ตอน 1

ท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุอันเป็นพื้นที่ส่วนใหญ่ซึ่งกินอาณาเขตไปกว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์ของประเทศซัลมา ประเทศเล็กๆ ทางตะวันออกกลางแสนทุรกันดารและแทบไม่ปรากฏในแผนที่โลกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมานั้นช่างดูไม่น่าสนใจแม้แต่น้อย ยิ่งเป็นประเทศปิด ซ้ำยังมีประชากรไม่กี่ล้านคนด้วยแล้ว ยิ่งไม่ได้รับความสนใจจากโลกภายนอกเสียจนโลกเกือบลืมไปแล้วว่ายังมีประเทศแห่งนี้อยู่ หากแต่ชื่อเสียงของประเทศซัลมากลับเลื่องลือขึ้นในระยะหลังเมื่อมีผู้คนจากประเทศมหาอำนาจบางส่วนสำรวจพบว่าลึกลงไปใต้ผืนทรายแห้งๆ นี้ กลับอุดมไปด้วยขุมทรัพย์ทางธรรมชาติซึ่งมีมูลค่ามหาศาลจนไม่อาจประเมินค่าเป็นตัวเลขได้แน่ชัด ซ้ำยังพรั่งพร้อมไปด้วยร่องรอยอารยธรรมเก่าแก่ที่ยังคงหลงเหลือให้เห็นได้ในสภาพเกือบสมบูรณ์กว่าประเทศอื่นๆ ที่มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกัน เท่านั้นดินแดนที่ถูกลืมก็เข้ามาอยู่ในสายตาของทุกประเทศมหาอำนาจเพียงชั่วพริบตา

หลายประเทศใช้ความพยายามอย่างยิ่งในการสร้างสัมพันธไมตรีกับประเทศซัลมาดด้วยหวังว่าจะได้กอบโกยผลประโยชน์จากประเทศนี้ด้วยสารพัดวิธีอย่างที่ประเทศปิดอื่นๆ ถูกกระทำกัน แต่วิธีการดังกล่าวใช้ไม่ได้ผลกับประเทศซัลมาสักเท่าไหร่นัก นอกจากจะบังคับให้เปิดประเทศไม่ได้แล้ว ‘ชีคอับราน แห่งกษัตริย์ซัลมา’ ผู้ปกครองยังแสดงการต่อต้านต่างชาติอย่างชัดเจนด้วยพระองค์ทรงยืนกรานว่าจะปิดประเทศเพื่อปกกันการรุกรานของชาติอื่น รวมถึงปกป้องสายเลือดบริสุทธิ์ตามความเชื่อแต่ดั้งเดิมของบรรพบุรุษว่าประเทศนี้กำเนิดมาเพื่อเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของลูกหลานชาวซัลมาเท่านั้น

ความพยายามของนานาชาติล้มเหลวหลายต่อหลายครั้ง จนกระทั่งกาลรัชสมัยของชีคอับรานสิ้นสุดลงจากอุบัติเหตุพายุทะเลทรายระหว่างที่พระองค์และหน่อเนื้อเชื้อไขทุกพระองค์เสด็จไปเยี่ยมราษฎรชนเผ่าเบดูอินและหายสาบสูญไปตั้งแต่บัดนั้น กษัตริย์พระองค์ใหม่ซึ่งดำรงตำแหน่งพระอนุชาในชีคอับรานได้รับการสถาปนาขึ้นครองราชย์สืบบัลลังก์ การปิดประเทศไม่ใช่นโยบายหลักของประเทศซัลมาอีกต่อไป เนื่องจาก ‘ชีคอัมฟาล’ ทรงมีพระราชดำริต่างจากพระเชษฐายิ่งราวฟ้ากับเหว ด้วยพระองค์ทรงเคยศึกษาเล่าเรียนยังต่างประเทศแต่เล็กหลังจากพระมารดาซึ่งเป็นสนมในพระบิดาของอดีตกษัตริย์อับรานและชีคอัมฟาลได้ถูกเนรเทศออกนอกประเทศโดยการขับไล่ขององค์พระมเหสีซึ่งเป็นพระมารดาของชีคอับราน ชีคอัมฟาลจึงมีพระประสงค์ที่จะเห็นประเทศของพระองค์ได้รับการพัฒนาเฉกเช่นประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ที่พระองค์เคยอยู่อาศัยมาเมื่อครั้งพระเยาว์ การตัดสินใจเปิดประเทศเพื่อติดต่อเจรจากับนานาชาตินั้นจึงเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่บัดนั้น

