สัญญาแต่งงาน
เจียงฮูหยิน ฮูหยินใหญ่ แม่เลี้ยงของนางกำลังอ่านหนังสือทาบทามการขอแต่งงานจากสกุลเหยียน ในใจตอนนั้นก็ร้อนใจอย่างที่สุด
“ลูกไม่แต่งกับบุรุษไม่เอาไหนผู้นั้นนะเจ้าคะ ท่านแม่ช่วยลูกด้วย”
“แม่รู้แล้ว กำลังหาวิธีอยู่” เจียงฮูหยินพยายามคิดหาวิธีก่อนจะ นึกได้ “จริงสิ จวนแม่ทัพเหยียนยังมีบุตรชายอีกคนใช่ไหม”
“ท่านแม่หมายถึงพี่เฉิงเคอหรือเจ้าคะ”
สีหน้าซูเหมยมีความหวังขึ้นมา “เอาอย่างนี้ดีหรือไม่เจ้าค่ะ ในเมื่อพี่เฉิงเคอก็มีสัญญาแต่งงานกับสกุลเราอยู่ก่อนแล้ว ให้ข้าแต่งกับเขา ส่วนพี่หญิงก็”
“ให้แต่งกับบุรุษไม่เอาไหนคนนั้นแทน”
“ที่จริงแล้วก็สมเหตุสมผล ในเมื่อพวกเขาล้วนเป็นบุตรของ ฮูหยินใหญ่ทั้งสิ้น แม้จะตายไปแล้ว พวกเราก็ควรจัดงานแต่งให้สมกับฐานะ”
“จริงเจ้าค่ะ ลูกเห็นด้วยทุกประการ”
เจียงฮูหยินคิดได้เช่นนั้นก็ยิ้ม และหัวเราะอย่างมีความหวัง ก่อนจะตอบรับจดหมายไปตามนั้น
ทางด้านสกุลเหยียนนั้นไม่ได้คิดมากเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว ขอเพียงแค่สตรีจวนไหนสักจวนก็ได้มาแต่งบุตรชายให้เป็นผู้เป็นคนเขาก็ดีใจแล้ว ในเมื่อซูเหยาเป็นถึงบุตรสาวเหนียงฮูหยิน ฮูหยินใหญ่คนก่อนก็ย่อมเหมาะสมทุกประการ เมื่อคิดเช่นนี้สกุลเหยียนก็ตอบตกลงอย่างง่ายดาย
หลังจากนั้นไม่ถึงครึ่งเดือน ซูเหมยก็ได้แต่งออกไป เสียงประทัดนั้นดังถึงหลังเรือน ทำให้ซูเหยาที่กำลังนั่งตกปลาหันไปถามเจ้าตงตง
“ในจวนมีงานอะไร”
“งานแต่งของคุณหนูรองขอรับ”
“งานแต่ง” นางอยากรู้ว่าซูเหมยแต่งกับใคร ไม่นานฟงจิวที่วิ่งหอบมาเพราะไปสืบข่าวก็รายงาน
“คุณหนูซูเหมยแต่งกับคุณชายเฉิงเคอเจ้าค่ะ”
เบ็ดตกปลาที่นางถือในมือก็หลุดร่วงลงคล้ายไม่เชื่อหู “เจ้าว่า อะไรนะ”
“เฉิงเคออย่างนั้นรึ” เพราะนางกับเขามีสัญญาแต่งงานกันมานาน ก่อนหน้าที่มารดาจะสิ้นก็ไปมาหาสู่อยู่บ่อย หรือแม้แต่ตอนที่นางถูกขังอยู่ในจวนอีกฝ่ายก็ยังส่งจดหมายมาหาอยู่
เพียงแต่ช่วงสามเดือนที่ผ่านมาเขาขาดการติดต่อไป “สัญญานี้ ใครเป็นคนคิด”
ฟงจิวรู้สึกปวดใจแทนคุณหนู “บ่าวไม่ทราบเจ้าค่ะ”
ไม่ทันที่นางจะถามอะไร ก็มองเห็นว่าวบนท้องฟ้า จากนั้นไม่นาน ก็ตกลงมาใกล้สระบัวของนาง ซูเหยาลุกขึ้นไปเก็บมันขึ้นมา ก็พบว่าด้านในมีจดหมายอยู่
นางหยิบจดหมายมาเปิดอ่าน พบว่าเป็นจดหมายของเฉิงเคอ
ครั้งนี้คงเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเราจะได้คุยกัน ข้าเสียใจที่ไม่อาจ ทำตามสัญญาได้ ชาตินี้ไม่มีวาสนา ข้าหวังว่าชาติหน้าจะได้แต่งกับเจ้า
เฉิงเคอ
เรื่องการแต่งงานของนางกับเฉิงเคอเป็นความหวังเดียวที่จะทำให้นางออกจากสกุลนี้ แต่สุดท้ายแล้วก็ว่างเปล่า
ท่านจำใจปล่อยมือข้า หรือว่าเต็มใจปล่อยมือข้ากันแน่...
