ณ โรงแรมจินซือ เมืองหวย
ท่าน เสิ่นเหยียนเป่ยมีกำหนดการร่วมงานเลี้ยงอาหารค่ำ ข่าวลือเรื่องคู่ควงของเขากำลังเป็นกระแสให้คนพูดถึงกันไปทั่ว ก่อนที่เขาจะเดินทางมาถึงเสียอีก ทุก ๆ คนต่างรู้เรื่องนี้ ว่ากันว่าหญิงสาวคนนั้นหน้าตางดงามราวกับนางฟ้านางสวรรค์
ท่ามกลางความคาดหวังของทุกคน เมื่องานเลี้ยงได้เริ่มไปสักพัก ประตูห้องจัดเลี้ยงก็ถูกเปิดออกอีกครั้ง การปรากฎตัวของชายหญิงคู่หนึ่งสร้างความฮือฮาไปทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยง
ขณะที่ทั้งสองค่อย ๆ เดินเคียงคู่กันเข้ามาในห้องจัดงานเลี้ยง เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นเรื่อย ๆ
คนที่เดินเข้ามา เป็นท่านเสิ่นตัวจริงเสียงจริง เขาสวมชุดสูทลายทางสีดำกับรองเท้าหนังสีน้ำตาลเข้ม และข้างกายของเขาก็มีสาวงามนางหนึ่ง
เธอสวมชุดเดรสสีดำยาวเกือบถึงพื้น พร้อมด้วยชุดเครื่องประดับพลอยไพลิน ใบหน้ารูปไข่ถูกแต่งแต้มไปด้วยเครื่องสำอางบาง ๆ ความงดงามของเธอเปล่งประกายไปทั่วทั้งห้องจัดเลี้ยง จนไม่มีใครสามารถละสายตาไปจากเธอได้
แต่เมื่อได้เห็นใบหน้าของเธอชัด ๆ พวกเขาต่างพากันอ้าปากค้าง พวกเขาเหลือบมองไปทาง ถังยี่ซู เจ้าของงานวันเกิด กับ สีจั้นถิง ชายหนุ่มที่ยืนอยู่ข้างกายหล่อน โดยไม่ได้ตั้งใจ
แขกเหรื่อหันกลับไปซุบซิบกันเรื่องการปรากฏตัวของหญิงสาวคนนี้ “เมื่อกี้เห็นผู้หญิงคนนั้นไหม ใช่ ซ่งชิงเหอ หรือเปล่า?” แขกคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ใช่แล้วล่ะ เธอคือซ่งชิงเหอแน่ ๆ !” แขกอีกคนตอบ
“คุณพระช่วย! หล่อนยังไม่ตายอีกเหรอ? ทำไมถึงยังไม่ตายล่ะ? นังฆาตกร! เธอกล้าดียังไงถึงโผล่หน้ามาที่นี่” แขกอีกคนพูดแทรก
“ว่าแต่ว่า หล่อนทำหน้ามาใหม่รึป่าวนะ? สวยขึ้นผิดหูผิดตาขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“ใครจะไปรู้ล่ะ? หล่อนเป็น คู่เดทของท่านเสิ่น แค่คิดก็น่าสนุกแล้ว!”
ทุก ๆ คนต่างเห็นพ้องต้องกันว่า กำลังจะมีเรื่องสนุก ๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอน
การปรากฏตัวของชิงเหอ ไม่เพียงแต่สร้างความประหลาดใจให้กับแขกทุกคนในงานเลี้ยง แต่ยังทำให้พวกเขาหวาดกลัวอีกด้วย เพราะผู้ชายที่เธออยู่ด้วยคือเหยียนเป่ย คู่แข่งทางธุรกิจของจั้นถิง!
ไม่เพียงแค่นั้น ชิงเหอยังเป็นอดีตภรรยาของจั้นถิง ซีอีโอของจิ่งซิน กรุ๊ป
ทั้งสีจั้นถิงและเสิ่นเหยียนเป่ยต่างเป็นพวกเก็บตัว ไม่ค่อยชอบออกงานสังคม ยิ่งงานแบบนี้พวกเขายิ่งแทบไม่เคยปรากฎตัว แต่ก็สมเหตุสมผลอยู่ที่จั้นถิงมาร่วมงานเลี้ยงนี้ เพราะข่าวลือว่าเขากับยี่ซูกำลังจะหมั้นหมายกันเร็ว ๆ นี้กำลังเป็นประเด็นร้อน แต่เหยียนเป่ยคงไม่ได้มาแค่เพื่อฉลองวันเกิดให้ยี่ซูอย่างเดียวแน่นอน
จั้งถิงเป็นคนที่สามารถทำให้วงการการเงินสั่นสะเทือนได้เพียงแค่ดีดนิ้ว แต่ตอนนี้คู่แข่งของเขากลับมาปรากฏตัวต่อหน้า พร้อมกับอดีตภรรยาของเขาเอง แขกเหรื่อต่างพากันเก็บอาการตื่นเต้นไม่อยู่ ใครจะรู้ว่า คืนนี้จะเกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง?
