ณ เมืองตงหลาง แห่งแคว้นโจวหนาน
เหมันตฤดูเวียนมา เหล่าหมู่มวลวิหคส่งเสียงร้องอยู่บนท้องนภาในยามอิ๋น ร่างเล็กของเด็กหญิงวัยเจ็ดปีขยับไปมาอยู่บนเตียงนอน ผ้าม่านที่ทอด้วยไหมปลิวไสวไปตามสายลมหนาว ผ้าห่มผืนหนาที่ปกคลุมกายอยู่ถูกเท้าเล็กถีบออกจนสาวรับใช้ที่คอยดูแลอยู่ต้องดึงขึ้นมาปกคลุมร่างเล็กของคุณหนูสี่เอาไว้เพื่อมิให้ร่างกายสัมผัสกับอากาศที่หนาวเย็น
“ข้าร้อน” เสียงเล็กเปล่งออกมาจากคนที่นอนปิดเปลือกตาอยู่
“แต่คุณหนูสี่เจ้าคะ… คุณหนูต้องห่มผ้าเอาไว้นะเจ้าคะ ถ้าคุณหนูป่วย… บ่าวโดนตีหลังลายแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ”
ซุนซุนบอกคุณหนูสี่ด้วยเหตุและผล เด็กจิตใจดีอย่างฉีอันหนิง หรือคุณหนูสี่ บุตรีคนเล็กของใต้เท้า ฉีอันจวิ้น กับฉีฮูหยินย่อมได้ฟังแล้วต้องเห็นอกเห็นใจ
ใต้เท้าฉีเป็นเจ้าเมืองตงหลางเขาได้แต่งงานกับฉีฮูหยินมาเกือบสิบห้าปีแล้ว ทั้งสองมีบุตรชายทั้งหมดสามคนคือฉีอันหลง ฉีอันลิ่ง ฉีอันลู่และมีฉีอันหนิงที่เป็นบุตรีคนเล็กของตระกูลฉี บุตรีที่บิดาและมารดาหวงราวกับเป็นไข่ในหิน
“ข้าห่มแล้ว ข้าไม่อยากให้ซุนซุนถูกตี”
เสียงเล็กเอ่ยออกมา ถึงจะวัยเพียงเจ็ดปี แต่ทว่าเด็กหญิงกลับเฉลียวฉลาด นางขี่ม้าได้ อ่านหนังสือออก เล่นดนตรีเป็น และโยนลูกดอกลงกาเก่งที่สุดจนเหล่าพี่ชายอดไม่ได้ที่จะชื่นชมและพาน้องสาวติดตามไปเล่นด้วยทุกที สาวรับใช้วัยสิบสองส่งยิ้มให้คุณหนูสี่ ก่อนที่นางจะลุกขึ้นแล้วเดินออกจากห้องนอนของฉีอันหนิงไป
“ข้าไม่หนาว…” เสียงเล็กดังออกมาแผ่วเบา ริมฝีปากเล็กฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
เมื่อเสียงก้าวเท้าเงียบลง ผ้าห่มที่คลุมร่างเล็กอยู่ก็ถูกเท้าของนางถีบออก ฉีอันหนิงนางเป็นเด็กหญิงที่เกิดในเหมันตฤดู ความหนาวเหน็บในปีที่นางเกิดนั้นหนาวกว่าปีนี้ยิ่งนัก นั่นจึงเป็นเหตุให้นางไม่กลัวความหนาวเย็น กลับกันนางเกิดชอบอากาศหนาวเสียด้วยซ้ำ
เสียงเคาะฆ้องบอกยามเหม่าดังขึ้น พร้อมกับเสียงของคนที่คอยแจ้งเตือนบอกยามตะโกนดังขึ้นมาเป็นประโยคซ้ำไปซ้ำมา
'ถึงยามเหม่าแล้ว ตะวันแทนที่จันทรา หิมะยังไม่ละลาย ใส่ใจสวมใส่เสื้อผ้าให้มาก'
สาวรับใช้เตรียมอ่างน้ำและผ้าเช็ดหน้าเข้าไปให้คุณหนูสี่ที่นอนอยู่ในห้องเพียงลำพัง ฉีฮูหยินให้นางนอนตามลำพังตั้งแต่คุณหนูสี่อายุได้เพียงห้าปี นัยน์ตากลมเบิกโพลงยามเมื่อได้เห็นร่างเล็กของคุณหนูไร้ผ้าห่มกาย ซุนซุนรีบเข้าไปใช้มือเล็กของตนสัมผัสร่างกายของคุณหนูสี่ก็พบว่าร่างกายของนางเย็นเฉียบ นางตกใจจนรีบปลุกคุณหนูสี่ให้ตื่นนอน
“คุณหนู…. คุณหนูสี่เจ้าคะ”
“อื้อ… พี่ซุนซุน พี่ปลุกข้าทำไม กำลังนอนสบายเลย” เสียงเล็กดังออกมาจากเจ้าของร่างเล็กที่เริ่มบิดกายไปมาเพื่อขับไล่ความเกียจคร้าน
“คุณหนู… ท่านไม่ห่มผ้านอนอีกแล้วนะเจ้าคะ” ซุนซุนเอ่ยออกมาอย่างอ่อนใจ ขอภาวนาอย่าให้คุณหนูสี่เจ็บป่วยก็พอ มิเช่นนั้นนางคงจะโดนฟาดหลังหลายอีกแน่ๆ
“ข้าร้อน… มิเป็นไรหรอกพี่ซุนซุน ข้าแข็งแรง ข้าไม่ป่วยง่ายๆ อย่างแน่นอน”
ร่างเล็กลุกขึ้นจากที่นอนทันทีเมื่อความง่วงที่มีอยู่ก่อนหน้าหมดสิ้น นางล้างหน้าและเดินไปนั่งลงที่หน้ากระจก ซุนซุนละมือจากการเก็บที่นอนให้กับคุณหนูก่อนที่จะเดินไปหวีผมให้กับนาง
“ผมของคุณหนูสี่สวยมากเลยนะเจ้าคะ” ผมสลวยเส้นหนาดกดำลื่นมือยามที่เด็กรับใช้ ใช้หวีสางเส้นผมให้กับคุณหนูของนาง
“รีบหน่อยพี่ซุนซุน เดี๋ยววันนี้ไปไม่ทันพวกพี่ใหญ่ เขาบอกข้าว่าจะไปเรียนกับอาจารย์ที่สำนักศึกษาหลี่ชุน ข้าอยากไปเรียนกับพวกพี่ๆ ด้วย” เสียงใสเจื้อยแจ้วออกมารัวๆ
“แต่คุณหนูเจ้าคะ สำนักศึกษาหลี่ชุนเขาต้องให้ผู้ที่อยากเป็นศิษย์ของที่นั่น สอบเข้าก่อนถึงจะเรียนได้นะเจ้าคะ อีกอย่างคุณหนูต้องไปขออนุญาตนายท่านกับนายหญิงใหญ่ก่อนนะเจ้าคะ” ซุนซุนหวีผมและมัดผมให้คุณหนูสี่จนเสร็จก่อนที่จะเอ่ยออกมา
“ท่านพ่อกับท่านแม่ตามใจข้าที่สุด ข้าอยากไปท่านพ่อท่านแม่ต้องให้ข้าไปอยู่แล้ว”
ฉีอันหนิงเอ่ยออกมาอย่างรู้ใจบิดามารดา นางเป็นบุตรีเพียงคนเดียว เพราะนางมีแต่พี่ชายที่มีอายุห่างกันไม่มาก พี่ชายใหญ่อายุสิบสามปี พี่ชายรองอายุสิบเอ็ดปี พี่ชายสามอายุเก้าปี ส่วนนางอายุเพียงแค่เจ็ดปีเท่านั้น