คำถามนั้นอยู่ในใจนางหลายเดือน ก็ไม่อาจหลุดพ้นได้ น้ำตานางหยดรินลงบนแก้ม เสียใจกับความรู้สึกที่มอบให้เขาไป
วิญญาณมารดาเข้ามาปลอบ แต่ก็ทำได้เป็นเพียงเงาข้างกายเท่านั้น แม้แต่เสียงพูดก็ยังพูดออกไปไม่ได้
‘อย่าร้องเลยลูก แม่เสียใจที่ช่วยลูกไม่ได้’
นางเศร้าเสียใจอยู่เกือบสองเดือนก็พบว่าตัวเองสามารถอยู่ได้โดย ไม่มีเฉิงเคอ หรือเพราะว่านางไม่ได้รู้สึกอะไรกับอีกฝ่ายตั้งแต่แรกแล้ว ก็ไม่แน่ใจ
วันนี้อากาศเริ่มหนาวเพราะใกล้ฤดูเหมันต์แล้ว นางเลยคิดจะ “ย่างปลาดีไหม”
“ปลาจะหมดบ่อแล้วเจ้าค่ะ” ก็เล่นจับกินวันละสามเวลาแบบนี้ จะเหลือปลาอะไรให้กินอีก
ตั้งแต่งานแต่งคุณหนูซูเหมยกับคุณชายเฉิงเคอนั่น เจียงฮูหยิน ก็หาเรื่องแกล้งพวกนางไม่หยุด
“บ่าวจะไปเก็บไม้มาทำฟืนเจ้าค่ะ ฟืนที่พวกบ่าวเอามาให้เกรงว่าคงใช้ไม่ทันพ้นฤดูหนาวแน่”
“พวกเขาหวังให้เราตายไปกับความหนาว” ส่วนนางก็พยายามที่จะรักษาชีวิตรอดให้ถึงฤดูใบไม้ผลิ รอวันที่บิดากลับมาช่วยนางให้หลุดพ้นจากฝีมือเจียงฮูหยิน
“ระวังตัวด้วยแล้วกัน”
“เจ้าค่ะ”
ไม้ฟืนที่ฟงจิวไปเก็บนั้น เป็นไม้ที่อยู่แถวด้านหลังจวน เศษไม้ พวกนั้นไว้สำหรับก่อไฟในครัว ตอนแรกนางคิดว่าพวกเขาไม่เอาแล้วก็รีบไปหิ้วกลับมา แต่เดินได้สองก้าวก็ถูกแม่นมหลิวขวางเอาไว้
“เจ้าจะขโมย”
“ข้าเปล่าขโมย”
ฟงจิวรีบโยนไม้ลงพื้น จะวิ่งกลับกระท่อมของตัวเอง แต่แม่นมหลิวกลับไม่ยอม เรียกให้บ่าวจับตัวเอาไว้ก่อนจะเฆี่ยนนางไปเกือบยี่สิบไม้ จากนั้นก็สั่งให้บ่าวหิ้วมาทิ้งไว้ที่กระท่อมด้านหลัง
“ฟงจิว!!” ซูเหยาร้องด้วยความตกใจ รีบเข้าไปประคองสาวใช้ของตน มองแม่นมหลิวและคนอื่น สายตานั้นก็เต็มไปด้วยความโกรธ
“เดี๋ยว”
แม่นมหลิวหยุดเท้าหันมองด้วยสายตาเหยียด “มีอะไรเล่าคุณหนู ข้าต้องรีบไปปรนนิบัตินายหญิงอีก”
“ใครสั่งให้เฆี่ยนนาง” บ่าวรับใช้หันมองแม่นมหลิวเป็นตาเดียว ตอนนี้ขนแขนพวกเขาตั้งตรง เพราะรู้สึกเย็นยะเยือกไปทั่วร่าง และเริ่มขยับถอยห่างแม่นมหลิว
ซูเหยาลุกขึ้น จากนั้นก็เดินไป ‘ตบ’ หน้าอีกฝ่าย เพียะ!!
แม่นมหลิวถูกตบก็ยกมือขึ้นง้างจะตบกลับ แต่ตัวเองกลับถูกกระแทกจากอะไรไม่รู้ล้มไปกองกับพื้น เสียงหวีดร้องพร้อมกับเสียงอีกาดังทั่วบริเวณนั้น
“จะ เจ้าเป็นปีศาจ”
ปีศาจแล้วอย่างไร “ใช่ ข้าเป็นปีศาจที่เห็นผี ข้าจะสั่งให้ผีบีบคอเจ้าเดี๋ยวนี้” พูดเสร็จก็ทำตาโต ยกมือขึ้นชี้หน้าแม่นมหลิว
คนที่กลัวผีเห็นแบบนั้นก็รีบลุกขึ้น แต่คงเพราะอ้วนเลยทำให้ลุกลำบาก พอตั้งตัวได้ ซูเหยาก็เดินไปเหยียบเสื้อผ้านางทำให้ล้มลงพื้นอีกรอบ
“โอ๊ย ข้ากลัวแล้ว”
ไม่พอ นางไม่พอใจ หันมองเจ้าตงตง อีกฝ่ายก็รีบบินมาตามจิกตีแม่นมหลิวไปตลอดทาง “เจ้านกผี กรี๊ด ช่วยข้าด้วย”
สภาพแม่นมหลิวในวันนั้นถูกจิกไปทั่วร่าง รักษาอยู่หลายวันกว่าจะหายดี ส่วนฟงจิวของนางก็เช่นกัน ซูเหยาหันมาขอโทษอีกฝ่ายที่ทำให้เดือดร้อนไปด้วย
“เป็นเพราะข้า เลยทำให้เจ้าเจ็บไปด้วย”
“บ่าวไม่เจ็บหรอกเจ้าค่ะ กลัวแต่คุณหนูจะเจ็บมากกว่า”
สองนายบ่าวมองหน้ากัน จากนั้นก็ร้องไห้ออกมา
“ข้าจะไม่ลืมสิ่งที่พวกเขาทำ หากวันใดเป็นวันของข้า ข้าจะตอบแทนพวกเขาอย่างสาสมแน่นอน”
ความแค้นนี้นางขอประกาศไว้ตรงนี้เลย เพียงแต่ก่อนอื่นนางจะต้องออกจากสกุลหวังนี่ให้ได้ก่อน
