“เธอๆ เอ้าน้ำ เราเอามาเผื่อ”
“ขอบใจจ้ะ” นิราวดีหันไปยิ้มให้กับสาวน้อยร่างอวบที่นั่งอยู่ด้านข้าง รับขวดน้ำที่เพื่อนแฟนคลับมีน้ำใจหยิบยื่นมาให้ พลางเปิดถุงผ้าใบเก่งแล้วหยิบกล่องขนมออกมายื่นให้ “นี่เรามีคัพเค้กมาด้วย เราอบเอง กินด้วยกันนะ”
“เรามีมะม่วง เปรี้ยวเข็ดฟันเลยล่ะ แจมด้วยคน”
พี่สาวที่นั่งอยู่อีกด้านยกกล่องบรรจุมะม่วงตัดแต่งชิ้นพอคำกับน้ำปลาหวานกระปุกใหญ่มาตั้งตรงกลาง นั่นทำให้นิราวดีทำหน้าซี้ดเข็ดฟันขึ้นในบัดดล แต่น้ำลายสอในปากก็ทำให้หล่อนอยากกระโจนเข้าใส่
“แต่เรามีพิซซ่าของเฮีย...”
เสียงพี่สาวอีกคนที่นั่งถัดไปกลับทำให้พวกหล่อนพากันกรี๊ด ก่อนจะรีบตะครุบปิดปากกั้นเสียงโดยเร็ว เพราะพิซซ่าหลากหลายถาดกำลังถูกลำเลียงเข้ามาในพื้นที่
รอยยิ้มกว้างปะปนกับน้ำตาคลอซาบซึ้ง นิราวดีมองบรรยากาศโดยรอบ ณ ขณะนี้ หล่อนอยู่ท่ามกลางมิตรภาพที่อาจหาไม่ได้ในเมืองใหญ่ มิตรภาพที่ได้จากบรรดาเหล่าแฟนคลับด้วยกันเอง ซึ่งเป็นมิตรภาพที่เกิดขึ้นในกลุ่มคนที่แทบไม่เคยรู้จักกันมาก่อน
จากคนที่แอนตี้เรื่องแฟนคลับศิลปิน คนที่กล่าวหาว่าพวกหล่อนบ้าศิลปินเกินเหตุ คนที่บอกว่าศิลปินชายคนอื่นๆ หล่อกว่าเยอะทำไมไม่ไปคลั่งไคล้ ทว่าเมื่อสิ่งที่พวกหล่อนทำถูกถ่ายทอดปากต่อปาก จากตาเห็น หรือสัมผัสเอง นั่นทำให้จำนวนแฟนคลับของเฮียเพิ่มมากขึ้น จนวันนี้หล่อนเห็นแล้วว่ามีคนรักเฮียมากมาย เพราะยอดคนติดตามเฮียในสื่อออนไลน์มีมากกว่า 1 ล้านคน แล้วอย่างนี้จะไม่ให้หล่อนรักเฮียได้ไง
ภาพการแถลงข่าวของเฮียโชคถึงคอนเสิร์ตที่จะมีในเดือนหน้าฉายอยู่บนหน้าจอโทรศัพท์ของแฟนคลับทุกคน แต่หล่อนดันปวดฉี่กะทันหันนี่สิปัญหา
นิราวดีบิดตัวไปมาชั่งใจว่าควรทำอย่างไรดี เพราะถ้าลุกไปตอนนี้ ตำแหน่งที่นั่งต้องเปลี่ยนแน่ ถ้าหล่อนไปเข้าห้องน้ำ ความตั้งใจที่อุตส่าห์มารอเฮียตั้งแต่ตี 5 เพื่อให้ได้นั่งแถวแรกก็จะเป็นหมันทันที เพราะหล่อนคงพลาดโอกาสได้จับมือเฮีย คิดแล้วก็โทษตัวเองว่าไม่ควรดื่มน้ำเยอะ แล้วดันไม่กล้านุ่งผ้าอ้อมผู้ใหญ่มาอีก พอมาปวดฉี่แบบนี้ หล่อนนึกไม่ออกเลยว่าควรทำอย่างไรต่อ แต่หากนั่งทนอยู่แบบนี้รอจนเฮียออกมา มีหวังหล่อนได้ฉี่ราดแน่
“อูย...”