ใบหน้าของชิงเหอยังคงเต็มไปด้วยรอยยิ้มอยู่ตลอดเวลา เธอเดินเข้าไปหายี่ซูด้วยรองเท้าส้นสูงเจ็ดเซนติเมตรประดับด้วยคริสตัล มือยังคงคล้องแขนของเหยียนเป่ยไว้
ยี่ซูมีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอ เมื่อหกปีก่อน ยี่ซูได้ทำลายกล่องเสียงของซ่งชิงเหอ จนทำให้เธอพูดไม่ได้
หกปีผ่านไป ตอนนี้ทั้งสองกำลังจะได้เผชิญหน้ากันอีกครั้ง
ยี่ซูประหลาดใจกับการเปลี่ยนไปของชิงเหอ หัวใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ เธอกำแขนพี่จั้นถิงของเธอไว้แน่น มืออีกข้างบีบแก้วไวน์ที่ถือไว้จนเกือบแตกคามือ
ภายใต้สายตาอันสอดรู้สอดเห็นของแขกคนอื่น ๆ เหยียนเป่ยหันไปหยิบไวน์แดงสองแก้วจากพนักงานเสิร์ฟ ก่อนจะยื่นแก้วหนึ่งให้ชิงเหอ และถืออีกแก้วไว้เอง
เหยียนเป่ยเหลือบมองผู้หญิงที่กำลังยิ้มอยู่ข้าง ๆ ก่อนจ้องไปยังใบหน้าอันไร้อารมณ์ของผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเขา เขายิ้มเล็กน้อย ก่อนเอ่ยปากทักทายจั้นถิงด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง “คุณจั้นถิง ไม่เจอกันนานเลยนะ! ดูซิใครมากับผม”
แม้ว่าชายทั้งสองเคยมีข้อพิพาทเรื่องธุรกิจ แต่พวกเขาก็ยังทำตัวเป็นสุภาพบุรุษทุกครั้งที่พบกัน โดยเฉพาะในงานแบบนี้ แม้ว่าพวกเขาจะไม่เต็มใจเท่าไหร่นัก แต่ก็ยังทักทายกันอย่างสุภาพ และอีกอย่าง ในโลกธุรกิจแล้ว กำไรเท่านั้นที่คงอยู่ตลอดไป หาใช่ศัตรูไม่
จั้นถิงยังคงทำหน้าเรียบเฉย หลังจากที่ได้ยินคำทักทายของเหยียนเหป่ย ราวกับเขาไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น เขาไม่แม้แต่จะชายตามองคู่เดทของเหยียนเป่ยด้วยซ้ำ กลับยกเครื่องดื่มในมือของเขามาชนกับเหยียนเป่ย ก่อนจะตอบอย่างเรียบ ๆ ว่า “ก็แค่คนแปลกหน้า”
จั้งถิงเข้ามาในแวดวงธุรกิจมานานหลายปี ทั้งยังขึ้นมาเป็นซีอีโอได้สักพักหนึ่งแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเป็นบุคคลที่น่าเกรงขามคนหนึ่ง
ถึงแม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายปีแล้ว แต่ชิงเหอก็ยังรู้สึกหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อต้องมายืนต่อหน้าสีจั้นถิงอีกครั้ง ไม่เพียงแค่เขาดูสุขุมมากขึ้น ดวงตาของเขาที่ดูลึกล้ำอยู่แล้ว ยิ่งดูยากที่จะหยั่งถึงขึ้นไปอีก
ผู้คนในเมืองหวยต่างเรียกเหยียนเป่ยว่า “ท่านเสิ่น” เพื่อแสดงความเคารพที่มีต่อเขา ถึงแม้ว่าเขาจะไม่มีอำนาจเท่ากับคุณจั้นถิงได้ แต่ก็ไม่ได้ห่างชั้นกันนัก
ถ้าเปรียบจั้นถิงเป็นคนเลือดเย็นและเอาแต่ใจตัวเอง เหยียนเป่ยก็คงจะเป็นคนที่โหดเหี้ยมและเผด็จการ ทั้งสองคนมีความเหมือนกันมากกว่าที่พวกเขาจะยอมรับ
จั้นถิงเปล่งประกายออร่าอันสูงส่งและเข้าถึงได้ยาก ขณะที่เหยียนเป่ยดูมีความอ่อนโยนและสง่างาม
“คนแปลกหน้าเหรอ?” เหยียนเป่ยยกแก้วไวน์ขึ้นมาจิบ พลางคิดว่าคำตอบของจั้นถิงช่างน่าขันสิ้นดี ขณะที่เขายิ้ม นัยน์ตาของเขาฉายแววเจ้าเล่ห์ออกมานิด ๆ แต่เขาเลือกไม่พูดอะไรต่อ
เมื่อได้ยินคำตอบของจั้นถิง ใบหน้าของชิงเหอยังคงไว้ด้วยรอยยิ้มเช่นเดิม มันไม่สำคัญหรอก เพราะเธอรู้ดีว่าจั้นถิงเป็นคนยังไง และอีกไม่นานผู้ชายคนนี้ก็จะต้องตกมาอยู่ในกำมือของเธอ
“ไปเอาของขวัญวันเกิดของผมมาให้คุณยี่ซูสิ” เหยียนเป่ยสั่งคนของเขาที่ยืนอยู่ข้างหลัง
“ครับ ท่านเสิ่น!”
ไม่นานคนของเหยียนเป่ยก็นำของขวัญมามอบให้ยี่ซู “สุขสันต์วันเกิดครับ คุณยี่ซู”
ยี่ซูเผยรอยยิ้มอันงดงามให้เขา “ของขวัญสวยจัง ขอบคุณท่านเสิ่นมาก ๆ นะคะ”
เหยียนเป่ยพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร
ในฐานะเจ้าภาพงานเลี้ยง ยี่ซูยื่นของขวัญให้แม่บ้านที่อยู่ข้างหลัง ก่อนกล่าวทักทายหญิงสาวที่ยืนอยู่เงียบ ๆ ข้างเขา “กลับมาแล้วเหรอ ชิงเหอ? หายไปไหนมา? ทุกคนเป็นห่วงเธอมากเลยนะ! สบายดีใช่ไหม?”
ชิงเหอยิ้มพลางมองเข้าลึกไปในดวงตาของยี่ซู ริมฝีปากที่บรรจงทาด้วยลิปสติกสีแดงของเธอเปิดขึ้นเล็กน้อย “ขอบคุณที่เป็นห่วงนะพี่ยี่ซู ฉันสบายดี ฉันแค่ไปพักผ่อนมาเท่านั้นเอง”
น้ำเสียงของเธอฟังดูเรียบ ๆ ปราศจากอารมณ์ ไม่มีใครบอกได้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร
หลังจากได้ยินเธอพูด ยี่ซูก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก ‘เธอพูดได้งั้นเหรอ?’