ซุนซุนพอได้ยินเช่นนั้นก็มิได้กล่าวอันใดออกมาอีก นางรู้ดีว่าคุณหนูของนางนั้นถูกนายท่านกับนายหญิงใหญ่เลี้ยงดูแบบตามใจ แต่ทว่านางกลับมิได้มีนิสัยที่ไม่ดีเลยสักนิด เอาแต่ใจในเรื่องบางเรื่องเท่านั้น
ที่โต๊ะอาหารของเรือนใหญ่ สมาชิกทุกคนในครอบครัวตระกูลฉีนั่งล้อมวงกันอยู่ที่โต๊ะ อาหารหลากหลายเรียงรายอยู่เต็มโต๊ะเป็นประจำเช่นทุกวัน พี่ชายใหญ่ของฉีอันหนิงนั้นมีนิสัยสุขุม สุภาพ เก็บความรู้สึกเก่งสมกับเป็นพี่ชายคนโต พี่ชายคนรองนั้นมีนิสัยรักสนุก ชอบบทกลอนและดนตรี ส่วนพี่สามนั้นมีนิสัยอยากรู้อยากเห็นและขี้สงสัยเป็นที่สุด
“ท่านพ่อท่านแม่เจ้าคะ” เสียงเรียกขานของบุตรีคนเล็กทำเอาสองสามีภรรยาละสายตาจากอาหารไปมองที่นางพร้อมๆ กัน
“เสียงหวานเช่นนี้มีอันใดจะขอพ่อกับแม่หรือหนิงเอ๋อร์” ใต้เท้าฉีรู้ดี ยามเมื่อบุตรีผู้นี้ของตนอยากได้สิ่งใด นางมักจะใช้น้ำเสียงเช่นนี้อยู่เสมอ
“ลูกอยากไปสำนักศึกษาหลี่ชุนกับพวกพี่ชายค่ะ" สามเด็กชายหันมามองหน้าน้องสาวเป็นตาเดียวกัน
“เจ้าจะไปทำไม ที่นั่นถ้าเจ้าไปต้องเรียนหนังสือ เขียนอักษรนะ” พี่สามหรือฉีอันลู่เอ่ยถามน้องสาวออกมา
“นั่นสิ… เจ้าเขียนอักษรเก่งแล้วจะไปที่นั่นอีกทำไมกัน” พี่รองหรือฉีอันลิ่งเอ่ยออกมาบ้าง เป็นเขาหน่อยไม่ได้ เขาจะอยู่บ้านเล่นพิณ ดีดฉินและแต่งบทกลอนให้สนุกไปเลย
“ข้าเบื่อ… ข้าอยากไปเรียนบ้าง นะเจ้าคะท่านพ่อ… นะเจ้าคะท่านแม่ ให้ลูกไปเถอะนะเจ้าคะ”
ฉีอันหนิงตอบตามความจริง นางเบื่อที่จะต้องเดินเล่นอยู่ในจวน ชมนกชมไม้ หรือเรียนมารยาทของกุลสตรีและเย็บปักถักร้อยกับแม่นมคัง
“ได้ๆๆ แต่เจ้าต้องสอบเข้าให้ผ่านก่อนนะ ถ้าเจ้าผ่าน พ่ออนุญาตให้เจ้าไปเรียนกับพี่ๆ ได้”
ท่านเจ้าเมืองมิได้ขัดใจบุตรีอีกตามเคย ฉีฮูหยินได้แต่ส่ายหน้าพร้อมกับยิ้มออกมา ส่วนพี่ชายทั้งสามก็เลิกสนใจน้องสาวหันไปสนใจอาหารตรงหน้าแทน การไปเรียนที่สำนักศึกษาหลี่ชุนเป็นเรื่องที่ดี แต่พวกเขาก็อดที่จะเป็นห่วงน้องสาวคนเล็กไม่ได้ จากนี้ไปที่นั่นคงจะสนุกอยู่ไม่น้อย
ยามเฉินรถม้าของจวนสกุลฉีขับเคลื่อนออกจากบริเวณหน้าจวนไปทั้งหมดสองคัน คันแรกมีบุตรชายคนโตกับบุตรชายคนรองของสกุลฉีนั่งไปด้านใน ส่วนอีกคันนั้นมีบุตรชายคนที่สามและบุตรีคนเล็กติดตามมาด้วย สาวรับใช้ที่ติดตามมาดูแลคุณหนูสี่เดินไปพร้อมกับรถม้า เพียงครึ่งชั่วยามรถม้าก็ไปหยุดอยู่ที่หน้าสำนักศึกษาหลี่ชุน นักเรียนมากมายหลั่งไหลกันมา มีทั้งมาสอบและมาพร้อมเข้าเรียน
“ท่านพี่สามเจ้าคะ ท่านพี่สามเรียนที่นี่มีเรื่องใดน่าสนุกบ้างเจ้าคะ” หากจะถามเรื่องราวต่างๆ ให้ถามที่พี่ชายสามเพราะเขามักจะมีคำตอบมาให้นางทุกอย่าง
“สนุกที่ใดกัน น่าเบื่อจะตาย เจ้าอยู่จวนสบายๆ มิชอบ อยากมาเรียนเพื่อเหตุใดกัน เมื่อถึงวัยปักปิ่นแล้วเจ้าก็ต้องออกเรือนไปอยู่ดี”
ฉีอันลู่ตอบด้วยน้ำเสียงเบื่อหน่าย เรื่องสนุกสำหรับเขาคงจะเป็นการได้ฟังเรื่องเล่าต่างๆ จากเพื่อนๆ ในสำนักศึกษาแห่งนี้ แต่ถ้าจะตอบน้องสาวไปเช่นนั้น มีหวังนางได้ไปบอกบิดามารดาอย่างแน่นอน
“อยู่แต่ในจวนน่าเบื่อจะตาย มาที่นี่ได้พบเจอเพื่อนมากมาย อีกอย่างผู้ใดบอกว่าข้าจะออกเรือน ข้าจะอยู่กับท่านพ่อท่านแม่” คำตอบของน้องสาวทำเอาพี่สามส่ายหน้าไปมาก่อนที่ทั้งคู่จะพากันลงจากรถม้า
“น้องหญิง เจ้ามากับพี่ พี่จะพาเจ้าไปหาท่านอาจารย์เพื่อขอสอบ” พี่ใหญ่บอกน้องเล็กด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
“เจ้าค่ะพี่ใหญ่” เด็กหญิงขานรับก่อนที่จะรีบเดินตามพี่ชายคนโตไป
“อันลิ่ง นั่นน้องสาวของเจ้าใช่หรือไม่”
สหายร่วมห้องของฉีอันลิ่งเอ่ยถามพลางชี้นิ้วไปยังเจ้าของร่างเล็กที่กำลังเยื้องย่างไปกับเด็กชายร่างสูง ซึ่งเขาเองรู้จักเป็นอย่างดี
“ใช่… นางอยากมาเรียนด้วยน่ะ” ฉีอันลิ่งตอบก่อนที่จะเดินนำสหายที่ถามเขาเข้าประตูสำนักศึกษาตามหลังพี่ชายกับน้องสาวคนเล็กไป
ฉีอันหลงพาน้องสาวไปพบกับอาจารย์และนางก็ได้ทำข้อสอบเพื่อเข้าศึกษาในสำนักศึกษาหลี่ชุน ผลการสอบของเด็กหญิงสร้างความประหลาดใจให้กับอาจารย์เป็นอย่างมาก ถ้าเทียบกับวัยเดียวกันแล้วคุณหนูสี่จากจวนสกุลฉีนี้ทำคะแนนได้ดีที่สุด นางจึงได้เข้าศึกษาตามที่ตั้งใจเอาไว้
“ฉีอันหนิง…" เสียงเรียกขานนามผู้สอบผ่านดังขึ้น
“เจ้าค่ะ” เด็กหญิงยกมือก่อนที่จะลุกขึ้นยืน
