธอต้องกลับมาเผาศพพี่สาวที่จากไปด้วยวัยเพียงแค่ยี่สิบหกปี
เมื่อได้รับข่าวพี่สาวประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตคาที่ ความรู้สึกแทบไม่ต่างจากครั้งรู้ข่าวการจากไปอย่างกะทันหันเนื่องจากอาการหัวใจวายของบิดา
เธอยังไม่รู้รายละเอียดว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คิดว่าป่านนี้พี่เขยของเธอคงอยู่ในสภาพหัวใจสลายแล้วอย่างสิ้นเชิง
ณัทธรรักลูก รักภรรยา นั่นคือที่เธอคิดและเชื่อมาตลอด แม้ว่าอัญญดาจะเคยโทรมาบ่นเบื่อสามีที่ไม่ค่อยมีเวลาให้
“พี่เบื่อๆๆ”
เสียงดังมาตามสายซอยถี่ยิบฟังหงุดหงิดพร้อมจะระเบิด
“วันๆ คุณณัทไม่เคยอยู่บ้าน เอาแต่ทำงาน จะเห็นหัวก็โน่นมืดค่ำ พี่จะทนไม่ไหวอยู่แล้วนะอิน... ก็เข้าใจหรอกว่าต้องดูแลทุกอย่างเพราะไม่มีคุณพ่อช่วยอย่างแต่ก่อน”
ขณะรับฟังเธอเข้าใจว่าเป็นอารมณ์ของคนกำลังท้องกำลังไส้ อารมณ์แปรปรวน อยากได้รับความเอาใจใส่จากคนที่เป็นพ่อของลูกมากเป็นพิเศษ ก็พยายามปลอบกลับไปกลางๆ ไม่เข้าข้างฝ่ายไหน เท่าที่พอจะทำได้
“พี่อัญก็หาอะไรทำเข้าซี ลองถักนิตติ้งไหมล่ะ อินจะซื้อหนังสือวิธีถักส่งไปให้ ถักถุงเท้าถุงมือเล็กๆ ให้หลานก็ได้”
“โอ๊ย! ไม่เอา ถักน้งถักนิตอะไรพี่คงขาดใจตายก่อนจะลงมือ เนี่ยขอตังค์คุณณัทไว้ ว่าจะไปทัวร์ญี่ปุ่นกับเพื่อนๆ แหม! แค่เราบอกจะไปเที่ยวเท่านั้นแหละหน้างอเป็นอะไร แล้วก็ไม่บอกหรอก จะให้หรือไม่ให้ หนีเข้าไร่ไปซะอย่างนั้น”
“อะไรกันคะ จะเที่ยวอีกแล้ว สองเดือนก่อนพี่อัญก็เพิ่งไปเที่ยวเกาหลีกับเพื่อนๆ มาไม่ใช่หรือคะ?”
“เฮ่อ! เกาหลีก็งั้นๆ แหละ ถ้าไม่อยากดูคอนเสิร์ตบอยแบรนด์ที่ชอบก็คงไม่ไป ใจพี่อยากไปญี่ปุ่นหน้าดอกซากุระบานมากกว่า”
นึกถึงที่เคยพูดคุยกันทางโทรศัพท์อนิลทิตาก็จุกที่คอ
อัญญดาอาจจะไม่ใช่พี่สาวที่ดีวิเศษ พูดจริงๆ บ่อยครั้งที่ทำตัวไม่น่ารักเลย แต่พี่ก็คือพี่ โตมาด้วยกัน ทะเลาะเบาะแว้งกันบ้างตามประสา แต่ก็ไม่เคยมีอะไรรุนแรง
พูดถึงความสนิทสนมระหว่างพี่น้อง ตั้งแต่โตๆ กันก็อาจจะห่างกันไปบ้าง เพราะต่างคนต่างมีกลุ่มเพื่อนของตน ชอบใช้ชีวิตคนละรูปแบบ
อัญญดามีเพื่อฝูงมากหน้าหลายตา ส่วนใหญ่เป็นพวกชอบเที่ยว ชอบสังสรรค์ สนุกสนานเฮฮาปาร์ตี้ไปวันๆ ส่วนเธอมีชีวิตเรียบง่ายๆ พ้นจากวัยเรียนก็ทำงาน
เพื่อนที่คบหาก็มีแต่ที่เรียนมหาวิทยาลัยด้วยกันกลุ่มเล็กๆ หลังเรียนจบก็แยกย้ายกันไป
บางคนไปเรียนต่อต่างประเทศ บางคนก็เลือกที่จะทำงานตามที่เรียนมาเช่นเดียวกับเธอ
นานๆ อาจจะมีนัดเจอกันสักครั้ง แต่ส่วนใหญ่มักว่างไม่ตรงกันก็เลยห่างเหินกันไปเรื่อยๆ