ตอนที่ได้พบรักกับสามีนางก็ประหลาดใจกับเรื่องนี้เช่นกัน สกุลกู้นั้นแตกต่างจากครอบครัวอื่นในเมือง ด้วยกฎที่ว่าบุตรคนโตไม่ว่าหญิงหรือชายจะต้องเป็นผู้นำตระกูลรุ่นต่อไป ส่วนน้อง ๆ ก็จะคอยเป็นผู้ช่วยหลังจากนั้น
ด้วยความที่แคว้นอ้ายยังไม่ได้เปิดรับกับเรื่องนี้พวกนางจึงถูกต่อต้านอยู่บ่อย ๆ นางเคยขึ้นเรือสำเภาไปกับสามีทำให้ได้เห็นโลกกว้าง และได้รู้ว่าบ้านเกิดของตนนั้นยังมีจุดบกพร่องอยู่มาก ถึงอย่างนั้นกำลังของคนไม่กี่คนไม่อาจพลิกผันสิ่งที่เชื่อ และทำตามกันมาอย่างเนิ่นนานได้
ฉู่หลานได้แต่ภาวนาให้บุตรสาวทั้งสองได้พบคู่ครองที่จริงใจ และไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ ที่ผ่านมาเจอแต่คนเห็นแก่ตัวเพียงเพราะอยากอาศัยตำแหน่งในตระกูลของพวกนางกันทั้งนั้น ทำเอามารดาอย่างนางทั้งปวดหัวปวดใจไม่น้อยเลย
“ท่านพี่ไม่ถูกใจกับว่าที่คู่หมั้นอีกแล้วหรือเจ้าคะ”
นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่กู้หรูอันได้ยินเลย นางได้ยินมาจนเบื่อจนแทบแค้นใจด้วยซ้ำ
พี่สาววางมือบนศีรษะของผู้เป็นน้องแล้วลูบเบา ๆ ด้วยความเอ็นดู ยิ้มให้น้องสาวคลายกังวล เพราะนางหน้าหงอยลงทันทีที่ได้ยินเรื่องนี้
ท่านพี่ของนางไม่ใช่คนนิสัยเลวร้าย หน้าตาก็ไม่ได้แพ้ใคร เหตุใดจึงถูกมองข้ามอยู่เรื่อย การดูตัวทั้งสามครั้งที่ผ่านมาล้วนล้มเหลว ก่อนหน้านี้ที่เคยมีคู่หมั้น อีกฝ่ายก็ถอนหมั้นไปก่อนตั้งแต่พี่สาวของนางพึ่งปักปิ่น เหตุผลก็แค่พวกเขาไม่อยากให้สตรีมีอำนาจมากกว่า
“พี่ชินแล้ว ไม่เป็นไรหรอก”
“ข้าไม่ชอบเลยเจ้าค่ะ ท่านพี่ของข้าทำไมถึงได้ถูกเมินอยู่เรื่อย แต่ไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ ต้องมีคนที่เหมาะสมกับท่านอยู่แน่นอน!”
ถ้าไม่มีใครมองเห็นตัวตนของท่านพี่จริง ๆ ข้าจะดูแลนางในบั้นปลายเอง!
กู้หรูอันคิดในใจอย่างมุ่งมั่น ถึงร่างกายของนางจะอ่อนแอ แต่หัวใจของนางแข็งแกร่งมาก ใครจะมาแตะต้องท่านพี่คนดีของนางไม่ได้ทั้งนั้น
เมื่อไถ่ถามกับมารดาเสร็จแล้วกู้หลินฟางก็ให้สาวใช้นำของว่างกับน้ำชามาที่เรือนนอนของตนเอง นี่เป็นช่วงเวลาที่น้องสาวของนางชอบมากที่สุด เมื่อก่อนทำอย่างนี้ได้บ่อย ๆ แต่พอนางเริ่มแบ่งหน้าที่ของผู้นำตระกูลมารับผิดชอบก็ใช้เวลากับน้องสาวได้น้อยลง
