บริเวณลานประหาร
ร่างบอบบางที่ถูกตรึงด้วยไม้กางเขน สภาพร่างกายของนางอันบอบบางราวกิ่งหลิวเปียกชุ่มไปด้วยคราบโลหิตจากทัณฑ์ทรมาน เส้นผมที่เคยถูกรวบเกล้าประดับด้วยเครื่องประดับอันงดงาม บัดนี้กลับหลุดลุ่ยปรกใบหน้า ดวงตาที่เคยอ่อนหวานในยามนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความแค้น ที่ไม่มีโอกาสได้มอบความตายคืนให้กับคนที่กระทำนาง
‘เฟิ่งหรั่น’ คือบุตรีของอัครมหาเสนาบดี นางผู้เปี่ยมด้วยรูปโฉมอันงดงามและอำนาจบารมีของบิดา วาสนาชีวิตที่เคยเป็นถึงพระชายาอ๋อง บัดนี้กลับตกต่ำกลายเป็นนักโทษประหารความผิดไม่น่าให้อภัย ดวงตางดงามค่อยๆ ลืมตาขึ้นทีละนิดมองสภาพแวดล้อมรายรอบที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมายที่รุมสาปแช่งนาง นางกระตุกยิ้มมุมปากอย่างเย้ยหยันในโชคชะตาของตนเอง
นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่าวาสนาที่ตนเองเคยเป็นชายาของ
อ๋องเก้าบุรุษที่ยิ่งใหญ่ บัดนี้จะตกต่ำเป็นถึงนักโทษประหาร คิดแล้วช่างน่าเจ็บปวดใจยิ่งนัก
ซ่า!
เสียงน้ำที่ถูกสาดจากถังน้ำไม้สีน้ำตาลใบใหญ่สาดกระเด็นเข้ามาที่ใบหน้าเปื้อนเลือดของเฟิ่งหรั่น หญิงสาวทำได้แค่หลับตาและเบี่ยงใบหน้าหลบเท่านั้น ความอัปยศในวันนี้ทำให้นางเจ็บแค้นจนฝังรากลึกถึงกระดูกยิ่ง! นางเจ็บปวดเหลือเกิน เจ็บปวดราวจะขาดใจ ความอัปยศที่นางได้รับวันนี้ หากสวรรค์มีตานางขอให้คนที่ทำร้ายนางได้รับผลกรรมสนองหวนกลับ!
‘ลู่อ๋อง’ หรืออ๋องเก้าแห่งแคว้นเหลียว พระอนุชาองค์ที่สองของฮ่องเต้ อำนาจเขาในตอนนี้เป็นรองเพียงองค์รัชทายาทเท่านั้น ฝีเท้าหนักแน่นค่อยๆ ก้าวเข้ามายืนหยุดต่อหน้านาง ใบหน้าหล่อเหลานั้นไม่ปรากฏร่องรอยความเสียใจเลยสักนิด ราวกับว่าความทรมานของนางคือเรื่องที่เขาไม่เคยใส่ใจ ทุกข์สุขใดของนางเขาก็ไม่คิดจะใส่ใจ
“หม่อมฉันแต่งงานกับพระองค์ เพื่อหวังเสริมฐานอำนาจให้พระองค์เทียบเท่าองค์รัชทายาท แต่ในวันนี้กลับทรงตอบแทนข้าแบบนี้หรือ?!” เฟิ่งหรั่นตะโกนต่อว่าลู่อ๋องต่อหน้าธารกำนัลด้วยความเคียดแค้นชิงชัง เสียงของประชาชนแตกออกเป็นสองฝ่าย แม้จะไม่รู้ว่าเรื่องราวที่แท้จริงเป็นมาอย่างไร แต่สำหรับเฟิ่งหรั่นนั้นนางถูกกล่าวหาในฐานะลอบคบชู้สู่ชาย อันเป็นความผิดฐานกบฏยิ่ง แต่นางไม่เคยคิดทำเช่นนั้นกับเขาเลย มีเพียงเขากับญาติผู้น้องของนางเท่านั้นที่ใส่ร้ายนาง จนนางต้องเป็นเช่นนี้!
ลู่อ๋องมองบรรดาธารกำนัลที่ต่างจับกลุ่มสนทนากัน เขาเอ่ยวาจา
หนักแน่น “สตรีที่ลอบทรยศหักหลังสามี คบชู้สู่ชายเช่นเจ้า มีสิทธิ์อันใดมาต่อว่าข้ากัน เสียแรงนักที่เป็นถึงบุตรสาวอัครมหาเสนาบดี แต่กลับมีจิตมากด้วยตัณหาราคะ สมควรนักที่ฝ่าบาทจะทรงมอบโทษประหารให้แก่เจ้า!”
นางถ่มน้ำลายลงบนพื้นต่อหน้าอดีตสามี
“บุรุษเช่นท่าน คิดหรือว่าทรยศข้าแล้วจะได้ดิบได้ดี! แม้ข้าต้องตายในวันนี้ข้าก็จะเป็นวิญญาณมาหลอกหลอนเจ้า ให้เจ้าชดใช้กับสิ่งทำกับข้า!” นางลั่นวาจาเสียงดัง ก่นด่าสาปแช่งอดีตสามีของตนเองในใจด้วยโทสะ
ย้อนกลับไปเมื่อสามปีก่อน
แคว้นเหลียว
แคว้นเหลียวเป็นหนึ่งในสี่แคว้นใหญ่แห่งแผ่นดินจงหยวน ปกครองด้วยราชวงศ์ลู่มานานหลายศตวรรษ และในยุคปัจจุบันที่แคว้นเหลียวเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด นำโดยการปกครองของลู่ฮ่องเต้และเซียวฮองเฮาและองค์รัชทายาทผู้เป็นพระอนุชาร่วมอุทรนามว่า ‘ลู่เฟยหรง’ องค์รัชทายาทผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ นำทัพรบนำชัยชนะมาทุกสมรภูมิศึกและภายใต้การช่วยออกว่าราชการของลู่อ๋องอีกแรง
แม้ว่าจะมีสี่นักปกครองที่เก่งกาจ แต่กุนซือที่สำคัญประจำพระวรกายของฮ่องเต้คือใต้เท้าเฟิ่ง อัครมหาเสนาบดีคู่พระทัยตั้งแต่อดีตฮ่องเต้รัชกาลก่อนจวบจนรัชกาลปัจจุบัน เขามีบุตรสาวที่ทั้งงดงามและฉลาดปราดเปรื่องกับฮูหยินเอกนามว่า ‘เฟิ่งหรั่น’ ยอดบัณฑิตหญิงแห่งแคว้น
ศาสตร์ความรู้ทั้งหกแขนงที่คุณหนูสกุลใหญ่ร่ำเรียนกัน นางสามารถร่ำเรียน