เหล่านักเดินทางต่างดั้นด้นมายังดินแดนแห่งนี้ด้วยหวังผลประโยชน์ที่แตกต่างกันออกไป ทั้งกลุ่มที่หวังผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากทรัพยากรภายในประเทศ และกลุ่มที่หวังผลประโยชน์ทางการศึกษาจากแหล่งอารยธรรมโบราณสถานขนาดใหญ่ หรือกลุ่มอื่นๆ ต่างพรั่งพรูเข้ามามากมายจนชีคอัมฟาลให้การต้อนรับอาคันตุกะเหล่านั้นแทบไม่ทัน

ผู้คนเหล่านั้นแลดูเสมือนหมาป่าหิวกระหายในเนื้อลูกกวางอันโอชะที่ซ่อนตัวอยู่ในถ้ำตลอดหลายศตวรรษ แต่ผู้ใดเล่าจะรู้ว่าภายในถ้ำนั้นจะซ่อนความลับบางอย่างที่ไม่อาจเปิดเผยไว้อยู่...

ตอน 2

ทันทีที่ร่างสูงก้าวออกจากสนามบินนานาชาติของประเทศซัลมา ไอร้อนระอุของทะเลทรายก็พัดผ่านผิวจนเขารู้สึกได้ว่าอากาศในดินแดนทะเลทรายแห่งนี้มันโหดร้ายเพียงใด เหงื่อเม็ดเป้งไหลท่วมกายจนเสื้อผ้าเปียกชื้น ความเหนียวเหนอะหนะทำเอาเขาคิดถึงเครื่องปรับอากาศข้างในสนามบินทันที แต่เขาก็ได้แค่คิดเท่านั้น ในความเป็นจริงแล้ว เขาไม่ได้ขยับตัวแม้แต่น้อยด้วยกลิ่นเครื่องเทศซึ่งเป็นกลิ่นประจำกายของชาวตะวันออกกลางทำให้เขาไม่อาจทนใช้อากาศหายใจร่วมได้ไหว และอาคารผู้โดยสารก็เล็กเกินกว่าที่เขาจะหาที่ปลีกตัวไปหลบกลิ่นเหล่านั้นได้ เพราะสนามบินแห่งนี้ถึงจะได้ชื่อว่าเป็นสนามบินนานาชาติ แต่ในสายตาของชายหนุ่มแล้ว มันไม่ต่างอะไรจากลานจอดรถที่กว้างพอจะให้เครื่องบินขนาดเล็กลงจอดได้ ส่วนอาคารผู้โดยสารก็มีเพียงอาคารหลังเล็กๆ ด้านหลังเขาเพียงอาคารเดียวเท่านั้น สุดท้ายเขาก็จำต้องระเห็จออกมาด้านนอกอาคารอย่างไร้ทางเลือก แน่นอนว่าภายนอกอาคารก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่นัก เพราะนอกจากรันเวย์ที่เทราดด้วยซีเมนต์แล้ว รอบๆ ข้างนั้นล้วนเป็นทะเลทรายกว้างสุดลูกหูลูกตาจนเขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าเขาจะเอาชีวิตรอดที่นี่ได้อย่างไรหากวันหนึ่งเขาหลงไปอยู่กลางทะเลทรายเพียงลำพัง

“ก็ไม่ได้ร้อนกว่าประเทศไทยสักเท่าไหร่หรอกน่า”

ชายหนุ่มพยายามปลอบใจตนเอง มือทั้งสองกระชับสายสะพายเป้บนไหล่ให้กระชับ ก่อนดึงมือมาดันแว่นที่ไหลลงมาปลายสันจมูกให้ขึ้นไปอยู่ที่เดิมขณะที่ความร้อนยังถาโถมเขาไม่หยุด ความเมื่อยล้าและความเหนื่อยอ่อนจากการนั่งเครื่องบินทำให้เขาจะเป็นลมเสียให้ได้ พลันนึกสงสัยตัวเองขึ้นมาแว้บหนึ่งว่าทำไมถึงรีบตกปากรับคำ ‘ศาสตราจารย์แอนเดอร์สัน’ อาจารย์คณะโบราณคดีประจำมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ที่ออกปากชวนเขามาสำรวจซากโบราณสถานในประเทศที่เพิ่งเปิดใหม่แห่งนี้หลังจากที่นักโบราณคดีชื่อดังคนหนึ่งขอถอนตัวออกจากทีมสำรวจซากโบราณสถานทูรายาห์กะทันหันในเรื่องของค่าตอบแทนที่ไม่สมน้ำสมเนื้อ

แน่นอนว่าเขารู้ว่าที่แอนเดอร์สันต้องการให้เขาร่วมทีมเป็นเพราะ...