"วันนี้เจ้ากลับไปก่อนนะ พรุ่งนี้เจ้าค่อยมาเรียน ตอนนี้สำนักศึกษาหลี่ชุนรับเจ้าเป็นศิษย์ของที่นี่แล้วล่ะ”
คำบอกกล่าวของอาจารย์สร้างความดีใจให้แก่เด็กหญิงวัยเจ็ดปี อย่างน้อยความหวังที่นางจะได้ออกจากจวนมาศึกษาที่สำนักศึกษาหลี่ชุนแห่งนี้ก็เป็นจริง
“เจ้าค่ะ…ท่านอาจารย์”
ฉีอันหนิงคำนับลาอาจารย์ก่อนที่จะเดินออกจากสำนักศึกษาหลี่ชุน เพื่อกลับไปบอกข่าวดีกับบิดาและมารดา เรื่องที่นางได้รับการคัดเลือกให้เป็นศิษย์ของสำนักศึกษาหลี่ชุน ซึ่งก็เป็นไปตามคาดเพราะผู้ใดในจวนบ้างจะไม่รู้ว่าคุณหนูสี่นั้นทั้งเก่งและเฉลียวฉลาดเกินวัย หากนี่เป็นสิ่งที่นางอยากทำก็มิมีผู้ใดมาขัดขวางนางได้
เหล่าบรรดาพี่ชายที่กลับมาจากสำนักศึกษาในยามเชินก็ได้รับทราบข่าวดีจากผู้เป็นน้องสาวที่มารอคอยเจื้อยแจ้วให้พี่ชายทั้งสามได้ฟัง พี่ชายใหญ่ยิ้มออกมาอย่างเอ็นดู ส่วนพี่ชายอีกสองคนค่อนข้างจะรู้สึกเบื่อหน่ายเสียด้วยซ้ำ ไม่รู้ว่าน้องสาวนั้นคิดเช่นไรอยู่ถึงอยากไปเรียนที่สำนักศึกษาเช่นเดียวกันกับพวกเขา เพราะที่นั่นมิได้มีสิ่งใดน่าสนใจเลยสักนิด วันหนึ่งวันก็มีแต่การศึกษาเล่าเรียน
“ท่านพี่ใหญ่ ไปจวนสกุลอิ่นกันไหมเจ้าคะ พี่หญิงจูหรงส่งบ่าวมาเชิญน้องไปแข่งปาศรที่จวนของนาง” หลังจากเก็บกระเป๋าเรียบร้อยน้องสาวตัวน้อยก็เอ่ยชวนพี่ชายใหญ่ไปเล่นกับนางทันที
“จวนสกุลอิ่น จวนข้างๆ เรานี่น่ะเหรอ” เด็กหญิงพยักหน้าหงึกพร้อมกับฉีกยิ้มออกมา
“ไปเถอะนะเจ้าคะ น้องอยากให้ท่านพี่ชายใหญ่ไปด้วย” น้องสาวออดอ้อนจนหัวใจของพี่ชายอ่อนระทวย
“ไม่เห็นเจ้าจะชวนพวกพี่ไปด้วยเลย ชวนแต่พี่ชายใหญ่” พี่ชายรองทักขึ้นขณะที่กำลังจะเดินผ่านห้องของพี่ชายใหญ่
“ไปกันทั้งหมดนี่แหละเจ้าค่ะ”
นางตอบออกมาพร้อมรอยยิ้ม สี่พี่น้องจึงพากันไปเยือนจวนสกุลอิ่น
การโยนศรให้ลงเป้านั้นเป็นการละเล่นที่มีอยู่ทั่วทั้งแคว้นโจวหนาน และเป็นการละเล่นที่ผู้คนชื่นชอบ เด็กหญิงกลับมาที่จวนพร้อมกับชัยชนะจนพี่ๆ เอ่ยปากชมนางไม่ขาด รวมไปถึงผู้ใหญ่จากจวนสกุลอิ่นด้วย ที่ต่างพากันชื่นชมเด็กหญิงที่เป็นเด็กเฉลียวฉลาดและมีความสามารถเกินวัย นางจึงได้รับปิ่นหยกขาวที่ใต้เท้าอิ่นให้เป็นรางวัลกลับมาอีกด้วย
สกุลฉีสนับสนุนบุตรทุกคนให้ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชาที่สำนักศึกษาหลี่ชุน ไม่เว้นแม้แต่สตรีก็มิได้รับการปิดกั้น แม้จะมีหลากหลายสกุลที่มิได้สนับสนุนให้บุตรีออกไปศึกษาก็ตาม เข้าศึกษาได้เพียงหนึ่งเดือน ฉีอันหนิงก็กลายเป็นที่รักและเอ็นดูของอาจารย์ทุกคนในสำนักศึกษา เพราะความเฉลียวฉลาด ช่างเจรจาของนาง ฉีอันหนิงมีมิตรสหายมากมายจากการได้มาศึกษาในสำนักศึกษาหลี่ชุนแห่งนี้
“อันหนิง… พรุ่งนี้สำนักศึกษาปิดข้าจะไปหาเจ้าที่จวนนะ” ซ่งเจียวซินสหายสนิทวัยเดียวกัน บุตรีจากจวนสกุลซ่ง เจ้ากรมการกลาโหมบอก
“ดีสิ… มาเลย ข้าจะพาเจ้าไปตกปลาที่สระน้ำท้ายจวน” ฉีอันหนิงบอกสหายสนิทด้วยน้ำเสียงสดใส
“ตกปลาเหรอ… เจ้าทำได้ด้วยเหรอ” ซ่งเจียวซินทำหน้าสงสัยก่อนที่จะเอ่ยถามออกมา
“ได้สิ ข้าชอบไปตกปลากับพวกพี่ใหญ่ พี่รองและก็พี่สาม” ซ่งเจียวซินพยักหน้า นางมีพี่ชายหนึ่งคนแต่อีกฝ่ายนั้นมิได้สนิทสนมกับนาง เช่นเดียวกับพี่ชายของสหายสนิท
“อือ… ถ้าเช่นนั้นสอนเราหน่อยนะ ท่านพี่ของเรามิเคยสอนเราเลย แถมยังชอบทำหน้าตาเคร่งขรึมไม่ชอบพูดจา” นางเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ก่อนที่จะบ่นถึงพี่ชายหน้าเย็นชาออกมาให้กับเพื่อนสนิทฟัง
“ท่านพี่เหรอ เจ้ามีพี่ชายด้วยเหรอ” เพราะนางมิได้รับรู้เรื่องราวของอีกฝ่ายมากนัก
“อือ… ตอนนี้ไปศึกษาอยู่ที่เมืองตงฉวน”
“อ้าว… แล้วเหตุใดท่านพี่ของเจ้าถึงต้องไปศึกษาที่เมืองตงฉวนล่ะ” ฉีอันหนิงสงสัย เพราะเมืองตงหลางแห่งนี้ก็มีสำนักศึกษาที่มีชื่อเสียงอย่างเช่นสำนักศึกษาหลี่ชุนแห่งนี้
“ท่านพี่ของข้าถูกส่งไปศึกษาอยู่หน่วยพิเศษน่ะ”
หน่วยพิเศษที่ฮ่องเต้ทรงให้คัดเลือกเข้าเป็นขุนนางทำหน้าที่คล้ายกับเหล่าองครักษ์ แต่ผู้คนเหล่านี้จะไม่ได้อยู่ในวัง พวกเขามีหน้าที่ดูแลเหล่าขุนนาง คอยดูแลความปลอดภัย และความสงบสุขของเมืองต่างๆ เท่านั้น
“ว้าว…ฟังดูลึกลับดีจังเลย” ฉีอันหนิงเอ่ยออกมาพลางนึกสนุกตามประสาเด็กซน