จนแตกฉานได้อย่างรวดเร็ว
ภายในจวนอัครมหาเสนาบดีเงียบสงบร่มรื่น เสียงบรรเลงพิณดังมาจากเรือนของคุณหนูใหญ่ของจวนอย่างเฟิ่งหรั่น หญิงสาวในชุดผ้าไหมปักดิ้นลวดลายงดงาม คอเสื้อขลิบด้วยลวดลายดุจปีกจักจั่นสีทองอ่อน กำลังนั่งดีดบรรเลงพิณอย่างสบายใจท่ามกลางบรรยากาศของจวนอันร่มรื่น
“คุณหนูเจ้าคะ ชาอู่หลงเจ้าค่ะ” จิงเจียว สาวรับใช้คนสนิทวางถาดน้ำชาบนโต๊ะลายหินอ่อนอันประณีต มองดูเจ้านายของตนเองบรรเลงพิณอย่างเพลิดเพลิน
ใบหน้างดงามของเฟิ่งหรั่นเป็นความงดงามที่ได้จากธรรมชาติอย่างลงตัว ทั้งคิวเรียวที่โก่งดุจคันศร นัยน์ตากลมโตหวานประดุจผลท้อสุก ใบหน้างดงามที่ขาวนวลเปล่งปลั่งและงามยิ่งนักยามแสงอาทิตย์สาดส่องราวกับอาทิตย์อุทัย เรือนผมสีดำขลับที่ถูกรวบตึงครึ่งหัวและปล่อยสยายยาวกลางแผ่นหลัง แพขนตาที่หนางอนยาวตามธรรมชาติเมื่อเสริมกับเครื่องประทินโฉมยิ่งส่งเสริมให้นางงดงามชวนมองยิ่งนัก
ริมฝีปากแดงระเรื่อระบายยิ้มอ่อนๆ อย่างมีความสุขยามนางบรรเลงพิณจบลง ฝ่ามือเรียวยกชาอู่หลงขึ้นจิบเบาๆ ด้วยท่วงท่าสง่างาม ก่อนจะมองสาวใช้คนสนิท
“ท่านพ่อเล่า?” นางถามถึงบิดาทันที
จิงเจียวยิ้มตอบ “นายท่านเดินทางเข้าวังตั้งแต่เช้าเจ้าค่ะ เห็นว่าวันนี้ฝ่าบาททรงเรียกพบใต้เท้าเป็นการส่วนตัว”
แต่ไหนแต่ไรมาบิดาของนางเป็นถึงยอดกุนซือคู่พระวรกายของ
ฮ่องเต้มาถึงสองรัชกาลด้วยกัน การที่ครั้งนี้ฝ่าบาททรงเรียกท่านพ่อของนาง
เข้าเฝ้าก็คงมีราชกิจสำคัญเป็นแน่ ถึงได้ทรงเรียกท่านพ่อของนางที่อายุมาก
แล้วเดินทางเข้าวังแบบเร่งด่วนเช่นนี้
“ได้ยินว่าองค์รัชทายาทจะเสด็จยาตราทัพกลับมาวันนี้ หลังจากที่ได้รับชัยชนะเหนือจงโจวเจ้าค่ะ” จิงเจียวเอ่ย ประหนึ่งนางเป็นผู้ส่งสารคนสำคัญของสกุล
เฟิ่งหรั่นขมวดคิ้วเล็กน้อย คิ้วเรียวชนเข้าหากันเพียงนิด องค์รัชทายาทเสด็จทำศึกที่จงโจวนานนับปี วันนี้ทรงได้รับชัยชนะแล้วอย่างนั้นหรือถึงได้รีบกลับเมืองหลวงมาอย่างกะทันหัน
“พระอนุชากลับมาทั้งที ฝ่าบาทคงมีพระประสงค์จะตบรางวัลและจัดงานเลี้ยงฉลองได้รับชัยชนะเหนือจงโจวมาอย่างแน่นอน” เฟิ่งหรั่นกล่าว อย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก แม้ตนเองจะเคยเข้าไปในวังชั่วคราวเพราะต้องเข้าเฝ้าฮองเฮากับไทเฮา แต่ก็พบเห็นองค์รัชทายาทเพียงนับครั้งได้ และครั้งล่าสุดที่นางเจอเขาคือตอนที่เขากำลังจะไปออกรบที่จงโจว นางยังจำได้ไม่ลืมสายตาคมปลาบยามจดจ้องมาที่นาง สายตานั้นแฝงไปด้วยความนัยบางอย่างที่อีกฝ่ายต้องการจะสื่อ
แต่กับลู่อ๋อง พระอนุชาอีกองค์ของฮ่องเต้อันประสูติจากไท่เฟยซู่เจาอี๋ กลับมีความสนิทสนมชิดเชื้อกับนางเป็นอย่างยิ่ง เนื่องด้วยสมัยเด็กนางมักตามมารดาไปถวายการรับใช้ไทเฮาอยู่บ่อยครั้ง ทำให้มีโอกาสได้พบกับลู่อ๋องหรืออ๋องเก้าจนกลายเป็นสหายกัน ยามที่เขาว่างจากราชกิจเมื่อใดเป็นต้องส่งคนมามอบของดีๆ มีค่าให้กับนางทั้งนั้นจนนางเกิดความรู้สึกประทับใจ
ยามที่บิดาของนางกำลังลำบากเพราะถูกฮ่องเต้ทรงตำหนิ ก็ได้ลู่
อ๋องที่ช่วยเจรจาผ่อนหนักให้กลายเป็นเบา ความสัมพันธ์ระหว่างนางและลู่อ๋องจึงพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ความสนิทสนมระหว่างนางกับลู่อ๋องเป็นที่เล่าขานกันไปทั่วทั้งวังหลวง ว่านางอาจจะได้เป็นพระชายาเอกของอ๋องเก้าที่
หญิงสาวมากมายทั่วแคว้นต่างหมายปอง
“พี่หญิง...” เสียงหวานของเฟิ่งอี้ดังขึ้น นางคือน้องสาวร่วมอุทรของเฟิ่งหรั่น ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายคลึงกันหลายส่วน แต่ทว่าสิ่งที่แตกต่างกันคือแววตา เฟิ่งหรั่นมีแววตาที่สุขุมเยือกเย็น แฝงไปด้วยความหยิ่งยโสทะนงตน แต่กลับกันเฟิ่งอี้มีแววตาที่ซุกซน อ่อนหวาน ดูน่าค้นหานัก นางกับน้องสาวผู้นี้ต่างกันแค่เพียงนิดเดียวจริงๆ
“อี้เอ๋อร์” เฟิ่งหรั่นละมือจากพิณยิ้มอ่อนหวานให้กับน้องสาวที่มาเยือน