“ตัวเอง... ตัวเองเป็นอะไร ปวดท้องเหรอ เรามียานะ”
“เรา... เราปวดฉี่”
“ก็ไปฉี่สิ อ้อ... กลัวที่นั่งหาย ไปเหอะ เดี๋ยวเราดูไว้ให้ รีบไปรีบมานะ”
“ขอบคุณจ้ะตัวเอง เราไปแป๊บเดียว เดี๋ยวมานะ”
นิราวดีกระชับมือของเพื่อนแฟนคลับ ดีใจที่มองตาก็รู้ใจ เพราะใครเล่าจะอยากเสียที่
ระหว่างอยู่ในห้องน้ำ นิราวดีปฏิบัติกิจอย่างเร่งด่วน แต่ตาและหูไม่ได้พลาดจากคำสัมภาษณ์ของเฮียเลยสักนิด หล่อนยิ้มกว้างเมื่อกล้องแพลนไปที่ใบหน้าของเฮีย แต่เมื่อพิธีกรของค่ายถามเฮียว่ามีอะไรจะบอกฝากถึงแฟนคลับทั่วประเทศไหม หล่อนก็ตาตื่น เพราะนั่นคือสัญญาณว่าการแถลงข่าวกำลังสิ้นสุด
หล่อนรีบรุดออกจากห้องน้ำ หูยังฟัง ตายังมองโทรศัพท์ ทว่าเสียงกรี๊ดของเหล่าแฟนคลับที่นั่งรอก็ทำให้หล่อนมองตรงไป บริเวณนั้นเหล่าทีมงานกำลังหอบกุหลาบแดงช่อโตออกมาแจกบรรดาแฟนคลับ
“ว้ายๆๆๆ ช้าไม่ได้ๆ”
หล่อนตื่นตัว สมองคำนวณระยะทาง หากหล่อนเดินย้อนกลับไปตามทางเดิม หล่อนต้องใช้เวลาประมาณ 10 วินาที จึงจะถึงจุดที่เพื่อนจองที่ไว้ให้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเข้าถึงหรือเปล่าเพราะตอนนี้เหล่าแฟนคลับที่นั่งอยู่ต่างลุกขึ้นยืนเพื่อรับดอกไม้และขยับเข้าไปใกล้ชิดเพราะเฮียกำลังจะออกมาแล้ว แต่หากหล่อนลัดเลาะไปอีกทาง หล่อนอาจจะได้ดอกไม้จากเฮียเป็นคนสุดท้ายหรือดอกไม้อาจหมดก่อน แต่นั่นจะทำให้หล่อนสัมผัสเฮียได้อย่างใกล้ชิดเพราะเป็นจุดที่เฮียจะขึ้นรถพอดี
สมองยังคำนวณไม่เสร็จแต่เท้าของหล่อนก้าวไปแล้ว ช่องทางเดินบนตะแกรงระบายน้ำใต้ท่อเครื่องปรับอากาศขนาดใหญ่ของอาคาร แม้จะเกิดเสียงเวลาเดิน แต่เสียงกรี๊ดที่ดังกลบทุกสิ่งก็ทำให้ฝีเท้าเร่งขึ้น
ดวงตากลมโตมองแต่เพียงเจ้าของร่างสูงที่ค่อยๆ เดินทักทายและแจกดอกไม้แฟนคลับ ฝีเท้าเร่งให้ไวที่สุดเท่าที่จะทำได้ จุดหมายคือแฟนคลับคนสุดท้ายที่ยืนอยู่นอกเชือกกั้นเขตห้ามเข้า แค่อีกไม่กี่ก้าว หล่อนก็จะก้มรอดเชือกเข้าไป ทว่า...
ผลุบ!
หัวใจหล่นวูบตามร่างกายที่ลอยละลิ่วรวดเร็ว โดยที่หล่อนไม่ทันได้กรีดร้อง แต่กลับได้ยินเสียงร้องกรี๊ดของใครหลายๆ คน ผ่านหูฟังที่หล่อนเสียบไว้ ก่อนที่เสียงนั้นจะห่างไกล ทว่าร่างกายของหล่อนก็ยังล่องลอย… ลอยไปที่ใด...