ในฐานะที่เป็นผู้ดีระดับต้น ๆ ของเมืองหวย ยี่ซูสามารถดึงสติกลับมาอย่างรวดเร็ว
“ฉันต้องขอบคุณท่านเสิ่นที่คอยดูแลฉัน ฉันสบายดี” เสียงของชิงเหอช่างดูอ่อนแอ ดวงตาของเธอก็แดงก่ำ เหมือนกับว่าถ้อยคำที่เป็นห่วงเป็นใยของยี่ซูจะทำให้เธอรู้สึกซาบซึ้งไม่น้อย
แต่ทุกอย่างกลับไม่ใช่แบบนั้นเลย ทั้งสองดูกำลังจะพยายามสานสัมพันธ์ของพวกเธอขึ้นมาใหม่ แต่ก็ดูเป็นความสัมพันธ์ที่ไร้ความจริงใจต่อกัน น้ำเสียงของทั้งคู่ราบเรียบ และพูดเหมือนขอไปที
ยี่ซูพยักหน้า ก่อนหันไปทางจั้นถิง เธอเสนอว่า “พี่จั้นถิงคะ ไหน ๆ ชิงเหอก็มาแล้ว พวกพี่คุยกันหน่อยไหมคะ?”
คิ้วหนาของชายหนุ่มขมวดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เขารีบปฏิเสธอย่างไม่ลังเล นัยน์ตาปรากฏร่องรอยของความรังเกียจ “ไม่”เขากล่าว น้ำเสียงของเขาเย่อหยิ่งและเย็นชาขึ้นไปอีก
ปฏิกิริยาของจั้นถิง ทำให้ยี่ซูอารมณ์ดีขึ้นมาก “ถ้าอย่างนั้น เนื่องจากฉันไม่ได้เจอชิงเหอนานแล้ว มีเรื่องอยากคุยด้วยเยอะเลย พี่จั้นถิง ท่านเสิ่น ขอตัวชิงเหอสักครู่นะคะ”
พอพูดจบเธอก็คว้าข้อมือของชิงเหอไว้ ก่อนเธอจะทันได้ตอบอะไร
เหยียนเป่ยปล่อยมือชิงเหอ พลางพยักหน้าแล้วพูดว่า “ไปเถอะ”
ก่อนจะเดินออกไปกับยี่ซูที่กำลังลากเธออยู่นั้น ชิงเหอหันกลับมามองเหยียนเป่ย ด้วยแววตา ที่มีเลศนัย
เขาโบกมือเป็นเครื่องหมายว่าทุกอย่างโอเค
ชิงเหอหันกลับมา และวิ่งเหยาะ ๆ เพื่อตามยี่ซูให้ทัน “นี่พี่ยี่ซู ส้นรองเท้าฉันสูงเกินไปที่จะวิ่งนะ เดินช้าลงหน่อยได้ไหม?” เธอเอ่ยถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ แต่ไม่ได้รับคำตอบกลับมา
หญิงสาวสองคนจากไปแล้ว ทิ้งให้ชายหนุ่มสองคนที่มีความคิดต่างกันอยู่ด้วยกันตามลำพัง มือข้างหนึ่งของจั้นถิงล้วงอยู่ในกระเป๋า ส่วนอีกข้างหมุนแก้วไวน์ไปพลาง ๆ
เหยียนเป่ยหันไปถามเขาว่า “นายคิดว่าไง ชิงเหอเปลี่ยนไปมากเลยใช่ไหม?”
จั้นถิงชำเลืองมองอีกฝ่ายด้วยสายตาเย็นชา ก่อนถามขึ้นว่า “คุณเหยียนเป่ยคงจะเบื่อ ๆ สินะ ไม่มีอะไรให้ทำแล้วรึไง?” จั้นถิงไม่คิดว่าพวกเขาจะสนิทกัน ถึงขนาดที่จะมาคุยเรื่องอะไรแบบนี้
“ก็ไม่เชิง” เหยียนเป่ยยื่นแก้วไปชนกับแก้วในมือของอีกฝ่าย “ได้ยินว่านายกำลังจะหมั้นกับคุณยี่ซูเหรอ?”
ไม่นานมานี้ เมืองหวยมีข่าวลือว่าจั้นถิง กับยี่ซูกำลังจะหมั้นกัน การที่สีจั้นถิงมาออกงานเลี้ยงงานนี้ ก็แสดงว่าข่าวลือทำท่าจะเป็นเรื่องจริง
“ใช่ครับ” สีจั้นถิงเห็นว่าโกหกไปก็เปล่าประโยชน์
เหยียนเป่ยพยักหน้า ไม่นานเขาก็พูดขึ้นมาบ้างว่า “บังเอิญจังเลยนะ! ผมกำลังคิดจะแต่งงานกับชิงเหออยู่พอดี”
จั้นถิงยังคงนิ่งเฉยต่อการยั่วยุของเหยียนเป่ย และได้ตอบกลับไปว่า “งั้นขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับคุณเหยียนเป่ยด้วยนะ!”
เมื่อมองจากข้างนอก ไม่มีใครคาดเดาได้ว่า ทั้งสองคนเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูกันแน่
เมื่อเหยียนเป่ยได้ยินคำตอบของจั้นถิง เขาได้แต่ยิ้มโดยไม่ได้พูดโต้ตอบอะไร
เนื่องจากพวกเขาไม่มีอะไรจะคุยกันมากนัก พวกเขาจึงต่างแยกออกไปพบปะกับแขกคนอื่น ๆ
ยี่ซูลากชิงเหอไปยังมุม ๆ หนึ่ง ก่อนจะปล่อยมือของเธอออก เธอจ้องชิงเหอด้วยสายตาที่เย็นชา และได้ถามเธอว่า “เธอกลับมาที่เมืองหวยทำไม?”