เฟิ่งอี้นั่งข้างๆ พี่สาวอย่างสนิทสนม “พี่หญิงทราบหรือยังเจ้าคะ วันนี้องค์รัชทายาทจะเสด็จกลับมาจากจงโจว ฝ่าบาททรงมีพระประสงค์จะจัดงานเลี้ยงที่วังคืนนี้”
เฟิ่งอี้อดตื่นเต้นดีใจแทนไม่ได้นัก เนื่องด้วยงานเลี้ยงในคืนนี้ครอบครัวของนางคือแขกพิเศษของฮ่องเต้ที่จะได้เข้าร่วมงาน หากเป็นเช่นนั้นแล้วนางคงมีโอกาสได้เข้าเฝ้าลู่อ๋องเป็นแน่ ว่ากันว่าลู่อ๋องนั้นรูปโฉมงามสง่านัก นางที่เพิ่งกลับมาจากซีโจวแม้จะเคยพบลู่อ๋องในวัยเยาว์ แต่ตอนนี้นางอยากรู้นักว่าเขาจะเปลี่ยนแปลง หล่อเหลาจนนางตกตะลึงเพียงใดกัน
“ตกลงว่าเจ้าอยากไปร่วมงานเลี้ยง หรือว่าอยากเจอท่านอ๋องกันแน่” เฟิ่งหรั่นขมวดคิ้วถาม น้องสาวของนางมักเป็นเช่นนี้เสมอ มีเรื่องดีใจ
อันใดก็ไม่เคยเก็บอาการเอาไว้ แต่กลับมาเล่าให้พี่สาวอย่างนางฟังทุกครั้ง
เสียงกระแอมไอของฮูหยินใหญ่ของจวนดังขึ้น สองสาวพี่น้องละจากการสนทนาลุกขึ้นยืนรับผู้เป็นมารดาที่เป็นฮูหยินเอกของจวนสกุลเฟิ่ง
“ท่านแม่” พวกนางทั้งสองย่อกายกล่าวคำนับมารดาพร้อมกัน
เฟิ่งฮูหยินนั่งลงข้างๆ เฟิ่งหรั่นกุมมือบุตรสาวคนโตอย่างอ่อนโยน ท่ามกลางสายตาอันจับจ้องของเฟิ่งอี้ที่แฝงด้วยความรู้สึกบางอย่าง
“ท่านแม่มาพอดีเลยเจ้าค่ะ ลูกกับพี่หญิงกำลังคุยกันเรื่องงานเลี้ยงคืนนี้อยู่เลย” เฟิ่งอี้กล่าวขึ้นมาพร้อมรอยยิ้มกว้าง
“พวกเจ้านี่ก็ตื่นเต้นเกินเหตุจริงเชียว รักษาหน้าท่านพ่อเจ้าบ้าง” เฟิ่งฮูหยินเอ็ดบุตรสาวคนเล็กเบาๆ เฟิ่งอี้สีหน้าเจื่อนลงเมื่อโดนมารดาตำหนิ
“ท่านแม่อย่าตำหนิน้องสาวเลยเจ้าค่ะ นางยังเด็ก นานๆ ทีจะมีงานเลี้ยงรื่นเริงแบบนี้ อีกทั้งองค์รัชทายาทได้รับชัยชนะกลับมาก็ย่อมเป็นเรื่องน่ายินดีเป็นธรรมดา อย่าตำหนิน้องเลยเจ้าค่ะท่านแม่” เฟิ่งหรั่นกล่าวกับมารดา นางส่งยิ้มน้อยๆ ให้กับเฟิ่งอี้เป็นเชิงว่าอย่าตำหนิท่านแม่ในใจเลย
“งานเลี้ยงนี้มีแต่เชื้อพระวงศ์ชั้นสูงและครอบครัวชนชั้นสูงไปร่วมงานจำนวนมาก พวกเจ้าคิดทำสิ่งใดต้องคำนึงถึงหน้าของท่านพ่อเจ้าให้มากๆ ยิ่งนายท่านมีศักดิ์เป็นถึงกุนซือและอัครมหาเสนาบดีด้วยแล้ว ยิ่งต้องทำตนให้สงบเสงี่ยม...” เฟิ่งฮูหยินกล่าวเตือนบุตรสาวทั้งสองด้วยความเป็นห่วง โดยเฉพาะเฟิ่งอี้ที่นางเป็นห่วงมากกว่าใครๆ ทั้งหมด
ในบรรดาสตรีทั้งหมดของจวนอัครมหาเสนาบดีมีบุตรธิดาจำนวนมาก ส่วนใหญ่ล้วนเกิดจากอนุภรรยาทั้งสิ้น และแต่ละนางล้วนมีบุตรีที่ย่อมต้องการชิงดีชิงเด่นกับบุตรสาวของนางจำนวนมากเช่นกัน แต่ทว่าโชคดีนักที่
บุตรีทั้งสองเป็นที่โปรดปรานของฮองเฮาและไทเฮา จึงไม่ค่อยมีปัญหาที่จะ
ให้พวกบุตรีอนุภรรยามาคอยชิงดีชิงเด่นได้
“เจ้าค่ะท่านแม่” เฟิ่งอี้รับคำสีหน้าเจื่อน
“งานนี้ท่านอ๋องเก้าก็เสด็จด้วย พวกเจ้าเก็บอาการกันหน่อยล่ะ” เฟิ่งฮูหยินเตือนบุตรสาวทั้งสอง โดยเฉพาะบุตรสาวคนโตที่มีความสนิทสนมกับลู่อ๋องมาตั้งแต่เยาว์วัย
เฟิ่งอี้กล่าวพลางกลั้วหัวเราะกลบเกลื่อน
“ท่านแม่เจ้าค่ะ ท่านแม่คงต้องเป็นห่วงพี่หญิงมากกว่า นางสนิทสนมกับท่านอ๋องมากกว่าใครทั้งหมดอีกนะเจ้าคะ”
ไม่รู้ว่าเฟิ่งหรั่นคิดไปเองหรือไม่ ถ้อยคำของเฟิ่งอี้เมื่อสักครู่ราวกับประชดประชันนางเสียอย่างนั้น แต่ด้วยความที่ตนเองเป็นพี่สาวจึงไม่อยากคิดมากกับวาจาอันเมื่อครู่ของผู้เป็นน้องสาวนัก เฟิ่งอี้นางยังเด็กมาก บางทีก็พูดโดยที่ไม่ทันได้ไตร่ตรองออกมาก็ได้
“ถ้าเช่นนั้นลูกกับอี้เอ๋อร์จะไปเตรียมตัวก่อนนะเจ้าคะท่านแม่” เฟิ่งหรั่นหันมาหาเฟิ่งอี้พร้อมกับคลี่ยิ้มบางๆ
เฟิ่งอี้กล่าวรับ “นั่นสิเจ้าคะท่านแม่...ไปกันเถิดพี่หญิง”
กองทัพของลู่เฟยหลงเดินทางมาถึงหน้าประตูพระราชวังหลวงแคว้นเหลียว หลังจากได้รับชัยชนะจากจงโจวเขาก็ไม่รีรอที่จะกรีธาทัพกลับมาเมืองหลวงทันที ด้วยตนเองไม่เห็นเหตุจำเป็นอันใดที่จะต้องลงหลักปักฐานตั้งค่ายทัพอยู่ที่นั่น แค่เพียงให้องครักษ์คนสนิททำหน้าที่ตรงนั้นแทนก็เพียงพอแล้ว เขาคิดถึงใครบางคนที่อยู่แคว้นเหลียว เกือบหนึ่งปีแล้วที่เขา
ไม่ได้เจอนางเลย
คืนนี้ เขาจะได้เจอนางไหมนะ...