“อืม… ความจริงเรื่องนี้ข้ายังมิเคยบอกกล่าวแก่ผู้ใดมาก่อน เจ้าคือคนแรก” ซ่งเจียวซินบอกพร้อมกับยิ้มออกมา
“น้องสี่… กลับจวนกันได้แล้ว” เสียงพี่ใหญ่ร้องเรียกน้องสาวดังมาจากรถม้าที่มาจอดรออยู่สักพักแล้ว
“เจียวซิน พรุ่งนี้เจ้าต้องมาที่จวนข้าให้ได้นะ ข้าอยากแสดงให้เจ้าเห็น ว่าข้านั้นตกปลาเก่งขนาดไหน” เด็กหญิงรีบโอ้อวดตนต่อสหายสนิททันที คนฟังพยักหน้าทั้งฉีกยิ้มออกมาก่อนที่จะโบกมือลานาง
จวนสกุลฉี
ร่างเล็กวิ่งไปยังสวนดอกไม้หลังจวนพร้อมกับสหายจากสำนักศึกษาที่นัดหมายกันมาตกปลาด้วยกันในวันนี้ สาวรับใช้ของทั้งเด็กน้อยทั้งสองต่างพากันวิ่งตามคุณหนูของตน จนทั้งสี่ไปหยุดอยู่ที่บนสะพานข้ามสระน้ำที่ใสจนเห็นตัวปลา ซ่งเจียวซินมองลงไปข้างล่างด้วยความตื่นเต้น ที่จวนสกุลซ่งก็มีสระน้ำอยู่ในจวนเช่นกัน แต่มิได้มีน้ำที่ใสแจ๋วจนเห็นตัวปลาเช่นนี้
“ปลาเยอะจังเลย เจ้าเลี้ยงไว้เองใช่หรือเปล่า” คุณหนูรองสกุลซ่งเอ่ยถามสหายสนิทออกมา
“ข้าไม่ได้เลี้ยง แต่พวกพี่ๆ เขาเอามาปล่อยไว้ตั้งแต่ตัวยังเล็กๆ ถ้าเจ้าตกได้ตัวเล็กให้ปล่อยไปนะ ถ้าตกได้ตัวใหญ่ค่อยเอามาย่างกินกัน”
เสียงใสๆ ดังขึ้นมาจากเจ้าของริมฝีปากเล็ก ซ่งเจียวซินพยักหน้าอย่างเข้าใจ ก่อนที่เด็กน้อยทั้งสองจะรับเบ็ดตกปลามาจากบ่าวรับใช้ คุณหนูตระกูลฉีสอนให้คุณหนูตระกูลซ่งตกปลา ซึ่งซ่งเจียวซินก็เรียนรู้มันได้เป็นอย่างดี เพราะความฉลาดที่มีไม่แพ้กันกับฉีอันหนิง เด็กหญิงทั้งสองตกปลาได้ปลาตัวใหญ่มาคนละหนึ่งตัว บ่าวรับใช้รู้ดีว่าคุณหนูสี่ต้องปิ้งปลาอย่างเช่นทุกคราจึงก่อไฟไว้รอ
“เก่งมากเจียวซิน เจ้าตกปลาครั้งแรกก็ได้ปลาตัวใหญ่เลย”
ฉีอันหนิงเอ่ยชมสหายของนางออกมาหลังจากพากันไปนั่งตรงที่ศาลาริมน้ำ ส่วนปลา ฉีอันหนิงให้บ่าวในเรือนเป็นคนนำไปย่างให้นางกับซ่งเจียวซินได้กิน
“พี่ชายของเจ้ามิได้อยู่ที่จวนกันหรอกหรือ”
เด็กหญิงเอ่ยถามเพราะนางรู้ว่าฉีอันหนิงมีพี่ชายถึงสามคน และก่อนหน้านี้เห็นบอกว่าฉีอันหนิงชอบมาตกปลากับพวกพี่ชาย แต่พอนางมาเยือนมิเห็นจะได้พบพี่ชายของสหายสนิทสักคน
“อยู่… แต่พวกเขามิยอมมาแถวนี้หรอก เพราะว่ามีเจ้ากับข้าอยู่ คงจะพากันไปอยู่ที่สวนอีกฝั่งน่ะ” ฉีอันหนิงตอบก่อนที่จะมองไปยังปลาตัวโตที่กำลังถูกย่างอยู่
“เสร็จหรือยัง ข้าหิวแล้ว” พอบ่าวได้ยินเช่นนั้นจึงพลิกซ้ายพลิกขวาอีกทีก่อนที่จะนำมาให้คุณหนูสี่กับสหายสนิทของนางได้รับประทาน
“มาเร็ว มาชิมปลาจวนของข้า เนื้อหวานอร่อยมิเหมือนที่ใดเลยล่ะ” ฉีอันหนิงโอ้อวดสหายสนิท อีกฝ่ายพยักหน้าก่อนที่จะรับตะเกียบมาจากนาง
“หืม… หวานจริงด้วย” พอได้ชิมเนื้อปลาปิ้งเข้าไปเด็กหญิงถึงกับพยักหน้าหงึกๆ
“พี่ซุนซุน มาชิมสิ”
ฉีอันหนิงเรียกเด็กรับใช้คนสนิทของนางเข้ามาชิม แม้คราแรกซุนซุนจะรู้สึกถ่อมตนเพราะนางกับคุณหนูสี่มิได้อยู่ตามลำพัง แต่พอได้รับอนุญาตจากสหายสนิทของคุณหนูด้วย นางเลยได้อ้าปากให้คุณหนูส่งเนื้อปลาอุ่นร้อนเข้าปากนาง ซึ่งสาวรับใช้ของซ่งเจียงซินก็ได้รับเนื้อปลาไปชิมเช่นกัน คุณหนูทั้งสองนอกจากจะมีรูปโฉมน่ารักน่าเอ็นดูมิต่างกัน ทั้งสองยังมีจิตใจดีมิแพ้กันด้วย
“ข้ากลับก่อนนะอันหนิง วันพรุ่งนี้เจอกันที่สำนักศึกษา” ซ่งเจียวซินเอ่ยออกมาก่อนที่จะขึ้นไปบนรถม้าของจวนสกุลซ่ง ทั้งสองโบกมือลากันก่อนที่รถม้าจะถูกขับเคลื่อนออกไป
“กลับไปแล้วหรือ" เสียงของพี่ชายคนโตเอ่ยถามขึ้นจากทางด้านหลัง ก่อนที่ฉีอันหนิงจะหันไปมองก็พบว่าพี่ชายทั้งสามยืนเรียงกันอยู่
“เจ้าค่ะท่านพี่ใหญ่… เอ… ท่านพี่ทั้งสามไปไหนกันมาหรือเจ้าคะ ตอนสหายของน้องอยู่มิเห็นท่านพี่เลยสักคน” เด็กหญิงเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“เจ้าจะบ้าหรืออันหนิง พวกพี่เป็นบุรุษจะให้ออกมาพบสตรีได้เช่นไรกัน” คำตอบของพี่รองทำเอาน้องเล็กหัวเราะออกมาจนเสียงดังลั่น
“ฮ่าๆๆๆ ท่านพี่… ฮ่าๆๆๆ” พี่ชายทั้งสามถึงกับยืนงงกับอาการขำขันโดยไร้สาเหตุของผู้เป็นน้องสาว
“บุรุษมิควรพบสตรีในเรือนของตนเองอย่างนั้นหรือเจ้าคะ แต่สตรีที่พวกท่านว่านั่นเพื่อนน้องนะเจ้าคะ อีกอย่างนางก็อายุเท่าน้อง นางมิมีทางคิดมากเช่นพวกท่านแน่นอนฮ่าๆๆๆ”
ฉีอันหนิงพยายามหยุดหัวเราะก่อนที่จะเอ่ยออกมาแล้วหัวเราะอีกครั้งก่อนที่นางจะเดินกลับไปยังศาลาริมน้ำหลังจวน เหล่าพี่ชายของนางช่างมีความคิดราวกับสตรียิ่งนัก หากพวกเขาเป็นสตรี การที่มีบุรุษมาเยี่ยมเยือนที่บ้านมิควรออกมาเดินเพ่นพ่านนั่นถึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ผู้มาเยือนในครั้งนี้เป็นเด็กหญิงอายุเพียงเจ็ดปี แถมยังเป็นสหายของน้องสาวอีก พวกเขาช่างคิดมากเสียจริง
สำนักศึกษาหลี่ชุน
เหล่าศิษย์ทั้งชายหญิงทยอยกันเข้าไปในสำนักศึกษาในยามเฉิน รวมไปถึงบุตรชายและบุตรีจากสกุลฉีด้วย พี่ชายทั้งสามแยกตัวไปเข้าแถวตามห้องของตนเอง เช่นเดียวกับฉีอันหนิงที่เดินไปที่แถวของนาง ซ่งเจียวซินพอได้พบหน้าสหายสนิทที่พานางเล่นสนุกก็ฉีกยิ้มออกมา
“อันหนิง…”
“มาแต่เช้าเลยนะเจียวซิน”
สองเด็กหญิงทักทายกันก่อนที่อาจารย์จะเดินมาที่หน้าแถวและกล่าวปรัชญาการเรียนรู้ของการเรียนในปีนี้ ฉีอันหนิงเป็นเด็กที่ใฝ่รู้ใฝ่ศึกษา นางเคารพและเชื่อฟังเหล่าอาจารย์ ตลอดชั่วยามที่ท่านอาจารย์กล่าวอยู่นั้นนางตั้งใจฟังเป็นอย่างดี แตกต่างจากเด็กวัยเดียวกันที่ไม่มีสมาธิในการฟังอาจารย์ เพราะมัวแต่ฟังกันเอง
“สำนักศึกษาของเราในปีนี้ก็ได้เปิดการสอนมาได้ครึ่งทางแล้ว สำหรับลูกศิษย์ที่เตรียมตัวไปสอบขุนนาง อาจารย์ก็ขอให้ตั้งใจ หากพวกเจ้าทุกคนตั้งใจแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างที่เจ้าหวังไว้มันก็จะสำเร็จ” อาจารย์ใหญ่ของสำนักศึกษาหลี่ชุนกล่าวออกมา ก่อนที่ท่านจะปล่อยให้ศิษย์เลิกแถวแล้วแยกย้ายกันไปเรียนตามห้องของตน
“อันหนิง เจ้าเตรียมบทกวีมาท่องให้ท่านอาจารย์ฟังหรือยัง” ฉางซูซู สหายร่วมห้องที่สนิทกับนางและซ่งเจียวซินเอ่ยถามขึ้นหลังจากเข้ามานั่งในห้องเรียนแล้ว
“อื้อ… เจ้าล่ะซูซู”
ฉีอันหนิงละสายตาของนางขึ้นจากหนังสือตรงหน้าก่อนที่จะเงยหน้ามองและถามไถ่นางกลับ
“ข้าเตรียมแล้ว แต่ท่องอย่างไรก็มิเข้าหัวสักที ข้าล่ะจนปัญญาแล้วล่ะ” ฉางซูซูเอ่ยออกมาพลางถอนหายใจ ก่อนที่จะเอ่ยถามสหายอีกคน
“เจ้าล่ะเจียวซิน”
“อือ…. เรียบร้อย ข้าท่องจนจำได้ขึ้นใจแล้ว” คุณหนูรองสกุลซ่งตอบออกมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
“พวกเจ้าสองคนนี่น่าอิจฉาเสียจริง ฉลาดจนคนโง่อย่างข้าตามไม่ทัน” คุณหนูสกุลฉางเอ่ยขึ้นใบหน้าฉายแววแห่งความน้อยใจ
“เจ้าอย่าคิดมากไปเลย ซูซู เจ้ามิได้โง่หรอก เพียงแค่เจ้าต้องพยายามให้มากกว่าเดิม ความพยายามมิเคยทำให้ผู้ใดล้มเหลว เจ้าจำที่อาจารย์บอกได้หรือไม่” ฉีอันหนิงปลอบใจสหายอีกคน ฉางซูซูพยักหน้าก่อนที่จะยิ้มออกมา
“บทกวี จิ้งเย่ซือ" เสียงเล็กเอ่ยชื่อบทกวีขึ้นมา ก่อนที่จะท่องเนื้อหาของบทกวีนั้นออกมา
‘หน้าเตียงนอน แสงจันทร์ส่องนวลใย ให้สงสัยน้ำค้างหล่นบนพื้นดิน ยกหัวมองจันทร์พลันถวิล ก้มหน้าอินคิดถึงถิ่นดินแดนเกิด’
"ความคิดถึงในคืนสงบ หลี่ไป๋” ลงท้ายด้วยชื่อบทกวีและนามของผู้แต่ง เหล่าอาจารย์พยักหน้าและพายิ้มออกมาด้วยความพอใจ
ฉีอันหนิงท่องบทกวีจบก็ได้รับชมจากเหล่าอาจารย์ ก่อนที่สหายสนิทของนางจะได้ท่องบทกวีเป็นคนต่อไป และเด็กหญิงทั้งสองท่องบทกวีผ่านไปได้ด้วยดี คนที่กังวลอยู่ก่อนหน้าว่าจะท่องบทกวีมิได้ส่งยิ้มไปให้สหายทั้งสอง
“ได้รู้จักกับพวกเจ้าช่างดีเสียจริง” ฉางซูซูเอ่ยออกมา สีหน้าของนางแสดงออกถึงความสบายใจ
“ข้าบอกเจ้าแล้วซูซู มิมีเรื่องใดที่จะชนะความพยายามของเราได้หรอกนะ เจ้าน่ะชอบกังวล ชอบคิดมาก” ฉีอันหนิงยิ้มออกมาหลังจากที่เอ่ยจบ
เด็กหญิงทั้งสามพากันไปยังโรงครัวของสำนักศึกษา ซึ่งมีโต๊ะเรียงรายเพื่อให้เหล่าลูกศิษย์ของสำนักศึกษาได้นั่งรับประทานอาหารในช่วงพักกลางวัน ฉีอันหนิงไปที่ใดเด็กหญิงมักจะมีคนเข้ามาทักทายนางเสมอ เพราะผู้ใดบ้างที่จะไม่รู้จักบุตรีคนเล็กของท่านเจ้าเมือง โดยเฉพาะตระกูลที่ต่ำศักดิ์กว่าที่ได้รับคำแนะนำจากทางผู้ใหญ่ให้เข้้ามาตีสนิทนางเอาไว้ ยกเว้นก็แต่ซ่งเจียวซินและฉางซูซูที่เข้ามาคบหากับนางด้วยความจริงใจ
“อันหนิง วันนี้ที่จวนของข้าทำผัดผักใส่เนื้อมาให้กินมื้อกลางวัน เจ้าอยากกินไหม” คุณหนูสกุลซูเดินเข้ามาหาฉีอันหนิงที่โต๊ะก่อนที่จะชูจานที่มีผัดเนื้อใส่ผักให้นางดูพร้อมกับเอ่ยถามออกมา
“ขอบใจนะฉินหรง แต่เราไม่กินเนื้อน่ะ เจียวซิน ซูซู พวกเจ้าชอบกินเนื้อไหม ฉินหรงนางเอามาแบ่งให้น่ะ”
เด็กหญิงรู้ดีว่าอีกฝ่ายมิได้เต็มใจที่จะนำอาหารจานนี้มาแบ่งให้นางเพราะความมีน้ำใจ แต่ทว่าเป็นการนำอาหารมาซื้อใจของตน
สหายทั้งสองจึงใช้ตะเกียบคีบเนื้อและผักจากจานของฉินหรงไปคนละนิด แต่คนที่นำมาแบ่งกลับทำหน้าไม่พอใจ นางได้รับคำสั่งจากบิดาให้มาตีสนิทกับฉีอันหนิง มิใช่สหายอีกสองคนของนาง เมื่อเห็นว่าใช้อาหารตีสนิทฉีอันหนิงไม่สำเร็จ คุณหนูสกุลซูจึงหยิบจานผัดเนื้อใส่ผักกลับไปยังโต๊ะที่นางนั่งกับสหายอยู่ก่อนหน้า
“อันหนิง… ไม่กินจริงอะ” ซ่งเจียวซินคีบเนื้อขึ้นมาชูต่อหน้านาง
“อาหารที่เอามาให้ด้วยความจริงใจเรากินหมดนั่นแหละ แต่ถ้าเป็นอาหารที่เอามาซื้อใจข้า ข้ากินไม่ลง พวกเจ้ากินเหอะ”
ฉีอันหนิงตอบออกมาก่อนที่จะคีบผักและเนื้อหมูปิ้งในจานของตนขึ้นมาใส่ปากเคี้ยวจนแก้มป่อง ทั้งซ่งเจียวซินและฉางซูซูพากันส่ายหน้าแล้วยิ้มออกมา จากนั้นจึงกลับไปสนใจอาหารในจานของตนต่อ เด็กหญิงทั้งสามจัดการอาหารในจานจนหมดก่อนที่จะพากันออกจากบริเวณนั้นไป
เทศกาลโคมไฟวันหยวนเซียว ใต้เท้าฉีและฉีฮูหยินได้พาบุตรชายและบุตรีไปเที่ยวภายในงาน พี่ใหญ่มีหน้าที่คอยดูแลน้องๆ ช่วยบิดาและมารดา แต่ทว่าความชอบของเด็กๆ นั้นต่างกัน บ่าวรับใช้ที่ติดตามมาจึงได้รับมอบหมายให้ดูแลคุณชายทั้งสามและคุณหนูห้ามละสายตา
พี่ใหญ่กับน้องเล็กอยากไปดูการละเล่นต่างๆ เช่นการโยนลูกศรให้ลงเป้าและการประลองหมากล้อมที่ใช้สติปัญญาในการเล่น ส่วนพี่รองกับพี่สามนั้นอยากไปชื่นชมการต่อบทกวี และฟังดนตรี ทั้งสี่คนจึงแยกเป็นสองกลุ่ม ฉีอันหนิงรู้สึกตื่นตาตื่นใจกับการได้ออกมาเที่ยวงานเทศกาลโคมไฟวันหยวนเซียวซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งแรกของนาง
“ท่านพี่ใหญ่เจ้าคะ เราไปดูหมากล้อมกันก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ” เสียงเล็กเอ่ยถามดังขึ้นมาแข่งกับเสียงของดนตรีที่บรรเลงดังอยู่ไม่ไกล
“ดีสิ ไปกันเถิดน้องสี่”
พี่ใหญ่มิได้ขัดใจน้องสาวตัวน้อย เขาจูงมือเล็กของนางเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปที่วงหมากล้อมพร้อมกับบ่าวที่เดินตามหลังมาถึงสี่คน
หมากล้อมวงนี้กำลังประลองสติปัญญาการเดินหมากกันอยู่อย่างสนุกสนาน ฉีอันหนิงมองการประลองตรงหน้าด้วยความสนใจ พลางคิดการวางหมากไปพร้อมๆ กับผู้ที่กำลังประลองอยู่ ฉีอันหลงที่ยืนอยู่เคียงข้างกับน้องสาวยกมือขึ้นมาลูบคางของตนเองพลางครุ่นคิดแนวทางการวางหมากตรงหน้าเช่นเดียวกัน แต่ระหว่างที่สองพี่น้องกำลังจมอยู่กับความคิดอยู่นั้นก็มีเสียงหนึ่งที่ดังขึ้นจากทางด้านข้าง
“อันหนิง เจ้ามิอยากลองเล่นหรือ” เสียงหวานที่ดังขึ้นไม่ไกลทำให้นางหันไปมอง
“อ้าว…ก็นึกว่าผู้ใด ที่แท้ก็ฉินหรงนี่เอง” ฉีอันหนิงเอ่ยออกมาเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายคือผู้ใด
“คารวะท่านพี่อันหลงเจ้าค่ะ” เด็กหญิงมิลืมที่จะเอ่ยทักทายพี่ชายของฉีอันหนิง
“ตามสบายเถิด” ฉีอันหลงบอกเท่านั้นก่อนที่จะสนใจมองการแข่งขันหมากล้อมต่อไปโดยมิได้สนใจสหายตัวน้อยของน้องสาวอีก
“แล้วเจ้าจะเล่นหรือไม่อันหนิง” คุณหนูสกุลซูเอ่ยถามฉีอันหนิงออกมาอีกครา
“ผู้ใหญ่เขาเล่นกันอยู่ มิใช่เด็กเช่นเราจะเล่นได้ แค่มองดูก็พอแล้ว”
ตอบออกมาจบประโยคก็หันหน้ากลับไปมองการแข่งขันตรงหน้าแล้วเลิกสนใจสหายที่สำนักศึกษาผู้นี้อีก
ซูฉินหรงพอเห็นว่าคนตรงหน้ามิได้สนใจไยดีตนอีก นางจึงเดินจากไปด้วยใบหน้าที่เง้างอเพราะคนที่นางสนใจกลับไม่สนใจนาง ถ้ามิใช่เพราะบิดาและมารดาแนะนำให้นางตีสนิทและเป็นสหายกับฉีอันหนิงให้ได้ ป่านนี้นางคงจะเมินคุณหนูสี่แห่งสกุลฉีที่แสนฉลาดผู้นี้ไปแล้ว
“มิใช่สหายที่สนิทของน้องหรอกหรือ” ฉีอันหลงเอ่ยถามน้องสาวออกมา แต่ทว่าสายตาของเขาก็เอาแต่จดจ้องการแข่งขันหมากล้อมตรงหน้าด้วยความสนใจ
“มิใช่หรอกเจ้าค่ะ นางอยากสนิทกับน้อง แต่น้องมิอยากสนิทกับนาง” คนฟังถึงกับหัวเราะออกมาในลำคอ
“พี่เห็นเจ้ามีสหายคนสนิทอยู่เพียงแค่สองนางเท่านั้นใช่หรือไม่”
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ มีแค่เจียวซินกับซูซูเท่านั้น” ฉีอันหนิงตอบก่อนที่สองพี่น้องจะพากันเงียบไปเพราะกำลังสนใจการแข่งขันตรงหน้าที่ใกล้จะรู้ผลผู้แพ้ผู้ชนะเต็มที
“ผิดแล้ว!!!”