หนึ่ง...เขาเป็นนักศึกษาไทยระดับหัวกะทิของคณะที่มีผลงานวิจัยมากมายจนอาจารย์หลายคนต้องซูฮก

สอง...เขาสามารถพูดได้หลายภาษาและใช้มันอย่างคล่องแคล่ว และภาษาอาหรับก็เป็นภาษาหนึ่งในนั้น

และสาม...ค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายให้เขานั้นช่างถูกแสนถูก ถูกกว่าค่าตัวผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีดังๆ เป็นไหนๆ

ซึ่งแน่นอนอีกเหมือนกันว่าคนหนุ่มวัยยี่สิบห้าปีอย่างเขาก็อยากได้ประสบการณ์ทางสายที่ได้ศึกษาเล่าเรียนมา ซ้ำประเทศซัลมายังมีร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์และเก่าแก่กว่าประเทศอื่นๆ ในละแวกเดียวกัน ที่สำคัญประเทศซัลมาเพิ่งทำอนุสัญญาเปิดประเทศกับนานาชาติ มันจึงเป็นสิ่งยั่วยวนใจให้เขาตัดสินใจลัดฟ้ามายังที่นี่แต่แรก แต่ตอนนี้เขาเริ่มไม่มั่นใจสักเท่าไหร่แล้วว่าตัดสินใจถูกหรือไม่ เพราะนอกจากจะต้องเดินทางมาคนเดียวแล้ว เขายังถูกปล่อยเกาะให้รอนานหลายชั่วโมง ซ้ำยังไร้ตั๋วเครื่องบินขากลับ หากไม่มีใครมารับอย่างที่นัดหมายไว้ มีหวังเขาคงต้องได้เดินกลับอเมริกาแน่ๆ

โชคดีก่อนที่เขาจะเป็นลมเป็นแล้ง เสียงคุ้นเคยก็เอ่ยเรียกชื่อเขาเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกัน ความดีใจก็พลันพุ่งเข้ามาในในชายหนุ่มทันที

“ขอโทษทีปารีส มัวแต่สนใจเรื่องงาน ลืมไปเลยว่านัดนายเอาไว้”

‘ปริญ’ หรือ ‘ปารีส’ ตามชื่ออังกฤษหันไปมองยังต้นเสียง เมื่อเห็นร่างอ้วนท้วมของชายวัยกลางคน ศีรษะล้านไปกว่าครึ่งเดินอุ้ยอ้ายพลางโบกไม้โบกมือเข้ามาหา ใบหน้าเหนื่อยล้าเมื่อครู่ก็มลายหายไปพลัน ฉาบพรายด้วยรอยยิ้มกว้างแทน

“ไม่เป็นไรครับศาสตราจารย์ ผมเพิ่งลงเครื่องเมื่อกี้เอง พอดีเครื่องมันดีเลย์”

ปริญโกหกคำโตพร้อมฉีกยิ้มกว้าง ทั้งที่ในใจอยากจะตะโกนใส่หน้าอาจารย์ที่เคารพรักที่ทิ้งให้เขารอจนเหงื่อท่วมเสียขนาดนี้

“งั้นเหรอ แล้วนี่คงยังไม่ชินกับสภาพอากาศที่นี่สินะ เปียกเชียว”

แอนเดอร์สันทักติดตลกพลางปราดมองคนตรงหน้าตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ขณะที่คนถูกทักได้แต่หัวเราะแห้งๆ แก้เก้อ แน่ล่ะ...ถูกทักอย่างนี้ก็ไม่แปลก เพราะเสื้อลายสก็อตสีแดงสลับเขียวกับกางเกงยีนส์ขายาวบนร่างเขานั้นมันชุ่มไปด้วยเหงื่อเสียจนเปียกแนบกับลำตัว มิหนำซ้ำรองเท้าผ้าใบคู่โปรดก็เปรอะไปด้วยละอองทราย ทำให้เขาดูโทรมลงกว่าตอนก่อนขึ้นเครื่องบินอย่างเห็นได้ชัด

“วันแรกก็อย่างนี้กันทั้งนั้นแหละ อยู่ไปสักพักก็ชินเหมือนฉันกับคนอื่นๆ” แอนเดอร์สันว่าพลางกลั้วหัวเราะ ยกฝ่ามืออวบอ้วนตบลงไปที่บ่าของลูกศิษย์เต็มแรง