ชิงเหอลูบข้อมือเบา ๆ และอธิบายว่า “ฉันไม่ได้ตั้งใจที่จะกลับมาหรอกนะ พี่ยี่ซู แต่เป็นเพราะว่าท่านเหยี่ยนเป่ย เขาให้ฉันไปงานเลี้ยงกับเขา ฉันไม่มีทางเลือก ก็เลยต้องตามมา”
‘ฮึ! ฉันจะไม่กลับมาได้อย่างไร ถ้าฉันไม่กลับมา ฉันคงถูกตราหน้าว่าเป็นอีฆาตกรไปตลอดชาติแน่ ๆ ’ ชิงเหอต้องการที่จะปกปิดความรู้สึกที่แท้จริงเอาไว้ ทำให้เธอทำได้เพียงแค่คิดกับตัวเองเท่านั้น การกลับมาที่เมืองหวยอย่างกระทันหันของเธอทำให้หลายคนคาดไม่ถึง ตอนนี้ชิงเหอต้องทำให้ยี่ซูเลิกสงสัยในตัวเธอ เพื่อที่จะได้จัดการกับเธอได้ง่ายขึ้น
แม้น้ำเสียงของชิงเหอจะดูอ่อนโยน แต่ความขี้ขลาดบนใบหน้าของเธอนั้นได้หายไปนานแล้ว ยี่ซูไม่ทันได้สังเกตเห็นสิ่งนี้ เนื่องจากเธอกำลังจดจ่ออยู่กับสาเหตุว่า ทำไมจู่ ๆ ชิงเหอถึงกลับมา
“เธอเป็นใบ้ไปแล้ว ไม่ใช่เหรอ พูดได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?” ยี่ซูถาม
ซ่งชิงเหอตอบด้วยรอยยิ้มที่เปื้อนไปด้วยลิปสติกสีแดงว่า “ใช่ แต่ฉันบังเอิญไปเจอกับหมอที่สามารถรักษาฉันได้ พี่ว่าฉันโชคดีหรือเปล่า?”
หลังจากที่ไม่ได้เจอกันมาหลายปี ชิงเหอที่ควรจะดูอ่อนแอลงหรือแม้กระทั่งใกล้ตาย แต่การแต่งตัวและการแต่งหน้าของเธอดูช่างขัดกับสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้น
“ฉันกับจั้นถิงกำลังจะหมั้นกันในเร็ว ๆ นี้ ฉันแนะนำให้เธอลืมสิ่งที่เคยเกิดขึ้นระหว่างพวกเธอซะ ไม่อย่างนั้นเธอได้หายไปจากเมืองหวยตลอดกาลแน่” คำพูดของถังยี่ซูบ่งบอกได้ถึงการข่มขู่อย่างชัดเจน
‘พวกเขากำลังจะหมั้นกันงั้นเหรอ...’ จากมุมที่ยี่ซูมองไม่เห็น ชิงเหอได้กำหมัดแน่นจนเล็บที่เพิ่งทำมาก็ได้จิกลงไปบนมือของเธอ แต่สีหน้าของเธอยังคงเหมือนเดิม “พี่ยี่ซู อย่าได้กังวลไปเลย ฉันกับคุณจั้นถิง เราหย่ากันตั้งนานแล้ว ฉันไม่เพ้อถึงเขาอีกต่อไปแล้ว ถ้าไม่มีธุระอะไรในเมืองหวยแล้ว ฉันจะรีบไปจากที่นี่ทันที”
ถังยี่ซูพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ “ดี ถือว่าเธอยังรู้สถานะของตัวเองนะ ถ้าเสร็จธุระแล้ว ก็รีบออกไปจากที่นี่ซะ นี่เป็นงานเลี้ยงวันเกิดของฉัน และฉันก็ไม่ต้อนรับเธอ!”
“ได้! ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ” ชิงเหอตอบโดยไม่ลังเล
สักพักก็ได้มีหญิงสาวไฮโซหลายคนที่ไม่รู้ว่ามาจากที่ไหน เข้ามาล้อมชิงเหอเอาไว้ ผู้หญิงคนหนึ่งได้พูดดูถูกเธอว่า “โถ ซ่งชิงเหอ! เธอต้องการจะจับ ท่านเหยียนเป่ยเหรอ?”
“ในความคิดของฉันนะ ท่านเหยียนเป่ยก็แค่ต้องการจะเล่นสนุกกับเธอ ผู้ชายที่มาดผู้ดีหล่อเหลาอย่างเขาจะไปชอบคนที่เคยเป็นภรรยาของคนอื่นได้ยังไง?”
“พูดอีกก็ถูกอีก! ซ่งชิงเหอ ฆาตกรอย่างเธอแต่งตัวสวยไปจะมีประโยชน์อะไร?” คราวนี้ ผู้หญิงในชุดราตรีสีฟ้าได้เดินเข้ามาหาชิงเหอและบีบไปที่คางของเธอ เพื่อบังคับให้เธอมองตาของหล่อน “ฉันแนะนำให้แกอยู่ให้ห่างจาก คุณจั้นถิงและท่านเหยียนเป่ย ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป นังแพศยาอย่างแกไม่คู่ควรแม้กระทั่งจะฝันถึงผู้ชายแบบพวกเขาด้วยซ้ำ!”
ทันทีที่พวกเขาสบตากัน ชิงเหอก็จำผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าเธอได้ เธอคือฉินซิงหยู่ สาวน้อยคนสนิทของยี่ซู และเป็นลูกสาวคนสุดท้องของหัวหน้าตระกูลฉิน
ชิงเหอไม่พูดอะไร และฟังพวกเขาพ่นคำดูถูกใส่เธออย่างเงียบ ๆ
เมื่อเห็นว่าชิงเหอไม่ตอบโต้ ซิงหยู่จึงเดินเข้าไปใกล้เธออีกสองก้าว และพูดยั่วยุเธออีก “แกก็รู้ว่า ท่านเหยียนเป่ย เป็นศัตรูคู่อาฆาตของคุณจั้นถิง ถึงอย่างนั้น แกก็ยังกล้าที่จะไปทำตัวแรดกับท่านเหยียนเป่ยอีกเหรอ? ช่างไร้ยางอายสิ้นดี เธอทำอย่างนี้ เพื่อที่จะเรียกร้องความสนใจจากท่านประธานสีใช่หรือเปล่าล่ะ?”
แต่ก่อนที่ซ่งชิงเหอจะทันได้ตอบ ฉินซิงหยู่ผู้ซึ่งอิจฉาที่เธอสวยและไร้เหตุผล จึงง้างมือขึ้นและเตรียมตบไปที่ใบหน้าของเธอ “นังร่าน! เธอชอบแกล้งทำตัวน่าสงสาร เดี๋ยวเราจะได้เห็นดีกัน... โอ๊ย!”
ก่อนที่มือของฉินซิงหยู่จะทันได้กระทบลงไปที่หน้าของเธอ ซ่งชิงเหอก็คว้ามันไว้ได้ทันและจับหัวของซิงหยู่โขกเข้ากับกำแพงอย่างจัง แม้จะไม่ได้แรงมากแต่ก็ไม่ได้เบาจนซิงหยู่ไม่รู้สึกอะไร เสียงตบที่ถูกคาดหวังเอาไว้จึงไม่เกิดขึ้น และมันถูกแทนที่ด้วยเสียงร้องอย่างเจ็บปวดของฉินซิงหยู่
หลาย ๆ คนรวมถึงถังยี่ซูต่างตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เธอไม่อยากเชื่อเลยว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้จะเป็นฝีมือของซ่งชิงเหอ
หลังจากที่หัวแข็ง ๆ ของฉินซิงหยู่กระแทกเข้ากับผนัง เธอเจ็บปวดมากจนต้องใช้เวลานานกว่าจะฟื้นกลับมา
ซ่งชิงเหอใช้โอกาสนี้เอาท่อนแขนกดลงไปที่คอของฉินซิงหยู่และหัวเราะดังลั่น “ผู้หญิงไม่ควรใช้กำลัง แต่ควรใช้เหตุผล เธอจะตบฉันต่อหน้าคนเยอะแยะแบบนี้ กลัวคนอื่นเขาจะไม่รู้ว่าเธอไร้การศึกษาเหรอคะ คุณฉิน?”
ซ่งชิงเหอไม่ต้องการเสียเวลาและพลังงานกับฉินซิงหยู่ไปมากกว่านี้ เธอเป็นเหมือนพวกปลาซิวปลาสร้อย ไม่ใช่เป้าหมายที่แท้จริงของเธอ
ใครจะมาพูดว่าร้ายเธออย่างไรเธอก็ยอม แต่ถ้าจะมีใครมาแตะต้องเธอ เธอคงทนอยู่เฉยไม่ได้
ถังยี่ซูเป็นคนแรกที่ได้สติ ถังยี่ซูอาศัยความเป็นลูกพี่ลูกน้องของซ่งชิงเหอและเป็นคู่หมั้นของสีจั้นถิง เธอดุซ่งชิงเหอด้วยเสียงเบา ๆ ว่า “ปล่อยซิงหยู่ได้แล้ว!”
เมื่อได้ยินเสียงของเธอ ซ่งชิงเหอก็ได้หัวเราะในใจ ที่เธอทำแบบนี้ก็เพื่อเตือนถังยี่ซู เธอยังไม่ปล่อยฉินซิงหยู่ในทันทีที่ถังยี่ซูขอ และเตือนฉินซิงหยู่ด้วยใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกว่า “นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เธอพยายามจะแตะต้องฉัน!”
สีหน้าของถังยี่ซูดูแย่ลง เมื่อรู้ว่าซ่งชิงเหอไม่สนใจเธอ คราวนี้มันดูจะมากเกินไปแล้ว! “ปล่อยซิงหยู่เดี๋ยวนี้!” ถังยี่ซูพูดอีกรอบ
ในขณะนั้น ฉินซิงหยู่ได้ฟื้นจากอาการช็อกของเธอ อย่างไรก็ตาม ความเจ็บปวดบนหน้าผากของเธอกลับยิ่งทำให้เธอโกรธมากยิ่งขึ้น ขณะที่เธอยังคงถูกกดไว้กับกำแพง เธอพยายามดิ้นรน แต่ก็ไม่เป็นผล “ชิงเหอ ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะทำให้แกต้องเสียใจ!” เธอตะโกนออกมา
หลังจากฟังเสียงเห่าของเธอแล้ว ชิงเหอก็ได้ปล่อยเธอ และเช็ดมือของตัวเองราวกับว่าเธอเพิ่งสัมผัสสิ่งสกปรกไป “แล้วฉันจะรอ!”
ทันทีที่เธอเป็นอิสระ ซิงหยู่ก็รีบไปหลบข้างหลังถังยี่ซู เธอใช้มือปิดหน้าผากที่มีรอยฟกช้ำของเธอ และพูดว่า “พี่ยี่ซู ดูสิ่งที่อีชิงเหอทำกับฉันสิ นี่มันเป็นงานเลี้ยงวันเกิดของพี่นะ แต่อีชิงเหอมาเพื่อสร้างปัญหาให้พี่ เรียกรปภ.ให้ไล่เธอออกไปเดี๋ยวนี้!”
ชิงเหอจัดทรงผมที่เรียบร้อยอยู่แล้วของเธอ และบอกพวกเขาว่า “ไม่ต้องห่วง ฉันจะไปเดี๋ยวนี้แหละ!”
เหตุผลเดียวที่เธอมาที่งานปาร์ตี้ก็เพื่อให้ผู้คนในเมืองหวยรู้ว่า ชิงเหอกลับมาแล้ว และแถมเธอยังสบายดีอีกด้วย
คนที่ร่ำรวยและมีอำนาจมากที่สุดในเมืองหวยกว่าครึ่งเข้าร่วมงานวันเกิดของยี่ซู เธอเป็นผู้หญิงที่โด่งดังที่สุดในเมือง เห็นได้ชัดว่า ชิงเหอได้บรรลุเป้าหมายของเธอแล้ว แล้วเธอจะอยู่ที่นี่ต่อไปเพื่ออะไร? เธอรีบเดินไปที่ทางออกทันทีหลังจากนั้น
เมื่อสังเกตว่าเธอกำลังจะจากไปราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ซิงหยู่ไม่ต้องการปล่อยให้เธอไปง่าย ๆ “ซ่งชิงเหอ หยุดเดี๋ยวนี้!”