“ท่านพี่ลองหาบุรุษจากเมืองอื่นดีไหมเจ้าคะ”
คนกำลังดื่มชาสำลักพรวด หันมองน้องสาวพลางกะพริบตาปริบ ๆ เพราะนางก็คิดเรื่องเดียวกันนี้อยู่พอดี
แต่กู้หลินฟางไม่ถึงกับคิดว่ามันไร้หนทาง การเป็นสตรีไม่มีผลต่อการเป็นผู้สืบทอดของนาง
“อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ เอาไว้ถ้าข้าไม่มีผู้สืบทอดก็จะยกให้ลูกเจ้าแล้วกัน”
คุณหนูเล็กสกุลกู้คว่ำปาก “ไม่เอาเจ้าค่ะ ท่านพี่อย่าพึ่งหมดหวังนะ”
“ไม่อยากได้ขนาดนั้นเลยหรือ?” นางเอียงศีรษะด้วยความประหลาดใจ
“ข้าไม่เก่งคำนวณเหมือนท่านพี่นี่เจ้าคะ” กู้หรูอันรู้เลยว่าถ้ากิจการของตระกูลมาอยู่ในมือนางต้องล้มละลายภายในสามวันแน่นอน
“แต่ความคิดแปลกใหม่ของเจ้าก็ช่วยเราไว้หลายครั้งนี่นา”
กู้หรูอันแก้มแดงปลั่งด้วยความเขินอาย นางยินดีที่ถูกพี่สาวชม ทั้งคู่ใช้เวลาช่วงเย็นเล่นด้วยกันเหมือนย้อนกลับไปสมัยเด็ก
เมื่อเติบโตขึ้นงานของตระกูลก็เริ่มส่งต่อมาให้นางทีละเล็กทีละน้อย เลิกงานเจรจากับคู่ค้าก็เป็นหนึ่งในนั้น
กู้หลินฟางพาสาวใช้ออกจากบ้านไปที่สำนักคุ้มภัยประจำเมืองทันทีหลังมื้อเช้า
การเดินทางระหว่างดินแดน หรือระหว่างเมืองเป็นระยะทางไกลนั้นปกติมากสำหรับแผ่นดินใหญ่ที่นางอาศัยอยู่ อาชีพยอดนิยมที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพ่อค้าถ้าไม่ใช่คนคุ้มกันก็เป็นทหารรับจ้าง อย่างน้อยก็ต้องมีสองอาชีพนี้ติดมาด้วยแน่นอนยามเอ่ยถึง
การเจรจาเรื่องเปิดเส้นทางใหม่ไม่ได้เป็นจุดมุ่งหมายเดียวของการเดินทางครั้งนี้ นางต้องนำตัวอย่างสินค้าใหม่ไปให้คนร่วมลงทุนดูด้วย แล้วก็ต้องเผชิญคำดูถูกเหยียดหยามอีกนับครั้งไม่ถ้วนเช่นกัน ถึงคนพวกนั้นจะเกรงใจบิดาของนาง แต่ไม่ได้เกรงใจนาง การจะหาคู่ค้าใหม่ก็ต้องเผชิญกับเรื่องเช่นนี้
“คุณหนูเจ้าคะ เดินทางครั้งนี้ให้พวกบ่าวไปด้วยหรือไม่เจ้าคะ”
ปกติแล้วถ้าระยะทางไกลมากนางจะพาสาวใช้ไปด้วยทั้งสองคน แต่หากไปไม่กี่วันนางจะพาไปแค่คนเดียว
กู้หลินฟางใคร่ครวญดูแล้วครั้งนี้นางอาจต้องเปลี่ยนวิธีจัดการสักหน่อย
“พวกเจ้าอยากไปด้วยกันไหมล่ะ”
การร้องขอสิ่งใดกับเจ้านายเป็นไปได้ยาก ต่อให้เจ้านายถามอย่างนี้ก็ยังพูดออกมาได้ลำบาก ทั้งสองอึกอักอยู่นานกู้หลินฟางจึงเลือกให้เอง
“ไปทั้งคู่เลยก็แล้วกัน”
“ขะ…ขอบคุณเจ้าค่ะคุณหนู!”