ปริญยิ้มแห้งๆ ก่อนตอบรับ “ครับศาสตราจารย์”

ตอน 3

“งั้นเราอย่าเสียเวลาเลย คืนนี้ทีมเรามีแพลนเข้าเฝ้าชีคอับราน จะได้มีเวลาพักผ่อนก่อนรับศึกใหญ่”

“คืนนี้เลยหรือครับ” ปริญเบิกตาโพลงอย่างตกใจ ก็แน่ล่ะ เขาเพิ่งจะมาถึงไม่ทันได้ครบยี่สิบสี่ชั่วโมง ก็ต้องไปเยี่ยมเยือนเจ้าของประเทศโดยไม่ทันได้เตรียมใจ ก็ต้องตกใจเป็นธรรมดา

“ไม่ให้คืนนี้แล้วจะเป็นคืนไหนล่ะ พรุ่งนี้ก็จะต้องออกสำรวจแล้ว อย่าเพิ่งถามมากเลย รีบกลับบ้านพักเร็วๆ เข้า ฉันมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ เดี๋ยวเรื่องรายละเอียดการสำรวจ ฉันจะบอกตอนเดินทางพรุ่งนี้”

แอนเดอร์สันว่าอย่างไม่สนใจนัก พลางหมุนตัวกลับไปยังรถจี๊ปที่เขาขับมาซึ่งถูกจอดทิ้งไว้รอบนอกรันเวย์โดยไม่สนใจลูกศิษย์หนุ่มที่มองตามอย่างงุนงง

เอาจริงๆ ปริญไม่รู้ด้วยซ้ำว่าซากศาสนสถานทูรายาห์ที่เขาถูกชักชวนให้เข้าร่วมทีมสำรวจนี่มีความสำคัญอย่างไร เพราะซัลมาไม่ใช่ประเทศที่มีข้อมูลเปิดเผยทั่วไปชนิดค้นอินเตอร์เน็ตไม่กี่อึดใจก็เจอข้อมูลที่ต้องการอย่างนั้น เนื่องจากเขาไม่ได้เข้าร่วมทีมตั้งแต่แรก ทำให้เขาแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับซัลมาเลยก็ว่าได้

ปริญถอนหายใจยาว ใจเขาตอนนี้อยากรู้ข้อมูลทุกอย่างที่เขาควรจะต้องรู้ทันทีเลยก็ว่าได้ แต่ก็รู้ดีว่าคนอย่างแอนเดอร์สัน ต่อให้คะยั้นคะยอแค่ไหน หากเขาลั่นวาจาอะไรไปแล้ว ก็ยากที่จะเปลี่ยนใจนัก

“ไหนๆ ก็มาแล้ว เป็นไงเป็นกัน”

ปริญได้แต่พึมพำเป็นภาษาไทยอยู่คนเดียวก่อนจะแบกสัมภาระเดินตามผู้เป็นอาจารย์ไปติดๆ ด้วยหวังในใจว่าการตัดสินใจของเขาครั้งนี้นั้นมันจะเป็นโอกาสดีที่จะทำให้เขาได้ก้าวหน้าในวิชาชีพในอนาคตอย่างที่ตั้งใจไว้

ทั้งคู่ใช้เวลากว่าชั่วโมงในการขับรถข้ามทะเลทรายมาถึงที่พัก มันเป็นบ้านดินหลังไม่ใหญ่นักซึ่งทางการของซัลมาสร้างขึ้นเป็นพิเศษเพื่อใช้เป็นที่รับรองอาคันตุกะของประเทศ บ้านดินที่ว่าไม่ได้ถูกตกแต่งหรูหราอย่างในพระราชฐานแต่อย่างใด แต่มันก็โอ่โถงและแสดงถึงอารยธรรมของชาวซัลมา ได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ บ้านดินเหล่านี้สามารถเก็บกักความเย็นจากอุณหภูมิอากาศในตอนกลางคืนไว้ได้ตลอดช่วงกลางวัน ทำให้ในเวลากลางวันนั้นถึงจะมีอุณหภูมิสูงแต่ก็สามารถอาศัยอยู่ภายในบ้านได้สบายๆ ราวกับมีเครื่องปรับอากาศ ทั้งที่ในประเทศซัลมานั้น เครื่องใช้ไฟฟ้ายังถือว่าเป็นของหายากของประชาชนทั่วไป

