“ซือเหยากลับมาแล้วเหรอ มาลองชิมเค้กน้ำผึ้งกับเค้กผลไม้ให้พี่หน่อย”
ไป๋ซือเหยาที่กลับจากการทำงาน ได้ยินพี่สะใภ้ร้องตะโกนเรียกทางโซนห้องอาหาร เธอวางกระเป๋าลงไว้ที่ห้องรับแขก ก่อนจะเดินเข้าไปหาพี่สะใภ้ ซึ่งกำลังทำขนมหวานหลากหลายอย่างด้วยกันและวางเต็มโต๊ะไปหมด
ตอนนี้เธอเริ่มเข้าใจความรู้สึกของพี่ชายแล้ว ว่าทำไมแค่เห็นขนมหวานก็รู้สึกหวานเลี่ยนจนกลืนไม่ลงแล้ว โชคดีที่เธอไม่ได้กลับบ้านบ่อยนักจึงไม่ต้องกล้ำกลืนเหมือนพี่ชาย
“พี่หยุ่นซีทำไมมีขนมหวานเยอะแยะเลยคะ”
ไป๋ซือเหยาถามพี่สะใภ้ เมื่อเห็นขนมหวานหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างเหมาะกับการกินคู่กับกาแฟเป็นอย่างมาก แต่ตอนนี้เย็นแล้วหากกินกาแฟตอนนี้คงนอนไม่หลับเป็นแน่
“พี่กำลังเปิดร้านเบเกอรี่จึงลองทำหลาย ๆ รสดู เธอลองชิมให้พี่หน่อยสิว่ารสชาติโอเคไหม เดี๋ยวพี่ไปดูขนมที่อบไว้ในครัวก่อน” ซือเหยาพยักหน้ารับ มองขนมหวานตรงหน้าที่มีทั้งเค้กกล้วยหอม เค้กผลไม้ เค้กน้ำผึ้ง ชีสเค้ก เค้กเนยสด เค้กส้ม เธอนั่งลงเก้าอี้ก่อนจะหยิบช้อนมาตักชิมดูอย่างว่าง่าย อาจเพราะไม่ได้ทานขนมหวานบ่อยนักเธอจึงไม่มีปัญหากับการกินเค้กหลากหลายเหล่านี้ อึก!
ไป๋ซือเหยาหน้าซีดเผือด เมื่อลองชิมขนมอยู่ดี ๆ กับเกิดติดคอขึ้นมา ขนมหวานทั้งอ่อนนุ่มและรสชาติอร่อยไม่น่าจะทำให้เธอทานติดคอได้
เธอมองหาน้ำดื่มแต่บนโต๊ะอาหารใหญ่ขนาดนี้กลับไม่มีน้ำให้ดื่มสักอึกเดียว เธอพยายามประคองตัวเองไปยังตู้น้ำที่อยู่ในห้องครัว แต่อาการกลับร้ายแรงกว่าที่คิด
ไป๋ซือเหยาใบหน้าเขียว ดวงตาเบิกกว้างตกใจ เธอหายใจไม่ออกและไม่มีแรงแม้แต่จะลุกขึ้นเดินไปหาน้ำ นี่เธอจะมาตายเพราะทานขนมหวานอย่างนั้นหรือ?
เธอพยายามกระเสือกกระสน หวังจะมีคนออกมาดูเธอบ้าง แต่น่าเสียดายที่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้มีเพียงพี่สะใภ้คนเดียวเท่านั้นซึ่งกำลังวุ่นวายอยู่ในห้องครัว
เธอได้ยินพี่สะใภ้ร้องเพลงอย่างอารมณ์ดี นั่นยิ่งทำให้ไม่ได้ยินเสียงผิดปกติทางโต๊ะอาหาร อาการหายใจไม่ออกทำให้ทุรนทุราย ดวงตาเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม น้ำตาไหลริน มือเท้าเธอเกร็งจนรู้สึกเจ็บปวดไปทั้งตัว
ลมหายใจของเธอแผ่วเบาลง แม้อยากจะมีชีวิตอยู่แต่กลับไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อต้าน ความคิดสุดท้ายของเธอกลับนึกไปถึงพี่ชายที่เลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เด็ก น่าเสียดายที่ไม่มีโอกาสได้กอดและพูดคุยอีกแล้ว
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ที่ความทุกทรมานได้หายไป ไป๋ซือเหยารู้สึกเหนื่อยหอบ ทว่ากลับไม่มีลมหายใจเช่นแต่ก่อนแล้ว ดวงตาหงส์คู่สวยเบิกกว้างมองภาพตรงหน้าอย่างไม่เชื่อสายตา “เธอตายแล้ว?”
ไป๋ซือเหยาพึมพำกับตัวเองอย่างตกใจ เมื่อเธอลืมตาขึ้นมาอีกครั้งกลับเห็นร่างตัวเองอยู่ตรงหน้า ร่างนั้นดวงตาเบิกกว้าง มือกำที่ลำคอตนเองความทรมานเมื่อครู่นี้เธอจดจำได้อย่างไม่มีวันลืม ไม่คิดเลยว่าการกลับบ้านในวันนี้จะทำให้เธอตายได้ และตายด้วยขนมหวาน?
“เจ้าหมดอายุขัยแล้วไปกับข้าเสียเถอะ”
เสียงที่พูดขึ้นจากทางด้านหลัง ทำให้ไป๋ซือเหยาสะดุ้งตกใจ เมื่อหันไปมองกลับเห็นชายชราในอาภรณ์สีขาว ท่าทางใจดีคนหนึ่งยืนอยู่ ในมือมีสมุดเล่มหนึ่ง
“ท่านคือ?” ท่าทางมีสง่าราศีเช่นนั้นทำให้ไป๋ซือเหยาถามอย่างระวัง
“ข้ามีหน้าที่เก็บวิญญาณของเจ้า ไปกันเถอะ”
กรี๊ดดดดดด
“ซือเหยา เธอเป็นอะไร!”