เมื่อเทียบกับความโกรธของฉินซิงหยู่ ยี่ซูดูนิ่งสงบอย่างน่าประหลาดใจ ในขณะที่เธอพยายามปรามคนสนิทของเธอ “ซิงหยู่ ใจเย็น ๆ ก่อน!” ถังยี่ซูรู้ว่าการกลับมาของชิงเหอไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิด เธอต้องมีจุดมุ่งหมายอย่างแน่นอน
อันที่จริงยี่ซูคิดมาเสมอว่า ชิงเหอค่อนข้างเจ้าเล่ห์ ไม่อย่างนั้นเธอจะเอาชนะพี่สาวของเธอทั้งสองคน และแต่งงานกับจั้นถิงได้อย่างไร?
ยี่ซูตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะสืบหาจุดมุ่งหมายของชิงเหอ เธอกำลังจะหมั้นกับจั้นถิงในเร็ว ๆ นี้ และไม่อยากให้เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นก่อนหน้านั้น
หลังจากที่ซ่งชิงเหอเดินออกจากโรงแรม เธอก็ขึ้นรถหรูสีดำรุ่นพิเศษ เธอนั่งเบาะหลัง ถอดรองเท้าส้นสูง หลับตาและเอนหลังพิงกับเบาะ จมดิ่งอยู่ในความคิดของเธอ
คนร่างสูง ๆ ในใจของเธอเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ได้เจอกันหลายปี เขามีความเป็นผู้ใหญ่และมีเสน่ห์ขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน
ในไม่ช้า ชิงเหอก็ลืมตาขึ้นและสลัดความคิดเหล่านั้นออกไป เอื้อมมือไปหยิบบุหรี่และไฟแช็คจากช่องเก็บของในรถของเหยียนเป่ย เธอจุดบุหรี่อย่างชำนาญ แล้วเปิดกระจกลงเพื่อเป่าควันออกไป
ควันบุหรี่ลอยไปกับสายลมข้างนอกตัวรถ ทุกท่วงท่าของผู้หญิงคนนี้ช่างดูสง่างาม
ในความเงียบงันนั้น โทรศัพท์ของเธอก็ดังขึ้น มันคือสายจากเหยียนเป่ย
ชิงเหอสไลด์หน้าจอรับสายที่โทรมา “ฉันอยู่บนรถคุณแล้ว”
“โอเค” บทสนทนาของทั้งคู่จบลงแค่นั้น
ชิงเหอวางสาย ก่อนโยนโทรศัพท์ไปตรงเบาะข้าง ๆ ปลายบุหรี่ของเธอเรืองแสงสีแดงสดตัดกับความมืดในตัวรถ เธอจ้องไปที่โรงแรมและจมดิ่งอยู่ในความคิดของเธอ
จั้นถิงดูรับมือยากขึ้นทุกที เธอกำลังครุ่นคิดว่าวิธีไหนจะได้ผลมากกว่ากัน จะใช้ไม้แข็งหรือไม้อ่อน?
ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจใช้ทั้งสองวิธีเพื่อเอาชนะใจเขา
เพียงเวลาไม่นาน ก็มีผู้คนมากหน้าหลายตาเดินเข้ามายังลานจอดรถ เหยียนเป่ยกับจั้นถิงพร้อมด้วยลูกน้องกำลังเดินไปยังรถยนต์ของพวกเขา
รถของจั้นถิงจอดอยู่ใกล้ ๆ กันนี้เอง รถฮาร์คิมรุ่นลิมิเต็ดสีดำราคาหลายสิบล้านที่ผลิตและพัฒนาขึ้นมาโดยจิ่งซิน กรุ๊ป เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อปีที่แล้วในงานอินเตอร์เนชันนอล มอเตอร์ โชว์ เธอเอนตัวพิงเบาะขณะที่จ้องมองพวกเขาผ่านกระจกที่ลดตัวลง ท่ามกลางควันบุหรี่ เธอกำลังจ้องมองเสิ่นเหยียนเป่ยล่ำลาจั้นถิงอยู่
หลังจากที่รถฮาร์คิมแล่นออกไป ผู้ช่วยของเหยียนเป่ยก็ขึ้นมานั่งประจำที่คนขับ ก่อนขับไปรับเสิ่นเหยียนเป่ยที่ยืนรออยู่
ผู้ช่วยลงไปเปิดประตูให้เขา พอขึ้นมาในรถ เสิ่นเหยียนเป่ยชำเลืองมองซ่งชิงเหอ “แผลบนหน้าคุณฉินใช่ฝีมือเธอหรือเปล่า?” เขาถาม แต่น้ำเสียงกลับบ่งบอกว่ารู้คำตอบดีอยู่แล้ว
หญิงสาวมองบุหรี่ที่ค่อย ๆ ดับลง เธอไม่ได้ปฏิเสธ “ใช่ ฝีมือฉันเอง”
“ปกติคุณไม่ทำแบบนี้นี่”
เธอเข้าใจความหมายที่เหยียนเป่ยต้องการจะสื่อ สิ่งที่ทำกับหล่อนเหมือนจะเบาเกินไป “แค่เตือนเองน่า” เธออธิบาย หากฉินซิงหยู่มาทำให้เธอโกรธอีก คราวหน้าเธอไม่ยั้งมือแน่
‘ซิงหยู่คิดอะไรอยู่นะ มาสั่งให้ฉันอยู่ห่าง ๆ เหยียนเป่ยกับจั้นถิงงั้นเหรอ
ตลกจริง ๆ คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน มีหน้ามาออกคำสั่งฉัน ทำตัววางก้ามเกินตัวไปแล้วนะ ฉินซิงหยู่!’ ชิงเหอหรี่ตาลง
ความเงียบเข้าครอบงำในรถอีกครั้ง หลังจากมาถึงโรงแรมที่ชิงเหอพักอยู่ ผู้ช่วยก็หยุดรถ หญิงสาวเดินลงจากรถไป เหยียนเป่ยลดกระจกลงมาพูดว่า “ตอนนี้ทุกคนในเมืองหวยรู้เรื่องที่คุณกลับมาแล้ว ผมยังเหลืองานที่ต้องสะสางอีกมาก ที่เหลือคุณจัดการเอาเองแล้วกัน โชคดีนะ”
ชิงเหอทัดผมไปด้านหลังก่อนยกมือขึ้นมาโบกให้เขาโดยไม่หันหลังกลับมา “เข้าใจแล้ว ขอบคุณนะ”