ครึ่งเดือนต่อมาช่วงที่ฤดูหนาวจัด นางมองปลาตัวสุดท้ายของบ่อ ในกองไฟ หวังซูเหยาลุกขึ้นหมายจะเดินไปหยิบปลาที่ใกล้สุก ก็มองเห็นคนเรือนใหญ่เดินมากลุ่มใหญ่ ฟงจิวที่ระแวงทุกอย่างก็รีบเข้ามาขวางเอาไว้
“พาตัวคุณหนูใหญ่ไป” แม่นมหลิวสั่งให้บ่าวชายในจวนจับตัวนาง เจ้าอีกาที่อยู่บนต้นไม้เห็นท่าไม่ดีจึงรีบบินลงมาจิกคนที่จับตัวคุณหนู
เกิดเหตุชุลมุนยิ่งกว่าเดิม แม่นมหลิวแหกปากร้องให้บ่าวชายจับนางปิดปากจนนางหมดสติ จากนั้นก็ยัดใส่กระสอบแล้วใส่เกี้ยวสีแดงมงคล
“จับฟงจิวใส่เกี้ยวไปด้วย” จะไปก็ไปให้หมด อย่าทิ้งตัวน่ากลัวเอาไว้ในจวนเด็ดขาด
นางถูกยัดใส่เกี้ยวสีแดง สลบไปนานเท่าไรไม่ทราบได้ มารู้สึกตัว ก็ตอนที่ได้ยินเสียงดนตรีงานมงคล เมื่อลืมตาก็พบว่าตัวเองอยู่ในชุดเจ้าสาว มีฟงจิวนอนสลบอยู่ปลายเท้า
“ฟงจิว”
สาวใช้นางลืมตาขึ้นมองรอบตัว “พวกเราอยู่ที่ไหนเจ้าคะ”
“ดูเหมือนจะเป็นเกี้ยวเจ้าสาว และข้ากำลังจะถูกส่งไปแต่งงาน” นางได้ยินคนด้านนอกพูดกันไม่หยุดปากว่า นางเป็นเจ้าสาวที่โชคร้ายที่สุดในเมืองหลวงที่ต้องแต่งกับบุตรชายแม่ทัพใหญ่ตระกูลเหยียน
“เหยียนจือหยวน”
บุรุษผู้นี้เป็นคนเสเพล ไม่เอาไหน เที่ยวเตร่แต่หอสุรานารี รู้จักแต่ใช้จ่ายเงินบิดา เล่นแต่การพนัน ชกต่อยคนไปทั่ว สรุปแล้วก็คือ เป็นบุรุษไม่ได้ความที่สกุลหวังไม่ต้องการ
“ดูเหมือนข้าจะถูกส่งให้มาแต่งงานแทนน้องสาว”
“มันน่าเจ็บใจนัก ทำให้คุณหนูถูกถอนหมั้นไม่พอ ยังกล้าให้คุณหนูแต่งกับเหยียนจือหยวนบุรุษไม่เอาไหนผู้นั้นอีก ส่วนตัวเองก็รอดตัวไป แล้วพวกเราจะทำยังไงเจ้าคะ”
นางจะทำอะไรได้ ในเมื่อถูกแต่งออกมาแล้วก็มีเพียงทางเดียว
“ก็แค่เตรียมตัวเข้าพิธี”
“คุณหนู!! พวกเรายังหนีทันนะเจ้าคะ”
“ข้าไม่หนี!”
“แต่คุณหนูจะแต่งกับบุรุษเช่นนั้นจริงหรือเจ้าคะ”
“ข้าจะแต่ง ลองดูสิว่าคนเช่นข้าจะปราบเขาไม่ได้ ถ้าเขาเกเรข้าจะใช้ไม้กระบองตีเขา ถ้าเขาเจ้าชู้ข้าจะตัดเจ้ามังกรเขา ถ้าเขาผลาญเงินข้าจะยึดเงินเขาให้หมด มาดูสิว่าเขากับข้าใครจะแน่กว่ากัน”
นางไม่เชื่อว่านางจะไม่ทันเขา ในเมื่อนางสามารถได้ยินสิ่งที่คนอื่น คิดได้ มองเห็นวิญญาณที่คนอื่นกลัว แล้วเหตุใดนางจะไม่ใช้ประโยชน์ตรงนี้มาปราบสามีไม่เอาไหนเล่า
ไม่มีวันนั้นเด็ดขาด!!
สตรีบ้ากับบุรุษการพนัน
ซูเหยาที่นั่งอยู่ในเกี้ยวนึกถึงเรื่องราวหลังจากที่นางฟื้นขึ้นมา เมื่อสามเดือนก่อน ตอนนั้นนางได้พบกับวิญญาณของมารดาที่สระบัวแห่งนั้น การที่นางต้องระเห็จไปท้ายเรือนจึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นความตั้งใจ
เรื่องการเห็นวิญญาณนั้น นางจะมองเห็นวิญญาณสองประเภท ประเภทที่หนึ่งก็คือ ดวงวิญญาณที่ไม่สามารถจดจำเรื่องราวในอดีตได้ วิญญาณประเภทนี้จะมีลักษณะโปร่งแสง ใบหน้านิ่งไร้ความรู้สึก
ประเภทที่สองก็คือ ดวงวิญญาณที่สามารถมองเห็น และจดจำเรื่องราวทุกอย่างก่อนตายได้ เพียงแค่พูดออกมาไม่ได้ แต่สามารถสื่อสารทางแววตาได้ วิญญาณประเภทนี้จะมีลักษณะเป็นสีดำ ใบหน้ามืดดำ ดวงตา แดงก่ำ ซึ่งก็คือลักษณะของมารดานางที่ต้องยึดติดกับสถานที่ตัวเองตาย ไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้
การตายของมารดานางไม่ใช่อุบัติเหตุ หากเป็นฆาตกรรม แต่เพราะวิญญาณไม่สามารถสื่อหรือแสดงออกได้นอกจากพยักหน้า และส่ายหน้า สิ่งเดียวที่นางรู้ก็คือ เบาะแสการตายของมารดานางที่เกี่ยวพันกับสกุลเหยียน