เสียงกรีดร้องของพี่สะใภ้ ทำให้ไป๋ซือเหยาหันไปมองตามอย่างลังเล พี่หยุนซีพยายามเขย่าร่างของเธอด้วยใบหน้าซีดเผือด หยุ่นซีตัวสั่นเทาพยายามโทรหารถโรงพยาบาล ก่อนจะเริ่มทำCPRปั้มหัวใจให้ด้วยน้ำตานองหน้า แต่น่าเสียดายเธอมาช้าเกินไป
ไป๋ซือเหยามองภาพนั้นด้วยความเจ็บปวด ไม่คิดว่าตัวเองจะตายอย่างโง่เขลาเช่นนี้ หากเพื่อน ๆ รู้คงไม่รู้ว่าจะเสียใจหรือสมน้ำหน้าดี เธอมองภาพนั้นเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะก้าวตามชายชราไปอย่างหมดหนทาง
ไม่ว่าอย่างไรเธอก็ตายแล้ว อยู่ไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้น การตายคือจุดจบ แต่น่าเสียดายกลับเป็นจุดเริ่มต้นของเธอเสียอย่างนั้น
“เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ก่อน” ชายชราบอกเธอก่อนจะหายไป
ไป๋ซือเหยามองบริเวณโดยรอบ ซึ่งไม่รู้ว่าเป็นที่ไหน แต่เธอเห็นดอกไม้งดงามสีสันหลากตา มีน้ำตกสวยงามอยู่เบื้องหน้า และยังมีปลาแหวกว่ายไปมาดูสวยงามยิ่งนัก
ภาพตรงหน้าทำให้เธอนึกว่าเป็นสวรรค์ เธอรู้ตัวดีว่าไม่ได้ทำกรรมชั่วช้า แต่ก็ไม่ได้ทำคุณความดีจนได้ขึ้นสวรรค์เช่นกัน
หรือนี่เป็นเส้นทางให้เธอไปเกิดใหม่ ชีวิตในเมืองใหญ่เธอดิ้นรนมามากแล้ว บางทีได้พักยาวเช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน เธอเป็นเพียงครูสอนเด็กอนุบาลในเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งมีที่พักให้พร้อมจึงไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายมากนัก
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ ที่ชายชรากลับมาอีกครั้ง เขามองเธออย่างอึดอัดหัวใจ ก่อนจะเอ่ยบอกว่า เขาพาวิญญาณมาผิดคน นั่นทำให้เธอเบิกตากว้างอย่างตกใจ
“เช่นนั้นก็พาฉันกลับไปส่งเถอะค่ะ”
เมื่อสงบใจแล้วไป๋ซือเหยาจึงเอ่ยบอกอย่างหมดแรง อาการก่อนตายมันทรมานมากจนเธอรู้สึกหวาดกลัวกับการกินขนมหวาน “คือ...กลับไม่ได้แล้ว เวลาในโลกมนุษย์ผ่านไปหนึ่งเดือนแล้ว ร่างเจ้าไม่เหลือแล้ว” ไป๋ซือเหยายืนแข็งค้างราวกับสายฟ้าฟาดลงบนกลางศีรษะ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน
“แล้ว...แบบนี้ฉันจะเป็นผีเร่ร่อนแบบนี้หรือคะ”
ไป๋ซือเหยาเอ่ยถามอย่างหมดแรง ดวงตาคู่หงส์มองชายชราตรงหน้าซึ่งอีกฝ่ายมีสีหน้ารู้สึกผิดจนเธอต่อว่าไม่ลง แต่นี่เป็นเรื่องใหญ่เธอไม่อาจให้อภัยให้ง่าย ๆ แน่
“ไม่ ๆ เดี๋ยวข้าจะให้เจ้าไปเกิดใหม่ในร่างใหม่ เจ้าเห็นเช่นไร” ชายชราเอ่ยถามอย่างมีความหวัง ไม่คิดว่าการไปรับวิญญาณแทนสหายครั้งแรก จะทำให้เกิดเรื่องผิดพลาดเช่นนี้ขึ้น
“แต่นั่นก็ไม่ใช่ครอบครัวฉันค่ะ”
“แต่ตอนนี้ไม่อาจกลับไปได้แล้ว เดี๋ยวข้าจะให้ของวิเศษกับเจ้าสามอย่างเป็นอย่างไร”
ชายชราต่อรอง ไป๋ซือเหยานิ่งเงียบ เธอครุ่นคิดพิจารณาอย่างถี่ถ้วน แต่เมื่อตระหนักรู้แล้วได้แต่พยักหน้ายอมรับ ดีกว่าเป็นผีเร่ร่อนเช่นนี้
“ท่านจะให้อะไรกับฉันบ้างคะ” ไป๋ซือเหยาถามอย่างคาดหวัง ดวงตามองเขม็งชายชราหวังว่าจะไม่ทำให้เธอผิดหวังอีกครั้ง
“นี่คือพู่กันวิเศษสามารถเขียนผ่านอากาศได้”
ชายชราพูดจบก็มีพู่กันสีดำขนาดเล็ก ๆ ก็ลอยออกมาพร้อมวนรอบตัวเธออย่างกระตือรือร้น ไป๋ซือเหยามองภาพอัศจรรย์ตรงหน้าอย่างตื่นเต้น แม้ตอนนี้จะไม่มีหัวใจที่เต้นได้แต่เธอรู้สึกว่าเธอใจสั่นจริง ๆ โลกที่เธออยู่ไม่เคยมีอะไรเช่นนี้ จะมีเพียงแค่ในนิยายเท่านั้น
นิ้วเรียวยื่นออกแตะแผ่วเบาราวกับอยากรู้อยากเห็น พู่กันนั่นกลับเหมือนมีจิตใจเป็นของตนเอง มันสามารถเปลี่ยนรูปร่างไปได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นพัด กระบี่ กระบอง ก่อนจะลอยมาวางบนมืออย่างนิ่มนวล
“เจ้าพอใจหรือไม่”
“แล้วอย่างที่สองและสามล่ะคะ” แม้จะตื่นเต้นกับพู่กันแปลงร่างได้ แต่ไป๋ซือเหยาก็ยังไม่ลืมอีกสองอย่างที่ชายชราตรงหน้าบอกว่าจะมอบให้เพื่อชดเชยให้
“อย่างที่สองคือตาทิพย์ เมื่อไปถึงโลกนั้นเดี๋ยวเจ้าจะรู้ด้วยตนเอง ส่วนอย่างที่สามคือมิติวิเศษ ซึ่งจะอยู่ในปานรูปดอกบัวหลังมือซ้ายของเจ้า เพียงแค่เจ้าคิดถึงก็สามารถเข้าไปในนั้นได้”
ไป๋ซือเหยาตั้งใจฟัง แม้เรื่องตาทิพย์จะยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อพูดถึงเรื่องมิติวิเศษก็ทำให้เธอลืมเรื่องอื่นไปเลย เธอยกมือซ้ายขึ้นมาอย่างอยากรู้และมีปานรูปดอกบัวสีทองจริง ๆ
“ไว้เจ้าไปถึงที่นั่นเจ้าจะรู้ด้วยตนเอง ใกล้ได้เวลาแล้วข้าต้องรีบพาเจ้าไปส่ง”
ชายชราเอ่ยบอกพร้อมดึงร่างวิญญาณของเธอหายไปด้วยทันที ทันใดนั้นเธอก็มาปรากฏอยู่ในบ้านหลังหนึ่ง จะเรียกว่าบ้านก็คงไม่ถูกนี่เป็นกระท่อมชัด!