ปกติสาวบ่าวชายหรือสาวใช้จะไม่มีทางได้ออกไปไหนหากไม่ใช่การติดตามเจ้านาย แล้วเจ้านายส่วนใหญ่ก็ใช่ว่าจะมีงานที่ต้องเดินทาง การที่พวกนางได้เปิดหูเปิดตาต้องบอกว่าเป็นเพราะตระกูลกู้โดยแท้ เสี่ยวจูกับเสี่ยวลี่จึงคอยรับใช้อย่างภักดีเรื่อยมา
การมาเยือนหอคุ้มภัยมักจะคุ้นเคยกับเสียงดังตั้งแต่ยืนอยู่หน้าประตู พวกเขาโบกมือแล้วโวยวายกันเป็นเรื่องปกติ เพราะมีโต๊ะนั่งให้กินดื่มเล็ก ๆ น้อย ๆ สำหรับคนที่มารอรับงาน แต่พวกเขาไม่ใช่ร้านขายสุรา อย่างมากก็ยอมให้แค่คนละจอกพอชุ่มคอ เพราะถ้าสมาชิกหออาละวาดขึ้นมาหัวหน้าหอก็คงปวดหัวหนักแน่
กู้หลินฟางเปิดประตูเข้าไปอย่างคุ้นเคย นางมาจ้างวานที่นี่บ่อยแล้ว ส่วนกลุ่มที่ได้รับการว่าจ้างก็เปลี่ยนไปตามจังหวะและเวลา นางเดินไปที่โต๊ะตัวยาวของแผนกจัดสรรงาน
“ไปเมืองอู่ ทำสัญญาสองเที่ยว”
“ต้องการคนจำนวนมากไหมเจ้าคะ”
“รถม้าสามคัน”
“ถ้าอย่างนั้นแนะนำเป็นกลุ่มคุ้มภัยที่มีสิบคนเป็นอย่างน้อยเจ้าค่ะ ถึงระยะทางไปเมืองอู่จะไม่ได้ยาวมาก
ใช้เวลาไม่เกินสามวันก็ถึง แต่ระหว่างทางมีการพบเห็นสัตว์อสูรอยู่บ่อยครั้ง”
“ตอนนี้มีกลุ่มที่เหมาะสมหรือเปล่า”
“ตอนนี้ที่อยู่ที่นี่มีกลุ่มสิบคนขึ้นไปอยู่สองกลุ่ม
แต่อีกกลุ่มนั้นมีคนมาก ไม่แนะนำสำหรับการคุ้มกันรถม้าสามคันเจ้าค่ะ” หมายความได้ว่า อีกกลุ่มหนึ่งนั้นหากเป็นการคุ้มกันของคาราวานจะเหมาะกว่า
“เอาอีกกลุ่มก็แล้วกัน”
“ราคาเริ่มต้นสิบเหรียญทองเจ้าค่ะ”
ด้วยจำนวนคนและเวลาเดินทางถือว่ากำลังพอดี เป็นราคาที่นางยอมรับได้
“ตกลงตามนั้น”
คุณหนูกู้ต้องทำสัญญาสองฉบับของขาไปขากลับแยกกัน รวมถึงระบุวันเวลาไปกลับที่ชัดเจนเพื่อไม่ให้คนคุ้มภัยเสียโอกาสในการรับงานอื่น กรณีเช่นนี้ต้องจ่ายเงินมัดจำล่วงหน้าของสัญญาฉบับที่สองไว้ก่อนครึ่งหนึ่ง เสมือนเป็นการจองตัวในภารกิจไว้ก่อน หากนางไม่กลับตามวันที่กำหนดเงินมัดจำจะเป็นของหอ และกลุ่มคนที่จองตัวไว้ทันที
กู้หลินฟางทำสัญญาและวางเงื่อนไขเรียบร้อย แต่นี่ก็ยังไม่เสร็จเสียทีเดียว ต้องรอให้กลุ่มคุ้มภัยกลุ่มนั้นตอบรับด้วย หญิงสาวจากโต๊ะแผนกจัดสรรงานเดินออกมาแล้วตรงไปที่โต๊ะมุมร้าน
คุณหนูใหญ่สกุลกู้มองตามไปด้วยความสนใจ อยากรู้ว่าใครจะมาเป็นคนคุ้มกันชั่วคราวของตัวเอง
แผ่นดินใหญ่แห่งหนึ่งที่ไร้ชื่อเรียกชัดเจน นามของมันแตกต่างไปในแต่ละท้องที่ แต่หากพูดถึงมันทุกคนล้วนเข้าใจว่าหมายถึงที่ใด แผ่นดินนั้นมีแคว้นน้อยใหญ่อยู่หลากหลาย บ้างรุ่งเรือง บ้างล่มสลายจนสิ้นชื่อ
แต่ละดินแดนมีจุดเด่นต่างกัน ทั้งการเกษตร
การประมง หรือปศุสัตว์ ไม่เด่นเรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง แต่แคว้นที่รุ่งเรืองจากการค้านั้นเลี่ยงชื่อแคว้นอ้ายไปไม่ได้
เหลาสุราแห่งหนึ่งโต๊ะด้านนอกสุด ชายหนุ่มวัยกลัดมันกลุ่มใหญ่กำลังเพ่งมองไปยังริมถนนอีกฟากอย่างลุ้นระทึก แม้ไม่ได้ยินเสียง แต่ก็คาดเดาได้จากท่าที
“เจ้าว่าครั้งนี้จะสำเร็จไหม”
“ข้าว่าแห้ว”
“ท่านหัวหน้าจะน่าสงสารเกินไปไหม จะทำลายสถิติตัวเองไปเรื่อย ๆ ไม่ได้นะ”
พวกเขาแย่งกันพูดจนแยกแทบไม่ออกว่าเสียงใครเป็นเสียงใครบ้าง แต่จุดมุ่งหมายเดียวก็ยังเป็นคนที่อยู่อีกฟากถนน หญิงสาวจากร้านขายบะหมี่เริ่มทำท่าลำบากใจ ชายหนุ่มที่อยู่ข้างกันนั้นก็มีท่าทีประหม่าแล้วเช่นกัน
“แม่นางไม่มีเวลาสักนิดเลยหรือ” เทียนจื่อซานเกาศีรษะแก้เก้อ ในใจหวังเพียงสักนิดให้อีกฝ่ายตอบรับมา
“ท่านพูดแบบนี้ข้าลำบากใจนะเจ้าคะ”
“เวลาดื่มชาสักนิดก็ไม่ได้เลยหรือ”
“คือ…ข้า ข้าขอพูดตรง ๆ เลยนะเจ้าคะ เพราะท่านเป็นคนนิสัยดี ข้าจึงไม่อยากทำร้ายจิตใจ แต่ข้าไม่สนใจชายอื่นนอกจากสามีหรอกเจ้าค่ะ!”
“สะ...สามี?” ความรู้สึกเหมือนฟ้าผ่าแล่นแปลบลงมากลางใจจนเข่าแทบทรุดตอนกลางวันแสก ๆ
“ขอโทษจริง ๆ เจ้าค่ะ ข้าผิดเองที่ไม่ได้พูดให้ชัดเจนแต่แรก ขอตัวก่อนนะเจ้าคะ” ว่าแล้วนางก็วิ่งจากไป
ทิ้งหัวหน้ากลุ่มต้าหยางแห่งสำนักคุ้มภัยยืนเหี่ยวเฉาอยู่คนเดียว
สภาพน่าเวทนาของหัวหน้ากลุ่ม ทำให้เสวียนหรงจำใจต้องเดินไปลากเขากลับมาที่ร้าน จับนั่งเก้าอี้แล้วตบบ่า
ปุ ๆ อย่างให้กำลังใจ โต๊ะสองตัวที่ลากมาติดกันเงียบกริบ
มีเพียงเสียงลมหวีดหวิวพัดผ่าน ทั้งที่อยู่ในบริเวณร้านเดียวกัน แต่บรรยากาศโต๊ะพวกเขาราวกับป่าช้าหน้าหนาวเหลือเกิน สถานการณ์ที่ไม่มีอะไรน่าทักเช่นนี้ก็ยังมีคนสมองถั่วโพล่งขึ้นจนได้
“ลูกพี่อกหักสิบครั้งแล้วนะ ปลูกแห้วได้เป็นไร่แล้วเนี่ย” กำปั้นเขกลงโป๊กทันทีที่เขาพูดจบ เกาเฟิงชุนลูบหัวตัวเองร้องโอดโอยมองรองหัวหน้าอย่างไม่เข้าใจ เห็นท่าทางของเขาแต่ละคนก็ได้แต่ส่ายหน้าและถอนหายใจ เจ้าน้องเล็กนี่ยังพูดจาไม่ดูฝนดูแดดเหมือนเดิม โดนฟ้าผ่ากลางกบาลเลยเป็นอย่างไรล่ะ
ขณะที่ลูกน้องกลับมาเจี๊ยวจ๊าวเหมือนเดิมแล้ว
แต่ลูกพี่ใหญ่อย่างเทียนจื่อซานกลับเหมือนวิญญาณหลุดลอยไปแล้ว
“หัวหน้า ข้าว่าหัวใจอันใสซื่อบริสุทธิ์ของท่านคงสงวนไว้ให้วัดวาอาราม…”
“ทำไม! ทำไมถึงเป็นข้าทุกที” เขาร้องเสียงดังแล้วยกไหเหล้ายกซดจนไหลล้นออกจากมุมปากเลอะเสื้อไปหมด แต่เสียงร่ำร้องของเขาก็ยังสู้โต๊ะอื่นในร้านไม่ได้