เสียงบรรเลงปี่พาทย์วงใหญ่ดังขับขานขจรไกลไปทั่วแนวคุ้งน้ำ ด้วยวันนี้เป็นฤกษ์งามยามดีที่ ‘คุณหญิงพิศ’ ทำบุญขึ้นเรือนใหม่
ผู้มาร่วมงานบุญมีทั้งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่นับหน้าถือตาและเหล่าเพื่อนฝูงญาติสนิททั้งทางฝั่งท่านเจ้าคุณสามีผู้ล่วงลับไปแล้วและทางฝั่งคุณหญิงพิศเอง รวมทั้งผู้ใหญ่และเพื่อนร่วมงานที่ลูกชายนับถือ ด้วยเรือนนี้มิใช่เป็นเพียงเรือนใหม่ที่คุณหญิงพิศตั้งใจปลูกที่บ้านเกิด หากแต่หมายใจว่าจะให้เป็นเรือนหอของ ‘หลวงสำเนียงไพเราะ’ บุตรชายอีกด้วย
“แม่พิศนี่ก็กระไร ปลูกเรือนใหม่เรือนหอให้ลูกชายทั้งที ก็มาปลูกอยู่หัวไร่ปลายนาเยี่ยงนี้ ดูสิ ไปมาก็ลำบากลำบน”
“ไม่ลำบากเท่าไรดอกค่ะคุณแม่ นั่งรถไฟต่อเดียวเอง”
“เอ๊ะแม่ชม! ไม่ทันไร ลูกก็ว่าไม่ลำบากแล้วรึ”
“ก็จริงนี่คะคุณแม่ อีกหน่อยเมื่อสถานีรถไฟบางน้ำเปรี้ยวสร้างเสร็จ ก็จะยิ่งไปมาสะดวกมากขึ้นค่ะ จะเข้าพระนครก็ใช้เวลาไม่นานนัก”
“แต่แม่ไม่ไหวจะมาเยี่ยมเยือนลูกดอกนะ ลูกคงต้องเป็นฝ่ายไปหาแม่ที่พระนครเสียล่ะ”
ถ้อยสนทนาระหว่าง ‘คุณหญิงชื่น’ ภริยาพระยาพิศาลและ ‘แม่ชม’ บุตรีส่งผลให้ผู้ที่นั่งอยู่ด้านข้างสนใจ ด้วยล่วงรู้ว่าเรือนใหม่นี้เป็นเรือนหอของบุตรชายคุณหญิงพิศ ทว่าไม่มีใครรู้ว่าสตรีที่จะเป็นเจ้าสาวนั้นเป็นบุตรีเรือนใด แต่ถ้อยสนทนาเมื่อครู่ ดั่งจะไขข้อสงสัย
“คุณหญิงพูดเยี่ยงนี้ก็แปลว่าเรือนหอนี้เป็นของคุณหลวงกับคุณหนูชม?”
“อุ้ย! นี่ฉันพูดแบบนั้นออกไปหรือคะ”
“แหม... คุณหญิงล่ะก็ เรื่องน่ายินดีแท้ๆ ค่ะ ไม่เห็นต้องปิดเลย”
“โถ... มิใช่อย่างนั้นดอกค่ะ เด็กๆ เขาก็แค่ดูๆ กันอยู่เท่านั้น พ่อแม่ก็หวังจะให้ตกล่องปล่องชิ้นกันน่ะค่ะ แต่แม่ชมเขาช่างเลือก นี่ยังไม่รู้ว่าพ่อพร้อมจะชนะใจได้หรือเปล่า”
“จริงหรือคะ ถ้าอย่างนั้นลูกชายน้าก็มีหวังใช่ไหมจ๊ะคุณหนูชม”
แม่ชมอมยิ้มน้อยๆ อย่างรักษากิริยาไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ทว่าสายตาที่ชำเลืองมองผู้เป็นแม่คือแววสมใจ ด้วยกระบวนการทำตัวให้มีคุณค่าคือสิ่งที่ผู้เป็นมารดาสอนสั่ง ยิ่งมีคุณค่ามากก็จะยิ่งมีแต่สุภาพบุรุษหมายปอง เมื่อนั้นหล่อนจะเป็นฝ่ายเลือก
“สัปดาห์หน้าลูกชายของฉันจะกลับมาจากเมืองฝรั่งค่ะ แล้วฉันจะพาไปกราบท่านเจ้าคุณกับคุณหญิงนะคะ”
“ยินดีค่ะคุณหญิง เด็กๆ จะได้รู้จักกันไว้”
คุณหญิงชื่นตอบรับอย่างมีไมตรี ด้วยนั่นคือการแสดงออกว่าบุตรียังไม่ได้ตกลงปลงใจกับบุตรชายเจ้าของเรือนนี้อย่างแน่นอน แววตาสมใจของสองแม่ลูกสบกันอีกครั้ง ด้วยสิ่งที่หวังไว้สัมฤทธิผล