“ที่นี่หรือคะ”
ไป๋ซือเหยาหันไปเอ่ยถามชายชราอย่างไม่แน่ใจ ที่นี่ทรุดโทรมจนแทบไม่เรียกว่าบ้าน ทว่าชายชรากลับไม่ตอบคำถามของเธอ แต่ผลักเธอเข้าไปในกระท่อมหลังนั้นอย่างรวดเร็ว!
เธอเผลอกรีดร้องอย่างตกใจ จากนั้นเธอก็รู้สึกว่าตนเองง่วงนอนมากจากนั้นก็ไม่รู้สึกอะไรอีก...
ไป๋ซือเหยาตื่นขึ้นมาอย่างมึนเบลอ ความทรงจำมากมายหลั่งไหลเข้ามา ความรู้สึกแรกเธออยากจะกรีดร้องตะโกนด่าชายชราที่ไม่ยอมบอกความจริงทั้งหมดให้กับเธอ
ร่างนี้เป็นใบ้และยังมีสามีแล้วอีกด้วย! สาวโสดวัยยี่สิบแปดปีอย่างเธอถึงกลับพูดไม่ออก เพราะร่างนี้อายุเพียงแค่สิบเจ็ดปีเท่านั้น และที่ทำให้เธอมาอยู่ในร่างนี้ เพราะเธอป่วยหนักจนตาย!
กว่าสามีนั่นจะมาเห็นเธอก็มาอยู่ในร่างนี้แล้ว ทำให้เด็กหนุ่มนั่นไม่รู้ว่าภรรยาตนเองตายจากไปแล้ว
หากเป็นยุคปัจจุบัน อายุสิบเจ็ดปีกลับเป็นวัยที่กำลังเรียนหนังสืออย่างหนักเพื่อสอบเข้ามหาลัยดี ๆ แต่ในยุคนี้กลับมีสามีและลูกแล้ว โชคดีที่ร่างนี้ยังไม่มีลูก มิเช่นนั้นเธอคงตกใจจนหัวใจวายและตายซ้ำอีกครั้งเป็นแน่
เธอถอนหายใจอย่างปลงตก เพราะอย่างไรก็ไม่อาจกลับไปได้อีกแล้ว ต่อไปนี้คงต้องยอมรับตัวตนนี้ให้ได้ และใช้ชีวิตในฐานะไป๋ซือเหยาสะใภ้ใบ้คนนี้ให้ได้
“เหยา ๆ หิว ๆ”
ไป๋ซือเหยาสะดุ้งตกใจ เมื่อร่างสูงวิ่งพรวดเข้ามาหาพร้อมจับมือนางเขย่าไปมา แม้จะพึ่งตกลงปลงใจกับตัวเองแต่ก็อดที่จะตกใจไม่ได้ เมื่อมองหน้าคนที่เขย่ามือตัวเองก็ได้แต่กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
“โม่เหยียน?”
ไป๋ซือเหยาพึมพำเรียกชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่แน่ใจ ทว่ามีเพียงแค่ปากที่ขยับตามแต่ไม่มีเสียงออกมา ความทรงจำบอกว่าสามีของร่างนี้หน้าตาอัปลักษณ์มีปานสีดำกว่าครึ่งหน้า
และช้ำร้ายเกิดอุบัติเหตุตอนอายุสิบขวบ ทำให้ความทรงจำหายไปกลายเป็นคนปัญญาอ่อนคนหนึ่งเท่านั้น
ความจริงหลิวโม่เหยียนเป็นคุณชายรองของตระกูลใหญ่ในเมืองหลวง แต่เพราะสติปัญญาเหมือนเด็กคนหนึ่ง เมื่ออายุถึงวัยแต่งงานก็ถูกบังคับให้แต่งงานกับร่างนี้
ซึ่งตระกูลไป๋ไม่ต้องการนางเช่นกัน จากนั้นก็ส่งมาใช้ชีวิตในชนบทหมู่บ้านหลิวซานแห่งนี้ ซึ่งที่นี่เป็นหมู่บ้านเก่าของฮูหยินผู้เฒ่า แต่ที่ไป๋ซือเหยาเรียกอย่างไม่แน่ใจเพราะนางมองเห็นชายหนุ่มรูปงามราวกับเทพเซียน ดวงตาดอกท้อทอประกายสดใสยามที่เจ้าตัวฉีกยิ้ม หรือนี่คือผลของตาทิพย์?
“เหยา ๆ”
เสียงเรียกออดอ้อนนั้นทำให้สติไป๋ซือเหยากลับคืนมา นางพยายามมองรูปลักษณ์กายหยาบของคนตรงหน้าจึงได้เห็นว่าแท้จริงแล้วก็เป็นภาพเหมือนในความทรงจำ
‘เดี๋ยวข้าไปหาอะไรให้เจ้ากิน’
ไป๋ซือเหยาพูดบอกอย่างลืมตัวว่าร่างนี้เป็นใบ้ ทว่าต้องแปลกใจเมื่ออีกคนกลับเข้าใจนางต้องการจะสื่อ ใครว่าหลิวโม่เหยียนนั้นปัญญาอ่อน แค่นางพูดโดยไม่มีเสียงอีกคนยังเข้าใจเลย นางเลิกคิดเรื่องนี้ก่อนจะรีบลุกเข้าไปในห้องครัวในความทรงจำ ชีวิตของทั้งคู่ ค่อนข้างลำบากเพราะถูกส่งมาที่ทุรกันดารเช่นนี้ โดยได้เงินมาเพียงเล็กน้อย และใช้จ่ายช่วงมาอยู่แรก ๆ ก็หมดแล้ว อีกอย่างหลิวโม่เหยียนเป็นเด็กหนุ่มวัยสิบแปดปีมากกว่าร่างนี้หนึ่งปี ซึ่งกำลังเติบโตจึงรับประทานอาหารเป็นจำนวนมาก รายได้หลักก็มาจากร่างเดิมที่ปักผ้าไปขายในเมือง
โชคดีที่ร่างนี้เป็นคนดี ไม่ได้คิดทิ้งสามีปัญญาอ่อนของตนเอง อาจเพราะร่างนี้ก็ผ่านความยากลำบากมาเช่นกัน จึงทำให้รู้สึกเห็นอกเห็นใจกัน
ไป๋ซือเหยามองข้าวในหม้อแล้วได้แต่ส่ายหน้า วันนี้นางจึงทำโจ๊กมันบดผสมกับข้าวที่เหลือเพียงน้อยนิด โชคดีที่ร่างนี้ชำนาญทำให้นางรู้สึกคุ้นเคยไปด้วย และทำตามได้อย่างคล่องแคล่วราวกับเคยทำเองมานับร้อยนับพันครั้ง
เพียงไม่นานอาหารง่าย ๆ ก็เสร็จเรียบร้อย นางตักชามใหญ่ให้หลิวโม่เหยียนและตักชามเล็กให้ตนเอง พร้อมยกไปนั่งรับประทานที่โต๊ะเล็ก ๆ ซึ่งตั้งอยู่กลางบ้าน
ภายในบ้านนี้มีเพียงแค่หนึ่งห้องนอนหนึ่งห้องครัวและหนึ่งห้องโถงเท่านั้น บ้านหลังเล็กและทรุดโทรมเพราะถูกทิ้งร้างอยู่หลายปี
“เหยา ๆ กิน”
โม่เหยียนตักโจ๊กในถ้วยตนเองป้อนภรรยาอย่างเอาอกเอาใจ ดวงตาโค้งมนยิ้มอย่างมีความสุข แม้สติปัญญาจะไม่สมประกอบ แต่กลับรู้ว่าตนมีภรรยาที่แสนงดงาม ดวงตาดอกท้อคู่นั้นมองภรรยาอย่างหลงใหล พร้อมคาดหวังจะกลืนโจ๊กที่ตนป้อนให้ ไป๋ซือเหยามองภาพตรงหน้าอย่างลำบากใจ เมื่อเห็นสายตาที่ใสซื่อบ่งบอกว่าเจ้าตัวชอบร่างนี้มากก็ตัดใจปฏิเสธไม่ลง นางอ้าปากรับคำข้าวที่ป้อนมาพร้อมกลืนลงไปเงียบ ๆ
“เจ้ากินเถอะ”
ไป๋ซือเหยาพูดไม่มีเสียงบอกคนตรงหน้า ก่อนจะก้มลงกินข้าวในส่วนของตนเองเงียบ ๆ พรางครุ่นคิดว่าต่อไปนี้จะทำอย่างไรดีชีวิตฐานะความเป็นอยู่ถึงจะดีขึ้น
“เหยา ๆ ไปเที่ยวกัน” เมื่อกินอิ่มแล้วหลิวโม่เหยียนก็เอ่ยชวนไปเที่ยวเล่นข้างนอก
ไป๋ซือเหยามองตามแล้วส่ายหน้าพร้อมบอกให้ไปเลย นางไม่ไปซึ่งอีกฝ่ายดูเหมือนจะลังเล นางจึงส่งยิ้มให้ หลิวโม่เหยียนจึงได้โบกมือลาพร้อมกระโดดเล่นไปตลอดทาง
ไป๋ซือเหยาถอนหายใจอย่างโล่งอก เมื่ออีกคนที่อยู่ในบ้านจากไปแล้ว นางจึงรีบกลับมายังห้องนอนพร้อมคิดถึงพู่กันวิเศษ ซึ่งเพียงแค่คิดพู่กันก็ออกมาจากร่างของนางพร้อมลอยไปมา
ไป๋ซือเหยาจึงรีบจับเอาไว้เพราะกลัวจะมีคนมาเห็น ที่นี่เป็นกระท่อมไม่ได้มิดชิดนัก เมื่อพิจารณาแล้วก็ไม่รู้ว่าพู่กันนี่ไว้ทำอะไร แต่พลันใดนั้นความรู้มากมายก็หลั่งไหลมาหานางอีกครั้ง
ครั้งนี้ทำให้นางหัวเราะไม่ได้ร้องไห้ไม่ออก เพราะมันบอกให้นางเขียนยันต์ นางไม่ใช่นักพรตเสียหน่อย
ไป๋ซือเหยาเลิกสนใจเก็บพู่กันใส่ไว้ในร่างเหมือนเดิม ก่อนจะนึกไปถึงมิติสวรรค์ของนาง ทันใดนั้นนางก็มาปรากฏในสถานที่ค่อนข้างคุ้นเคย ในนี้เหมือนกับสถานที่นางเคยไปกับเซียนชราคนนั้น
แต่ที่นี่แตกต่างเล็กน้อยตรงที่มีบ้านหลังเล็กอยู่ในนี้ด้วย พื้นที่แห่งนี้กว้างขวางเป็นอย่างมาก นับด้วยสายตาประมาณห้าสิบหมู่[ 1หมู่ เท่ากับ 666.66 ตารางเมตร] ด้วยกัน และยังมีผักหลากหลายชนิด
อีกฝั่งหนึ่งกลับมีสมุนไพรมากมายซึ่งไม่เคยรู้จักมาก่อน แต่น่าแปลกเพียงแค่มองกลับมีชื่อปรากฏขึ้นเหนือต้นนั้นและยังมีบอกสรรพคุณของสมุนไพรชนิดนั้นๆ ด้วย