เธอดูมีชีวิตชีวากว่าผู้หญิงคนอื่น ๆ
เหยียนเป่ยไม่ได้พูดอะไรต่อ หลังจากรอชิงเหอเดินเข้าโรงแรมระดับสี่ดาว เขาก็สั่งให้ผู้ช่วยออกรถ
คืนนี้เป็นคืนแรกที่ชิงเหอกลับมายังเมืองหวย เธอได้เช็คอินห้องพักในโรงแรมนี้ไว้ก่อนแล้ว ห้องพักที่มีขนาดห้องกว่า 50 ตารางเมตร ราคาเกือบ 2500 ต่อคืน เธอจะได้รับส่วนลดเพิ่มอีก หากเธอตัดสินใจอยู่ต่อยาว ๆ
ชิงเหอวางแผนจะอยู่เมืองนี้ต่อไปอย่างไม่มีกำหนด การเข้าพักโรงแรมที่มีทั้งรูมเซอร์วิสและบริการซักอบรีด ดีกว่าไปเช่าห้องพักที่ต้องจ้างพนักงานทำความสะอาดชั่วคราวเป็นไหน ๆ
หลังจากเช็ดผิวหน้าทำความสะอาดล้างเครื่องสำอางเรียบร้อยแล้ว ชิงเหอรินเหล้าใส่แก้วให้ตัวเอง ก่อนมานั่งลงหลังหน้าต่างสไตล์ฝรั่งเศส ยามมองลงไปเห็นวิวยามค่ำคืนของเมืองหวย เธอก็ตกอยู่ในภวังค์ความคิดอีกครั้ง
‘เมืองหวยที่รัก ซ่งชิงเหอกลับมาแล้ว! ดื่ม!’
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ชิงเหอเปลี่ยนจากชุดราตรีมาสวมเสื้อผ้าแนวสตรีท และออกมาจากโรงแรม
ช่วงเดือนสิงหาคมเช่นนี้เป็นเดือนที่ร้อนที่สุดของปี ชิงเหอออกจากโรงแรมราว ๆ สามทุ่ม คนอื่น ๆ คงจะกำลังเตรียมตัวเข้านอน ไม่ก็หลับสนิทอยู่ในบ้านที่มีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ
หลังจากจ่ายค่าโดยสาร ชิงเหอมายืนอยู่ที่หน้าประตูวิลล่าหลังโต เธอวางมือบนลูกกรงทองสัมฤทธิ์ มองเข้าไปยังตัววิลล่าและลานหน้าด้านหน้า
วิลล่าสูงสามชั้นดูใหม่เอี่ยมเหมือนเมื่อหกปีที่แล้ว คงเพราะบริเวณนั้นได้รับการดูแลอย่างดี ใบไม้ปลิวร่วงอยู่โดยรอบ ลานไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม ต้นไม้และพุ่มไม้ถูกตัดแต่งดูแลเป็นอย่างดี ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าภายในตัวบ้านยังถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี เหมือนในภาพความทรงจำของเธอ ถึงอย่างนั้น ภายในบ้านกลับปิดไฟมืด เหมือนไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต
ชิงเหอมองขึ้นไปยังหน้าต่างบานหนึ่งอยู่หลายนาที ก่อนที่เธอจะหยิบโทรศัพท์ออกมากดหมายเลขโทรออก “สวัสดีค่ะ ลุงโจว นี่ฉันเองนะคะ” เธอพูดทันทีที่อีกฝ่ายรับสาย
ลุงโจวเคยทำงานให้คุณปู่ของจั้นถิง ก่อนที่จะมาเป็นพ่อบ้านส่วนตัวของเขา เขาเห็นจั้นถิงมาตั้งแต่เล็ก ๆ และยังซื่อสัตย์กับตระกูลสีมาทั้งชีวิต
หลังได้ยินเสียงของชิงเหอ ลุงโจวก็เงียบไปพักหนึ่ง “สวัสดีครับ คุณชิงเหอ”
ชิงเหอกล่าวต่ออย่างไม่อ้อมค้อม “ตอนนี้ฉันอยู่ที่หน้าประตูจิ่นสิ้ววิลล่า ขอเข้าไปข้างในหน่อยได้ไหมคะ? ขอบคุณล่วงหน้านะคะลุงโจว” ทัศนคติของเธอที่มีต่อพ่อบ้านเฒ่าเต็มไปด้วยความเคารพเช่นแต่ก่อน ทว่าน้ำเสียงของเธอดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เสียงของเธอดูแตกต่างออกไป แต่เขาก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน
คำตอบของลุงโจวกลับไม่ใช่แบบที่หญิงสาวหวังไว้ “ขอโทษด้วยครับคุณชิงเหอ แต่ผมต้องขอถาม คุณจั้นถิงก่อน คุณก็รู้นิสัยของเขาดี”
“ค่ะ ฉันรู้” เธอพูดอย่างเศร้า ๆ
ณ จิ่งซิน กรุ๊ป
ห้องทำงานของซีอีโอบริษัทมีพื้นที่กว่าสองร้อยตารางเมตร พร้อมการประดับตกแต่งที่หรูหรา มีโต๊ะไม้สีเทาเข้มที่ซ่อนอุปกรณ์ไฮเทคไว้มากมายตั้งอยู่ใต้หน้าต่างสไตล์ฝรั่งเศส
จั้นถิงนั่งทำงานอยู่ เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวสั่งตัดเข้ารูป ใส่แว่นตาป้องกันรังสีบลูเรย์ ดวงตากำลังจดจ่อกับเอกสารในมือ พอได้ยินเสียงโทรศัพท์เข้า จั้นถิงก็เอื้อมมือไปรับสายนั้น “มีอะไรเหรอ ลุงโจว?”
“สวัสดีครับ คุณจั้นถิง” หลังทักทายผู้เป็นนายเสร็จ พ่อบ้านผู้ซื่อสัตย์ก็เล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้น
เพียงสามนาทีผ่านไป ชิงเหอก็ได้รับคำตอบ “คุณชิงเหอครับ คุณจั้นถิงบอกว่า คุณมันไม่มีค่าพอ!”