เสียงบรรเลงปี่พาทย์ยังคงขับขาน ทว่าผู้คนที่มาร่วมงานขึ้นเรือนใหม่ก็เริ่มบางตา ด้วยบ่ายแก่จนเกือบเย็นเยี่ยงนี้ ผู้ที่อยู่ในพระนครก็ต้องเร่งรีบกลับให้ถึงพระนครก่อนพลบค่ำ
เจ้าของร่างสูงในชุดสูทสีกรมตามสมัยนิยมยืนนิ่งอยู่บนระเบียง ดวงตาคมทอดมองไปยังท่าน้ำหน้าเรือนซึ่งแม่กำลังยืนส่งญาติผู้ใหญ่และผู้ที่มาร่วมงานลงเรือ รวมทั้งเจ้าของร่างอรชรที่ก้าวไปสมทบ ทว่าเมื่อหล่อนหยุดเดินและหันมองขึ้นมา เขาก็รีบขยับกายเร้นมุมด้วยไม่อยากให้คนด้านล่างเห็น ก่อนจะมองเลยไปยังโรงเรือนขนาดใหญ่ที่เห็นหลังคาได้ชัด ที่นั่นคือที่พักวัสดุและเครื่องมือสำหรับสร้างรางรถไฟ
สถานีรถไฟบางน้ำเปรี้ยวกำลังก่อสร้างอีกไม่นานก็จะแล้วเสร็จพร้อมเปิดให้ใช้ เมื่อนั้นการเดินทางจากพระนครมาที่ ‘เรือนบางขนาก’ นี้ก็จะไม่ลำบากอีกต่อไป แน่นอนว่าสุภาพสตรีที่มองขึ้นมาบนระเบียงก็รู้ ทว่าเขาไม่ได้หมายใจให้หล่อนเทียวไปมาที่เรือนนี้ ไม่ได้หมายใจให้เรือนนี้มีเจ้าของแต่เร็ววัน เพราะหล่อนยังไม่ใช่...
ใจเขาร้องบอกว่า ‘เรือนนี้มีเจ้าของ’ ทว่าไม่ใช่บุตรีพระยาพิศาลอย่างแน่นอน ซึ่งหล่อนเป็นใครนั้นเขาก็จนใจ ด้วยไม่เคยเกิดความรู้สึกวาบหวามกับหญิงใดมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นน้องบุษบาซึ่งเป็นญาติห่างๆ ที่แม่หมายมั่นว่าอยากสู่ขอมาเป็นเจ้าสาวให้เขา นั่นเขาก็เห็นว่าหล่อนเป็นเพียงน้อง ไม่เคยคิดเกินเลยใดๆ หรือจะเป็นน้องลูกจันทร์ลูกสาวของเพื่อนแม่ นั่นเขายิ่งไม่เคยหวั่นไหวใดๆ กับน้องมาก่อน เขาแยกความรู้สึกระหว่างพี่น้องกับหญิงคนรักได้เป็นอย่างดี
ดวงตาคมเข้มยังคงมองตรงไป พานนึกไปถึงเรื่องที่ทุ่มเถียงกับแม่ก่อนวันทำบุญ
‘แม่อยากให้พ่อพร้อมเอ็นดูน้อง’
‘คุณแม่ก็ทราบว่าผมไม่ได้ผูกสมัครรักใคร่คุณชม เหตุใดคุณแม่ถึงยังให้แม่สื่อไปทาบทาม’
‘พ่อพร้อม... พ่อพร้อมน่ะอายุยี่สิบเก้าแล้วนะลูก บรรดาลูกของเพื่อนแม่หรือจะเพื่อนเจ้าคุณพ่อ ก็ต่างออกเรือนกันไปหมดแล้ว แม้แต่น้องลูกจันทร์ก็ยังออกเรือนไปแล้วเลย เหลือแต่พ่อพร้อมแล้วนะลูก แม่ก็มีลูกคนเดียว ถ้าพ่อพร้อมไม่ยอมแต่งงานกับใครสักคน แล้วชาตินี้แม่จะได้อุ้มหลานกันตอนไหน หรือต้องรอให้แม่ตายก่อน’
‘โธ่! คุณแม่ครับ ไม่ใช่ว่าผมจะไม่แต่งงาน แต่ผมยังไม่เจอคนถูกใจ คุณชมเธอยังไม่ใช่...’
‘แล้วน้องไม่ดีตรงไหนล่ะลูก น้องทั้งงามพร้อม ชาติตระกูลก็ดี ท่านเจ้าคุณพิศาลกับคุณหญิงชื่นก็เอ็นดูพ่อพร้อมอยู่มาก นะพ่อพร้อมนะ แต่งงานกับน้องเถอะนะลูก แม่จะได้หมดห่วงเสียที เรือนหอแม่ก็ปลูกไว้รอแล้ว รอแค่ลูกตกลงเท่านั้น’