นี่คงเป็นตาทิพย์ที่เซียนชราเคยบอกเอาไว้ ไป๋ซือเหยาเดินไปดูผักกาดขาวที่อวบอ้วนน่ากินตรงหน้าอย่างสนใจ ก่อนจะลองเด็ดออกมาหนึ่งหัวเพื่อไว้ทำมื้อกลางวัน
ก่อนจะเดินไปดูมะเขือเทศสีแดงอวบอิ่มดูฉ่ำน้ำ นางเด็ดออกมาชิมหนึ่งลูกดวงตาเบิกกว้างอย่างตกตะลึง รสชาติหวานมากจริง ๆ นางไม่เคยกินมะเขือเทศที่อร่อยเช่นนี้มาก่อนเลย
และเมื่อลองแตงกวาก็กรอบและหวานอร่อยเสียจนนางต้องมองดูอีกครั้งว่าใช่แตงกวาจริง ๆ หรือไม่ หรือผลไม้เหล่านี้เป็นของเหล่าเทพเซียนจึงทำให้รสชาติอร่อยเหนือธรรมชาติเช่นนี้ หลังจากสำรวจผักผลไม้ในมิติสวรรค์เรียบร้อยแล้ว จึงได้เดินมายังทางน้ำตก ซึ่งจะมีตาน้ำอยู่จุดหนึ่ง ความรู้สึกบอกนางว่าน้ำนี่สามารถรักษาอาการป่วยได้
ไป๋ซือเหยาลองวักน้ำมาดื่มไปอึกหนึ่งร่างกายที่เคยอ่อนเพลียกลับรู้สึกมีเรี่ยวแรงมากขึ้น และยังรู้สึกสดชื้นเหมือนไม่เคยเจ็บไข้ได้ป่วยมาก่อน
นั่นทำให้นางเฝ้าหวังว่าจะทำให้ร่างนี้พูดได้อีกครั้ง ใช่แล้วร่างนี้เคยพูดได้ แต่หลังจากอายุได้แปดขวบ นางตกใจที่เห็นฆาตกรสังหารมารดาตนเองต่อหน้าต่อตา จากนั้นนางก็ไม่เคยพูดได้อีกเลย “เหยาเอ๋อร์ เจ้าอยู่ในบ้านใช่หรือไม่”
เสียงร้องเรียกมาจากหน้าบ้านทำให้ไป๋ซือเหยารีบออกมาจากในมิติสวรรค์ทันที นางเปิดประตูออกไปก่อนยืนอึ้งอยู่ตรงนั้น ตรงหน้านางคือพรานป่าในหมู่บ้านหลิวซานแห่งนี้ อีกฝ่ายกำลังส่งยิ้มอ่อนโยนมาให้ นางครุ่นคิดในความทรงจำจึงได้รู้ว่าคนตรงหน้ามีนามว่าหลี่เจียงหนาน
ซึ่งได้ตกหลุมรักร่างเดิมและพยายามแวะเวียนมาหาอยู่บ่อยครั้ง ไป๋ซือเหยาไม่ได้รู้สึกแปลกใจถึงแม้ร่างนี้จะพูดไม่ได้แต่ใบหน้ากลับงดงามปานล่มบ้านล่มเมือง
ดวงตาที่มองนางอย่างหลงใหลเวลานี้ทำให้รู้สึกอึดอัดใจไม่น้อย ร่างเดิมเองก็ใช่ว่าจะยินดีอะไรที่มีคนมาชอบ และพยายามแวะเวียนมาเช่นนี้
“เหยาเอ๋อร์วันนี้ข้าเอาไก่ป่ามาฝากเจ้า”
ชายหนุ่มยิ้มกว้างพร้อมเดินเข้ามาหา ไก่ป่าตัวใหญ่ถูกยื่นมาตรงหน้า ไป๋ซือเหยาใช้ภาษามือที่ร่างเดิมเคยใช้เป็นการบอกปฏิเสธ หากนางรับมาคงเป็นที่ครหาจากชาวบ้านเป็นแน่
ทุกวันนี้ชื่อเสียงของนางก็ค่อนข้างเลวร้ายมากแล้ว เพราะนางพูดไม่ได้จึงไม่อาจแก้ตัวให้ตนเองได้
“รับไว้เถอะ เจ้าผอมหมดแล้ว”
หลี่เจียงหนานบอกด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน ทว่าใบหน้าที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าทำให้ดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม ดวงตาคู่คมมองหน้าอย่างเปิดเผยว่าสนใจนางจริง ๆ และพร้อมที่จะรับนางไปเป็นภรรยา การที่ให้หย่าร้างกับคนปัญญาอ่อนนั่นเป็นเรื่องง่ายสำหรับเขาอยู่แล้ว
ไป๋ซือเหยารู้สึกขนกายลุกชัน แววตาที่มองมานั้นมันหลงใหลจนอยากได้นางไปเป็นภรรยาของตนเอง ซึ่งทำให้นางส่ายหน้าไปมา เวลานี้นางพูดไม่ได้ทำให้ไม่ชินเลยจริง ๆ
และทำให้นางหงุดหงิดใจที่ไม่อาจตอบโต้ได้ดั่งใจ แม้จะใช้ภาษามืออีกคนก็ไม่สนใจ จับมือนางเอาไว้แน่นพร้อมวางไก่ป่าไว้ในมือนางเช่นที่เคยทำ
ทว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไปแล้ว ไป๋ซือเหยาสะบัดมือออก ก่อนจะใช้ภาษามือบอกให้กลับไปและไม่ต้องมาอีก เมื่อบอกจบนางก็ถอยหลังพร้อมปิดประตูหนีดื้อ ๆ อย่างนั้น คุยกับคนเช่นนั้นทำให้นางรู้สึกเสียเวลา เมื่อนึกถึงสายตาที่รักใคร่หลงใหลแล้วรู้สึกขนกายลุกชัน
“เหยา ๆ เจ้างอนอะไร หรือว่าเจ้าอยากหย่ากับเจ้าปัญญาอ่อนนั่นเร็วขึ้น ข้าช่วยเจ้าได้”
ไป๋ซือเหยาเม้มปากแน่น ใจนางสั่นระรัวจนอยากจะถือไม้ไปทุบอีกคนให้หายขัดใจ ทันใดนั้นพู่กันก็ลอยออกมาจากตัวนางก่อนจะเปลี่ยนเป็นกระบองอย่างรวดเร็ว นางยืนมองอย่างอึ้ง ๆ นี่เข้าใจนางดีเกินไปหรือไม่?
แม้จะคิดเช่นนั้นแต่ก็ถือกระบองเอาไว้แน่น ก่อนจะเปิดประตูออกไปอีกครั้งด้วยท่าทางแน่วแน่ ว่าอย่างไรวันนี้ต้องไล่ไอ้คนที่หลงใหลคลั่งไคล้ร่างเดิมไปให้ได้!
ไป๋ซือเหยายื่นกระบองที่ขนาดเหมาะมือไปข้างหน้า ชี้สั่งให้อีกคนให้ไปจากบ้านตนเดี๋ยวนี้ ใบหน้างามเวลานี้ไม่มีรอยยิ้มเลยสักนิด ดวงตาคู่หงส์ฉายแววจริงจังเสียจนคนที่คิดอยากครอบครองสาวงามยอมถอยให้ ไม่รู้ว่าทำไมวันนี้คนงามถึงดุดันยิ่งนัก
“ก็ได้ เดี๋ยวพรุ่งนี้ข้ามาหาเจ้าอีก”
ไป๋ซือเหยาแทบอยากกรีดร้องตะโกนว่า ไม่ต้องมา! แต่น่าเสียดายที่ทำได้แต่อ้าปากพูดโดยไม่มีเสียงออกมาเท่านั้น
“เจียงหนานเจ้ามารบกวนเหยาเอ๋อร์อีกแล้วหรือไง ไสหัวเจ้าไปเดี๋ยวนี้!”
เสียงเกรี้ยวกราดพร้อมร่างอ้วนท้วมของป้าลู่ซือถือไม้เดินเข้ามาช่วยไล่หลี่เจียงหนานอีกคน เมื่อเห็นเช่นนั้นไป๋ซือเหยาจึงถอนหายใจอย่างโล่งอก
เมื่อคนรีบหนีไปแล้ว นางจึงเอาไก่ที่พรานหนุ่มทิ้งไว้ยกให้ป้าลู่ซืออย่างกระตือรือร้น พร้อมยกมือขอบคุณอย่างจริงใจ ครอบครัวป้าลู่อยู่ข้างบ้านนางและเป็นคนที่ช่วยเหลือนางมาโดยตลอด
“เจ้าเก็บไว้กินเถอะ ครั้งหน้าถ้ามันมาก่อกวนอีกก็วิ่งไปหาป้าที่บ้าน”
ลู่ซือเอ่ยบอกอย่างนึกสงสาร ทั้งคู่มาอยู่นี่ได้เกือบหนึ่งปีและนางก็รู้ว่าเหยาเอ๋อร์เป็นเด็กดีคนหนึ่ง ทว่ากลับไม่มีใครรู้ชื่อจริง ๆ ของนาง มีเพียงเรียกเหยา ๆ ตามสามีปัญญาอ่อนของนางเท่านั้น ไป๋ซือเหยาส่ายหน้า นางไม่สะดวกใจจะกินของคนที่คิดจะครอบครองนางเช่นนั้นแน่ นางพยายามอธิบายเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ แม้จะเข้าใจไม่หมดแต่สุดท้ายป้าลู่ซือก็รับไก่ป่าเจ้าปัญหานั้นไป นางจึงยิ้มกว้างอย่างดีใจที่เห็นคนเข้าใจที่ต้องการสื่อ
จากนั้นป้าลู่ซือก็กลับบ้านพร้อมไก่ป่าตัวใหญ่ ที่ผ่านมามีแค่ป้าลู่ซือเท่านั้นที่ช่วยเหลือนางและพูดแก้ตัวให้ แต่ปากเดียวหรือจะสู้คนทั้งหมู่บ้าน แต่เพียงแค่นี้นางก็รู้สึกขอบคุณมากแล้ว
เมื่อป้าลู่ซือกลับไปนางจึงได้เดินสำรวจรอบบริเวณบ้านอีกครั้ง แต่คงจะเรียกบ้านได้ไม่เต็มปากนัก น่าจะเรียกว่ากระท่อมโกโรโกโสมากกว่าและไม่รู้ว่ามันจะพังลงมาตอนไหน
คนที่ไม่เคยเรื่องมากเช่นนาง ยังอยากจะบ่นออกมา จะให้นางเกิดใหม่ทั้งทีไยไม่ส่งไปเกิดในที่ดี ๆ กว่านี้หน่อย อย่างน้อยก็ไม่ต้องดิ้นรนมากนัก
แต่เมื่อนึกถึงขุนทรัพย์ในมิติสวรรค์ก็ทำให้นางให้อภัยเซียนเฒ่านั่น อย่างน้อยนางก็ไม่อดตาย นางมองแปลงผักเล็ก ๆ หลังบ้านที่ทั้งสองคนช่วยกันปลูก
แม้หลิวโม่เยียนสติปัญญากลับมาเป็นเด็กอีกครั้ง แต่เรื่องใช้แรงงานอีกฝ่ายก็ช่วยงานนางเช่นกัน เพียงแค่ต้องบอกว่าให้ทำอย่างไรเท่านั้น
เช้านี้แปลงผักยังชุ่มฉ่ำ และน่าจะเป็นหลิวโม่เยียนที่มารดน้ำก่อนจะเข้าไปหานางเพราะหิวข้าว เพราะปกติร่างนี้จะตื่นเช้ามาทำอาหารแต่เพราะนางพึ่งฟื้นทำให้ไม่ได้ลุกขึ้นมาทำอาหารเช่นเคย “เหยา ๆ ข้ากลับมาแล้ว”
เสียงร้องเรียกจากหน้าบ้าน ทำให้ไป๋ซือเหยาหมุนกายเดินไปยังหน้าบ้าน ดวงตาคู่งามมองเด็กหนุ่มอย่างประหลาดใจ ในมือของหลิวโม่เยียนมีปลาตัวใหญ่ที่เจ้าตัวอุ้มกลับมาอย่างตื่นเต้น อาภรณ์เปียกโชก
ทว่าแววตาคู่นั้นกลับมองนางด้วยความสดใส ราวกับนางคือโลกทั้งเบาของเขา แววตาใสกระจ่างราวกับไม่เคยมีเรื่องใดทำให้แววตาคู่นี้หม่นหมอง ท่าทางไร้เดียงสาและไร้พิษสงนั่นทำให้ไป๋ซือเหยาใจอ่อน นางรีบเดินเข้าไปหาพร้อมขยับปากบอก
‘รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวไม่สบาย’
ซึ่งอีกคนกลับเข้าใจที่นางจะสื่ออย่างน่าประหลาดใจ โม่เหยียนพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยบอกนางด้วยแววตาคาดหวัง ยิ่งเห็นแววตากระจ่างใสและรอยยิ้มไร้เดียงสาแบบนั้น ไป๋ซือเหยาจึงส่งยิ้มไปให้
“เหยา ๆ วันนี้เรากินซุปปลากัน”
ไป๋ซือเหยาพยักหน้ารับแล้วไล่อีกคนไปเปลี่ยนชุด นางนำปลาตัวใหญ่ไปจัดการในห้องครัว เครื่องใช้ในครัวแทบไม่มีอะไรเลย มีหม้อใบเก่า ๆ สองขนาดสองใบและกระทะหนึ่งใบเท่านั้น
ไป๋ซือเหยาวางปลาไว้แล้วแอบเข้าไปในมิติสวรรค์พร้อมนำเห็ดหอมมาทำน้ำแกงด้วย เมื่อเด็ดผักที่จะทำอาหารในวันนี้มาแล้วจึงรีบออกมาทันที โชคดีที่หลิวโม่เหยียนไม่รู้ว่านางหายไป
ไป๋ซือเหยาลงมือทำอาหารอย่างรวดเร็ว ทว่าเตาไฟมีแค่หนึ่งจึงใช้เวลานานกว่าปกติ โชคดีที่นางได้ความชำนาญจากร่างเดิมมาบ้าง ทำให้การก่อไฟและการทำอาหารไม่ติดขัดมากนัก
แต่น่าเสียดายที่เครื่องปรุงรสไม่มีมากนัก มีแค่เกลือเท่านั้น เห็นทีพรุ่งนี้คงต้องเข้าไปในเมืองเพื่อหาซื้อข้าวของจำเป็นหลายอย่าง
เมื่อคิดถึงเรื่องเงินก็ได้แต่ถอนใจ บ้านนี้ยากไร้จริง ๆ ในความทรงจำนางมีเงินเพียงสามร้อยอีแปะเท่านั้น คงต้องไปสำรวจดูร้านขายสมุนไพรว่าราคาเป็นอย่างไรบ้าง จะได้เอาสมุนไพรที่มีอยู่ในมิติสวรรค์ไปแบ่งขาย
เพียงผ่านไปแค่ครึ่งชั่วยาม[ ยาม เป็นคำระบุช่วงเวลา ประมาณ 1 ชั่วยาม เท่ากับ 2 ชั่วโมง ครึ่งชั่วยามจึงเท่ากับ 1 ชั่วโมง
] ก็ได้กลิ่นหอมของซุปปลาแล้ว กลิ่นหอมที่มากกว่าปกติทำให้นางมองอย่างฉงน มองเห็ดหอมสีทองอร่ามที่ลอยอยู่ในน้ำซุปแล้วทำให้นางอดสงสัยไม่ได้ว่ากลิ่นหอมอบอวลนี่มาจากเห็ดหอมตรงหน้า
แม้จะถูกความร้อนไปแล้วแต่สีสันยังคงสดใส ยิ่งน้ำซุปนางใช้น้ำจากมิติสวรรค์ยิ่งทำให้กลิ่นหอมจนแทบน้ำลายหก
ไป๋ซือเหยาลองตักมาชิมคำหนึ่งก่อนจะเบิกตากว้าง แววตาสั่นไหวไปมาไม่คิดว่ามันจะอร่อยมากมายเช่นนี้ มันอร่อยผิดวิสัยจนอดที่ขนกายลุกชันไม่ได้
ต่อไปเห็นทีพวกผักผลไม้และสมุนไพรในมิติสวรรค์นางจะเอาออกไปซี้ซั้วไม่ได้แล้ว และคงต้องระมัดระวังมากกว่านี้ มิฉะนั้นคงได้นำภัยมาให้เป็นแน่
“เหยา ๆ หอมมาก ๆ”
ร่างสูงพรวดเข้ามาภายในห้องครัว ดวงตามองไปยังหม้อซุปที่เดือดอยู่อย่างเป็นประกาย น้ำลายแทบหกลงมา
ไป๋ซือเหยารีบดึงร่างคนตัวสูงกว่าออกมา ตอนนี้นางกลัวเหลือเกินว่าเจ้าตัวจะเอาหัวจุ่มลงไปในหม้อร้อน ๆ อย่างนี้ แววตาคู่นั้นเศร้าสลดลงมองนางอย่างน่าสงสาร นางหัวเราะเบา ๆ ทว่ากลับไม่มีเสียงออกมาจึงได้พูดแบบไม่มีเสียงให้อีกคนฟัง
‘ใกล้เสร็จแล้ว เจ้าไปรอข้างนอกเลย เดี๋ยวจะได้กินแล้ว’ “ข้าช่วยยกหม้อข้าวไป”
ไป๋ซือเหยาพยักหน้ารับ ร่างสูงได้หม้อข้าวไปแล้วนางจึงเตรียมจานสองชุดพร้อมชามใบใหญ่มาตักซุปปลาให้หลิวโม่เหยียน ก่อนจะตัดชามเล็กให้ตัวเอง จากนั้นนางจึงผัดผักกาดอีกอย่าง
เพราะเด็ดออกมาแล้วตอนที่สำรวจมิติครั้งแรก ซึ่งใช้เวลาไม่นาน ก่อนจะยกออกไปวางบนโต๊ะเล็กซึ่งคนตัวสูงนั่งมองด้วยดวงตาเป็นประกาย