ขณะที่ความแปลกตาของบ้านทำให้ปริญสดชื่นขึ้นทันตา เขาปราดมองการตกแต่งลวดลายบนผนังบ้านอย่างชื่นชม มันเป็นจิตรกรรมที่ดูแตกต่างจากจิตรกรรมอาหรับอย่างที่เขาเคยเห็นพอสมควร อีกทั้งยังดูเก่าแก่มากหากเทียบกับอารยธรรมประเทศอื่นๆ ในแถบนี้แล้วราวกับว่าเขากลับไปอยู่ในช่วงก่อนคริสตกาลอย่างไรอย่างนั้น และนี่เองที่ทำให้ปริญเข้าใจแอนเดอร์สันได้ชัดเจนว่าทำไมถึงกระตือรือร้นในการเดินทางมาที่นี่นัก

ปริญเอ่ยทักทายนักโบราณคดีจำนวนหนึ่งภายในบ้านตามมารยาท เท่าที่จำได้ ทีมของแอนเดอร์สันมีผู้เข้าร่วมประมาณสิบกว่าชีวิต แต่คงจะออกไปข้างนอกกันหมด หากแต่เสียงทักทายของปริญดูเหมือนว่าจะเป็นการรบกวนมากกว่าการทักทายธรรมดา พวกเขาหันมามองผู้มาใหม่เล็กน้อยก่อนจะก้มหน้าก้มตาทำงานของตนเองต่อราวกับไม่รู้จักปริญมาก่อนอย่างไรอย่างนั้นทั้งที่เคยร่วมงานกันมาหลายต่อหลายครั้ง ปริญหน้าเสียทันตาแต่ก็รู้ดีว่านั่นเป็นธรรมดาของนักโบราณคดีทีมแอนเดอร์สันที่นอกจากจะเก่งกาจทางศาสตร์นี้จนหาตัวจับยากแล้ว มนุษยสัมพันธ์ก็ยังได้ชื่อว่ายอดแย่พอๆ กับความเก่งอีกด้วย

“ปารีส เข้ามานี่”

และก่อนที่ปริญจะหน้าเสียไปกว่านี้ เสียงของแอนเดอร์สันก็ช่วยเขาไว้ แอนเดอร์สันกวักมือเรียกให้เขาเข้าไปในห้องหนึ่งซึ่งมันคือห้องพิเศษที่จัดให้แอนเดอร์สันไว้ใช้คนเดียวเท่านั้น ขณะที่คนอื่นๆ จะนอนรวมกันที่ห้องนอนใหญ่ที่มีอยู่ห้องเดียวในบ้าน

แอนเดอร์สันยังคงความเป็นตัวเองไว้อย่างชัดเจน ห้องทำงานของเขาไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ยังคงรกรุงรังไปด้วยเอกสารการค้นคว้าต่างๆ ปริญพยายามมองหาที่ว่างให้ตัวเองได้ยืน ก่อนแอนเดอร์สันจะเดินมายังโต๊ะทำงานแล้วจัดการหอบเอกสารบนเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามทิ้งลงพื้นแล้วผายมือให้ลูกศิษย์นั่ง

“นั่งสิ” เขาว่าสั้นๆ ก่อนเดินไปทิ้งตัวลงนั่งประจำเก้าอี้ตัวเอง

ปริญเดินเข้ามานั่งโดยไม่พูดอะไร ไม่ทันที่เขาจะได้นั่งเต็มก้นดี ปึกกระดาษกองใหญ่ก็ถูกโยนมาตรงหน้าเขา ชายหนุ่มมองหน้าเจ้าของเอกสารกองนั้นอย่างขอคำตอบทันที

“ข้อมูลเกี่ยวกับศาสนสถานทูรายาห์ที่จะไปสำรวจพรุ่งนี้ เอาไปอ่านซะให้หมดนะคืนนี้” แอนเดอร์สันตอบราวกับอ่านใจปริญออก หากแต่กลับไม่รู้ว่าสีหน้าของลูกศิษย์หลังจากได้เห็นเอกสารกองโตที่ได้รับมอบหมายให้อ่านให้แล้ว เขารู้สึกอย่างไร

“มะ...หมดนี่เลยหรือครับ”

“ก็ใช่น่ะซี่ จะเดินทางพรุ่งนี้แล้วจะไม่เตรียมตัวให้พร้อมได้ยังไง อย่างน้อยๆ นายก็ต้องรู้ทุกอย่างเหมือนกับที่คนอื่นรู้กันเป็นขั้นพื้นฐานก่อน ส่วนอย่างอื่นค่อยไปศึกษาเพิ่มเติมที่สถานที่จริง”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED