ตอน 1

ในคืนเทศกาลตงจื้อทุกคนในอำเภอหยางโจวกำลังเฉลิมฉลองเทศกาลเข้าสู่ฤดูหนาวกันอย่างมีความสุข ในงานมีการประกวดดอกไม้ไฟที่สวยงามตระการตา มีการละเล่นปาหี่อย่างการทุบก้อนหินบนหน้าอก มีการทายแผ่นป้ายปริศนาหากผู้ใดสามารถตอบถูกก็จะได้รับโคมไฟที่สวยที่สุดในร้านนั้นไป มีการปาลูกดอกลงโถผู้ใดสามารถปาเข้าครบจำนวนที่ร้านกำหนดก็จะได้รับรางวัล ทว่าการจะได้รับรางวัลนั้นเป็นเรื่องยากแสนจะยากเนื่องเพราะปากโถที่ใช้เป็นเป้านั้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียงสามชุ่นเท่านั้น และมีละครลิงแสดงให้ดู ที่บอกว่าละครลิงก็คือใช้ลิงตัวเป็น ๆ สองตัวมาแสดงการเลียนแบบพฤติกรรมมนุษย์ แน่นอนว่าในทุกรอบที่การแสดงลิงจบลงย่อมต้องมีการตกรางวัลเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้น

ผู้คนมากมายเดินทางจากต่างถิ่นมุ่งหน้าเข้ามาเพื่อเที่ยวชมเทศกาลเข้าสู่ฤดูหนาวอันตระการตาของเมืองหยางโจวที่มักจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีกันอย่างเนืองแน่น ถนนทุกสายแน่นขนัดไปด้วยผู้คน เสียงผู้คนคุยกันดังแซงแซ่ เสียงโห่ร้องยินดีเมื่อได้เห็นลิงสองตัวเต้นระบำเลียนแบบท่าทางมนุษย์ เสียงปรบมือกระโดดโลดเต้นเมื่อปาลูกดอกเข้าปากโถได้สำเร็จ เสียงร้องตะโกนบอกเยี่ยม! เอาอีก! ดังขึ้นต่อเนื่องเมื่อเห็นคนหนึ่งยกค้อนขนาดใหญ่ทุบแผ่นหินบนหน้าอกอีกฝ่ายที่นอนแผ่อยู่บนพื้นจนหักครึ่ง ชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งหันมองไปทิศทางใดก็ได้ยินเพียงเสียงอึกทึกครึกโครม โห่ร้องยินดี สีหน้าเบิกบาน สำราญใจของชาวเมืองหยางโจว

ช่วงย่ำค่ำผู้คนเดินกันขวักไขว่ ส่วนใหญ่ก็คือผู้คนที่ออกมาเดินเที่ยวหาความสุข สำราญ เมืองหยางโจวเต็มไปด้วยความเจริญรุ่งเรืองมากมาย รายล้อมด้วยคฤหาสน์เศรษฐีคหบดี เหลาสุราเลิศล้ำแห่งหยางโจวและหอนางโลม ในเมืองผู้คนแออัดยามสัญจรย่อมมีการเบียดเสียดกันบ้างก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา

“ฮา..นี่ก็คือผลการทำงานเพื่อบ้านเมืองของท่านพ่อข้าโดยแท้! ไม่เชื่อเจ้าก็ดูสิฝูจิ้นเงินภาษีที่ชาวเมืองหยางโจวเสียให้กับทางการท่านพ่อล้วนแล้วแต่นำมาพัฒนาจนเจริญรุ่งเรืองมากถึงเพียงนี้” ชายหนุ่มรูปงาม รูปร่างสูงเพรียว ผิวพรรณขาวผุดผ่องราวกับหิมะ หน้าตางดงามราวกับสตรี ใบหน้าหวานละมุนดุจจันทร์กระจ่าง กระทั่งรอยยิ้มยังอ่อนโยน ดวงตาเรียวหงส์ นัยน์ตาดำขลับ เรือนผมสีดำสลวยเงางาม เขาเอ่ยชื่นชมบิดาของตนด้วยความภาคภูมิใจ ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยประกายแห่งความสุข รอยยิ้มของเขาเผยให้เห็นถึงความปลาบปลื้มกับบ่าวรับใช้คนสนิท

ชายหนุ่มที่มีหน้าตางดงาม อ่อนหวานราวกับสตรีผู้นี้มีนามว่า ‘หลินจินเซี่ย’ หรือคุณชายหลินบุตรชายเพียงคนเดียวของนายอำเภอหลิน ‘หลินอัน’ ปีนี้เขาอายุสิบเจ็ดปี มีนิสัยมองโลกในแง่ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส ใจดีและมีเมตตา อ่อนโยนกับสิ่งมีชีวิตแทบทุกชนิด มีอารมณ์ขัน ศิลปะทั้งสี่เขาล้วนเก่งกาจฝีมือแม้นไม่นับว่าเป็นอันดับหนึ่งแต่ก็ไม่ด้อยไปกว่าอันดับสอง ทว่าวิชายุทธ์ป้องกันตัวนั้นหากมีผู้ที่มีฝีมือเก่งกาจขึ้นไปถึงสวรรค์ได้ เช่นนั้นก็ย่อมต้องมีผู้ที่มีฝีมือระดับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เฮ้อ.. อย่าได้เอ่ยถึงมันเลย ช่างน่าอับอายเกินไปแล้ว แต่ ๆ ยังมีอีกความสามารถหนึ่งที่แม้แต่ผู้เป็นบิดา และมารดาไม่รู้นั่นก็คือความสามารถในการสืบคดีแม้ไม่เก่งกาจเท่าหน่วยองครักษ์เสื้อแพรแต่ก็ไม่ด้อยไปกว่าคนของทางการ

บ่าวรับใช้คนสนิทแย้มยิ้มภาคภูมิใจที่ตนได้เป็นคนของสกุลหลิน กล่าวว่า “ขอรับนับว่าเป็นโชคดีของชาวเมืองหยางโจวโดยแท้ และถือว่าเป็นวาสนาของข้าน้อยด้วยเช่นกัน ฮี่..”

บ่าวรับใช้คนสนิทมีชื่อว่า ‘ฝูจิ้น’ อายุสิบห้าปี ชีวิตวัยเด็กของเขานั้นรันทดแสนรันทด ตอนนั้นเขากำลังถูกพวกค้ามนุษย์จับตัวไปเพื่อขายให้กับชาวนอกด่านอย่างดินแดน ‘ซีอวี่’ หากตอนนั้นคนของทางการซึ่งนำโดยนายอำเภอเมืองหยางโจว หลินอันไม่ไล่หวดไปจนกระทั่งสามารถกวาดล้างกลุ่มค้ามนุษย์ได้ทันคาดว่าคงมีชาวเมืองหยางโจวรวมถึงชาวเมืองอื่น ๆ อีกจำนวนไม่น้อยที่ถูกกลุ่มค้ามนุษย์จับมารวมกันได้ถูกขายไปยังดินแดนซีอวี่แล้ว! และหากเป็นเช่นนั้นป่านนี้ชีวิตของคนเหล่านั้นก็ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย!

กลุ่มคนที่นายอำเภอเมืองหยางโจวได้ช่วยชีวิตไว้ พวกคนต่างถิ่นรู้สึกสำนึกในบุญคุณที่นายอำเภอช่วยชีวิตก็ได้ขออาศัยอยู่ในเมืองโดยตั้งเป็นกลุ่มเล็ก ๆ พวกเขามีการติดต่อกันกับกลุ่มคนที่เป็นชาวเมืองหยางโจวที่เมีชะตากรรมเดียวกันอยู่เป็นประจำ แม้พวกเขาเหล่านั้นเป็นเพียงคนธรรมดาไร้ซึ่งวรยุทธ์ ไร้วรยุทธ์แต่ใช่ว่าจะไร้ประโยชน์ไปเสียทีเดียวใช่ไหม? ที่บอกว่าพวกเขามิได้ไร้ประโยชน์เสียทีเดียวนั้นก็เป็นเพราะพวกเขาคอยเป็นหูเป็นตาคอยสอดส่องความผิดปกติภายในเมืองหยางโจวให้กับนายอำเภออย่างลับ ๆ พวกเขาเรียกตนเองว่า ‘ดวงตาสวรรค์’ หากพวกเขาพบเห็นความผิดปกติหรือความเคลื่อนไหวที่นำไปสู่ความน่าสงสัยไม่ว่าเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ก็มักจะนำไปรายงานให้นายอำเภอทราบโดยตรงไม่ผ่านผู้ช่วย

การมีตัวตนของพวกเขา มีเพียงนายอำเภอเมืองหยางโจว หลินอันเท่านั้นที่รู้ว่ามีองค์กรนี้อยู่ ไม่เพียงคอยสอดส่องความเคลื่อนไหวที่อาจนำไปสู่ความไม่ปลอดภัยของชาวเมืองหยางโจวแล้ว พวกเขายังแบ่งคนอีกจำนวนหนึ่งคอยแอบติดตามดูแลความปลอดภัยให้กับหลินจินเซี่ยอีกด้วย

หนี้สินชำระยาก หนี้บุญคุณยากชำระ ดังนั้นฝูจิ้นจึงตั้งปณิธานกับตนเองเอาไว้ว่า ‘ชั่วชีวิตนี้แม้ต้องตายก็จะต้องตายเพื่อสกุลหลิน’ ในเมื่อเรื่องของเขาเป็นเช่นนี้แล้วยังมีเหตุผลใดไม่ให้เขารู้สึกซาบซึ้ง และภูมิใจที่ได้เป็นคนสกุลหลินได้อีกเล่า?

หลินจินเซี่ยรู้สึกหมั่นไส้กับรอยยิ้มภาคภูมิใจของบ่าวรับใช้จึงยกมือขึ้นแกล้งตบท้ายทอยอีกฝ่ายไปหนึ่งฉาดแต่กลับไม่ได้ลงน้ำหนักที่ฝ่ามือแรงนักเหมือนท่าทีขบเขี้ยวเคี้ยวฟันของเขา แล้วกล่าวกลั้วหัวเราะว่า “บอกเจ้ากี่ครั้งแล้วเวลาข้าเอ่ยชมท่านพ่อห้ามเจ้ายกหางตนเองเอ่ยชื่นชมคล้อยตามข้าน่ะฮึ!”

“ขอรับ ๆ ข้าน้อยผิดไปแล้ว อ๊ะ!..คุณชายท่านดูนั่น!” ฝูจิ้นหันมองไปทางทิศตะวันออกของเมืองเห็นดอกไม้ไฟดอกหนึ่งรูปร่างผิดแปลกไปจากพวกปรากฏขึ้นอีกฟากหนึ่งของเมืองจึงชี้นิ้วไปที่ดอกไม้ไฟดอกนั้น

ดอกไม้ไฟทั่วไปมักเป็นรูปดอกไม้ ไม่ก็เป็นรูปสัตว์อย่างหมา แมวอะไรพวกนั้น แต่ดอกไม้ไฟที่ฝูจิ้นเห็นกลับมีรูปร่างเป็นตัวอักษรคำว่า ‘อัน’ ซึ่งหมายถึงความสงบสุข ทว่าในความหมายมักตรงกันข้าม ผู้คนทั่วไปที่ไม่รู้ความหมายก็มักจะเห็นเป็นคำอวยพรตรงตัวทั้งยังพูดกันถึงความหมายไปต่าง ๆ นานาว่า “ดูพลุดอกไม้ไฟดอกนั้นสิความหมายดีมากเชียว!”

“สงบสุข ร่มเย็น!..”

“สงบสุข ร่มเย็น!..” ทุกคนต่างพร้อมใจกันตะโกนออกมาเป็นเสียงเดียวกัน

แต่หลินจินเซี่ย กลับไม่คิดเช่นนั้นเขาหดม่านตาลง ย่นคิ้วครุ่นคิดและถอนหายใจหนักอึ้งออกมา ฝูจิ้นหันมองเอ่ยเสียงเครียด “คุณชายมีเรื่องหรือขอรับ” 

ทันทีที่ดอกไม้ไฟตัวอักษรคำว่าอันปรากฏขึ้นบนท้องฟ้าที่มืดมิดชนิดยื่นมือออกไปไม่เห็นนิ้วทั้งห้า หลินจินเซี่ยก็รู้แล้วว่าจะต้องเกิดเหตุร้ายขึ้นในเมืองหยางโจว อย่างแน่นอน! อีกทั้งทิศทางนั้นก็มาจากทางทิศตะวันออกของเมือง เขาเกิดความรู้สึกไม่สบายใจอย่างหนึ่งขึ้นจึงสั่งให้ฝูจิ้นไปนำม้ามา

พลุสัญญาณทะยานขึ้นจากทิศทางใด ทิศทางนั้นย่อมเป็นจุดเกิดเหตุ..

หลินจินเซี่ยไม่ตอบคำ ฝูจิ้นเห็นสีหน้ากังวลใจของผู้เป็นนายก็ไม่อาจชักช้าอืดอาดได้อีกต่อไปเมื่อได้ยินคำสั่งเขาก็รีบหันร่างจากไป แม้ว่าหลินจินเซี่ยจะชื่นชอบการชมดอกไม้ไฟมากเพียงใดก็จำต้องพักเอาไว้ก่อน

สิ้นคำ ด้านหลังหลินจินเซี่ยก็มีกลุ่มคนของทางการวิ่งห้อตะบึงจนพื้นดินสั่นสะเทือน มุ่งหน้าไปยังทิศทางตะวันออกของเมือง ฝีเท้าหลายสิบคู่เหยียบย่ำวิ่งผ่านก่อให้เกิดฝุ่นที่เกาะอยู่ตามถนนฟุ้งตลบไปทั่วบริเวณทำให้ผู้คนที่ยืนออกันอย่างเนืองแน่นต่างขยับเท้าหลบหลีกกันอย่างอลม่าน ผู้คนในเมืองต่างแตกตื่นกับเหตุการณ์ที่มาอย่างกะทันหันไม่ได้ตั้งตัว บ้างยกมือขึ้นปัดฝุ่นที่ลอยฟุ้ง บ้างยกมือขึ้นปิดจมูก ดวงตาเบิกกว้าง

ไม่นานฝูจิ้นก็กลับมาพร้อมกับม้าสองตัวหลินจินเซี่ยพลิกกายขึ้นควบขี่ม้า ดึงเชือกบังเหียนขึ้นทีหนึ่งพร้อมตะโกนว่า ไป!.. มุ่งหน้ากลับจวนสกุลหลินทันที เพราะพลุดอกนั้นทำให้คุณชายผู้อ่อนโยนและมีรอยยิ้มสดใสเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมทันที 

หน้าจวนมีม้าหลายตัวยืนสะบัดหางไปมา คนของทางการสองคนยืนคุมอยู่สองข้างประตูใหญ่ของจวน หลินจินเซี่ยดึงบังเหียนม้าทีหนึ่งให้ม้าหยุด เขากระโดดลงจากหลังม้าวิ่งไปที่ประตูใหญ่ คนของทางการสองคนเห็นคนที่กำลังวิ่งตรงเข้ามาเป็นคุณชายสกุลหลินจึงไม่ได้ขัดขวางปล่อยให้เขาเข้าไปพร้อมกับบ่าวรับใช้อีกคน

หลินจินเซี่ยหันไปถามยามเฝ้าหน้าประตูคนหนึ่งน้ำเสียงตื่นตระหนก “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?!”

ยามเฝ้าหน้าประตูผู้นั้นตอบเสียงเบา สีหน้าเศร้าหมองว่า “มีคนร้ายบุกเข้ามาขอรับ”

สายลมฤดูหนาวพัดโชยสร้างความหนาวเย็นเยือกจนร่างสั่นสะท้าน สร้างบรรยากาศน่าหวาดหวั่นพรั่นพรึง ท้องฟ้าปกคลุมด้วยเมฆสีดำทะมึน พากลิ่นคาวเลือดฟุ้งตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ บรรยากาศภายในโดยรอบ อัดแน่นไปด้วยความรู้สึกหนักอึ้ง ไม่ว่าใครประสบกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันเช่นนี้ก็ย่อมสะเทือนใจจนทนไม่ไหว

เมื่อหลินจินเซี่ยก้าวเท้าเดินเข้าไปยังลานสวนหน้าเรือนหลักภาพที่ปรากฏแก่สายตาก็คือคนของทางการกำลังช่วยกันเก็บศพของคนตายไปกองรวมกัน หลินจินเซี่ยเดินลากเท้าที่อ่อนแรง ห่อไหล่เข้าไปจับไหล่ของคนของทางการคนหนึ่งหลังจากวางศพแล้วเอาไว้แน่น นัยน์ดวงตาของเขาสั่นไหว ริมฝีปากสั่นระริกด้วยความเจ็บปวดเอ่ยเสียงสั่นถามว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น? ท่านพ่อ ท่านแม่ของข้าล่ะพวกท่านอยู่ที่ใด? พวกท่านอยู่ที่ใด!”

“คุณชายหลิน..” คนของทางการไม่รู้ว่าจะตอบคำถามของอีกฝ่ายอย่างไรดี สีหน้าของเขาก็ฉายแววเจ็บปวดและเสียใจเช่นกัน

ตอนนั้นผู้ช่วยนายอำเภอเดินตามระเบียงทางเดินออกมาหันไปเห็นหลินจินเซี่ยพอดีจึงสาวเท้าเร็วรี่เข้าไปหา เขาส่ายหน้าและถอนหายใจยืดยาวแล้วกล่าวด้วยสีหน้าเศร้าหมอง น้ำเสียงเศร้าสลดว่า “หลานชายเรื่องที่เกิดขึ้นมันเป็นเรื่องไม่คาดฝัน เจ้าไปดูเองเถอะ ตอนนี้ยังพอมีเวลาได้ดูใจบิดาเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย”

ผู้ช่วยนายอำเภอเมืองหยางโจวมีนามว่า ‘เกาจงเฉิง’ อายุห้าสิบปี รูปร่างอ้วนพี พุ่งยื่นเวลาเดินอุ้ยอ้ายส่ายพุงไปมา คิ้วบางนัยน์ตาลึก โหนกแก้มสูง ปากหนา คางสั้น นิสัยขี้ประจบ ทะเยอทะยาน รับหน้าที่ผู้ช่วยนายอำเภอมายี่สิบปีไม่ก้าวหน้าแม้พยายามหลายครั้งเพื่อเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง

ทันทีที่ได้ยินคำว่า ‘ดูใจเป็นครั้งสุดท้าย’ นั่นหมายความว่าอย่างไร? หมายความว่าบิดาของเขายังมีลมหายใจอยู่! เขายังไม่ตาย!

หลินจินเซี่ยเดินตามผู้ช่วยเกาจงเฉิงไปยังเรือนทางปีกซ้ายด้วยฝีเท้าค่อนข้างเร็ว ไม่นานก็มาถึง ห้องที่พวกเขามาก็คือห้องหนังสือและเป็นห้องที่นายอำเภอหลินใช้เป็นห้องทำงานภายในห้องถูกจุดเทียนให้ความสว่างไสวไปทั่วทั้งห้อง สภาพข้าวของภายในห้องถูกรื้อค้นกระจัดกระจาย วางระเกะระกะทั่วห้องหากต้องการเดินผ่านจำต้องเขี่ยข้าวของที่วางขวางเท้าออกไปให้พ้นทาง หลินจินเซี่ยยืนอยู่หน้าประตูเดิมทีเรี่ยวแรงก็แทบยืนไม่ไหวอยู่แล้ว ทันทีที่มาถึงและเห็นบิดานั่งหน้าผลุบหายใจรวยรินอยู่กับโต๊ะทำงานเขาไม่อาจรอช้าได้อีกต่อไปรีบสาวเท้าก้าวฉับ ๆ เดินปรี่เข้าไปสวมกอดแผ่นหลังของผู้บิดาด้วยน้ำตานองหน้า

“ท่านพ่อท่านอดทนไว้ เข้มแข็งไว้ข้าจะพาท่านไปหาหมอ.. ฮือ ๆ อดทนไว้ข้าจะพาท่านไปหาหมอเอง ข้าจะพา.. ฮึก ๆ ” แม้ว่าหลินจินเซี่ยจะรู้ดีว่าด้วยอาการบาดเจ็บของผู้เป็นบิดาจะแย่มากถึงขั้นทนไม่ไหวแล้วก็ตาม แต่เขาก็ยังพยายามฉุดผู้เป็นบิดาให้ลุกขึ้น แม้จะเป็นการไร้ประโยชน์ก็ตาม แต่เขาก็ยังพยายามที่จะรักษาม้าตายประหนึ่งม้าเป็น(1)ภายใต้สายตาของคนหลายคนที่จ้องมองเขาอย่างเวทนาและสงสาร

นายอำเภอหลินส่ายหน้าเชื่องช้าเขาข่มกลั้นความเจ็บปวดเอ่ยเสียงแผ่วติด ๆ ขัด ๆ ว่า “ไม่มีประโยชน์..”

ริมฝีปากของเขาสั่นระริกด้วยความเสียใจ เขาได้แต่กล่าวโทษตนเองในใจซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่ไม่สามารถช่วยเหลือผู้เป็นบิดาได้ วรยุทธ์ก็ไม่เอาไหนอย่าว่าแต่ไม่เอาไหนเลยเขาไม่เป็นวรยุทธ์ด้วยซ้ำ เขานับเป็นตัวอะไรเป็นตัวไร้ประโยชน์โดยแท้..

สีหน้าของเขาบ่งบอกถึงความท้อแท้สิ้นหวัง สิ้นหวังที่ไม่อาจช่วยชีวิตบิดาได้

ฝูจิ้นยืนอยู่ข้าง ๆ สองมือรวบกำแน่นใบหน้าแดงก่ำ แววตาฉายประกายเกรี้ยวโกรธคับแค้น ขยับเท้าเข้าใกล้หนึ่งก้าวย่างเอ่ยเสียงเศร้าปนปลอบใจว่า “คุณชาย..ฮือ ๆ นายท่าน ๆ”

หลินจินเซี่ยร่ำไห้จนตัวสั่นไปทั้งร่าง ศีรษะของบิดาและบุตรชายใกล้ชิดกันไม่ถึงชุ่น ในขณะที่นายอำเภอหลินยังพอมีลมหายใจและสติอยู่เขาฝืนลมหายใจเฮือกสุดท้ายแอบกระซิบบอกบางอย่างกับบุตรชายว่า “สมุดบัญชีรายชื่อ ผู้ช่วย.. แม่..” เขาพูดได้เพียงเท่านั้นก็สิ้นใจตายไปเสียก่อนที่จะพูดจบประโยคด้วยซ้ำ

ทันทีที่มือข้างหนึ่งของบิดาที่วางเอาไว้บนหน้าขาของบุตรชายตกลงไปห้อยแกว่งไกวในอากาศ หลินจินเซี่ยก็ไม่อาจข่มกลั้นความเสียใจเอาไว้ได้อีกต่อไปเขาแหงนหน้าขึ้นมองเพดานห้องร้องตะโกนด้วยเสียงดังจนแทบขาดใจ “ไม่!..ท่านพ่อ.. ฮือ ๆ”

เขาพร่ำบ่นในใจว่า ทำไม? ทำไมเหตุการณ์เช่นนี้ถึงได้เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขาด้วย!

แม้แต่ฝูจิ้นก็ยังอดร่ำไห้ตามไม่ได้ เขาคุกเข่าลงนั่งกับพื้นกอดขาผู้เป็นนายปากก็ร้องตะโกนว่า “นายท่าน!” จนสุดเสียงผสมปนเปไปกับเสียงร่ำไห้

จังหวะเดียวกันระหว่างที่ผู้ช่วยนายอำเภอเกาปล่อยให้สองคนพ่อลูกได้อำลากันเป็นครั้งสุดท้าย เขาก็ได้กลอกตามองไปทางผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งแววตานั้นฉายประกายมีเลศนัยบางอย่าง และผู้ใต้บังคับบัญชาคนนั้นก็ส่ายหน้าไปมาอย่างเชื่องช้าเป็นการตอบ

หลินจินเซี่ยยกแขนเสื้อทรงกว้างขึ้นเช็ดน้ำมูกที่กำลังไหลย้อยเกือบพ้นริมฝีปากบนออก หันไปถามผู้ช่วยนายอำเภอน้ำเสียงสั่นและพยายามข่มกลั้นเสียงสะอื้นไห้ว่า “แล้วท่านแม่ของข้าเล่านางเป็นเช่นใดบ้าง”

“ล้วนไม่รอด.. นางสิ้นใจไปก่อนแล้ว” ผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิงเอ่ยตอบพร้อมส่ายหน้าน้ำเสียงหดหู่ “หลานชายไปดูนางเป็นครั้งสุดท้ายเถิด”

ก่อนที่ผู้ช่วยเกาจงเฉิงจะนำทางหลินจินเซี่ยไปดูศพของผู้เป็นมารดาเขาก็เรียกผู้ใต้บังคับบัญชาให้เข้ามาในห้องสองคน สั่งให้พวกเขานำศพของนายอำเภอหลินไปไว้ที่โถงเปิดโล่งด้านหน้า หลังจากสั่งงานเสร็จสิ้นก็เดินนำอีกฝ่ายไปยังโถงหลักทันที

...................................................................................................................................................................

รักษาม้าตายประหนึ่งม้าเป็น เป็นสำนวน รู้ทั้งรู้ว่าหมดหนทางเยียวยา แต่ก็ยังมีความหวัง

ตอน 2

จากคำพูดสุดท้ายของผู้เป็นบิดา หลินจินเซี่ยคิดว่า สมุดบัญชีรายชื่อก็คือสาเหตุสำคัญของเรื่องทั้งหมด ทั้งยังอาจมีความเป็นไปได้ว่าเรื่องนี้ต้องมีความเกี่ยวพันกับผู้ช่วยเกาจงเฉิงแน่ แต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเขาอย่างไรก็ยังไม่อาจสรุปได้ ทว่าการที่ผู้เป็นบิดาเอ่ยถึงผู้เป็นมารดามันหมายความว่าอย่างไร? เหตุใดผู้เป็นบิดาถึงได้เอ่ยชื่อของผู้เป็นมารดาด้วย!

คำพูดสามคำนั้นของผู้เป็นบิดาทำให้หลินจินเซี่ยรู้สึกสับสน และเจ็บปวดมาก หากเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับผู้เป็นมารดา แล้วเหตุใดผู้เป็นบิดาถึงได้เอ่ยถึงคำว่า ‘แม่..’ ออกมาด้วยเล่า! หรือยังมีประโยคอื่นที่ยังพูดไม่จบอยู่กันแน่ หรือเขาเพียงแค่ต้องการบอกว่าให้ตนที่เป็นลูกไปดูว่ามารดาปลอดภัยดีหรือไม่กันแน่

ขอให้ความคิดจากที่เป็นจุดเล็ก ๆ ในก้นบึ้งของหุบเหวลึกในใจที่ไม่ได้โผล่ออกมานั้นเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ก็พออย่าได้เป็นจริงเลย

ความคิดที่ว่านั้นก็คือ ‘หรือเรื่องนี้ท่านแม่ก็มีส่วนรู้เห็นด้วย’ นั่นเอง

หลินจินเซี่ยรู้สึกสับสนวุ่นวายใจอย่างบอกไม่ถูก.. ไม่แน่ว่าเรื่องนี้อาจเกี่ยวพันเป็นวงกว้าง ผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิง มารดาของเขา.. 

ห้าวันก่อนวันเทศกาลตงจื้อ คนของกลุ่มที่เรียกตนเองว่าดวงตาสวรรค์บังเอิญไปได้ยินคนกลุ่มหนึ่งพูดคุยกันถึงเรื่องสมุดบัญชีรายชื่อที่หายไป พวกเขาคาดเดาว่าน่าจะตกไปอยู่ในมือของนายอำเภอแน่! คนกลุ่มนั้นจึงแอบวางแผนกันอย่างลับ ๆ ว่าในคืนเทศกาลตงจื้อระหว่างที่ผู้คนกำลังสนุกสนาน ไร้ซึ่งการระวังป้องกันภัยอันตราย ถือโอกาสที่ไม่มีคนสนใจบุกเข้าไปช่วงชิงสมุดบัญชีรายชื่อในจวนสกุลหลิน หากนายอำเภอไม่ยอมมอบสมุดบัญชีรายชื่อคืนให้แต่โดยดี และหากเขาขัดขืนแผนการไม่ราบรื่นก็สังหารให้สิ้นทั้งตระกูลให้สิ้นเรื่องไป

หลังจากนายอำเภอได้รับข่าวจึงวางแผนให้บุตรชายออกไปฉลองเทศกาลและเที่ยวชมความสวยงามด้านนอกพร้อมกับบ่าวรับใช้คนสนิทหากเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลขึ้นกับสกุลหลินอย่างน้อยบุตรชายของตนก็ยังสามารถรักษาชีวิตเอาไว้ได้ เขารู้ว่าบุตรชายชื่นชอบการดูดอกไม้ไฟเป็นที่สุดดังนั้นจึงตั้งใจจัดให้มีการประกวดดอกไม้ไฟขึ้น ทั้งยังมีรางวัลเป็นเงินห้าร้อยตำลึงเพื่อชักจูงความสนใจให้มีคนเข้าร่วมจำนวนมากและแผนของเขาก็สำเร็จ

หลินจินเซี่ยถูกซื้อความสนใจด้วยดอกไม้ไฟ เขาจึงตกปากรับคำบิดาด้วยสีหน้าระรื่น ตื่นเต้นดีใจที่จะได้เห็นดอกไม้ไฟสวย ๆ ให้ดูจำนวนมาก ทั้งยังหมายมั่นว่าตราบใดที่ดอกไม้ไฟดอกสุดท้ายยังไม่ถูกจุดเขาก็จะยังไม่กลับเข้าบ้าน

โถงหลักตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างเรือนทางปีกซ้ายและปีกขวา ข้างกันยังมีโถงเปิดโล่งอีกโถงซึ่งศพของนายอำเภอก็ถูกนำมาวางไว้ที่โถงเปิดโล่ง ไม่นานผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิงก็พาพวกหลินจินเซี่ยมาถึงโถงหลัก ประตูโถงหลักถูกเปิดกว้างทั้งสองบานรออยู่แล้ว

ทันทีที่มาถึงหลินจินเซี่ยก็ไม่รอช้ารีบถลันตัวกึ่งวิ่งกึ่งเดินเข้าไป เพิ่งรับเรื่องแสนสาหัสบิดาสิ้นใจคาอ้อมกอดไปหมาด ๆ ตอนนี้ยังต้องมาเห็นสภาพมารดานอนตายจมกองเลือดอยู่ภายในโถงหลักอีกเป็นใครก็ยากเกินรับไหว

สายตาของเขาหยุดนิ่งที่ร่างของคนผู้หนึ่งที่นอนแน่นิ่งบนพื้นกลางโถง สองขายืนสั่นเทามองศพของมารดาด้วยสายตาว่างเปล่าและสิ้นหวัง เอ่ยเรียกท่านแม่ด้วยน้ำเสียงสะอื้นไห้แทรกอยู่ในทุกคำพูด เวลาผ่านไปสักพักใหญ่เขาก็ทรุดเข่านั่งกับพื้นข้างศพมารดา ลักษณะการตายของมารดาถูกเชือดที่ลำคอด้วยคมกระบี่เป็นรอยยาว บนรอยยาวนั้นมีคราบเลือดที่เริ่มแห้งไปบ้างแล้วเกาะกรังติดอยู่ที่ปากแผล พรมสีแดงปูพื้นมีคราบเลือดเกาะอยู่และซึมลงสู่พื้นจากพรมสีแดงกลายเป็นพรมม่วงแก่อมดำไปเสียแล้ว สองมือค่อย ๆ บรรจงซ้อนใต้ร่างของมารดาขึ้นมาสวมกอดเอาไว้แน่น ร่ำไห้จนตัวสั่นไปทั้งร่างเป็นครั้งที่สอง

ปากก็พึมพำไม่หยุด “ท่านแม่.. ท่านแม่ทำไมพวกท่านถึงได้ใจร้ายกับข้านัก ทำไมพวกท่านถึงทอดทิ้งข้า.. ฮา ๆ ฮือ ๆ แล้วข้าจะอยู่อย่างไร? เป็นฝีมือของผู้ใด!”

น้ำเสียงของเขาสั่นเครือด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ดวงหน้าฉายประกายเจ็บปวดอย่างสุดซึ้ง เมื่อนึกถึงว่าบิดายังพอได้ฟังคำพูดสุดท้าย ทว่ามารดากลับสิ้นใจไปก่อนแล้วน้ำเสียงอ่อนโยนที่เคยได้ฟังได้ยินกลับไม่อาจได้ยินอีกแล้วในชีวิตนี้ หลินจินเซี่ยขบฟันกรามแน่นจนเห็นรอยนูนปูดปูนขึ้นสองข้างแก้ม สีหน้าของเขาดูหดหู่ราวกับถูกทอดทิ้ง คลื่นลมเงียบสงบใบไม้สักใบก็ไร้การกระดิก บรรยากาศมืดดำและหนักอึ้งไม่ต่างอะไรกับจิตใจของชายหนุ่มในตอนนี้

ผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิงเดินเข้ามาวางมือข้างหนึ่งแตะบนบ่าไหล่ขยับปลายนิ้วสองทีเป็นการปลอบใจเขาแต่ไม่ได้เอ่ยคำพูดใด แล้วยกมือข้างหนึ่งขึ้นกวักเรียกผู้ใต้บังคับบัญชาให้เข้ามานำศพมารดาหลินจินเซี่ยไปวางไว้คู่กันกับศพของนายอำเภอหลินที่โถงเปิดโล่ง

ศพของมารดา หลินจินเซี่ยต้องการอุ้มนางไปด้วยตนเอง ผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิงก็มิได้ขัดขวางความต้องการของเขาปล่อยให้เขาอุ้มและวางศพเอาไว้คู่กันกับศพของบิดาตามที่ปรารถนา

ท่านพ่อ ท่านแม่พวกท่านโปรดวางใจการตายของพวกท่านยังเป็นปริศนาบวกกับเรื่องที่ท่านพ่อได้บอกกับข้า ข้าให้คำมั่นกับพวกท่านว่าข้าจะต้องตามสืบหาความจริงและนำตัวคนร้ายมารับโทษทางกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุดเพื่อเป็นการปลอบขวัญพวกท่าน พวกท่านจะได้ตายตาหลับและไปสู่สุคติได้อย่างสบายใจ หลินจินเซี่ยคิดไปด้วยในขณะที่อุ้มร่างไร้วิญญาณของมารดาไปที่โถงเปิดโล่ง สีหน้าของเขายังคงหม่นหมอง ดวงตาสองข้างแดงก่ำจากการร่ำไห้อย่างหนัก

ตอนนี้โถงเปิดโล่งมีศพสองศพนอนเรียงกัน ศพหนึ่งคือศพของผู้เป็นบิดา ศพหนึ่งคือศพผู้เป็นมารดา ในเมื่อคนของทางการจัดการเก็บศพทั้งหมดภายในเรือนจนหมดแล้วก็ถึงเวลาที่คนของทางการต้องนำศพกลับไปฝังวิญญาณของผู้ตายจะได้กลับเข้าสู่วัฏสงสาร ก่อนที่ผู้ช่วยนายอำเภอจะกล่าวขอลากลับเขาก็ได้บอกกล่าวกับหลินจินเซี่ยว่า “ศพของคนอื่น ๆ ในสกุลหลินทางการจะเป็นผู้รับผิดชอบจัดการหาที่ฝังให้เองหลานชายไม่ต้องเป็นห่วง ส่วนศพของบิดา และมารดาเจ้า เจ้าก็จัดการเองแล้วกันเป็นการแสดงความกตัญญูต่อพวกเขาและเป็นการไว้อาลัยพวกเขาครั้งสุดท้าย หากขาดเหลือสิ่งใดหรือมีอะไรให้ทางการช่วยเหลือก็บอกได้ไม่ต้องเกรงใจ เจ้าก็เหมือนหลานชายของข้าคนหนึ่ง”

หลินจินเซี่ยนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างศพของผู้เป็นบิดา และมารดา เขาสะอื้นไห้ลุกขึ้นประสานมือข่มกลั้นน้ำตากล่าว “ขอบคุณผู้ช่วยเกา ลำบากท่านแล้ว เรื่องอื่นต่อจากนี้ข้าไม่รบกวนท่านจะดีกว่า การที่ท่านช่วยฝังศพของทุกคนให้ก็เป็นพระคุณมากแล้ว”

“คนกันเองไยต้องเกรงใจถึงเพียงนี้” กล่าวจบผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิงก็พาคนของเขากลับไปพร้อมกับศพของคนสกุลหลินจำนวนมาก

หลินจินเซี่ยบอกให้ฝูจิ้นเดินไปส่งพวกเขาถึงประตูหน้าบ้าน “ผู้ช่วยเกาเดินดี ๆ นะขอรับ”

เช้าวันถัดมาข่าวสกุลหลินถูกสังหารดังไปถึงเมืองหลวงในชั่วข้ามคืน เดิมทีเรื่องนี้ควรเป็นหน้าที่ของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรที่ประจำอยู่ในเมืองหยางโจวทว่าเนื่องจากเป็นพื้นเดียวกัน พวกเขาจึงไม่สามารถรับหน้าที่สืบคดีนี้ได้โดยตรงจำต้องมีคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรจากเมืองหลวงมาเป็นผู้นำในการสืบคดี รวมถึงทางสำนักนายอำเภอเองก็ไม่สามารถรับหน้าที่สืบคดีนี้ได้โดยตรงเช่นเดียวกันเนื่องเพราะผู้ที่ถูกสังหารคือนายอำเภอเมืองหยางโจว ดังนั้นเรื่องจึงถูกส่งและรายงานไปที่เมืองหลวง ผู้ที่ควบม้าเร็ววิ่งไปส่งสารนั้นก็คือคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรเมืองหยางโจว ขึ้นชื่อว่าม้าเร็วนั่นย่อมไปมารวดเร็วดั่งสายลม สมชื่อ เพียงชั่วข้ามคืนก็ไปถึงเมืองแล้ว!

ภายในห้องพระโรงบรรยากาศเต็มไปด้วยความกดดันเมื่อผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรฝ่ายเหนือนำเรื่องนายอำเภอเมืองหยางโจวถูกสังหารทั้งตระกูลต่อหน้าพระพักตร์องค์ฮ่องเต้

“นอกจากเรื่องภัยหนาวที่เทียนจินแล้วยังมีเรื่องอื่นใดอีกหรือไม่?” องค์จักรพรรดิจูจงหยวน สีพระพักตร์เรียบเฉยตรัสถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ

‘จูจงหยวน’ คือพระนามขององค์จักรพรรดิแผ่นดินต้าหมิง ตอนนี้สามสิบเจ็ดพรรษาแล้ว องค์จักรพรรดิทรงขยันว่าราชกิจ เป็นกษัตริย์ที่ปกครองใต้หล้าด้วยความเมตตา ทรงมีพระปรีชาสามารถยิ่ง ไม่ชอบการเข่นฆ่า ก่อนที่พระองค์จะได้ขึ้นครองราชย์นั้นพระองค์ยังทรงเคยออกรบกับหน่วยทหารแนวหน้าปราบกบฏชาวนอกด่านจนได้รับชัยชนะมาแล้วถึงสามศึก แต่ข้อเสียก็คือทรงเป็นกษัตริย์ขี้ระแวง ระแวงและคิดเล็กคิดน้อยไปเสียทุกเรื่อง

ผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรก้าวเท้าออกด้านข้างยืนนอกแถวประสานมือโค้งเอวก้มหน้า สายตามองลงไปที่ปลายเท้าของตนเอง กราบทูลรายงานด้วยน้ำเสียงดังกังวาน “ถวายบังคมฝ่าบาท กระหม่อมมีเรื่องกราบทูลพ่ะย่ะค่ะ”

หน่วยองครักษ์เสื้อแพรกราบทูลรายงานหากไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับขุนนาง ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับราษฎร เมื่อขุนนางบางคนเห็นผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรขึ้นกราบทูลต่อเบื้องพระพักตร์โดยที่ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนำเรื่องใดมากราบทูลก็พากันอกสั่นขวัญแขวนเพียงแค่เก็บอาการหวาดหวั่นเอาไว้ในใจ

“ผู้บัญชาการหลี่เชิญท่านกล่าวมาได้เลย” องค์จักรพรรดิจูจงหยวนรับสั่ง

ผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรแห่งกองปราบฝ่ายเหนือมีชื่อว่า ‘หลี่ซุนซวน’ รูปร่างสูงใหญ่กำยำ อายุสามสิบห้าปี ลักษณะองอาจผ่าเผย น่ายำเกรง หน้าตาคมคาย อุปนิสัยใจคอเปิดเผย หนักแน่น รับใช้จักรพรรดิด้วยความซื่อสัตย์ภักดี

หลังจากผู้บัญชาการหน่วยองครักษ์เสื้อแพรกราบทูลเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างละเอียดแด่ฮ่องเต้จบสิ้น องค์ฮ่องเต้รู้สึกกริ้วเป็นอย่างมาก กำหัตถ์ทุบโต๊ะด้วยพระทัยหนักอึ้งหลังได้ฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับครอบครัวนายอำเภอเมืองหยางโจว พระองค์ก็มีรับสั่งถามถึงคนอื่น ๆ ว่ามีผู้รอดชีวิตจากคดีนี้หรือไม่?

“ทูลฝ่าบาทมีผู้รอดชีวิตพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ซุนซวนประสานมือโค้งเอวกราบทูลต่อ

“ผู้ใด?” ฮ่องเต้ย่นพระขนงถอนพระทัยหนักหน่วงตรัสถาม สีพระพักตร์ถึงได้คลายความเครียดลงมาได้เล็กน้อย

“บุตรชายเพียงคนเดียวของนายอำเภอ นามหลินจินเซี่ยกับบ่าวรับใช้คนสนิท นามฝูจิ้นพ่ะย่ะค่ะ” หลี่ซุนซวนรายงาน

“อา..เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไรกัน?” เสียงจ้อกแจ้กจอแจของเหล่าขุนนางเริ่มดังอื้ออึงราวกับเสียงแมลงวี่แมลงวันดังขึ้น

ฮ่องเต้ทรงมีพระเมตตาและห่วงใยต่อราษฎรนับเป็นบุญวาสนาของราษฎร พระองค์ทรงมีรับสั่งให้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรส่งคนไปคุ้มกันความปลอดภัยของบุตรชายของนายอำเภอให้ดี ทั้งยังมีรับสั่งให้ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนแห่งหน่วยองครักษ์เสื้อแพรจากกองปราบฝ่ายเหนือส่งผู้ใต้บังคับบัญชาระดับนายกองร้อยพร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนหนึ่งเร่งเดินทางไปสืบคดีหาสาเหตุว่าเป็นเพราะเหตุใดกลุ่มคนร้ายถึงได้อาจหาญไม่เกรงฟ้า ไม่กลัวดินกล้าสังหารขุนนางใต้จมูกโอรสสวรรค์เช่นนี้ได้

หน่วยองครักษ์เสื้อแพรแห่งกองปราบฝ่ายเหนือ

หลังจากผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนกลับเข้าหน่วยประจำการ เขาก็ได้เรียกผู้ใต้บังคับบัญชาระดับนายกองร้อยคนหนึ่งให้เข้ามารับหน้าที่ทันที

ภายในโถงประชุมหรือก็คือห้องบัญชาการซึ่งมีผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนนั่งอยู่ที่โต๊ะประจำตำแหน่งหันมองออกไปที่ประตูทางเข้ารอคอยการมาถึงของผู้ใต้บังคับบัญชาระดับนายกองร้อยอย่างใจจดจ่อ แขนข้างหนึ่งยกขึ้นเท้าศอกบนที่พักแขนยกมือนวดคลึงระหว่างคิ้ว ไม่นานเงาของคนผู้หนึ่งก็ปรากฏเข้ามาในโถง เงานั้นค่อย ๆ ใกล้เข้ามา กระทั่งเจ้าของเงาปรากฏตัวที่หน้าประตู

เป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างสูงโปร่ง คิ้วคมเข้มดั่งหมึก เครื่องหน้าคมคาย สันจมูกโด่ง มุมปากเชิดขึ้นเล็กน้อย ลักษณะองอาจ น่าเกรงขาม ท่าทีสุขุมเยือกเย็น และเย็นชา นิสัยเป็นคนพูดน้อย เก็บตัว

ชายหนุ่มมีชื่อว่า ‘เหอหลิงซี’ อายุยี่สิบปีก็ได้เป็นนายกองร้อยแล้ว แต่กว่าที่เขาจะได้ขึ้นมารับตำแหน่งนี้ก็มิได้ได้มาโดยง่ายอย่างที่ทุกคนคิด คดีที่เขาได้รับมอบหมายให้ไปทำล้วนเป็นคดีที่ยากแสนยากเป็นคดีที่เกี่ยวพันกับเหล่าขุนนางชนชั้นสูงด้วยกันทั้งนั้น อีกทั้งคดีที่เกี่ยวกับพวกเล่นแร่แปรธาตุสร้างข่าวลือชวนขนลุกเขาก็ล้วนจัดการมาแล้วทั้งนั้น

ใช่แล้วเขาก็คือนายกองร้อยเหอหลิงซีที่ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนกำลังเฝ้ารออย่างใจจดจ่อผู้นั้นนั่นเอง นายกองร้อยเหอหลิงซีเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงกลางโถงประสานมือคำนับ กล่าวเสียงเข้ม “ใต้เท้าเรียกหาข้ามีงานหรือขอรับ?”

แม้จะกล่าวถามเช่นนั้นตัวเขาเองก็รู้ดีว่าจะต้องมีคดีตึงมือมอบหมายให้เขาไปทำอีกอย่างแน่นอน และคดีที่ว่านั้นตัวเขาเองก็พอได้ยินมาบ้างแล้ว เพียงแต่ได้ยินจากปากคนอื่นไหนเลยจะสู้ได้ยินจากปากผู้เป็นหัวหน้าเล่า อีกอย่างที่ทำให้เขามั่นใจมากว่าคดีนี้จะต้องตกเป็นของเขานั่นเพราะไม่มีทางที่ผู้บัญชาการจะเรียกเขาเพียงเพราะคุยเรื่องทั่ว ๆ ไป

ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนเอ่ยเข้าประเด็นทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลา “นายกองร้อยเหอได้ยินเรื่องคดีสังหารสกุลหลินทั้งตระกูลแล้วใช่หรือไม่?”

“ขอรับ..” นายกองร้อยเหอหลิงซีขานรับสีหน้าเครียด

ในเมื่อผู้บัญชาการกล่าวเช่นนี้นายกองร้อยเหอหลิงซีเป็นคนฉลาดจึงพอคาดเดาได้แล้วว่าจะต้องมีคำสั่งให้เขานำผู้ใต้บังคับบัญชาเดินทางไปสืบคดีนี้แน่.. และก็เป็นไปตามที่เขาคาด

เมื่อกล่าวถึงเมืองหยางโจว ตัวเขาเดิมทีพื้นเพก็เป็นคนหยางโจวดั้นด้นสู้กับความยากลำบากฝึกฝนวิชาอย่างหนักก็เพื่อที่วันหนึ่งจะได้กลับไปใช้วิชาความรู้ความสามารถปกป้องคนผู้หนึ่ง ในตอนแรกที่เขาได้ยินข่าวเรื่องสกุลหลินถูกสังหารทั้งตระกูลไม่เว้นแม้กระทั่งเด็ก สตรีและคนชรา นายอำเภอที่เป็นเจ้าบ้าน รวมถึงฮูหยินของเขาก็ไม่รอด เข่าของเขาก็แทบทรุดหากไม่เพราะอยู่ต่อหน้าผู้คน ผู้ใต้บังคับบัญชามากมายคาดว่าน้ำตาแห่งความเศร้าโศก เสียใจก็คงไหลออกมาไปรวมกับแม่เป็นน้ำเหอแล้ว ดีที่ประโยคต่อมาที่เขาได้ยินคือ ‘นับเป็นเรื่องดีที่บุตรชายของนายอำเภอหลินมิได้รับอันตราย’

ตอน 3

ในเมื่อผู้ใต้บังคับบัญชารู้เรื่องที่เกิดขึ้นที่เมืองหยางโจวแล้ว ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนก็ไม่กล่าวอ้อมค้อมยืดเยื้อให้มากความเขากล่าวเข้าประเด็นทันที

“ฝ่าบาทมีรับสั่งให้กองปราบฝ่ายเหนือรับหน้าที่ไปสืบคดีพร้อมผู้ใต้บังคับบัญชาอีกจำนวนหนึ่ง นายกองร้อยเหอจะเลือกใครไปด้วยก็ได้ตามที่เห็นเหมาะสม” ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนถอนหายใจแรงออกมาเฮือกหนึ่ง จ้องมองอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ตรงหน้า เอ่ยน้ำเสียงอ่อนใจและเห็นใจว่า “เรื่องถังซือซือเจ้าไม่ต้องกังวล เจ้าไม่อยู่สักคนก็ไม่มีผู้ใดกล้ารังแกนางหรอก”

เห้อ.. ช่างเถอะ ๆ   นายกงอร้อยเหอหลิงซีคิดในใจพลางส่ายหน้าหมดคำจะพูดกับคนผู้นี้

“ใต้เท้าท่านเข้าใจผิดแล้ว” นายกองร้อยเหอหลิงซีย่นคิ้วกล่าวเสียงเครียด “ทว่าเรื่องที่ข้ากังวลใจนั้นมีอยู่จริงแต่มิใช่เรื่องนี้”

ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนเห็นสีหน้าผู้ใต้บังคับบัญชาเครียดขรึมก็นึกขึ้นได้ทันทีว่ายังมีอีกเรื่องหนึ่ง “อ้อ..ให้ตายสิ หลิงซีนี่เจ้ายังคิดจะย้ายกลับไปจริงหรือ? ไม่ลองคิดทบทวนอีกสักหน่อยหรือ?”

คำตอบที่ผู้บัญชาการได้รับกลับมาก็คือท่าทีนิ่งเฉยของอีกฝ่าย เขาจึงได้เพียงแต่ทอดถอนหายใจแรงแล้วกล่าวว่า “รอเจ้ากลับมาแล้วเราค่อยมาคุยกันแบบคนกันเองเป็นอย่างไร ตอนนี้รีบไปดำเนินการตามที่ฝ่าบาทรับสั่งเถิด”

“เอาล่ะ ๆ เจ้ากลับไปเตรียมตัวได้แล้ว หลังยามอู่ก็ออกเดินทางได้เลยมีราชโองการอยู่กับตัวชักช้าไม่ได้ ไปได้แล้ว” ผู้บัญชาการหลี่ซุนซวนสั่งงานเสร็จสิ้นก็มอบราชโองการหนึ่งฉบับใส่มือให้นายกองร้อยเหอหลิงซีรับไปดำเนินการ พร้อมตวัดมือไล่

หลังนายกองร้อยเหอหลิงซีออกมาจากโถงทำงานของผู้บังคับบัญชาการเขาก็กลับไปยังห้องทำงานของตน ภายในห้องทำงานมีผู้ใต้บังคับบัญชามือซ้ายและมือขวานั่งอยู่ภายในห้องคนละฝั่ง การจัดโต๊ะทำงานและโต๊ะน้ำชาของแต่ละห้องล้วนเหมือนกันคือเมื่อเดินเข้ามาในห้องหันหน้าเข้า เบื้องหน้าคือโต๊ะทำงานของใต้เท้าเจ้าของห้อง ซ้ายและขวาคือโต๊ะน้ำชาสำหรับต้อนรับแขก หากไม่มีแขกก็คือที่นั่งของผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่ภายใต้การดูแลของใต้เท้าผู้นั้น

“หึ้ย!ๆ เสี่ยวซื่อ! ลุกขึ้น ๆ พี่ใหญ่มาแล้ว” ผู้ใต้บังคับบัญชาคนหนึ่งหันมองออกไปนอกประตูพอดี จึงเห็นผู้เป็นหัวหน้ากำลังก้าวเท้าเดินเข้ามาในห้องสีหน้าเคร่งเครียด เขารีบลุกขึ้นยืนแล้วส่งเสียงบอกอีกคนที่นั่งอยู่ตรงข้ามด้วยท่าทางกระฉับกระเฉง

ผู้ใต้บังคับบัญชาสองคนที่นั่งอยู่ในห้องคือ ลี่จื่อ กับเจี้ยนซื่อ พวกเขาสองคนติดยศนายกองด้วยกันทั้งคู่ และเป็นผู้ช่วยมือซ้าย และมือขวาของนายกองร้อยเหอหลิงซี พวกเขาทำงานอยู่ข้างกายนายกองร้อยเหอหลิงซีมาห้าปีจึงนับว่ารู้ใจกันเป็นอย่างดี

นายกองร้อยเหอหลิงซีเดินไปนั่งที่โต๊ะทำงานสีหน้าตึงเครียด ถอนหายใจแรงออกมา ลี่จื่อกับเจี้ยนซื่อเห็นท่าทีตึงเครียดของผู้เป็นหัวหน้าก็พากันหันมองหน้ากันและกันไปมา ไม่มีผู้ใดกล้าเอ่ยปากขึ้นเป็นคนแรก และไม่มีผู้ใดกล้าพูดทีเล่นทีจริงกับอีกฝ่าย ลี่จื่ออดรนทนไม่ไหวจำต้องเอ่ยถามเสียงเข้มว่า “มีงานตึงมืออีกแล้วหรือขอรับ”

นายกองร้อยเหอหลิงซีถอนหายใจอีกครั้งพยักหน้าแทนคำตอบ เขามองไปที่ผู้ใต้บังคับบัญชาทีละคนแล้วออกคำสั่งเสียงเข้ม สีหน้ากดดัน “ไม่ผิด.. ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เราเร่งเดินทางไปสืบคดีสกุลหลินถูกสังหารทั้งตระกูลแล้ว ตอนนี้พวกเจ้าสองคนไปคัดเลือกผู้ใต้บังคับบัญชาของตนเองคนละห้า วันนี้หลังยามอู่ต้องเร่งออกเดินทางทันที”

ลี่จื่อกับเจี้ยนซื่อพูดโพล่งออกมาพร้อมกัน “วันนี้เลยหรือขอรับ?!”

เหตุที่พวกเขาถามด้วยท่าทีตกอกตกใจนั่นก็เป็นเพราะพวกเขารวมทั้งผู้เป็นหัวหน้าเพิ่งจะเดินทางกลับมาเมืองหลวงได้ไม่ถึงครึ่งวันด้วยซ้ำ หลังจากออกไปปฏิบัติภารกิจกวาดล้างพวกนอกรีตที่ชอบตอนตนเองเพื่อหวังเข้ามาเป็นขันทีในเมืองหลวงที่เมืองหนานจิง

“อือ..รีบไปเถอะ” นายกองร้อยเหอหลิงซีพยักหน้าแล้วตอบ

ลี่จื่อ กับเจี้ยนซื่อรับคำสั่ง พวกเขาก็กระวีกระวาดออกจากห้องไปดำเนินการตามคำสั่งของผู้เป็นหัวหน้าทันที โชคดีที่คนในหน่วยองครักษ์เสื้อแพรเก้าในสิบนอกจากบิดา มารดาแล้วพวกเขาทั้งหมดก็ล้วนไม่มีพันธะใดเพิ่มขึ้นมาอีกจึงสะดวกแก่การออกไปปฏิบัติหน้าที่นอกสถานที่ได้โดยไม่ต้องคอยห่วงหน้าพะวงหลัง

กลับมาที่เมืองหยางโจว

ระหว่างที่หน่วยองครักษ์เสื้อแพรเร่งเดินทางมาที่เมืองหยางโจว ช่วงเช้าหลินจินเซี่ยก็ได้จัดการศพของบิดา และมารดาใส่ลงไปในโลง ภายในจวนสกุลหลินถูกตกแต่งด้วยสีขาวทั้งจวนรวมถึงเสื้อผ้าของหลินจินเซี่ยและฝูจิ้นก็ได้เปลี่ยนเป็นชุดไว้ทุกข์ ตลอดทั้งวันหลินจินเซี่ยนั่งคุกเข่าเผากระดาษส่งดวงวิญญาณอยู่หน้าศพ ฝูจิ้นจัดการทำความสะอาดล้างคราบเลือดและจัดระเบียบความเรียบร้อยภายในเรือนทุกเรือน ตกกลางคืนหลินจินเซี่ยก็พาตัวเองไปค้นหาหลักฐานโดยเน้นที่ห้องหนังสือเป็นหลัก ตามด้วยห้องนอนของผู้เป็นบิดาและมารดา

ค่ำคืนอันหนาวเหน็บไร้คลื่นลม ท้องฟ้ามืดดำแผ่ขยายเป็นวงกว้าง บรรยากาศวังเวง ภายใต้สถานการณ์ที่ภายนอกดูเหมือนว่าพายุสงบ ทว่าหน่วยองครักษ์เสื้อแพรที่ประจำสาขาอยู่ในเมืองหยางโจวก็มิได้นิ่งนอนใจส่งคนออกไปคอยสังเกตการณ์ และให้ความคุ้มครองคุณชายหลินอย่างเงียบ ๆ อาทิเช่น พ่อค้าร้านเต้าหู้ทอดหน้าจวน พ่อค้าขายถังหูลู่ที่เดินวนไปเวียนมา พ่อค้าขายบะหมี่เกี๊ยวที่อยู่ห่างออกไปสามหลังคาเรือน กลุ่มคนเหล่านั้นล้วนเป็นคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรทั้งสิ้น กลุ่มคนเหล่านี้มิได้คอยคุ้มครองความปลอดภัยให้เฉพาะในยามกลางวันเท่านั้น แต่พวกเขาอยู่เฝ้าทั้งวันทั้งคืน และการเฝ้าสังเกตการณ์มิได้มีเพียงแต่อยู่ด้านหน้าเท่านั้น ด้านหลังเรือนแม้กระทั่งบนหลังคาก็ยังมีหน่วยองครักษ์เงาร่วมสิบคนที่แฝงตัวอยู่ทั่วทุกทิศทาง

บรรยากาศภายในจวนสกุลหลินในช่วงยามวิกาลเงียบสงบและค่อนข้างวังเวง ผิดกับช่วงกลางวันที่แม้ว่าเงียบเหงาบ้างแต่ก็ไม่ถึงขั้นวังเวงเนื่องเพราะมีชาวเมืองหยางโจวที่ให้ความเคารพนับถือนายอำเภอหลินทยอยกันมาไว้อาลัยต่อผู้วายชนกันอย่างไม่ขาดสาย หนึ่งในนั้นก็ยังมีผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิงที่มาอยู่เป็นเพื่อนพูดคุยคอยให้กำลังใจและปลอบใจหลินจินเซี่ยตลอดช่วงกลางวัน แต่เมื่ออาทิตย์อัสดงผู้คนก็เริ่มทยอยขอตัวลากลับ ในจวนจึงทั้งเงียบเหงาและวังเวง

ในห้องหนังสือฝูจิ้นรู้ว่าไม่ควรเข้ามาขัดจังหวะการสืบหาหลักฐานของผู้เป็นนายแต่ด้วยความภักดีเขาก็ยังยกอาหารเข้ามาให้คุณชายของตน

หลินจินเซี่ยนั่งมือกุมขมับอยู่กับเก้าอี้ตัวที่ผู้เป็นบิดามักนั่งเป็นประจำ ผ่านมาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้วตอนนี้เขาไม่ร้องไห้อีก ทั้งยังค่อย ๆ ปรับตัวปรับใจให้ยอมรับกับความจริงอันแสนโหดร้ายนี้ทีละนิด เขาเม้มริมฝีปากแน่นข่มกลั้นความเจ็บปวดใจ สีหน้าดูเหนื่อยล้าราวกับถูกทอดทิ้ง น้ำเสียงยังคงเศร้าโศก และเสียใจ พร้อมยกมือข้างหนึ่งขึ้นสะบัด “เอาไว้ก่อนเถิด”

ฝูจิ้นกล่าวแย้งขึ้นมาทันที “ไม่ได้นะขอรับ หากนายท่านกับนายหญิงที่อยู่บนสวรรค์เห็นคุณชายตกอยู่ในสภาพกินไม่ได้นอนไม่หลับเช่นนี้พวกท่านจะต้องเจ็บปวดใจมากแน่!”

หลินจินเซี่ยทอดถอนใจยาวรู้สึกว่าบ่าวรับใช้ของตนผู้นี้กลายเป็นคนจู้จี้ขี้บ่นไปตั้งแต่เมื่อใดกันถึงกลับกล้ายกเอาวิญญาณของผู้เป็นบิดา และมารดาของตนขึ้นมาอ้างเช่นนี้ เขาตวัดสายตาขึ้นมองอีกฝ่ายด้วยสายตาขุ่นเคืองแต่เข้าใจว่าอีกฝ่ายทำไปเพราะความหวังดี จึงกล่าวเสียงเนิบนาบว่า “ได้.. เช่นนั้นเจ้าก็ไปตักข้าวมานั่งกินด้วยกันเถิด”

ปกติหลินจินเซี่ยก็ไม่เคยต้องนั่งกินอาหารเพียงลำพัง เวลาที่รู้สึกอ้างว้างโดดเดี่ยวเช่นนี้จะให้เขานั่งกินอาหารเพียงคนเดียวอีก แล้วเขายังจะกินอาหารลงอีกหรือ..