“ไม่ใช่ความผิดลูกพี่หรอกที่มีตาหามีแววไม่ ดูไม่ออกว่าสตรีคนไหนมีครอบครัวแล้วบ้าง”
“ไม่นะ ข้าว่าลูกพี่แค่โง่เง่าเท่านั้น”
“เกาเฟิงชุน! เจ้าเด็กนี่เอาอีกแล้วนะ ถ้าปากเจ้าว่างนั่งก็ยัดกับแกล้มเข้าไป” เสวียนหรงใช้ตะเกียบคีบ ๆ ยัดอาหารเข้าไปให้เต็มปากเจ้าตัวดี ก่อนจะพ่นอะไรไม่เข้าท่าออกมาอีก
บุรุษอกสามศอกแทบน้ำตาร่วงเผาะ เพราะโดนลูกน้องจิกกัดด้วยความบริสุทธิ์ใจ เกาเฟิงชุนทำงานดีและเป็นเด็กดีของพี่ ๆ มาก มาเสียก็แต่เขาปากพล่อยไปหน่อย จึงโดนพี่ชายทั้งหลายตบให้เข้าร่องเข้ารอยเป็นประจำ
“เอาน่าหัวหน้า อกหักแค่นี้ไม่ตายหรอก ลองใหม่ครั้งที่สิบเอ็ดก็ได้ ต้องมีสตรีสักคนที่ชอบพอท่านแน่”
“เพราะข้าอ่อนแอเกินไปหรือ” เทียนจื่อซานเริ่มตัดพ้อกับทุกอย่าง
“คนที่ตบสัตว์อสูรด้วยมือเปล่าเอาอะไรมาอ่อนแอเล่า”
“หรือท่าทางข้าน่ากลัวเกินไป?”
“บุรุษที่ดูอ่อนน้อมเหมือนเต้าหู้อย่างท่านไม่มีอีกแล้วในแคว้นอ้าย”
“ทำไมข้าไม่รู้สึกว่ากำลังโดนชมอยู่เลย” เขารู้สึกเหมือนโดนพี่น้องหลอกด่าอยู่มากกว่า
ต้าหยางเป็นการรวมรวมตัวของกลุ่มคนที่พลัดพรากจากพ่อแม่ไม่ว่าด้วยเหตุใด ๆ และรับงานจากสำนักคุ้มภัยเลี้ยงชีพ รู้ตัวอีกทีตอนนี้ก็มีสมาชิกสิบคนแล้ว ศูนย์รวมใจของทุกคนคือเทียนจื่อซาน เขาจึงได้เป็นหัวหน้า
ทุกคนสนิทกับเขาพอ ๆ กับที่นับได้ว่าเขาอกหักมากี่ครั้ง…
เทียนจื่อซานเป็นบุรุษที่ดีคนหนึ่งในความเห็นของ
พี่น้องที่ตามติดกันมานาน เรื่องความรักที่ไม่สมหวังนี้คงบอกได้แต่เพียงว่าเขาโชคร้าย หากหญิงที่หมายตาไม่ได้เอาแต่พิศวาสใจกับชายชั่วก็ออกเรือนมีคู่ครองแล้ว ประสบการณ์ที่ได้คบหานั้นเป็นศูนย์ เพราะอกหักตั้งแต่เริ่ม
วันนี้เองก็เช่นกัน หรือพวกเขาควรเข้าวัดแล้วสวดภาวนาให้ฟ้าส่งใครสักคนมาดามหัวใจน้อย ๆ ของหัวหน้าพวกตนบ้าง
ระหว่างที่คิดไร้สาระกันอยู่ ตัวของเทียนจื่อซานก็ไหลพรืดลงจากเก้าอี้ไปกองที่พื้นเพราะซดเหล้าเหมือนน้ำเปล่าจนเมาแอ๋
“ลูกพี่!”
“แย่แล้ว ตัวเขาหนักอย่างกับควายป่า ข้าไม่แบกนะ พวกเจ้าจัดการแล้วกัน”
“ลูกพี่รองพูดอะไรไม่ดูตัวเองเลย ในที่นี้ถ้าจะมีใครแบกเขาได้ก็ท่านนั่นแหละ”
“ข้าขี้เกียจ” เสวียนหรงสะบัดหน้า โบกมือปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
“ให้เจ้าน้องเล็กแบกไปแล้วกัน”
เกาเฟิงชุนสำลักก่อนจะปล่อยแก้วเหล้าหลุดมือ
“นี่เป็นการทารุณกรรมน้องเล็กอย่างข้าหรือเปล่า?”
“ไปต่อร้านสองกันเถอะ!”
“โอ้!”
คำพูดของเกาเฟิงชุนไม่มีใครสนใจ สุดท้ายพวกเขาก็หิ้วปีกกันไปต่อร้านสองทั้งแบบนั้น