สองพี่น้องอุทานขึ้นมาพร้อมกัน เมื่อฝ่ายบุรุษชุดน้ำเงินวางหมากล้อมลงไปบนกระดาน สองพี่น้องมองหน้ากันก่อนที่จะหัวเราะออกมา
“เจ้าเล่นหมากล้อมเป็นด้วยหรืออันหนิง" เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างๆ กันกับเด็กหญิง
“เจียวซิน!! อือ…ข้าเล่นเป็น”
คนถูกถามอุทานออกมาเมื่อเห็นว่าผู้ที่เข้ามาทักทายนางเป็นผู้ใด ก่อนที่จะส่งยิ้มให้อีกฝ่ายและตอบออกมา
“อืม…. เจียวซินนี่คือท่านพี่อันหลง พี่ใหญ่ของเราเอง” อันหนิงมิลืมที่จะแนะนำสหายสนิทให้รู้จักพี่ใหญ่ของตน เด็กหญิงคำนับพี่ชายของเพื่อนสนิท
“คารวะท่านพี่อันหลงเจ้าค่ะ”
“ตามสบายเถิดน้องหญิง”
พอได้ยินชื่อ ฉีอันหลงก็พอจำได้ว่าเด็กหญิงผู้นี้นั้นเป็นสหายคนสนิทของน้องสาวของตน เขาจึงเอ่ยออกมาอย่างเป็นกันเองและส่งยิ้มให้กับนาง
บุรุษร่างสูงโปร่งวัยสิบสามยืนเด่นเป็นสง่า ข้างๆ กันมีเด็กหญิงที่มีหน้าตาน่ารักน่าชังยืนเคียงกันอยู่ ทั้งสามกำลังยืนลุ้นผลของการแข่งขัน ก่อนที่จะจบลงในเค่อเดียว สองพี่น้องพากันส่ายใบหน้าไปมาพร้อมกัน ซ่งเจียวซินที่มองเห็นอากัปกิริยาของสองพี่น้องถึงกับแอบขำออกมา
“มีผู้ใดอยากจะลองอีกไหม” เสียงของบุรุษที่แข่งขันชนะเอ่ยออกมาอย่างท้าทาย
“พี่ใหญ่ ลองสิ…เดี๋ยวน้องคอยช่วย” น้องเล็กรีบบอกพี่ชายทันทีเมื่อเห็นท่าทางหยิ่งผยองของอีกฝ่าย
“จะดีเหรอน้องสี่” ฉีอันหลงเอ่ยถามน้องด้วยความไม่แน่ใจ เพราะถ้าหากแพ้คงจะเสียชื่อสกุลฉีเป็นแน่
“ดีเจ้าค่ะท่านพี่ ท่านเชื่อข้าเถิด ด้วยสติปัญญาของท่านรวมกับของข้าแล้ว ข้ามั่นใจว่าพวกเราจะมิทำให้สกุลฉีขายหน้าเป็นแน่”
คำตอบที่จริงจังของน้องสาวทำให้พี่ชายคนโตมั่นใจ เขาจึงเสนอตัวแต่ทว่าขอให้เขาและน้องสาวได้ช่วยกัน อีกฝ่ายเมื่อเห็นว่าทั้งคู่เป็นเด็กจึงไม่ขัดข้อง ซ่งเจียวซินยืนให้กำลังใจพี่ชายของสหายและสหายที่นางสนิทอย่างชิดติดขอบ
ร่างสูงของเด็กชายวัยสิบสามปีนั่งลงบนเก้าอี้ประจันหน้ากับอีกฝ่ายที่ดูมีอายุมากกว่าถึงสิบกว่าปี นัยน์ตาคมกล้าของฉีอันหลงเป็นประกายขึ้นมาเมื่อมองไปยังคนที่ยืนส่งเสียงให้กำลังใจเขาและน้องสาว บ่าวทั้งสี่นั้นมิได้เอ่ยห้ามอันใดเพราะรู้ดีถึงฝีมือการเล่นหมากล้อมของสองพี่น้อง
“เริ่มเลยดีกว่านะเจ้าคะ อย่ามัวเสียเวลาอยู่เลย”
ฉีอันหนิงเอ่ยออกมาก่อนที่จะได้รับสายตาเยาะหยันแกมดูถูกของอีกฝ่าย เกมการแข่งขันหมากรุกที่มิได้มีเดิมพันอันใดนอกจากชื่อเสียงและหน้าตาของตระกูลเริ่มต้นขึ้นอย่างที่ฉีอันหนิงต้องการ อีกฝ่ายเป็นผู้เริ่มเกมก่อน
ฉีอันหลงวัยสิบสามปีแต่ทว่ามีท่าทีสุขุม ใบหน้าของเขามิได้ฉายแววแห่งความกังวลออกมาแม้แต่เพียงเศษเสี้ยว ผู้ที่มามุงดูการแข่งขันหมากล้อมเพิ่มมากขึ้น เพราะต่างก็ให้ความสนใจกับการประลองในครั้งนี้
“ลำบากท่านแล้ว”
ริมฝีปากเล็กยกยิ้มขึ้นมาเมื่อได้ยินผู้เป็นพี่ชายเอ่ยประโยคนี้ บุรุษหนุ่มที่มีความมั่นใจอยู่ก่อนหน้าเกิดความระแวงขึ้นมาทันทีเมื่่อเห็นว่าอีกฝ่ายวางหมากโดยใช้สติปัญญาเข้าช่วย เขาพยายามสงบแล้วแท้ๆ แต่ก็มิอาจต้านทานความเก่งกาจของเด็กชายตรงหน้าได้ ไหนจะเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนเคียงข้างคอยช่วยพี่ชายของนางอีก
“เก่งจริงๆ หนูน้อยทั้งสอง เจ้าเป็นลูกหลานจากตระกูลใดกันหรือ” ผู้คนที่มามุงดูการประลองในครั้งนี้เอ่ยถามขึ้นมาอย่างสนใจ
“คุณชายใหญ่กับคุณหนูสี่ของพวกข้าเป็นบุตรชายคนโตและบุตรีคนเล็กของใต้เท้าฉีและฉีฮูหยิน”
พอได้ยินเช่นนั้นเสียงปรบมือก็ยิ่งดังขึ้นไปอีก มีผู้ใดบ้างในเมืองตงหลางจะมิรู้จักสกุลฉี เพราะใต้เท้าฉีที่ว่าก็คือเจ้าเมืองตงหลาง เจ้าเมืองที่ทำหน้าที่เจ้าเมืองได้อย่างดีเยี่ยม จนชาวเมืองต่างยกย่องให้เขาเป็นขุนนางที่มีความตงฉิน ซื่อสัตย์ สุจริตเห็นแก่ส่วนรวมของบ้านเมือง
“คุณชายกับคุณหนูทั้งสองช่างเก่งกาจนัก ข้าน้อยขออภัยที่ใช้วาจาล่วงเกิน ข้าน้อยยอมรับความพ่ายแพ้” บุรุษที่เป็นคู่ประลองเอ่ยออกมาพร้อมกับยกมือขึ้นมาขออภัยสองเด็กน้อย
“มิเป็นไรหรอก ท่านก็เก่ง เพียงแต่ท่านต้องมีสติและรู้จักถ่อมตนมากกว่านี้”
ฉีอันหลงเอ่ยออกมาก่อนที่จะลุกขึ้นแล้วจูงมือน้องสาวเดินออกจากวงหมากล้อมไปท่ามกลางเสียงชื่นชมจากเหล่าผู้ที่มามุงดูการประลอง โดยมิลืมที่จะคว้ามือสหายคนสนิทของน้องสาวที่ยืนปรบมือให้เขาและน้องสาวเมื่อครู่ให้เดินออกมาจากวงหมากล้อมนั้นด้วย