‘กินได้ ระวังร้อนด้วย’
ไป๋ซือเหยาบอกอีกคนก่อนจะเริ่มลงมือทานอาหารเที่ยง อาหารมื้อนี้เรียบง่ายทว่าอร่อยจนแทบใจละลาย ผักของเหล่าเซียนอร่อยจริง ๆ แค่เกลือยังอร่อยขนาดนี้ หากมีเครื่องปรุงครบทุกชนิดจะต้องอร่อยเหมือนขึ้นสรรค์แน่ ๆ
“อ่า...อร่อยมาก”
‘อร่อยก็กินเยอะ ๆ’
ไป๋ซือเหยาขยับปากพูดตามความเคยชิน ปลานี่หลิวโม่เหยียนก็หามาเอง ฉะนั้นเขาต้องกินเยอะ ๆ และร่างกายกำลังเติบโตฉะนั้นจึงต้องการอาหารมากกว่าปกติ
“เหยา ๆ ก็กิน ๆ ๆ ”
หลิวโม่เหยียนบอกภรรยาด้วยรอยยิ้มสดใส แววตาทอประกายของความสุข ภรรยาของเขาดีจริง ๆ ทำอาหารอร่อยให้เขากินด้วย และวันนี้ยิ่งอร่อยมากจนอยากกินไม่หยุด
ทว่าน่าเสียดายหมดไปครึ่งหม้อ ท้องเขาก็กลมจนดิ้นไม่ไหวแล้ว แววตามองอาหารในหม้ออย่างเสียดาย
‘ไม่หมดก็ไว้กินเย็น’
เมื่อเห็นท่าทางเสียดายที่ตัวเองกินไม่หมด ทำให้ไป๋ซือเหยาอดที่จะขำไม่ได้ ร่างเดิมเลี้ยงสามีในนามเหมือนน้องชายคนหนึ่ง ตอนนี้นางไม่แปลกใจแล้ว เพราะท่าทางของหลิวโม่เหยียนเหมือนเด็กน้อยแต่นิสัยดีจนอดที่จะเอ็นดูไม่ได้
เมื่อทานอาหารเที่ยงเสร็จแล้วนางจึงทำความสะอาดในห้องครัว ส่วนหลิวโม่เหยียนนั้นได้ออกไปเที่ยวเล่นกับเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน ซึ่งนางไม่รู้แน่ชัดว่าเจ้าตัวไปเล่นอะไรกับเด็กในหมู่บ้านบ้าง
แต่เมื่อไม่มีอาการบาดเจ็บกลับมา ทำให้นางไม่ห่วงมากนัก อีกทั้งหลิวโม่เหยียนว่ายน้ำเป็นจึงไม่กลัวว่าจะตกน้ำ เรื่องที่ได้ปลามานางไม่ได้ถาม เพราะจากความทรงจำนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เจ้าตัวนำกลับบ้าน
จากนั้นไป๋ซือเหยาจึงได้กลับไปในมิติสวรรค์อีกครั้ง นางมองแปลงผักกาดขาวด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ผักกาดขาวหัวใหญ่ที่นางเด็ดออกไปตรงมุมหนึ่งก่อนหน้านี้ มันกลับงอกออกมาเหมือนเดิมราวกับไม่เคยเด็ดออกไปก่อน นี่มันอัศจรรย์เกินไปแล้ว!
ไป๋ซือเหยาไม่รอช้า รีบไปดูแปลงเห็ดหอมที่เด็ดออกไปก่อนหน้านี้ สิ่งที่เห็นตอนนี้ทำให้นางมั่นใจได้แล้วว่ามิติสวรรค์ของนางมีขุนทรัพย์ที่ใช้ไม่หมดไม่สิ้นจริง ๆ
นางมองเหม่ออย่างเลื่อนลอยรู้สึกว่าตัวเอกเป็นตัวเอกแมรี่ซู[ แมรี่ ซู [Mary Sue} คือตัวละครหญิงที่สมบูรณ์แบบและเพอร์เฟกในทุก ๆ ด้าน
] ในนิยายอย่างไรอย่างนั้นแหละ ไม่คิดว่าชีวิตนี้จะเจอเรื่องมหัศจรรย์เช่นนี้ ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องโชคร้ายหรือโชคดีของนางกันแน่ที่ตายก่อนเวลาและได้รับการชดเชยที่ล้ำค่าเช่นนี้
ไป๋ซือเหยาสลัดความคิดฟุ้งซ่านของตัวเอง เดินไปยังน้ำตกเพื่ออาบน้ำเพราะร่างนี้ไม่สบายจึงไม่ได้อาบน้ำหลายวันแล้ว แต่น้ำตกนี้เป็นยาวิเศษ นางจึงตักน้ำใส่ถังน้ำมาอาบข้างนอกแทน
ร่างนี้แม้จะงดงามแต่ก็ยังผอมเป็นอย่างมากเพราะตอนอยู่ที่จวนตระกูลไป๋ก็ใช่ว่าจะได้อยู่ดีกินดี มีแม่เลี้ยงใจร้าย มีบิดาไม่เห็นว่าตนเป็นบุตร ใช้ชีวิตที่แสนยากลำบาก
พอถึงวัยออกเรือนก็ถูกจับแต่งกับคนปัญญาอ่อน ว่าไปชีวิตของนางช่างน่าสารยิ่งนัก แต่ไม่เป็นไรนางจะตอบแทนความคับข้องใจนี้ให้เอง เพราะนางเชื่อว่าพวกเขาต้องมาเชิญนางกลับเมืองหลวงอย่างแน่นอน