ทหารทั้งหมดนั่งคุกเข่าถวายบังคม เปิดทางให้ลู่เฟยหลงควบอาชา
เข้าไปด้านในวังหลวง เหล่าบรรดานางกำนัลแรกรุ่นที่มองเห็นภาพองค์รัชทายาทผู้เป็นพระอนุชาในฮ่องเต้ ต่างก็ซ่อนรอยยิ้มเขินอายของพวกนางเอาไว้ ท่าทีงามสง่าไม่แพ้ท่านอ๋องเก้าขององค์รัชทายาททำให้พวกนางต่างไม่กล้าสบสายพระเนตรคมปลาบและพระพักตร์หล่อเหลายามควบอาชาอย่างผึ่งผายเช่นนี้
สายพระเนตรคมทอดมองออกไปยังเบื้องทิศตะวันออก สถานที่ตั้งของตำหนักคุนหนิงซึ่งเป็นที่ประทับของฮองเฮาผู้เป็นพี่สะใภ้ ในแทบทุกวันนางในดวงใจของเขามักจะมาเข้าเฝ้าฮองเฮา เขาจากนางไปถึงหนึ่งปีเต็ม ไม่รู้ว่าตอนนี้นางจะเป็นเช่นไรบ้าง
กงกงประจำพระองค์ของลู่ฮ่องเต้กุลีกุจอ กึ่งเดินกึ่งวิ่งเข้ามาหาลู่เฟยหลงที่อยู่บนอาชาสีดำตัวใหญ่ เขาคือรุ่ยกงกง หัวหน้าขันทีประจำวังหลวง
“องค์รัชทายาท ขอต้อนรับกลับพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาทกำลังเสด็จรอพระองค์อยู่ด้านในตำหนัก...” รุ่ยกงกงเอ่ยอย่างนอบน้อมพร้อมรอยยิ้มแสดงความจริงใจ
ลู่เฟยหลงพยักหน้าตอบเล็กน้อย เขาแทบกล่าววาจากับผู้คนนับคำได้ ชายหนุ่มกระโดดลงจากหลังอาชาสีดำแล้วส่งสายบังเหียนให้ทหารม้านำไปที่คอกม้าหลวง ตนเองจัดคอเสื้อให้เรียบร้อยดูดีก่อนจะเดินนำรุ่ยกงกงเข้าเฝ้าพระเชษฐา1 ของตน
ตำหนักชิงเทียน
บัดนี้ลู่ฮ่องเต้กับเซียวฮองเฮา ซึ่งเป็นภรรยาคู่พระทัยกำลังสนทนา
กันอยู่บริเวณศาลาของตำหนักชิงเทียน ซึ่งเป็นตำหนักที่ใหญ่ที่สุดในวังหลวง รองลงมาจึงเป็นตำหนักคุนหนิง ตำหนักคังเฉวียนและตำหนักบูรพาตามลำดับ
ลู่เฟยหลงคำนับทั้งสองพระองค์อย่างนอบน้อม สายตาของเขาไม่เห็นไทเฮาผู้เป็นพระมารดาสักนิด เขาคาดเดาได้ว่าพระมารดาคงกำลังโกรธเคืองเขาเป็นแน่ที่ต้องออกรบนานแรมปีเช่นนี้ ลู่ฮ่องเต้ทรงคลี่ยิ้มบางๆ ฝ่ามือหนาวางจอกชาลงแล้วเดินเข้ามาจับไหล่ของพระอนุชา2 อย่างสนิทสนม
“ถวายพระพรฝ่าบาท พี่สะใภ้” ลู่เฟยหลงประสานมือคำนับทั้งสองอย่างไม่เป็นทางการนัก แต่ทว่าผู้เป็นพี่ชายกับพี่สะใภ้ไม่ถือสากับเรื่องเล็กน้อยเพียงนี้ เนื่องจากยามนี้ปลอดผู้คนและเหล่าขุนนาง ทั้งสองพระองค์จึงเป็นกันเองกับลู่เฟยหลง
“ไปออกรบนานแรมปีเช่นนี้ ฝ่าบาททรงเอ่ยถึงเจ้าทุกวัน วันนี้เจ้ากลับมาพร้อมชัยชนะทั้งข้าและพระองค์ก็ขอแสดงความยินดีด้วย” ฮองเฮาทรงแย้มพระสรวลกล่าวแสดงความยินดีด้วยพระสุรเสียงอ่อนโยน ลู่เฟยหลงยิ้มน้อยๆ น้อมรับคำชม
“เสด็จอาพ่ะย่ะค่ะ” เสียงของเด็กน้อยดังเจื้อยแจ้วมาแต่ไกล ลู่เฟยหลงหันไปตามเสียงที่มา พบเห็นเด็กชายตัวน้อยอายุเพียงห้าขวบปีกำลังวิ่งตรงมาทางเขาโดยมีรุ่ยกงกงวิ่งตามมาด้วยความเหนื่อยหอบ
รัชทายาทคว้ามือไปอุ้มร่างเล็กขึ้นมากอดแนบอกอย่างชื่นใจ
หลานชายของเขา ผู้เป็นโอรสของฮ่องเต้กับฮองเฮา ทั้งสองพระองค์มองสอง
อาหลานกอดกันกลมเกลียวด้วยความเอ็นดู ลู่เสวียนแต่เดิมทีก็เป็นเด็กที่ติดเสด็จอาของเขามากอยู่แล้ว ยิ่งเสด็จอาของเขากลับมาจากสงครามเด็กน้อย
ย่อมดีใจเป็นธรรมดา
“ขอทรงโปรดประทานอภัยด้วยพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท คือ...” รุ่ยกงกงกล่าวด้วยความเหนื่อยหอบ ตนเองยืนหอบหายใจเหนื่อยแต่กลับเห็นสีพระพักตร์แย้มพระสรวลอย่างไม่ใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น
ลู่เฟยหลงโอบอุ้มหลานชายด้วยความเอ็นดู เขาเอ็นดูลู่เสวียนมาก เด็กน้อยที่ช่างเจรจาพาทีและยังฉลาดรู้ความ อีกทั้งยังสะท้อนตัวตนของพี่ชายเขาในวัยเยาว์ยิ่งนัก
“ตั้งแต่เจ้าไปออกรบ เสวียนเอ๋อร์ของพวกเราก็ขยันฝึกดาบฝึกกระบี่ทุกวัน ด้วยบ่นว่าคิดถึงเสด็จอายิ่งนัก ร้องเรียกหาแต่เสด็จอาทุกวันเลย” ลู่ฮ่องเต้ทรงกล่าวพลางแย้มพระสรวลอย่างอ่อนโยน เห็นโอรสกับพระอนุชารักใคร่กันเช่นนี้ก็ดีพระทัยยิ่งนัก
“คราวนี้เสด็จอาจะทิ้งเสวียนเอ๋อร์ไปอีกหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” เด็กน้อยถามอย่างไร้เดียงสา พลางมองด้วยสายตาออดอ้อนตามประสาเด็ก
ลู่เฟยหลงลูบหัวหลานชายเบาๆ ด้วยความเอ็นดู
“อากลับมาคราวนี้จะทิ้งเจ้าไปได้อย่างไร อาย่อมต้องกลับมาหาเจ้าสิ”
“เสวียนเอ๋อร์ พ่อแม่อยากคุยกับเสด็จอาของเจ้าสักหน่อย รุ่ยกงกงพาเสวียนเอ๋อร์กลับตำหนักไปก่อนเถิด” ลู่ฮ่องเต้ทรงกล่าวกับรุ่ยกงกงด้วยพระสุรเสียงเคร่งขรึม
รุ่ยกงกงน้อมรับพระบัญชา อุ้มร่างเล็กของลู่เสวียนจากอ้อมแขน
ของลู่เฟยหลงอย่างเบามือก่อนจะพากลับตำหนักไป
“มีความเคลื่อนไหวที่ตำหนักหลันเป่าหรือพ่ะย่ะค่ะ” ลู่เฟยหลงถาม