สกุลเหยียนเป็นตระกูลแม่ทัพแปดกองธง สกุลว่าที่สามีนางในอนาคต ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะนางรู้ทุกอย่างแล้วต่างหาก ที่เหลือก็เพียงแค่ต้องสืบหาคนร้ายที่แท้จริงออกมาให้จงได้
ดวงตานางปิดสนิท ไม่ได้เดือดร้อนใจแต่อย่างใด บัดนี้เกี้ยวเจ้าสาวมาจอดอยู่หน้าจวนแม่ทัพได้ครึ่งชั่วยามแล้ว แต่เจ้าบ่าวของนางก็ยังหายตัวออกจากจวนอย่างไร้ร่องรอย
“คุณหนูเจ้าขา คุณชายเฉิงเคอรออยู่ด้านนอกเจ้าค่ะ”
คนเป็นเจ้าบ่าวไม่มา ที่มาแทนกลับเป็นอดีตคู่หมั้นนาง เหยียนเฉิงเคอ อดีตคู่หมั้นของนางที่พึ่งแต่งงานกับซูเหมยน้องสาวต่างมารดาของนาง เมื่อสองเดือนก่อน
ไม่ทันไรเขาก็ทำตัวเป็นดอกซิ่งแดงออกกำแพง แต่สำนวนนี้ปกติใช้สำหรับสตรีไม่ใช่บุรุษ
“ในเมื่อข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกแล้ว จะทำเรื่องให้ยุ่งยากทำไม ข้าไม่เข้าใจ”
“คุณหนู” สาวใช้ฟงจิวเสียงอ่อนลงด้วยรู้ว่าความผูกพันระหว่างคุณหนูกับคุณชายเฉิงเคอไม่ใช่แค่วันสองวัน แต่มีร่วมกันมาตั้งแต่เกิด แต่ตั้งแต่ฮูหยินใหญ่ตายไป เรื่องราวทุกอย่างก็เปลี่ยนไปจนไม่อาจย้อนกลับมาได้
รักบุรุษอีกคน แต่ต้องแต่งงานกับอีกคน แถมยังต้องแต่งเข้าบ้านสกุลเดียวกัน ต้องอยู่ร่วมกับบุรุษที่รักก็ช้ำใจพอแล้ว ยังต้องแต่งกับบุรุษ ที่ไม่เอาไหนอีก บ่าวอย่างนางเริ่มจะไม่ทนแล้ว
“เปิดม่าน”
ตามธรรมเนียมแล้วคนที่เปิดผ้าม่านต้องเป็นเจ้าบ่าว แต่ตอนนี้คุณหนูกลับสั่งให้บ่าวอย่างนางเปิดผ้าม่าน “คุณหนู” นางพยายามห้าม อีกฝ่ายเสียงอ่อน
ซูเหยาเห็นดังนั้นจึงเป็นฝ่ายเปิดผ้าม่านเอง แล้วก้าวลงจากเกี้ยว เฉิงเคอหันมองสตรีชุดสีแดง เขาคิดจะไปประคองนาง แต่ถูกซูเหมยพูดขัด
“หากท่านก้าวไปเพียงก้าวเดียว ข้าจะฟ้องท่านแม่ของท่าน และคิดว่าเรื่องนี้จะไม่จบง่าย ๆ แน่”
เหยียนเฉิงเคอหันมองซูเหมย มือหนากำแน่น เขาในตอนแรกนั้นไม่ได้อยากแต่งกับซูเหมยเลยสักนิด แต่เพราะว่าผู้ใหญ่เห็นดีด้วย เขาเลย จำใจต้องแต่ง
ตอนที่เขารู้ว่านางต้องแต่งกับพี่ชายตน ในใจเขาก็ร้อนรนอยากจะวิ่งกลับไปหานาง แต่เขาก็กลัวว่าตัวเองจะทำให้บิดาไม่พอใจ จึงได้แต่มอง ซูเหยาที่มีแม่สื่อประคองก้าวเท้าเข้าไปในจวนโดยไร้เจ้าบ่าว แค่นี้ก็พอทำให้ผู้คนหัวเราะเยาะนางไปอีกหลายปี
ซูเหมยน้องสาวที่แสนดีตอนนี้ยกยิ้มอย่างไม่ปิดบัง เมื่อเดินเข้ามาถึงด้านในก็พบว่านางกำลังนั่งอยู่ สถานที่แต่งงานที่ไร้เจ้าบ่าว แถมเจ้าสาวรอไม่ไหวถึงขนาดต้องเข้ามาในจวนเอง แค่นี้นางก็สะใจมากแล้ว
ตอนนี้ทุกคนต่างคิดไปสารพัด โดยไม่มีใครรู้เลยว่า เจ้าสาวที่ว่าได้ยินคำพูดเหล่านั้นในหัวหมด อย่าว่าแต่ซูเหมยน้องสาวนางเลย แม้แต่แม่สามีนางเองก็ไม่เว้น
“หากเพราะไม่มีสตรีใดยอมแต่งงานกับบุตรข้า ข้าก็คงไม่เลือก สตรีบ้าเช่นนี้แต่งเข้าจวนแน่” นั่นคือเสียงแม่สามี
“นี่น่ะหรือสตรีบ้าที่ว่า ท่าทีสงบเช่นนี้หรือจะเป็นเรื่องเล่า” นั่นคือเสียงสาวใช้ในจวน
“ข้าได้แต่งเข้ามาอย่างสมเกียรติ ส่วนพี่สาวน่ะหรือ แม้แต่เจ้าสาวยากจนยังดีเสียกว่าอีก” นั่นคือเสียงซูเหมย
“หากเปลี่ยนเป็นข้า ข้าจะไม่ทำให้นางอับอายเช่นนี้” เสียงนี้ไม่ใช่ใครเลย อดีตคู่หมั้นของนางนั่นเอง