ด้วยความเป็นมืออาชีพ ลุงโจวพูดออกมาด้วยน้ำเสียงไร้ความรู้สึก ราวกับเป็นหุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่ส่งต่อข้อความจากสีจั้นถิงถึงซ่งชิงเหอ
‘เขาบอกว่าฉันไม่มีค่าพอ! ตลกเป็นบ้า!’
ชิงเหอยิ้มอย่างขมขื่น “อย่างไงก็ขอบคุณนะคะ ลุงโจว”
หญิงสาวคิดว่าลุงโจวจะวางสายไปในทันที กลับกันลุงโจวเอ่ยขึ้นมาว่า “คุณไม่ควรกลับมาที่นี่อีกแล้วนะครับ คุณชิงเหอ”
ประโยคนั้นทำให้ซ่งชิงเหอถึงกับพูดไม่ออก
เธอรู้ว่าไม่มีใครอยากให้เธอกลับมา แต่เธอไม่คาดคิดว่า แม้แต่พ่อบ้านจะมีทัศนคติเช่นเดียวกันนี้กับเธอ
ชิงเหอยืนยังคงยืนอยู่หน้าประตู จ้องมองไปที่ห้องหนึ่งบนชั้นสอง
เดิมทีห้องนั้นเป็นห้องนอนใหญ่ของเธอกับจั้นถิง หลังจากที่พวกเขาย้ายเข้ามาอยู่ จั้นถิงก็ขึ้นไปนอนห้องนั้นเพียงไม่กี่ครั้ง เธอจึงใช้เวลาอยู่ในห้องกับลูกชายของเธอเป็นส่วนใหญ่
‘ลูกชายของแม่...’ พอคิดถึงเรื่องนั้นใบหน้าของชิงเหอก็เต็มไปด้วยน้ำตา ใช่แล้ว สถานที่แห่งนี้เคยเป็นดั่งสวรรค์ของเธอ แต่ก็เคยทำให้เธอต้องตกนรกทั้งเป็นในเวลาเดียวกัน
“แม่” เสียงที่อ่อนหวานสะท้อนก้องอยู่ในความทรงจำของชิงเหอ เสียงเรียกแม่ของลูกชายซึ่งอายุเพียงไม่กี่เดือนของเธอ สร้างความประหลาดใจให้กับเธอไม่น้อย
เฉิงเฉิงยังเด็กนัก ยังเพิ่งเริ่มหัดพูดคำว่าแม่ เขารู้วิธีพูดว่า “พ่อ” ด้วย แต่เขาคุ้นเคยกับคำว่า “แม่” มากกว่า เพราะชิงเหอเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดคอยเฝ้าเลี้ยงดู
ตอนนั้นจั้นถิงเพิ่งเข้าฮุบกิจการของจิ่งซิน กรุ๊ป เขายุ่งมาก ทำให้มีเวลานอนเพียงวันละสามถึงสี่ชั่วโมง นอกจากนี้ การแต่งงานของทั้งคู่ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความรัก จั้นถิงจึงไม่ค่อยโผล่หน้ามาให้เห็น ถ้าเธอโชคดี เขาอาจกลับมาบ้างเดือนละครั้ง
ใบหน้าน้อย ๆ ของเฉิงเฉิงแวบเข้ามาในความทรงจำของชิงเหอ เสียงหัวเราะที่น่ารักของเขาดังก้องครั้งแล้วครั้งเล่า
‘เฉิงเฉิง ลูกน้อยของแม่...’ เฉิงเฉิงอายุเพียงห้าเดือนในขณะนั้น ก่อนเขาจะมีโอกาสใช้ชีวิตภายนอกรั้วนี้ เขากลับต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ต้องนอนหนาวเหน็บอยู่ในหลุมศพมากว่าหกปี
น้ำตาอาบใบสองแก้มของซ่งชิงเหอ หัวใจที่เจ็บปวดราวกับกำลังถูกฉีกออกเป็นชิ้น ๆ ด้วยกรงเล็บที่มองไม่เห็นของมารร้าย ทุกครั้งที่เธอคิดถึงเรื่องนี้ เธอจะรู้สึกราวกับกำลังจะขาดอากาศหายใจ
เมื่อรุ่งอรุณมาถึง วันใหม่ก็เริ่มต้นขึ้น เมืองค่อย ๆ ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมา คนทำงานตื่นขึ้นเพราะเสียงนาฬิกาปลุก พวกเขาทานอาหารเช้า แต่งตัว และออกไปทำงาน พลเมืองสูงอายุต่างมารวมตัวกันออกกำลังกายในสวนสาธารณะของชุมชน ฝึกไทเก๊ก หรือเต้นรำกันเป็นกลุ่ม พ่อแม่ค่อย ๆ ปลุกลูก ๆ ให้ตื่นด้วยน้ำเสียงอันนุ่มละมุน ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นเสียงตะโกนในท้ายที่สุด เด็ก ๆ มัวแต่ยุ่งกับการทานอาหารมื้อแรกของวัน และการเตรียมตัวไปโรงเรียน
หลังจากหลับไปไม่ถึงสี่ชั่วโมงดี สีจั้นถิงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดระหว่างทางไปยิม มีข้อความหนึ่งจากลุงโจว “คุณจั้นถิงครับ คุณชิงเหอ ยืนรออยู่หน้าจิ่นสิ้ววิลล่าทั้งคืนเลยครับ”
หลังอ่านข้อความจบ ใบหน้าของเขายังคงเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์อันใดทั้งสิ้น เขากดเข้าไปเช็คว่ามีข้อความสำคัญกว่านี้อีกหรือไม่
หลังจากออกกำลังกายอย่างหนัก จั้นถิงได้รับอีกหนึ่งข้อความจากลุงโจว “คุณจั้นถิงครับ เจ้าหน้าที่สุสานเราไปเจอ คุณชิงเหอที่นั่น ผมคิดว่าท่านอาจจะอยากทราบไว้”