เสียงเคร่งขรึมเช่นกัน สีพระพักตร์ของฮองเฮากับฮ่องเต้ก็พอบ่งบอกได้ว่าสถานการณ์ในวังเริ่มตึงเครียดเช่นกัน
“ดูเหมือนจะปกติดี แต่พักนี้ตำหนักของซู่ไท่เฟยมีความเคลื่อนไหวที่แปลกพิกลนัก” เซียวฮองเฮาทรงกล่าว
“รอดูท่าทีของลู่อ๋องก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ อย่างไรเขาก็เป็นน้องชายพวกเราเช่นกัน ตราบใดที่ลู่อ๋องยังอยู่ที่นี่ ซู่ไท่เฟยคงไม่คิดทำสิ่งใดผลีผลามแน่” ลู่เฟยหลงกล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เขาเพิ่งกลับมาจากจงโจวจึงไม่อยากมีเรื่องใดให้คิดมากตอนนี้
“นั่นสินะ เอาล่ะๆ เจ้าไปเตรียมตัวเถิด เสด็จแม่ทรงโปรดให้จัดงานฉลองต้อนรับชัยชนะและการกลับมาของเจ้าเชียวนะ ได้ยินว่า...แม่นางเฟิ่งหรั่นก็จะมาร่วมงานนี้ด้วย ลู่อ๋องก็คงไม่พ้นมากับนางเป็นแน่” คำกล่าวของฮ่องเต้ผู้เป็นพี่ชายทำให้ลู่เฟยหลงลึกๆ เจ็บแปลบในใจ เฟิ่งหรั่นสนิทสนมกับลู่อ๋องมาตั้งแต่ยังเด็ก คงไม่แปลกนักหากนางจะไปไหนมาไหนกับอีกฝ่ายตลอดเวลา ดีกว่าเขาที่มักจะเย็นชาและนิ่งขรึม
“งานเลี้ยงนี้ข้าเชิญสตรีมามากมาย เจ้าเองก็อายุสามสิบกว่าแล้ว เห็นควรมีชายาเสียที หากถูกตาต้องใจสตรีนางใดก็บอกมาเถิด ข้าจะจัดการให้” เซียวฮองเฮาเอ่ยอย่างพระทัยดี หากลู่เฟยหลงแต่งงานมีพระชายาเอก ก็คงอยู่ติดวังมากขึ้น คงช่วยราชการฮ่องเต้ได้มากขึ้นเป็นแน่
ลู่เฟยหลงกล่าวตอบอย่างนอบน้อม “ขอบพระทัยพี่สะใภ้ แต่เรื่องนี้
ข้าเองยังไม่ได้คิดเลย หากข้าชอบพอสตรีนางใดไว้ข้าจะมากราบทูลท่าน”
กล่าวจบแล้วลู่เฟยหลงก็เดินออกมาจากตำหนักชิงเทียน ก่อนออกมาไม่ลืมถวายบังคมลาอย่างนอบน้อมแล้วเดินออกมาอย่างผึ่งผายสมชายชาตรี ชายหนุ่มมักเป็นเช่นนี้เสมอ ในชีวิตนี้เขามีสตรีทอดสะพานให้นับไม่ถ้วน แต่ทว่าสายตาของเขากลับไม่มีไว้มองสตรีนางใดนอกจากนางคนนั้น ‘เฟิ่งหรั่น’ นางในดวงใจเพียงคนเดียวที่เขาปรารถนาอยากให้นางมาเคียงคู่
แต่ทว่าโอกาสกลับไม่เป็นเช่นนั้น ในเมื่อสายตาของนางมีเพียงลู่อ๋อง พระอนุชาต่างมารดาเท่านั้น
_____________________________
1พระเชษฐา เป็นคำราชาศัพท์หมายถึงพี่ชาย
2พระอนุชา เป็นคำราชาศัพท์หมายถึงน้องชาย
เฟิ่งหรั่นเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าวันนี้ร้านเครื่องประดับ กำลังจะนำเครื่องประดับชิ้นใหม่มาวางขายที่ร้าน ด้วยเพราะร้านเครื่องประดับนี้ขายสินค้าแต่เฉพาะสตรีชั้นสูงและเชื้อพระวงศ์เท่านั้น เครื่องประดับมีค่าจำนวนมากย่อมเป็นที่สนใจของสตรีชั้นสูง หญิงสาวจึงชวนเฟิ่งอี้และจิงเจียวออกมาซื้อเครื่องประดับด้วยกัน
ตลาดใหญ่ในเมืองหลวงครึกครื้นเป็นพิเศษ เนื่องจากการกลับมาของลู่เฟยหลงพร้อมกับชัยชนะเหนือจงโจว เหล่าสตรีชั้นสูงซึ่งเป็นบรรดาบุตรีของขุนนางทั้งหลายต่างก็ออกมาเที่ยวเล่นในเมือง ด้วยเพราะพวกนางสืบทราบมาว่าองค์รัชทายาทลู่เฟยหลงมักชอบออกมาดื่มสุรากับทหารองครักษ์คนสนิทที่หอสุราเป็นประจำ
เฟิ่งหรั่นเดินเลือกซื้อเครื่องประดับมาใหม่จากหลากหลายร้านที่มาเปิดใหม่ แต่ทว่าก็ไม่มีร้านใดที่ถูกใจนางเท่าร้านใหญ่ในเมืองหลวงอีกแล้ว
หญิงสาวเดินเลือกเครื่องประดับในร้านใหญ่ไปเรื่อยๆ จนเจอปิ่น
หยกที่ถูกใจ ปิ่นหยกนี้ประดับด้วยไข่มุกราตรีงดงามยิ่งนัก เฟิ่งหรั่นหยิบปิ่นหยกสีเขียวเพียงหนึ่งเดียวในร้านขึ้นมาเชยชม เช่นเดียวกับเฟิ่งอี้เดินเข้ามาหาพี่สาวชื่นชมความงดงามของปิ่นหยกหายากชนิดนี้
“งามจังเลยเจ้าค่ะพี่หญิง ข้าไม่เคยเห็นปิ่นหยกที่ใดงดงามมากจริงๆ” เฟิ่งอี้หมายจะเอื้อมมือเข้าไปสัมผัส แต่ทว่าเสียงของเจ้าของร้านทำให้เฟิ่งหรั่นต้องวางปิ่นนั้นลงที่เดิม เฟิ่งอี้ชักสีหน้าไม่พอใจเล็กน้อย
“แม่นางผู้นี้ท่านช่างตาถึงยิ่งนัก ปิ่นนี้เป็นปิ่นที่งดงามมาก นำเข้ามาจากดินแดนมองโกล สั่งทำพิเศษจากช่างที่มีชื่อเสียงของมองโกลเชียวนะขอรับ” ชายชราเจ้าของร้านพูดด้วยน้ำเสียงเชิญชวน
“พี่หญิง เราซื้อกันดีหรือไม่เจ้าคะ ปิ่นนี้งดงามมากหากท่านใส่ไปร่วมงานเลี้ยงคืนนี้ ท่านจะต้องงดงามสะดุดตามากแน่ๆ เจ้าค่ะ” เฟิ่งอี้กล่าวด้วยน้ำเสียงชื่นชม นางอดเสียดายปิ่นปักผมอันงดงามนั้นไม่ได้จริงๆ
“ไม่เหมาะสมนัก ปิ่นนี้เชื้อพระวงศ์ในวังต่างใช้กัน เราเป็นแค่บุตรสาวขุนนาง จะใส่ของที่มีค่ามากกว่าฮองเฮากับไทเฮาได้อย่างไร งานคืนนี้ไทเฮา ไท่เฟยและฮองเฮาต่างเสด็จมาร่วมด้วย อย่าทำให้พระองค์ไม่พอพระทัย” เฟิ่งหรั่นกล่าวเตือนสติผู้เป็นน้องสาว เฟิ่งอี้ยังเด็กนัก นางยังไม่รู้จักดีว่าสิ่งใดควรสิ่งใดไม่ควร
“ท่านอ๋องเก้า” เฟิ่งอี้กล่าวเสียงอ่อนพร้อมรอยยิ้มหวาน เมื่อเห็น
รอยยิ้มของลู่อ๋องที่ยิ้มตอบนาง นางย่อกายคำนับอย่างนอบน้อมพร้อมผู้เป็นพี่สาวและจิงเจียว
“ถวายพระพรเพคะท่านอ๋อง” เฟิ่งหรั่นเอ่ยเสียงหวาน ใบหน้างดงามเงยขึ้นมาเล็กน้อยสบกับสายตาคมปลาบของอ๋องหนุ่มเบื้องหน้านาง
หัวใจของนางพลันเต้นระรัวทุกครั้งที่ได้สบตากับนัยน์ตาคมปลาบคู่นี้ รูปโฉมอันหล่อเหลาของลู่อ๋องทำให้สตรีครึ่งค่อนเมืองไม่น้อย ปรารถนาที่จะเป็นพระชายาเคียงกาย แต่ว่ายามเขายืนเคียงข้างองค์รัชทายาทลู่เฟยหลง ความโดดเด่นของลู่เฟยหลงกลับมีมากกว่ายิ่งนัก
“เถ้าแก่ ข้าซื้อปิ่นนี้” ลู่อ๋องวางถุงเงินไว้เบื้องหน้า ก่อนจะหยิบปิ่นหยกเมื่อสักครู่ที่เฟิ่งหรั่นหยิบขึ้นมา พอดีกับสายตาของลู่เฟยหลงที่เห็นเข้า เดิมทีเขาตั้งใจมาร้านนี้เพื่อหาซื้อปิ่นหยกที่งดงามที่สุดให้กับเฟิ่งหรั่น แต่สุดท้ายกลายเป็นลู่อ๋องที่ตัดหน้าเขาไปอย่างน่าเสียดาย
รองแม่ทัพองครักษ์ซ่งเข้าใจความนัยจากสายพระเนตรขององค์รัชทายาทดี แต่เพลานี้ทุกคนต่างรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของเฟิ่งหรั่นและลู่อ๋องดีว่าเป็นอย่างไร ทุกคนต่างเล่าลือกันว่านางคือสตรีในดวงใจของลู่อ๋องและอาจกลายเป็นว่าที่พระชายาเอกในอีกไม่นานนี้ คิดแล้วเห็นใจองค์รัชทายาทยิ่งนัก เฝ้ามองนางมาเนิ่นนานแต่กลับไม่มีโอกาสได้เข้าใกล้นับตั้งแต่กลับมาจากจงโจว
“ถวายพระพรองค์รัชทายาท” สายตาของเฟิ่งหรั่นที่เหลือบมองเห็นลู่เฟยหลง นางหลุบสายตาลงแล้วย่อกายคำนับอย่างนอบน้อม ชายหนุ่มปรับสีหน้าให้เคร่งขรึมดังเดิม กำปิ่นเงินที่หมายอยากมอบให้นางเอาไว้ด้านหลังตนเอง
“ไม่ต้องมากพิธี...” ชายหนุ่มกล่าวสั้นๆ เนื่องจากเขาแต่งกายออกมาอย่างเรียบง่าย จึงไม่มีใครสังเกตเห็นเขา เช่นเดียวกับลู่อ๋องที่ไม่ชอบความวุ่นวาย
“ไม่ทราบว่าเสด็จพี่จะทรงมา ข้าจะได้ชวนท่าน”ลู่อ๋องกล่าวอย่างมี
น้ำใจ แต่ลู่เฟยหลงกลับรู้สึกว่าถ้อยคำนั้นแฝงไปด้วยความเหยียดหยัน แต่ชายหนุ่มหาได้ใส่ใจคำกล่าวของลู่อ๋องนัก
“ข้าเพียงแวะผ่านมา ขอตัวก่อน” ลู่เฟยหลงกล่าวด้วยสีพระพักตร์เรียบเฉย ก่อนจะได้ยินเสียงของลู่อ๋องสนทนากับนางในดวงใจ
“จริงสิ หรั่นหรั่น ข้าได้ยินว่าคืนนี้เจ้าตั้งใจรำต้อนรับการกลับมาของเสด็จพี่ ข้าอดชมเจ้าในชุดร่ายรำไม่ได้นัก” ลู่อ๋องเอ่ยเสียงหวาน เขาหยิบปิ่นขึ้นมาก่อนจะบรรจงปักที่มวยผมของนาง จิงเจียวยิ้มยินดีกับภาพที่เห็น
เฟิ่งหรั่นยิ้มด้วยความเขินอาย “ขอบพระทัยเพคะท่านอ๋อง...”
หัวใจของลู่เฟยหลงพลันหล่นลงไปที่ตาตุ่ม ลู่อ๋องปักปิ่นให้นางก็เท่ากับประกาศให้รู้กันว่าน้องชายต่างมารดานั้นจองนางเอาไว้ แต่รอยยิ้มอันยินดีของนางช่างเจ็บปวดใจของเขายิ่งนัก ชายหนุ่มเดินหันหลังกลับมาโดยไม่หันกลับไปมองรอยยิ้มนั้นอีกเลย รอยยิ้มที่เขาปรารถนาอยากเป็นเจ้าของเพียงคนเดียว แต่คงไม่มีวันได้มาครอบครอง
เฟิ่งอี้กับเฟิ่งหรั่นเดินทางกลับมาถึงจวนในเพลาไม่นาน ความงดงามของปิ่นหยกที่ปักบนมวยผมของบุตรสาวคนโต ทำให้เฟิ่งฮูหยินยิ้มจนแก้มปริมองปิ่นปักผมที่ปักอยู่บนศีรษะของบุตรสาวอย่างชื่นชม ปิ่นปักผมนี้งดงามสะดุดตายิ่งนัก
ยิ่งได้ทราบว่าลู่อ๋องซื้อให้กับนางหัวใจของผู้เป็นมารดาก็ยิ่งปลื้มปริ่ม ลู่อ๋องเป็นบุรุษที่งดงามหล่อเหลา อีกทั้งยังมากด้วยความสามารถไม่แพ้ลู่เฟยหลงผู้เป็นรัชทายาทเลยสักนิด หากลู่อ๋องมีวาสนาเกิดเป็นโอรสของไทเฮาเกรงว่าตำแหน่งรัชทายาทคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
“ท่านอ๋องทรงประทานปิ่นปักผมให้พี่หญิงเช่นนี้ ข้าล่ะนึกอิจฉาพี่หญิงไม่ได้จริงๆ” เสียงของบุตรีอนุภรรยาคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมาระหว่างที่เฟิ่งอี้
กำลังเดินทางกลับเรือนของตนด้วยความรู้สึกบางอย่าง
‘เฟิ่งเจาหรง’ บุตรีของอนุภรรยาลำดับที่หนึ่งเอ่ยขึ้นมาลอยๆ ขณะที่กำลังโบกพัดไปมาด้วยท่าทีอ่อนช้อยปนเยาะเย้ย
เฟิ่งอี้ชะงักฝีเท้าหันไปมองเฟิ่งเจาหรงด้วยความไม่พอใจ
“ทำไมมองข้าเช่นนั้นเล่าน้องเล็ก?” เฟิ่งเจาหรงแสร้งขมวดคิ้วมองอย่างสงสัย นางรู้ดีว่าในใจของเฟิ่งอี้คงกำลังโหมกระหน่ำด้วยไฟโทสะเป็นแน่ หากปลุกปั่นให้นางเกิดโทสะขึ้นมา ดีไม่ดีคนที่จะได้ไปร่วมงานเลี้ยงค่ำคืนนี้แทนอาจจะเป็นนางก็ได้ นางอยากมีวาสนาเข้าวังหลวงแบบเฟิ่งหรั่นและเฟิ่งอี้ที่เป็นบุตรีของฮูหยินใหญ่บ้าง
เฟิ่งอี้ยกยิ้ม “แล้ววาจาของพี่หญิงรองเล่า ปากหวานก้นเปรี้ยวเสียขนาดนี้ ไม่แปลกใจนักที่มารดาเป็นได้แค่อนุ ส่วนตัวเอง...”
หล่อนแสร้งยกยิ้มแล้วมองอีกฝ่ายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าอย่างดูหมิ่นดูแคลนด้วยสายตาเหยียดหยาม
“เจ้าว่าข้าหรือ?” ท่าทีที่เต็มไปด้วยโทสะของเฟิ่งเจาหรงทำให้เฟิ่งอี้สะใจยิ่งนัก นางเดินเข้ามาหมายจะจัดการสั่งสอนน้องสาวต่างมารดา ต่อให้เป็นบุตรีของฮูหยินใหญ่ อย่าคิดว่านางจะกลัวง่ายๆ
“มารดาก็ไพร่ ข้าไม่แปลกใจนักพี่หญิงรองถึงได้มีกิริยาเยี่ยงบ่าวไพร่ในจวน วันๆ เอาแต่เดินไปทั่วจวนอย่างไม่มีจุดหมาย ทำตนเช่นนี้วาสนาก็คงมีได้แค่นี้ล่ะ ดีไม่ดีก็คงอยู่คนเดียวในจวนจนร้างตาย!” วาจาอันเฉียบคมของเฟิ่งอี้เสียดแทงทะลุหัวใจของคนฟังยิ่งนัก เฟิ่งเจาหรงยืนกำหมัดตัวสั่นเทิ้ม
ด้วยความโกรธ หากทำให้เฟิ่งอี้โกรธขึ้นมาเกรงว่ามารดาคงถูกฮูหยินใหญ่รังแกอีกเป็นแน่
เฟิ่งอี้ยกยิ้ม เฟิ่งเจาหรงก็แค่ดีแต่ปากเท่านั้น ไม่มีวันเอาชนะใครเขาได้หรอก “เก่งแต่ปากแบบนี้ และปากดีนินทาใครต่อใครไปทั่ว ระวังเถิดจะตายก่อนอายุขัย!”
ได้ต่อว่าเฟิ่งเจาหรงก็ราวกับระบายโทสะในใจออกไปจนหมด ความร้อนรุ่มในใจดั่งไฟสุมทรวงทำให้นางโกรธจนแทบคลั่ง ในเมื่อเฟิ่งเจาหรงคิดมาหาเรื่องนางก็รองรับโทสะของนางหน่อยเถิด!
เฟิ่งหรั่นนั่งเลือกอาภรณ์สำหรับการแสดงร่ายรำในคืนนี้ คืนนี้เป็นการเลี้ยงฉลองได้รับชัยชนะของแคว้นเหลียวเหนือจงโจว เหตุใดนางต้องคิดถึงสายตาของลู่เฟยหลงยามมองนางที่ร้านเครื่องประดับด้วยนะ สายตาที่เห็นนางได้รับปิ่นจากลู่อ๋องราวกับแฝงด้วยความน้อยใจและประกายโทสะ เหตุใดกัน...
หญิงสาวคิดไม่ตก นางพยายายามหาเหตุผลให้กับตนเอง แต่ก็คิดไม่ตกว่าเป็นเพราะเหตุใด แม้นางกับลู่เฟยหลงจะเคยพบเจอกันตั้งแต่เยาว์วัย แต่ด้วยอายุที่ห่างกันค่อนข้างมาก เขาอายุมากกว่านางถึงเจ็ดปี ในขณะที่ลู่อ๋องอายุห่างจากนางไม่มากนัก ทำให้นางกับเขาสนิทสนมกันอย่างรวดเร็วและนิสัยของไท่เฟยที่ทรงเป็นมิตร ไม่ยากนักหากนางจะสนิทสนมกับลู่อ๋องได้อย่างรวดเร็ว
สายตายามที่ลู่อ๋องและลู่เฟยหลงมองนางนั้น ทำให้นางรู้สึกแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เป็นเพราะอะไรกัน?
“ท่านคิดอะไรอยู่หรือเจ้าคะคุณหนู” จิงเจียวที่จับสังเกตท่าทีของผู้เป็นนายเอ่ย ขณะที่นางกำลังหวีผมให้อีกฝ่ายอย่างเบามือ คุณหนูของนางไม่
เคยเป็นเช่นนี้มาก่อนเลย
เฟิ่งหรั่นได้สติ “ข้าแค่คิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยน่ะ อย่าใส่ใจเลย”
จิงเจียวขมวดคิ้ว “ท่านกำลังโกหกข้าอยู่นะเจ้าคะ”
เวลาที่เฟิ่งหรั่นมีเรื่องอะไรภายในใจ นางมักจะไม่บอกกล่าวให้ใครทราบ แต่กับจิงเจียวที่รับใช้นางมานานมีหรือจะคาดเดาท่าทีไม่ออกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดสิ่งใดอยู่ หากอีกฝ่ายมีเรื่องไม่สบายใจอันใดนางก็ไม่อยากให้ขบคิดเก็บปัญหาเอาไว้คนเดียว หากภายภาคหน้าเฟิ่งหรั่นได้เป็นพระชายาท่านอ๋อง การทำเช่นนี้อาจทำให้ความสัมพันธ์สามีภรรยาห่างเหินได้
เฟิ่งหรั่นแสร้งโมโหใส่
“เจ้าจะมารู้ดีกว่าข้าได้อย่างไรจิงเจียว...”
จิงเจียวถอนหายใจ หากอีกฝ่ายไม่อยากบอกนางก็จะไม่เซ้าซี้ถาม
“เจ้าค่ะ ท่านไม่มีก็ไม่มี แต่หากมีเรื่องใดข้าก็พร้อมรับฟังและเป็นเพื่อนคู่คิดให้กับท่านเสมอนะเจ้าคะ”
เมื่อได้ฟังเช่นนี้ ภาระในจิตใจของเฟิ่งหรั่นยิ่งรู้สึกหนักอึ้งอยากระบายยิ่งนัก นางถามบ่าวคนสนิท
“เมื่อตอนที่อยู่ร้านเครื่องประดับ ข้ารู้สึกว่าสายตาขององค์รัช
ทายาทมองข้าแปลกๆ นะ เจ้าสังเกตหรือไม่” นางถามจิงเจียว จิงเจียวทำท่าทางขบคิด พยายามนึกถึงเหตุการณ์ที่ร้านเครื่องประดับ
“แปลกอยู่นะเจ้าคะ แต่การกระทำของท่านอ๋องเก้านั้นแปลกยิ่ง
กว่า ทรงปักปิ่นให้คุณหนูเช่นนี้ แสดงว่าอีกไม่นานก็คงมีข่าวดีตามมา” จิงเจียวเอ่ยพลางอมยิ้มน้อยๆ การกระทำของลู่อ๋องในวันนี้ค่อนข้างชัดเจนยิ่ง
นัก แม้จะไม่ได้เอ่ยออกมาเป็นคำพูดก็ตาม
“ข้าไม่อยากคิดเรื่องพวกนี้ มีสตรีมากมายที่เหมาะสมกับท่านอ๋อง เจ้าอย่าพูดไร้สาระเลย มาช่วยข้าแต่งตัวดีกว่า” นางเบี่ยงประเด็นทันที หญิงสาวมองตนเองในกระจกทองเหลือง จะเป็นอย่างที่นางรู้สึกหรือไม่นะ...