ซูเหยาตอบเขาในใจว่า หากท่านรักข้าจริงคงจะรีบยกเลิกงานแต่งตั้งแต่ได้สติและรู้ว่าไม่ได้ทำแล้ว มาสำนึกตอนนี้ข้าไม่ยกโทษให้ท่านแน่นอน
นั่งรอด้านนอกครึ่งชั่วยาม นั่งรอในจวนหมดไปครึ่งวันคนในจวนก็ยังหาเจ้าบ่าวไม่เจอ นางที่รู้สึกเมื่อยคอจึงดึงผ้าสีแดงออก จากนั้นเสียงรอบด้านก็ดังขึ้น
นางถอดมงคลเจ้าสาวออก จากนั้นก็วางผ้าสีแดงลงไป
“หากเจ้าบ่าวมาแล้ว ก็ให้เขาเข้าพิธีกับมันแทนแล้วกัน ตอนนี้ ข้าง่วงมาก ขอตัวไปนอนก่อน”
นี่คือสะใภ้ที่เขาแต่งเข้ามาหรือ ตอนนี้ในจวนยิ่งกว่าผึ้งแตกรัง ผู้คนพูดห้ามนาง แต่ซูเหยาที่ลุกขึ้นหันมองพวกเขานิดเดียว ก่อนจะมองไปยังตำแหน่งตรงกลางบ้าน
นางเจอวิญญาณอาฆาตอีกตัวแล้ว สตรีที่ว่าใบหน้าดำมืด ดวงตา แดงก่ำ ใบหน้าที่ว่าจ้องมองแต่แม่ทัพเหยียนหยุนเตอ น้ำตาหยดลงใบหน้าไม่หยุด
เพราะดวงตาจับจ้องพ่อสามีไม่วางตา จึงสร้างความไม่พอใจให้เหล่าอนุทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอนุเฟยจวิ้น อนุเหมยฉิง หรือแม้แต่ฮูหยินเอกก็ตาม
“คุณหนูหวัง ไม่ทราบท่านมองอะไรอยู่”
ซูเหยาหันมองทุกคน จากนั้นก็หยุดอยู่ที่ตำแหน่งเดิม สองมือนางยกขึ้นแล้วคำนับ ปากก็เอ่ยขึ้น
“ซูเหยาคารวะท่านน้าเผย” คำเดียวของนางทำทุกคนขนลุก จากนั้นสตรีที่พูดก็หันหลังจากไป ปล่อยให้ทุกคนหันมองไปยังจุดที่นางคำนับ แล้วทุกคนก็รีบสลายหายไปจนไม่เหลือ
แม่ทัพหยุนเตอหันมองข้างกายตนเอง แต่พบแค่ความว่างเปล่า หรือว่าสิ่งที่คนเลื่องลือนั้นจะเป็นเรื่องจริง ซูเหยาก็แค่สตรีบ้า
“ท่านพี่ หรือว่า” ฮูหยินเอกรุ่ยหลินหันมองรอบกาย ขนแขนนางลุกตั้งโดยไม่รู้ตัว สองมือลูบผิวที่เย็นเฉียบ “หรือว่านางยังไม่ไปเกิด”
จบคำลมเย็นวูบก็พัดมา ทำให้คนที่เหลืออยู่ต่างวิ่งหนีกระเจิง เหลือเพียงแม่ทัพเตอหันที่ยังนั่งอยู่ที่เดิม และหันมองด้านข้างตนอีกครั้ง
“เผยเอ๋อร์ ข้าจะจัดการกับบุตรชายเจ้าเช่นไรดี”
ซูเหยานั่งอยู่ในห้องเจ้าสาวจนถึงรุ่งสางอีกวัน ตอนที่นางลืมตา ขึ้นนั้นก็พบว่าสาวใช้กำลังจะปลดผ้ามงคลลง
“ข้ายังไม่ได้แต่งงานเลย พวกเจ้าจะปลดผ้าทำไม”
“คุณหนูหวัง แต่ว่าเมื่อวาน” สาวใช้ที่ว่าพูดได้แค่นั้นก็ปิดปากเอาไว้ มองนางที่ยังสวมชุดเจ้าสาวเช่นเดิม
“อีกครึ่งชั่วยามสั่งให้คนเตรียมงานให้พร้อม ข้าจะเข้าพิธีแต่งงาน”
เออ หรือว่านางจะสติไม่ดีจริง ๆ งานแต่งเมื่อวาน แต่วันนี้จะแต่งอีกรอบ จะแต่งอีกรอบไม่ว่า แต่หาเจ้าบ่าวให้เจอก่อนดีไหม
เสียงฝีเท้าตรงประตูทำให้ทุกคนหันมอง พบว่าเป็นเจ้าบ่าวที่ทุกคนตามหา ‘คุณชายจือหยวน’ เขาหันมองซ้ายขวาด้วยท่าทางรีบร้อน ดูก็รู้ว่าวิ่งมา เมื่อเห็นเป้าหมายก็รีบตรงมายังซูเหยา
“เจ้ารู้อะไร บอกข้ามา”
ซูเหยามองสภาพว่าที่สามีตัวเองตั้งแต่หัวจรดเท้า หากเอาเขาไปเทียบกับขอทาน ขอทานที่ว่ายังดูดีกว่าเสียอีก คนถูกถามไม่บอก แต่เดินกลับเข้าห้อง อีกฝ่ายก็เข้ามาขวางทาง
นางตวัดตามองอย่างไม่พอใจ ฟงจิวก็รีบเข้ามาขวางทาง และ ปิดประตู มาถึงตอนนี้เขาสิ้นไร้หนทางจริง ๆ เหยียนจือหยวนเดินไปหน้าประตูจวน จากนั้นก็คุกเข่าลงแล้วตะโกน
“ข้าเหยียนจือหยวน เป็นบุรุษชั่วที่ทำให้คุณหนูหวังซูเหยาอับอายขายขี้หน้า ได้โปรดให้โอกาสข้า แต่งงานกับข้าอีกครั้งเถอะ” แล้วประโยคนี้ก็ดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก
จากที่มีแค่เขา กลายเป็นว่าตอนนี้มีคนเต็มท้องถนน ดูเหมือนสกุล เหยียนจะมีเรื่องสนุกไม่เว้นวันจริง ๆ เมื่อวานเจ้าบ่าวหายจนเจ้าสาวต้องเดินเข้าประตูจวนเอง มาวันนี้เจ้าบ่าวที่ว่ามาคุกเข่าขอสำนึกผิด
สองมือเหยียนจือหยวนกำแน่นด้วยความแค้นใจ หากนางไม่ส่ง ปิ่นหยกของมารดาที่หายสาบสูญไปให้เขา มีหรือที่เขาจะยอมทำตาม
ซูเหยา เจ้าจำเอาไว้ ข้าจะไม่มีวันญาติดีกับเจ้าแน่
แผนสี่ตำลึงปาดพันชั่ง หรือก็คือการใช้แรงน้อยชนะแรงมาก คงพอทำให้การพบหน้าระหว่างนางกับเขาสองคนสนุกกันพอหอมปากหอมคอ ในเมื่อกล้าทิ้งให้นางอับอาย นางก็มีวิธีให้เขาอับอายเหมือนกัน
หลังจากปล่อยให้เขาคุกเข่าขอร้องนางแต่งงานครบสองชั่วยาม นางก็ยอมสวมมงคลเจ้าสาว แล้วเดินออกจากจวนเพื่อไปหาเจ้าบ่าว ฟงจิวประคองมือนางเดินมาหยุดลงตรงหน้าคนคุกเข่า
จือหยวนเงยหน้ามองสตรีตัวร้ายตรงหน้า ดวงตาไม่ได้เต็มไปด้วยความรัก แต่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นต่างหาก เสียงอ่อนหวานภายใต้หน้ากากร้ายเอ่ยขึ้น
“ข้ารับรู้ความรักและความเสียใจจากพี่หยวนแล้ว เห็นแก่ความรัก ครั้งนี้ข้าจะให้อภัยท่านสักครั้ง พี่หยวน ท่านโปรดลุกขึ้นเถอะ ขืนนั่งอยู่อย่างนี้ต่อไปจะยิ่งอับอาย”
หากนางเห็นแก่เขาจริงก็ต้องวิ่งออกมาห้ามตั้งแต่ประโยคแรกแล้ว ไม่ใช่สองชั่วยามเช่นนี้ ตอนนี้ตะวันตรงหัวเขา แดดแรงจนแทบตัวจะไหม้เกรียม นางพึ่งจะออกมาพูดว่าห่วงใย ห่วงใยมารดาเจ้าสิ!!
ซูเหยาที่โดนนินทาไม่ได้รู้สึกอะไร นางยกมือขึ้นหมายให้อีกฝ่ายจับจูงก็ได้ยินว่าที่สามีนางก่นด่าอีกรอบ “ข้าไม่อยากจะแตะต้องนางมารเช่นเจ้า รู้ตัวไหม”
ข้ารู้แล้วว่าที่สามี แต่โทษของท่านที่ทิ้งให้ข้าต้องอับอายยังไม่จบแค่นี้แน่ ดังนั้นเมื่อมือเขาวางลงบนมือนาง ประคองเจ้าสาวแสนรักเข้าไปด้านใน
จากนั้นพิธีแต่งงานก็เริ่มต้นขึ้น พิธีไหว้ฟ้าดินที่มีแต่คนอวยพรให้ดังก้องอยู่ในหัวนางตอนนี้ ซูเหยาที่ชินแล้วจึงไม่ได้รู้สึกอะไรอีก มองเขาเปิด ผ้าคลุมสีแดงออก นางก็มองท่านน้าเผยที่ยืนอยู่ด้านหลังบุตรชาย
เอาตรง ๆ พวกเขาทั้งสี่คนเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก แต่นางกับเจ้าบ่าวตรงหน้าเรียกได้ว่าเจอกันทีไรแทบจะฆ่ากันตาย หลัง ๆ พอเติบโตขึ้นมาก็แทบจะไม่พูดคุยอีกเลย รู้แค่ว่าเขาเป็นบุตรไม่เอาไหน
วิญญาณที่ว่าร้องไห้อีกแล้ว ส่วนเจ้าบ่าวนางก็มองตามสายตาของนางที่มองข้ามไหล่ไปทางด้านหลังเขา “เจ้ามองอะไร”
ซูเหยาไม่ได้ตอบคนถาม แต่พูดในใจกับวิญญาณที่ว่า
“ถึงข้าจะแต่งเข้ามาเพราะมีจุดประสงค์อื่น แต่ก็หาได้มีจุดประสงค์ร้ายต่อเขา ท่านน้าเผยโปรดวางใจได้ บุตรไม่เอาไหนคนนี้ของท่าน ข้าจะ สั่งสอนต่อเอง”
นางมองเขาแล้วอมยิ้ม ก็เลยถูกเจ้าบ่าวโยนผ้าสีแดงปิดใบหน้าแล้วให้คนพาเข้าห้องหอ ถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีวันเข้าห้องหอกับนางแน่นอน
ส่วนซูเหยาเมื่อได้ยินก็บอก “ข้าก็คิดเหมือนท่านเช่นกัน”
เขาคิด แต่ไม่ได้พูดออกมา ส่วนนางก็ตอบโดยที่เขายังไม่ถาม แบบนี้แล้วก็ยิ่งทำให้เขาคิดว่า “นางต้องสติไม่ดีแน่ ๆ”
เจ้าสาวออกเดินไปเรื่อยเปื่อย “อย่างน้อยคนสติไม่ดีเช่นข้าก็ทำให้ท่านคุกเข่าอ้อนวอนอยู่หลายชั่วยามนะ จำเอาไว้”
นางได้ยินที่เขานินทาได้เช่นไร จือหยวนยกแขนขึ้นลูบ ก่อนจะหันมองไปทางด้านหลังตนเอง แต่ก็พบเพียงแค่ความว่างเปล่า
ส่วนซูเหยาก็ไม่ได้เข้าห้องหอ นางเดินสำรวจในจวนไปเรื่อย คงเพราะว่าเรื่องเมื่อวานทำให้นางไม่ถูกรบกวน นางจึงเดินไปจนถึงด้านหลังของจวน มองต้นไม้ใหญ่ที่นางพบปิ่นหยก นางมองขึ้นไปบนต้นไม้ จากนั้น ก็มองชิงช้าที่แขวนอยู่
ซูเหยาหันมองศาลาหลังน้อยกลางสวนดอกไม้ที่เหี่ยวเฉา
“ที่ตรงนี้เหมาะสำหรับพักผ่อน”
ฟงจิวรู้ว่าคุณหนูหมายถึงอะไร พอหันมองรอบด้านก็เห็นว่าที่นี่เหมือนท้ายจวนไม่มีผิด ต่างกันที่ที่นี่ยังต้องปรับปรุงอีกมาก พลันลมก็พัดมาอย่างรุนแรง ซูเหยาหันมองแรงอาฆาตที่ยังติดตามนางมา ซึ่งถือเป็น เรื่องแปลก
“ท่านน้า ท่านเคลื่อนย้ายตัวเองได้ยังไง”
เพราะมารดาของนางไม่อาจเคลื่อนย้ายร่างออกจากสระบัวได้ แต่ท่านน้าเผยกลับตรงกันข้าม เพราะสามารถเคลื่อนตัวไปยังจุดไหนก็ได้ ในจวน
ตอนนี้ท่านน้าเผยกำลังอยู่ตรงหน้านาง ใบหน้าดำค่อย ๆ เผยใบหน้าจริงที่แสนจะสยองเน่าเฟะ ดวงตาถลนออกมานอกเบ้า กะโหลกโผล่ให้เห็นอยู่ครึ่งหนึ่ง
สิ่งที่นางได้รับก็พอบอกแล้วว่าอีกฝ่ายไม่เต็มใจตอบ ดังนั้นนางจึงเปลี่ยนเรื่อง “ถ้าเช่นนั้นข้าขอใช้สถานที่ตรงนี้ของท่านแทนแล้วกัน”
รู้เลยว่าคนตายห่วงมันขนาดไหน ซึ่งดีเลย ทีนี้นางจะได้สงบ ไม่ต้องฟังเสียงนินทาอีก “อีกอย่างที่ข้าอยากบอกท่านก็คือ หากข้าไม่แต่งกับ เขาแล้ว ก็ไม่มีใครหน้าไหนที่กล้าแต่งกับบุตรชายท่านอีก หากอยากให้บุตรชายท่านเป็นผู้เป็นคนกว่าเดิมก็จงเชื่อฟังข้า ไปวุ่นวายกับคนอื่นโน่นไป อย่ามายุ่งกับข้า”
นางตวัดสายตาขู่คนตาย จากนั้นใบหน้าที่ว่าก็ค่อย ๆ ดำแล้วสลายหายไปเช่นกัน ในเมื่อไม่บอกว่าทำได้เช่นไร นางจะหาคำตอบเอง
“ดูเหมือนพวกเราต้องทำกันเองแล้ว”
ฟงจิวพยักหน้าเห็นด้วย แล้วพวกนางก็ได้ยินเสียงอีการ้องมาจากต้นไม้ ซูเหยายกมือขึ้น ตงตงก็บินมาเกาะ ก่อนรายงานเรื่องที่เห็นมา
“เหวยผิงสั่งให้หมอผีเข้าไปทำพิธีขับไล่วิญญาณที่สระบัวด้านหลัง”
เหวยผิงที่ว่าก็คือแม่เลี้ยงของนาง ที่ตอนนี้กลายเป็นฮูหยินใหญ่ พอมีอำนาจก็ใช้กำลังกดขี่นางไม่หยุด นางไม่อยากบอกว่านางได้ยินทุกอย่าง ที่ยอมอ่อนลงให้ก็เพราะอยากใช้ชีวิตกับมารดาเท่านั้น
แต่นี่ถึงขนาดใช้หมอผีมาขับไล่วิญญาณ ซึ่งนางรู้อยู่แล้วว่าไม่มีวันสำเร็จ “เจ้ากลับไปดูต่อ แล้วมารายงานให้ข้าฟัง”
เจ้าอีกาดำตงตงพยักหน้า จากนั้นก็บินกลับสกุลหวังเช่นเดิม ส่วนพวกนางก็หันมาช่วยกันปัดกวาดสถานที่ดังกล่าวจนเริ่มดูดี
“ไว้หาดอกไม้มาปลูกสักหน่อยก็เหมาะสำหรับนอนเล่นแล้ว”
“เจ้าค่ะ คุณหนู” ฟงจิวรับคำ ก่อนจะเดินกลับไปยังห้องของตนเอง เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็พบว่ามีอาหารวางอยู่แล้ว
แม่นมหลีคำนับทักทายนาง “ฮูหยินใหญ่เห็นว่าคุณหนูหวังคงจะ ไม่คุ้นชินกับการร่วมโต๊ะใหญ่ จึงสั่งให้บ่าวนำอาหารมาให้แทนเจ้าค่ะ”
ไม่อยากให้นางร่วมโต๊ะก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างไรก็ยังมีน้ำใจส่งอาหารให้นางถึงห้องนอน “ขอบคุณแม่นมหลี”
แม่นมหลีนึกนินทาในใจ นางไม่อยากจะเหยียบเรือนนี้ด้วยซ้ำ หากไม่เพราะเป็นคำสั่งนายท่าน คิด ๆ แล้วก็ขนลุกขนพองไม่รู้ตัว เมื่อคุณหนู ซูเหยาเอนใบหน้ามองด้านหลังจากนั้นก็ยิ้มให้
“ขะ ข้าน้อย ขอตัวก่อนเจ้าค่ะ” จากนั้นก็วิ่งเร็วยิ่งกว่าม้า
คนแกล้งหัวเราะขึ้นมา แต่เป็นฟงจิวที่ตามไม่ทันถามขึ้น