“ท่านพี่อันหลงกับอันหนิงจะไปที่ใดกันต่อหรือเจ้าคะ” ซ่งเจียวซินเอ่ยถามพี่ชายคนโตของสหายคนสนิท
“พี่จะพาน้องหญิงสี่ไปโยนศร น้องเจียวซินอยากไปกับพวกเราด้วยหรือไม่” เขาตอบนางด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“คุณหนูเจ้าคะ นายท่านกับนายหญิงให้กลับไปหาที่โรงเตี๊ยมอู่เซียว” สาวรับใช้ที่ติดตามคุณหนูรองมาเอ่ยทักท้วงขึ้นมาทันทีเมื่อเห็นว่าคุณหนูนั้นอยากจะติดตามสหายสนิทไป
“อ้อ… อืม อันหนิง ข้าคงไปกับเจ้าด้วยมิได้แล้วล่ะ ขอให้คืนนี้สนุกนะ แล้วเจอกันที่สำนักศึกษาจ้า”
ซ่งเจียวซินเอ่ยออกมาเมื่อได้ยินเช่นนั้น เด็กหญิงเป็นบุตรีที่เชื่อฟังบิดาและมารดาเป็นที่สุด แค่พวกท่านอนุญาตให้นางเดินมาเที่ยวตามลำพังกับพวกสาวรับใช้ เพียงเท่านี้ก็มากพอสำหรับนางแล้ว
“จ้า… เจ้าไปเถอะ ข้ากับพี่ใหญ่ก็จะไปเช่นกัน”
ฉีอันหนิงบอกอย่างเข้าใจ คุณหนูรองสกุลซ่งคำนับลาพี่ชายของสหายคนสนิทก่อนที่จะเดินจากไปพร้อมกับสาวรับใช้และบ่าวชายที่ติดตามเจ้าของร่างเล็กมาถึงสี่คน สองพี่น้องมองนางก่อนที่จะเดินจับมือกันไปตามเส้นทางที่ไปยังสถานที่ประลองโยนศรในงานเทศกาลหยวนเซียวในค่ำคืนนี้
เมื่อถึงสถานที่ประลองก็พบว่ามีผู้ที่สนใจเข้าร่วมประลองหลายคน ฉีอันหนิงที่เชี่ยวชาญในการโยนศรให้ลงเป้าเสนอตัวทันทีเมื่อมีการเอ่ยถามถึงผู้ท้าชิงคนต่อไป หลายคนมองมาต่างพากันขำขัน เพราะมิคาดคิดว่าเด็กหญิงตัวเล็กๆ เช่นนั้นจะชนะผู้ใหญ่ตัวโตที่มีช่วงแขนยาวได้
“แม่นางน้อย ข้าจะต่อให้เจ้าห้าดอก” บุรุษที่อายุน่าจะเกินยี่สิบปีเอ่ยขึ้นก่อนที่ผู้คนรอบๆ จะพากันยิ้มออกมาให้กับความกล้าของเด็กหญิง
“มิต้องหรอกเจ้าค่ะ นับตามความเป็นจริงเถิด” ฉีอันหนิงเอ่ยออกมาอย่างมั่นใจ ผู้เป็นพี่ชายคนโตยกยิ้มที่มุมปาก ผู้คนเหล่านี้ดูถูกน้องสี่ของเขามากเกินไปแล้ว
“ฮ่าๆๆๆ เด็กน้อย เจ้าต้องการเช่นนั้นเองนะ ข้ามิได้บังคับ หากเจ้าจักต้องอับอายในค่ำคืนนี้เจ้าจะมาโทษข้าว่ารังแกเจ้ามิได้หรอกหนา” บุรุษหนุ่มผู้ที่ถูกเด็กหญิงท้าประลองถึงกับเอ่ยออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะอย่างดูถูกเย้ยหยัน
“รอให้การประลองจบก่อนเถิด แล้วท่านค่อยหัวเราะน้องสาวของข้าก็ยังมิสาย” ฉีอันหลงเอ่ยออกมาด้วยความมิพอใจที่บุรุษผู้นี้นั้นหัวเราะน้องสาวของตน
“เอาล่ะ การประลองรอบนี้จะเป็นการโยนให้ลงเป้า ทั้งหมดมียี่สิบดอก ให้ลงเป้าได้มิเกินสองดอกต่อหนึ่งเป้า”
ผู้ที่จัดการประลองเอ่ยกติกาการประลองออกมา ผู้คนที่กำลังเดินผ่านไปผ่านมาต่างก็หยุดชมการประลองระหว่างบุรุษหนุ่มรูปร่างสูงที่มีช่วงแขนที่ยาวกับเด็กหญิงที่มีรูปร่างเล็ก
“จะชนะได้เช่นไรกันตัวเล็กเช่นนี้” สตรีผู้หนึ่งแสดงความคิดเห็นของนางออกมา
“นั่นสิ ดูแขนก็รู้แล้วว่ามิมีทางจะชนะได้หรอก” บุรุษที่ยืนชมอยู่ก่อนหน้าแสดงความคิดเห็นเช่นกัน
“พวกท่านอย่าเพิ่งตัดสินกับสิ่งที่เห็น แต่จงดูให้จบก่อนเถิด แล้วพวกท่านจะรู้ว่าคุณหนูสี่ของพวกข้าน้อยนั้นมิใช่เด็กน้อยที่พวกท่านจะมาดูถูกนางได้” ซุนซุนเอ่ยออกมาด้วยความมิพอใจ แต่นางเป็นเพียงบ่าวรับใช้จึงมิอาจแสดงความคิดเห็นออกมาได้มากมาย
การโยนศรลงกาปากสูงที่เรียงกันสิบกาเริ่มต้นจากฝ่ายบุรุษหนุ่มที่มีสีหน้าท่าทางมั่นอกมั่นใจกับการโยนลูกศรของตน เพราะตั้งแต่งานเริ่มมายังมิมีผู้ท้าชิงคนใดสามารถล้มเขาได้ เขาเดินไปหยิบลูกศรที่ทำมาจากไม้ไผ่แล้วทำเหมือนลูกธนูขึ้นมาถือเอาไว้ ก่อนที่จะเริ่มโยนศรดอกแรกให้ลงปากกาสูงอันแรก
ศรดอกแรกที่ลอยออกจากมือของบุรุษหนุ่มเข้าไปยังเป้าได้อย่างแม่นยำ ศรดอกที่สองที่ถูกโยนออกไปก็เข้าไปในเป้าเดียวกันอย่างง่ายดาย ริมฝีปากหนายกยิ้มขึ้นมาด้วยความพอใจ บุรุษหนุ่มผู้ถูกเด็กหญิงตัวน้อยท้าประลองค่อยๆ โยนศรไปจนเหลือสองดอกสุดท้าย แต่เพราะความชะล่าใจ ความเย่อหยิ่งและมั่นใจในตนเองที่อยากจะแสดงให้ผู้ชมได้เห็นว่าเขาเก่งกาจ
เขาโยนมันออกไปพร้อมกันทั้งสองดอก แต่แล้วลูกศรดอกหนึ่งกลับกระเด็นออกจากปากกา ทำให้เขาเสียแต้มไปหนึ่งแต้ม ใบหน้าที่เย่อหยิ่งก่อนหน้าฉายแววสลดลงเพียงเล็กน้อย ก่อนที่จะปรับสีหน้าให้เป็นเช่นเดิมเพียงเวลาไม่นาน เขามั่นใจว่าเด็กน้อยผู้นี้มิอาจจะชนะเขาไปได้ เพราะมองเช่นไรนางก็เป็นเพียงแค่เด็กหญิงคนหนึ่งที่ดูมิได้เก่งกาจเลยสักนิด