ลู่เฟยหลงกลับมาถึงตำหนักบูรพา เขานั่งอยู่ที่ศาลาริมสระในอุทยานตำหนักบูรพาอย่างเงียบๆ ฝ่ามือหนึ่งหยิบปิ่นเงินอันงดงามที่ซื้อมาจากร้านเครื่องประดับขึ้นมาควงเบาๆ ความรู้สึกในใจต่อผู้ที่เขาอยากมอบปิ่นนี้ให้มีมากเกินกว่าคำบรรยายใดๆ ความรู้สึกทั้งหมดถูกถ่ายทอดลงบนปิ่นนี้ สายตาคมปลาบทอดมองไปยังสระบัวเบื้องหน้า ยามนี้ใกล้ยามสุริยะจะลับขอบฟ้าแล้ว
ซ่งหลานซึ่งเป็นองครักษ์คนสนิท บัดนี้เขายืนอยู่ข้างๆ พระวรกายของผู้เป็นองค์รัชทายาท ท่าทีนิ่งสงบต่างจากท่าทีนิ่งขรึมดุดัน ทว่าบัดนี้กลับแผ่รัศมีของความอ่อนโยนออกมายามจ้องปิ่นปักผมสีเงินนั้น รองแม่ทัพหนุ่มได้แต่ถอนหายใจ ลู่เฟยหลงหลงรักเฟิ่งหรั่นมานานแต่กลับไม่มีโอกาสได้บอกความรู้สึกกับนาง ยิ่งภาพเมื่อตอนกลางวันได้เห็นอนุชาต่างมารดาปักปิ่นให้นางแสดงออกอย่างชัดเจน ย่อมตอกย้ำความรู้สึกในใจของลู่เฟยหลงให้เจ็บแปลบยิ่งนัก
“รัชทายาท จะได้เวลางานเลี้ยงเริ่มแล้วนะพ่ะย่ะค่ะ” รองแม่ทัพซ่ง
เตือนเบาๆ งานเลี้ยงฉลองต้อนรับนี้เป็นพระเสาวนีย์ของไทเฮาที่ต้องการ
ต้อนรับพระโอรสองค์เล็กกลับมาหลังจากได้รับชัยชนะจากจงโจว แม้ว่าลู่เฟยหลงจะไม่ต้องการให้จัดงานแบบนี้อย่างสิ้นเปลือง แต่ในใจเขาก็อดไม่ได้ที่จะชื่นชมการแสดงของนางเพื่อเขา
แม้จะไม่ได้เป็นความต้องการของนาง แต่เขาก็ดีใจยิ่งนักที่จะได้เห็นนางร่ายรำในวันสำคัญของเขาเช่นนี้
ลู่อ๋องเดินทางออกจากวังของตนเองมุ่งหน้าสู่พระราชวังหลวง แม้ในใจเขาจะไม่ยินดีกับชัยชนะของลู่เฟยหลง แต่ก็อดปฏิเสธไม่ได้จริงๆ ว่าเขาต้องการเห็นสีหน้าอันสิ้นหวังยามเห็นสตรีที่อีกฝ่ายหมายปองสนิทสนมกับตนเอง สายตาของลู่อ๋องปราดมองเพียงครู่หนึ่งตั้งแต่ที่ร้านเครื่องประดับก็รู้แล้วว่าพี่ชายต่างมารดานั้นคิดเช่นไรกับเฟิ่งหรั่น
แม้ว่าเฟิ่งหรั่นจะมีความงามเป็นหนึ่งในแผ่นดินแคว้นเหลียว แต่ก็อดปฏิเสธไม่ได้ว่าเขานั้นถูกใจนาง แต่หาใช่หน้าตาที่งดงามของนางไม่ แต่เป็นฐานอำนาจของครอบครัวนางที่จะหนุนนำเขาในอนาคต ลู่เฟยหลงต้องออกรบบ่อยๆ ไม่มีเวลาสนใจงานราชกิจในเมืองหลวงมากนัก จึงมีเพียงเขาและใต้เท้าเฟิ่งเท่านั้นที่คอยออกช่วยว่าราชการอยู่บ่อยๆ ข้างพระวรกายของฝ่าบาท
คนอย่างลู่อ๋องมีสตรีไม่ขาดกาย แต่ทว่ากลับไม่มีสตรีนางใดที่จะเป็น
ฐานอำนาจหนุนหลังให้เขากลายเป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่ได้เลย ยกเว้นเฟิ่งหรั่นที่สามารถใช้อำนาจของตระกูลบิดาซึ่งเป็นอัครมหาเสนาบดีและกุนซือคนสำคัญเป็นฐานอำนาจส่งเสริมเขาได้ พระมารดาของเขาซู่ไท่เฟยก็คงต้องการเช่นนี้เหมือนกัน
ลู่เฟยหลงชอบนางแล้วอย่างไร...นางงดงามแล้วอย่างไร สำหรับเขาฐานอำนาจในการหนุนหลังนั้นสำคัญที่สุด อย่างไรก็ต้องหาทางแต่งงานกับเฟิ่งหรั่นให้ได้ แล้วค่อยๆ หาทางควบรวมตระกูลของนางเป็นหนึ่งเดียวกับเขาเพื่อชิงราชบัลลังก์
ลู่อ๋องหรืออ๋องเก้าเดินทางมาถึงในวังหลวงก่อนเริ่มงานไม่กี่ชั่วยาม เขามุ่งตรงไปที่ตำหนักของซู่ไท่เฟยซึ่งเป็นพระมารดาของตน แม้จะมีตำแหน่งเป็นถึงไท่เฟย ในราชสำนักฝ่ายในซู่ไท่เฟยเป็นรองเพียงไทเฮาเท่านั้น แต่กลับไม่มีอำนาจใดสามารถเกลี้ยกล่อมให้เซียวฮองเฮากลายมาเป็นพรรคพวกฝ่ายตนเองได้เลย
“เสด็จแม่” ลู่อ๋องประสานมือก้มศีรษะคำนับมารดาอย่างนอบน้อม มีเพียงมารดาของเขาเท่านั้นที่เขาทำเช่นนี้ นอกนั้นไม่มีสิทธิ์ได้รับความจริงใจหรือความเคารพจากเขาแม้แต่น้อย
ซู่ไท่เฟยคลี่ยิ้มให้กับบุตรชาย พระนางทรงทราบเรื่องที่ลู่อ๋องปักปิ่นให้กับเฟิ่งหรั่นที่ร้านเครื่องประดับนั้นแล้ว หลังจากนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลับถูกลือลั่นไปในเพลาไม่กี่ชั่วยามว่าเฟิ่งหรั่นนั้น อาจกลายเป็นพระชายาเอกในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งพระนางต้องการให้เป็นเช่นนั้น
“แม่ได้ยินเรื่องที่เจ้าปักปิ่นให้ธิดาใต้เท้าเฟิ่งแล้ว รวดเร็วเสียจริงนะ” ซู่ไท่เฟยยกยิ้มมุมปากหนึ่งข้างเช่นเดียวกับลู่อ๋อง
“ขอเพียงให้ได้แต่งงานกับนางก่อน ค่อยหาทางควบรวมตระกูลของนางให้มาสนับสนุนเรา” ลู่อ๋องเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มแฝงด้วยเลศนัยบนพระ
พักตร์หล่อเหลา รอยยิ้มที่ยากจะคาดเดา