“วิญญาณที่คุณหนูเห็นตลกหรือเจ้าคะ”
นางยกนิ้วชี้ขึ้นแตะหน้าผากอีกฝ่าย “หากเป็นวิญญาณก็คงเป็นวิญญาณแม่นมหลีกระมัง วิ่งเสียรวดเร็วปานนั้น”
ฟงจิวก็ยังไม่รู้เรื่องเหมือนเดิม แต่ก็หันมาปรนนิบัติคุณหนูกินอาหารต่อ นั่งกินได้ไม่ถึงครึ่งสามีที่ยังไม่เข้าหอก็เดินสีหน้าบึ้งตึงมาหานาง
“เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่” เขาจะโมโหก็ไม่แปลกอะไร เพราะ เมื่อเขาจะไปโรงพนันก็ถูกกั้นไม่ให้เข้าร้าน พอจะไปดื่มสุราที่หอนางโลม ก็ถูกโยนกระเด็นออกมา
สตรีที่กระทำเงยหน้ามองทำเหมือนไม่รู้เรื่องราว “ข้าทำอะไรท่าน ท่านก็เห็นว่าข้าไม่ได้ก้าวเท้าออกจากเรือนเลย”
“เจ้า!! อย่ามาทำไม่รู้เรื่อง ข้ารู้ว่าเป็นฝีมือเจ้า”
ซูเหยายกกาน้ำชา “ท่านดื่มชาก่อน เดี๋ยวจะโมโหตายเสียก่อน”
“ไม่ต้อง” จือหยวนปัดถ้วยชาลงพื้น จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงโกรธจัด “อย่ามาทำอวดดีกับข้า ข้าไม่เชื่อว่าทั้งเมืองหลวงจะไม่มีใครต้องการเงินของข้า”
เงินของท่านพวกเขาต้องการ แต่ข่าวลือที่ข้าปล่อยต่างหากที่ พวกเขาไม่อยากเข้าใกล้ท่าน “ท่านไม่อยากรู้เหรอ ว่าทำไมพวกเขาถึง ไม่ต้อนรับพี่หยวนอีก”
“เจ้ายอมรับแล้วใช่ไหมว่าเป็นเพราะเจ้าทำ”
“ข้าไม่รู้เรื่องพวกนี้จริง ๆ แต่ข้ารู้ข่าวลือที่เขากำลังลืออยู่ตอนนี้”
คิ้วจือหยวนขมวดเข้าหากัน พลางมองนางอย่างระวังตัว ซูเหยาที่รับรู้ความคิดก็ยิ่งถ่วงเวลาไม่ยอมเอ่ยสักคำ จนกระทั่ง
ปัง!!
“เจ้าจะบอกหรือไม่บอก!!”
“ทำไมท่านพี่ต้องโมโหด้วย นั่งลงจิบน้ำชากันก่อนเถอะ ฟงจิวไปเอาอาหารมาเพิ่ม” นางยังคงทำเหมือนน้ำในแม่น้ำฮวงโหที่เย็นเฉียบ ไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจ ยิ่งทำให้อีกฝ่ายโมโห
“บอกข้ามาว่าเรื่องอะไร”
“ถ้าข้าพูดตอนนี้พี่หยวนจะกินอาหารลงไหมเจ้าคะ” นางทำสีหน้าลำบากใจ จากนั้นก็มองคนตรงหน้าที่หน้าดำหน้าแดงกว่าเดิม
ซูเหยาขยับเข้าใกล้เขาแล้วกระซิบ “ข้าได้ยินข่าวมาว่า ท่านกำลังป่วยหนัก ตอนนี้อวัยวะท่อนล่างของท่านกำลังเน่าเปื่อยจนทำงานไม่ได้ จึงเป็นสาเหตุที่พี่หยวนไม่อยากแต่งงานกับข้า เพราะกลัวว่าความลับจะถูกเปิดเผย”
“บัดซบ!! จะมีผู้ใดที่กล้ากล่าววาจาร้ายแก่ข้าถ้าไม่ใช่เจ้า”
นางยิ่งทำหน้าเหมือนไม่รู้เรื่องมากกว่าเดิม
“ท่านก็เห็นว่าข้าอยู่แต่ในจวน แล้วจะมีเวลาไปพูดเรื่องนี้ตอนไหน”
ที่นางพูดก็ถูก ตั้งแต่นางแต่งเข้ามา พ่อบ้านลู่ก็บอกว่านางไม่ได้ก้าวเท้าออกจวนเลยด้วยซ้ำ แต่ทำไมเขาไม่เชื่อสักคำ
“แล้วเจ้าเชื่อหรือเปล่า”
ซูเหยาก้มลงมองด้านล่างเขา จากนั้นก็ถอยหลัง แล้วทำสีหน้ารังเกียจอย่างเห็นได้ชัด
“ในเมื่อผู้คนเลื่องลือไปไกลแล้ว เช่นนั้นข้าจะสยบข่าวลือนี้เอง”
เขาบอกแล้วดึงแขนนาง
“ท่านจะทำอะไร”
“จะทำอะไร พวกเราแต่งงานแล้วไม่ใช่หรือ จำไม่ได้หรือไงว่ายังมี อีกหนึ่งอย่างที่จะทำให้การแต่งงานสมบูรณ์” พูดจบก็กระชากนางลงนอน บนเตียง ปากก็พูดต่อว่า
“แต่ถ้าหากของข้าใช้ไม่ได้ ก็ใช่ว่าจะไม่มีของใช้แทน”
ซูเหยามองเขาที่หยิบของชิ้นหนึ่งออกจากเสื้อ มันคือหยกเขียวแท่งยาว ด้านปลายงอเล็กน้อย ขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ
“ท่านจะบ้าไปแล้วหรือไง!!”
“ถ้าเจ้าได้ใช้มัน เจ้าจะไม่พูดเช่นนี้แน่”
ใช้บ้าน่ะสิ ใครอยากใช้กับท่านกัน!!!