“ไม่ได้หรอกขอรับ ข้าเป็นบ่าว..” ฝูจิ้นกำลังจะพูดต่อ แต่หลินจินเซี่ยพูดขัดจังหวะขึ้นมาพร้อมตวัดสายตาใส่อีกฝ่ายหนึ่งอีกครั้ง “บ้านนี้มีแค่เจ้ากับข้า เจ้ายังจะมานาย บ่าวอะไรกันอีก บอกให้ไปตักมาก็ไปตักมาไม่เช่นนั้นอย่าหวังว่าข้าจะแตะต้องอาหารของเจ้าเลย!” เขาถอนหายใจ มองอาหารบนโต๊ะอย่างเหม่อลอย

ฝูจิ้นจำต้องตอบรับแล้วเดินกลับเข้าครัวไปตักข้าวมานั่งกินมื้อเย็นด้วยกัน

ภายในบริเวณจวนสกุลหลินฝูจิ้นได้จุดเทียนตามเรือนต่าง ๆ ให้สว่างไสวเต็มเรือน ลานสวนทั้งด้านหน้าและด้านหลังเขาก็ไล่จุดเทียนตามจุดต่าง ๆ จนสว่างไสวไปทั่วอาณาบริเวณ หนึ่งคือเพื่อให้เห็นความเคลื่อนไหวที่อยู่นอกเรือนได้อย่างสะดวก สองคือไม่ให้หลินจินเซี่ยรู้สึกหดหู่ไปมากกว่านี้

หลังกินมื้อเย็นหลินจินเซี่ยก็เข้าไปในห้องนอนผู้เป็นบิดา และมารดาหลังจากค้นหาสมุดบัญชีรายชื่อในห้องหนังสือแล้วไม่ได้อะไรกลับมา อีกทั้งยังขอให้ฝูจิ้นออกไปสืบดูความเคลื่อนไหวของผู้ช่วยนายอำเภอเกาจงเฉิงด้วยอีกทางหนึ่ง

ทุกการเคลื่อนไหวของนาย บ่าวสกุลหลินล้วนอยู่ภายใต้สายตาของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรทั้งสิ้น คนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยความสงสัย “นั่นเขาจะทำอะไร”

อีกคนยกนิ้วขึ้นแตะริมฝีปากส่งเสียง ซู่.. ออกมาประมาณบอกให้อีกฝ่ายเงียบรอดูต่อไป

“ข้ามั่นใจมากว่าสมุดบัญชีรายชื่อต้องมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ช่วยนายอำเภอเกาแน่!” หลินจินเซี่ยรื้อค้นทุกซอกทุกมุมภายในห้อง ไม่ว่าจะเป็นใต้หมอน ลิ้นชักใต้เตียง ไม่ปล่อยให้รอดสายตาไปแม้แต่จุดเดียว แต่สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องผิดหวังเดินไปหย่อนตัวลงนั่งที่เก้าอี้เอนนอนริมหน้าต่าง แล้วบ่นพึมพำกันตนเอง “ข้าค้นหาจนทั่วทั้งเรือนแล้วแต่ทำไมข้าถึงหาอย่างไรก็หาไม่พบสักทีเล่า ท่านพ่อ ท่านเก็บมันเอาไว้ที่ใดกันแน่”

เขารู้สึกกระวนกระวายใจ ทั้งเครียดและกดดันอย่างมากคิดเท่าไรก็คิดไม่ออกสักที ขณะเดียวกันด้านนอกมีความเคลื่อนไหวบางอย่างที่หลินจินเซี่ยไม่รู้ตัว แต่ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวใดล้วนอยู่ภายใต้สายตาของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรทั้งสิ้น

เมื่อคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรที่แฝงตัวอยู่ในเงามืดเห็นการเคลื่อนไหวของคนชุดดำสามคนเดินย่องไปตามมุมต่าง ๆ ของเรือนที่ใช้เป็นห้องหนังสือ และเรือนที่หลินจินเซี่ยกำลังอยู่ข้างใน เมื่อกลุ่มชายชุดดำสามคนนั้นไปถึงห้องที่หลินจินเซี่ยอยู่ คนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรก็ส่งสัญญาณให้พวกของตนเตรียมตัวปฏิบัติภารกิจ มือกำด้ามจับดาบปักวสันต์ข้างเอวเอาไว้แน่นเตรียมพร้อมลงมือได้ทุกเมือง เวลาเพียงชั่วประกายไฟแลบพวกเขาก็ปรากฏกายเข้ามาขวางด้านหน้าชายชุดดำเอาไว้สองฝ่ายจึงต่อสู้กัน เดิมทีคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรไม่ต้องการให้หลินจินเซี่ยรู้ว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้นแต่ช่วยไม่ได้ที่เขาจะไม่ได้ยินเสียงกระบี่ฟาดฟันกัน รวมถึงเป็นไปไม่ได้ว่าเขาจะไม่ได้ยินเสียงของคนที่กำลังต่อสู้อันชุลมุน

ชิ้งงง.. เสียงชักกระบี่และดาบของแต่ละฝ่ายดังระงม เสียงร้องตอนทั้งสองฝ่ายเงื้อดาบและกระบี่ดาหน้าเข้าหากันย๊าก!.. เสียงดาบและกระบี่ฟาดฟันกันเสียงดัง ฉัวะ.. เสียงคนล้มลงไปกระแทกกับพื้นหินที่ลานสวนอัก!..

เสียงดังจากด้านนอกทำลายภวังค์ความคิดของหลินจินเซี่ยไปจนหมดสิ้น เขาดีดตัวลุกขึ้นสีหน้าตื่นตระหนกวิ่งออกไปข้างนอก “เกิดเรื่องอะไรขึ้น?!”

ภาพเหตุการณ์การต่อสู้ของกลุ่มคนสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งสวมชุดองครักษ์เสื้อแพร อีกฝ่ายสวมชุดดำทั้งตัวทั้งยังสวมผ้าสีดำปิดหน้าปิดตาอำพรางหน้าตาของพวกเขาเอาไว้ปรากฏแก่สายตาเขา ภาพการต่อสู้กันใช่ว่าเขาจะไม่เคยเห็น ดังนั้นเขาจึงไม่ได้เกิดอาการหวาดกลัวจนเสียท่าทีเพียงแต่รู้สึกตกใจ ดวงตาของเบิกกว้าง อ้าปากหวอแต่ไร้เสียงใด ๆ หลุดออกมา ไม่คิดว่าผ่านมาแค่เพียงคืนเดียวคนร้ายจะกล้าย้อนกลับมาอีกรู้ทั้งรู้ว่าจะต้องมีคนของทางการดักซุ้มรออยู่ หลินจินเซี่ยถอนหายใจและส่ายหน้าคิดในใจว่า ช่างไม่รู้จักประเมินสถานการณ์เอาเสียเลย

เขาหันไปเห็นเสาต้นหนึ่งซึ่งใหญ่ขนาดใช้เป็นอำพรางสายตาของคนอื่นได้ สองเท้าก้าวไปด้านข้างยาว ๆ หลบอยู่ข้างเสาสองตาจ้องมองเหตุการณ์ต่อสู้อย่างระมัดระวัง กระทั่งการต่อสู้จบลง

“ตายหมดไม่เหลือรอดสักคนเลยหรือ? น่าเสียดายโดยแท้น่าจะเหลือสักคนไว้ให้สืบถามบ้าง” หลินจินเซี่ยพึมพำเสียงเบากับตนเองหลังการต่อสู้จบลง เขาค่อย ๆ โผล่หน้าออกมาแล้วเดินลงไปยังลานสวนด้านหน้า ประสานมือคำนับกล่าวขอบคุณคนของหน่วยองครักษ์เสื้อแพรอย่างจริงใจ “ขอบคุณใต้เท้าทุกท่านที่ช่วยเหลือ”

คนที่มีลักษณะเป็นหัวหน้ากล่าวเสียงเข้มว่า “ตอนนี้ความปลอดภัยของคุณชายหลินสำคัญที่สุด ดังนั้นคุณชายหลินไม่ต้องเกรงใจ หากคุณชายได้รับบาดเจ็บแม้เพียงเล็กน้อยพวกข้าต่างหากที่จะต้องได้รับโทษกันหมด พวกมันคงไม่ยอมรามือโดยง่ายแน่ ช่วงนี้ขอคุณชายหลินโปรดระวังตัวให้มาก” เขากล่าวแล้วหันไปหลุบตามองชายชุดดำสามคนที่ไร้ลมหายใจบนพื้น

“เช่นนั้นก็ลำบากทุกท่านแล้ว..” หลินจินเซี่ยประสานมือโค้งเอว กล่าวน้ำเสียงซาบซึ้ง

“ตอนนี้หน่วยองครักษ์เสื้อแพรที่เมืองหลวงกำลังเร่งเดินทางมาสืบคดีนี้ด้วยตนเองคาดว่าน่าจะถึงในอีกสองสามวันข้างหน้า” จู่ ๆ นายกองเฉินจวิ้นกล่าวน้ำเสียงเย็นเยียบ

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED