บทที่1
ถ้าเปรียบพระองค์เป็นดวงตะวัน ส่วนตัวข้าเป็นจันทรา
ในยามที่ทรงหลับใหล ข้ากลับต้องลืมตาตื่น
ในยามที่ทรงแสงแห่งทิวากร แสงแห่งรัตติกาลกลับปลิดปลิวจากไป
แล้วเหตุไฉนถึงเปรียบเปรยเช่นนี้
ขอทรงเป็นดวงจันทรา ข้าขอเป็นดาราพร่างพราย
ไม่ว่าคืนไหน ราตรีไม่ขาดจันทร์ ข้านั้นไม่ขาดพระองค์
บทกวีแว่วหวานดังสอดประสานเสียงหรีดหริ่งเรไร บทเพลงเห่กล่อมของมวลมนุษยชาติในยามราตรี เหมือนจะย้ำเตือนให้คนที่กำลังฝันหวาน หวานยิ่งขึ้น เมื่อถ้อยคำเหล่านี้พรั่งพรูออกมาจากปากสวยได้รูปที่ลอยอยู่เหนือเปลือกปากหยักสวยร้อนผะผ่าวของชายหนุ่ม แล้วประทับลงมาช้าๆ ละเลียดความนุ่มนวลและอ่อนโยนสลับกับการบดคลึงหนักหน่วงและผ่อนกลับมาดูดดื่มเนิ่นนาน จนเสียงครวญครางอย่างรัญจวนใจเล็ดลอดออกมาจากปากคู่สวย…
ปึก!
หนังสือเล่มหนาที่หน้าปกเขียนว่า ‘นิทานจันทรา’ ตกลงข้างเตียงส่งผลให้ภูวนลืมตาขึ้นแล้วควานมือลงไปหยิบมันขึ้นมา จากนั้นก็โยนลงบนที่นอนข้างตัวอย่างไม่สนใจไยดี ก่อนเอื้อมมือไปปิดสวิตช์ไฟหัวเตียงและหลับลงอีกครั้ง
…แก้มสากของชายหนุ่มถูกไล้อย่างแผ่วเบาไล่ขึ้นไปจนถึงคิ้วเข้ม วกลงมาที่สันจมูกโด่งสวย และหยุดวนไปเวียนมาแนบริมฝีปากที่เผยอรับ
“..อืม” เสียงครางออกมาจากปากหยักอีกครั้ง ก่อนไขว่คว้ามือซนมากระชับไว้แน่นและหลับลงอย่างง่วงงุน…
สาววัยทำงานร่างระหงในชุดลำลองสบายๆ นั่งไขว่ห้างจิบกาแฟละเลียดกลิ่นหอมกรุ่นตรงริมระเบียงห้องพักชั้นสี่สิบสอง เมื่อเป็นเช้าวันหยุดที่ไม่ต้องฝ่าการจราจรที่จอแจติดขัดไปทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน พิมรา เลือกที่จะนั่งรับแสงแดดอ่อนยามเช้าเพื่อเพิ่มวิตามินบำรุงผิวสีน้ำผึ้งดูสะอาดสะอ้านของตนเอง
เสียงเปิดประตูจากห้องนอนที่ระเบียงต่อกัน พร้อมเจ้าของห้องเยี่ยมหน้าคมคายมาทักทายด้วยรอยยิ้มที่เห็นจนชินตา
“สวัสดีตอนเช้าครับ คุณพิม”
หญิงสาวหันไปมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าก่อนสะบัดหน้าพรืด มองเมินไม่รับไมตรีทั้งวาจาและแววตา
“อ้าว งอนอะไรแต่เช้าเชียวคุณพิม” ภูวนร้องประท้วงอย่างแปลกใจในท่าทีของสาวร่วมห้อง
พิมราเหลียวสายตาและใบหน้าตูมมาทางชายหนุ่มร่างสูงเจ้าของดวงตาสีอ่อน ที่คอยส่งยิ้มให้เป็นประจำทุกวันจนเธอชินตาอีกครั้ง ก่อนชักกลับอย่างเร็วจนกลายเป็นกิริยาค้อนควักอีกรอบจนภูวนต้องยกมือเกาศีรษะที่มีทรงผมยาวระต้นคอดูรุงรังและยุ่งเหยิงมากขึ้นเมื่อตื่นมายังไม่พานพบหวี
“ถ้าไม่บอกว่าไม่พอใจผมเรื่องอะไร ผมปีนข้ามราวเหล็กนี่ไปนะ คุณพิม” เขาไม่พูดเปล่าแต่กำลังยกตัวขึ้นจากพื้นพร้อมเหวี่ยงตัวข้ามราวเหล็กที่กั้นแบ่งแยกระเบียงกว้างออกเป็นสองส่วนทันที
“ทำบ้าๆ อีกแล้วนะ นายภู-วน” เสียงแหวอย่างไม่สบอารมณ์ ก่อนจะเก็บถ้วยกาแฟเดินเข้าไปส่วนในของห้อง เมื่อรับรู้ว่าชายหนุ่มเดินตามมาติดๆ หญิงสาวชะงักเท้าหันกลับไปตวาดแว้ด
“อย่าเข้ามานะ!”
ภูวนหยุดกึกยกมือทำท่ายอมสิโรราบเพราะรู้ดีว่าก้าวข้ามธรณีประตูนี่ไปก็เข้าถึงห้องนอนหญิงสาวทีเดียว พร้อมส่งสายตาเชื่อมประกอบคำพูด
“ครับผมไม่เข้าก็ได้ แต่คุณต้องบอกก่อนว่างอนอะไรแต่เช้าเลย”
“ไม่ได้งอน” คนปากแข็งสะบัดเสียงตอบปฏิเสธแม้กิริยาท่าทางจะบ่งชัด ก่อนจะเลื่อนบานประตูกระจกเข้าชิดและล็อกแน่นหนาพร้อมรูดม่านสีฉูดฉาดบาดตาปิดบังการมองเห็นจากภายนอกของชายหนุ่มอีกชั้นหนึ่ง
“อ้าว! เปิดประตูมาคุยกันก่อนสิคุณ” ภูวนได้แต่เคาะและตะโกนโหวกเหวกอยู่หน้าบานประตูตรงระเบียงนั่นเอง แต่ไม่มีทีท่าว่าสาวเจ้าของห้องจะกลับมาเปิดรับเขาแต่อย่างใด เขาผ่อนลมหายใจยาวยืดออกจากปากและจมูกโด่งก่อนหมุนกลับไปยังห้องของตนในทางเดิมที่ก้าวข้ามมา
ห้องนอนขนาดพอดียังไม่ได้จัดเก็บ ผ้าห่มยังไม่ได้พับผ้าปูที่นอนรุ่ยร่ายยับย่นดุจผ่านสมรภูมิกรำศึกหนักมากกว่าการนอนหลับธรรมดา ภูวนเดินมาดึงผ้าห่มหมายจะพับเก็บให้เรียบร้อย พลันสะดุดตากับหนังสือเล่มหนาหน้าปกด่างดำบอกถึงความเก่าคร่ำคร่า หนังสือเล่มนี้เขาได้มาจากลังหนังสือเก่าๆ ที่เก็บไว้ในห้องเก็บของบ้านเพื่อนสนิทซึ่งเขาอ่านค้างไว้เมื่อคืน ชายหนุ่มล้มเลิกความตั้งใจที่จะพับผ้าห่มเปลี่ยนเป็นการทิ้งตัวลงนอนพิงหัวเตียงหยิบหนังสือเล่มนั้นมาเปิดอ่านอีกครั้ง
…ดวงตาสีอ่อนปิดปรือลงรอรับสัมผัสแผ่วที่เปลือกตาบาง ก่อนความรู้สึกถึงรสสัมผัสนั้นจะเลื่อนลงมาที่ปลายจมูกโด่งและหยุดนิ่งที่ริมฝีปากหยักได้รูป ประทับนิ่งนานดูดดื่มผสานปลายนิ้วที่ไล่ระไปทั่วกายหนุ่มภายใต้อาภรณ์เบาบาง จนเจ้าตัวต้องส่งเสียงครางอย่างพึงพอใจ…
ต็อด! ต็อด! ต็อด!
ภูวนสะดุ้งสุดตัวกับเสียงแผดร้องจากเครื่องรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ซึ่งวางอยู่บนพื้นข้างเตียง ก่อนสะบัดศีรษะไล่ความง่วงงุนยามเผลอหลับไปอีกครั้ง และเอื้อมมือลงไปหยิบมันมาพร้อมกดรับ
“ฮัลโหล ภูวนครับ”
“แกอยู่ที่ไหนวะ ฉันมาคอยเป็นชั่วโมงแล้ว วันอาทิตย์แบบนี้รถไม่น่าจะติดนะ อีกนานไหมกว่าแกจะมาถึง หิวไส้จะกลืนกันเองแล้วโว้ย” เสียงปลายสายที่ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายออกตัวหรือตอบโต้อันใดดังขึ้นจนจบประโยคที่ยาวเหยียด
ภูวนเริ่มสับสนและงงงวย เขาไปนัดกับสิลาเพื่อนสนิทตั้งแต่เมื่อไหร่และนัดกันที่ไหน ทำไมมันไม่อยู่ในช่องสมองส่วนจดจำของเขาเลย และเมื่อเขาเงียบเพราะกำลังลำดับเหตุการณ์ปลายสายก็โวยวายขึ้นอีกรอบ
“ตกลงแกอยู่ที่ไหนวะ”
“บ้าน”
“ไอ้ภู-วนจะบ้าเหรอ แกนัดฉันกินข้าวเที่ยง แล้วนี่บ่ายสองแกยังอยู่ที่บ้าน แกจะกินวันนี้หรืออาทิตย์หน้าวะ” เสียงกระฟัดกระเฟียด พรั่งพรูออกมาจากปากของชายหนุ่มปลายสาย
“อาทิตย์หน้าก็ดี แค่นี้นะฉันง่วง” ภูวนวางหูโทรศัพท์ลงแล้วยกมือกุมขมับปิดเปลือกตา ยังไม่หายงัวเงียและอ่อนเพลียกับกิจกรรมรัญจวนใจในความฝัน แต่ฝันอะไรทำไมถึงเหมือนจริงนักทั้งสุขสมซาบซ่านและหลั่งริน ชายหนุ่มจับเป้ากางเกงของตนเองรับรู้ถึงความเปียกชื้น ก่อนตัดสินใจลุกไปเข้าห้องน้ำชำระล้างร่างกายขับไล่ความง่วง
ใต้สายน้ำที่กระเซ็นกระสายเป็นทางมาจากฝักบัวรูปทรงทันสมัยสมฐานะสถาปนิกหนุ่มอนาคตไกล ชื่อเสียงของชายหนุ่ม ณ เวลานี้โด่งดังพอๆ กับสถาปนิกแถวหน้าที่รับงานออกแบบโครงการใหญ่ของรัฐบาลและภาคเอกชนเลยทีเดียว ภูวนยืนหลับตานิ่งปล่อยให้สายน้ำขับไล่ความง่วงงุนเกือบครึ่งชั่วโมง ซึ่งนานกว่าปกติที่เขาเคยอาบมา และก่อนที่ใจของชายหนุ่มจะล่องลอยไปกว่านี้ พลันใบหน้าสวยเก๋ทรงผมสั้นกุดซึ่งรับกับใบหน้ารูปไข่ชวนมองของเพื่อนร่วมห้องสาวสวยในคอนโดมิเนียมหรูกลางตัวเมืองก็ลอยเด่นอยู่ตรงหน้า
“อา..งอนเรื่องอะไรหว่า” มือเรียวใหญ่ตามประสาผู้ชายเอื้อมไปปิดฝักบัวพร้อมคว้าผ้าเช็ดตัวสีขาวสะอาดมาพันรอบเอว ก่อนจะก้าวออกจากห้องน้ำ
เกือบบ่ายสามโมงภูวนจึงปรากฏกายในห้องโถงกว้าง ที่จัดแบ่งเป็นห้องรับแขก นั่งเล่นและทำงาน เมื่อมองเลยไปในครัวทันสมัยแต่ใช้พื้นที่น้อยก็ไม่พบเจอร่างแบบบางของสาวสวยเพื่อนร่วมห้อง ชายหนุ่มจึงเดินเลยไปหยุดหน้าประตูบานไม้สลักลวดลายก่อนยกมือทำท่าจะเคาะ แต่บานประตูกลับเปิดอ้าออกเสียก่อนพร้อมร่างเจ้าของห้องเยี่ยมหน้าออกมาแล้วผลุบหายเข้าไปเมื่อหันมาสบตากับเขา แต่ภูวนใช้ท่อนแขนและตัวยันบานไม้นั้นไว้ไม่ยอมให้เธอหับมันลง
“เดี๋ยว! คุณพิม”
“ออกไป นายภู-วน” หญิงสาวดันไว้สุดแรงเช่นกันไม่หมายให้เขาเข้ามาในห้องนอนของเธอได้
คอนโดฯหรูหราแห่งนี้ภูวนเป็นเจ้าของ พิมราเป็นแค่คนที่จับพลัดจับผลูมาอยู่ร่วมห้องเพราะเพื่อนสนิทหาที่อยู่ให้ไม่ทัน หลังจากเธอกลับมาจากเมืองนอกแบบกะทันหันเมื่อเลิกรากับแฟนหนุ่มที่วาดหวังจะไปเรียนต่อและสร้างอนาคตด้วยกันที่โน่น เมื่อความสัมพันธ์จบสะบั้นพิมราตัดสินใจกลับมาเมืองไทย แต่ไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตที่บ้านเกิด จึงต้องหาที่พักและหางานทำในกรุงเทพฯแทน และเพื่อนสนิทของเธอซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของภูวนด้วยเช่นกันก็เสนอให้มาพักที่นี่ไปก่อน จนกว่าจะหาที่อยู่ใหม่ได้ และเธอก็อาศัยคอนโดฯแห่งนี้มาเกือบสองปีแล้ว อีกทั้งยังไม่มีทีท่าว่าจะหาที่อยู่ใหม่หรือย้ายออกไป ซึ่งหนุ่มเจ้าของห้องก็ยินดีให้เป็นเช่นนั้น
“คุยกันก่อน”
“ไม่!” พิมราปฏิเสธพร้อมออกแรงดันสุดฤทธิ์ จนในที่สุดทั้งเขาและเธอก็ล้มกลิ้งลงกับพื้นเมื่อประตูเปิดออกตามแรงที่มากกว่าของชายหนุ่ม
โครม!
“เจ็บไหม! คุณ” ภูวนรีบลุกแล้วประคองให้พิมราที่ล้มอยู่ใต้ตัวเขาลุกขึ้นตาม
“บ้าที่สุด ออกไปนะ!” พอทรงตัวได้เธอก็ผลักไสเขาอีกครั้ง แต่ครานี้ภูวนไม่ยอมให้เธอแผลงฤทธิ์ดันร่างบางเบื้องหน้าไปจนชิดผนังสองมือยกขึ้นยันกักเธอไว้ระหว่างท่อนแขน ตาสีน้ำตาลอ่อนของเขาตรึงดวงตาสีเข้มแววเอาเรื่องของเธออย่างไม่ลดละ เมื่อพิมราจะขยับท่อนขาเขาก็ก้าวติดดันตัวเธอจนชิดมิอาจเบี่ยงหลบได้
ใบหน้าหญิงสาวก่ำขึ้นเล็กน้อยเมื่อเขาอยู่ชิดใกล้จนลมหายใจกระทบใบหน้า แม้เธอจะมองเมินไม่สบตา แต่หัวใจกลับเต้นผิดจังหวะอย่างช่วยไม่ได้ ใช่ว่าพิมราจะเป็นสาวพรหมจรรย์ที่ไม่เคยใกล้ชิดชายหนุ่ม เธอเคยมีแฟนและใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันในช่วงสั้นๆ แม้เรื่องเซ็กซ์ซึ่งเธอเห็นเป็นศิลปะอันงดงามที่มนุษย์ทุกผู้ทุกนามล้วนมีพรสวรรค์และแสวงหาจะขาดหายไปตั้งแต่เลิกรากับแฟนหนุ่ม และเธอก็ไม่ใช่คนสำส่อนมักง่ายที่จะไขว่คว้าใครสักคนมาบำเรอความสุขยามถวิลหารสสัมผัสเหล่านั้น แต่กับภูวนยามอยู่แนบชิดกันถึงเพียงนี้กายหญิงสาวกลับร้อนวูบวาบ อารมณ์หวามไหวอย่างห้ามจะหักใจ
“ตกลงคุณงอนผมเรื่องอะไรแน่” เสียงกระซิบพร่ายามใกล้ชิดจนกายชายหวั่นไหว อดไม่ได้ที่จะใช้ข้อนิ้วไล้พวงแก้มเรื่อสีที่เมินหนี
“คุณผิดสัญญา” พิมราเอ่ยออกมาในที่สุดแม้จะพยายามบังคับไม่ให้เสียงแกว่งตามอารมณ์ มือที่เป็นอิสระดันชายหนุ่มออกห่างซึ่งภูวนก็ยินยอมแต่โดยดี
“ผิดสัญญาตรงไหน?” แม้จะยอมปล่อยเธอเป็นอิสระแต่สายตายังจ้องแทบไม่กะพริบ ยังแคลงใจในคำกล่าวหาของหญิงสาว
พิมราส่งค้อนให้เขาไปทีหนึ่งก่อนไขข้อข้องใจของชายหนุ่ม “คุณเคยบอกว่าจะไม่พาผู้หญิงคนไหนมานอน ถ้าฉันยังอยู่ที่นี่ แล้วเมื่อคืน…”
“ผมพาผู้หญิงมานอน!” เสียงเขาแทบจะเป็นตะโกนกับคำกล่าวหาของหญิงสาว ก่อนส่ายหน้าดิกร้องปฏิเสธลั่น
“ผมไม่เคยประพฤติแบบนั้นนะ คุณเอาอะไรมาพูด”
“ฉันได้ยินกับหูเองนะ คุณ…เอ่อ…นั่นแหละ เสียงลั่นไม่คิดเกรงใจบ้างหรือไง” พิมรากระดากเกินจะพูดว่าเขาครางเสียงกระเส่าอย่างรัญจวนใจเล็ดลอดออกมาจนเธอได้ยินชัดเจน
“หูฝาด หูฝาดแน่ๆ คุณพิม ผมไม่ได้พาใครมานอนจริงๆ ผมลูกผู้ชายพูดคำไหนคำนั้นอยู่แล้ว ถ้าผม..เอ่อ..อยากทำอย่างว่า ผมหาเอาข้างนอกได้ไม่เอามาให้คุณรำคาญหูเล่นหรอกน่า” สีหน้าท่าทีของเขาดูจริงจังพร้อมคว้าข้อมือหญิงสาวลากให้เดินตาม
“ไม่เชื่อไปดูที่ห้องผม”
พิมราขัดขืนด้วยการสะบัดมือหมายให้หลุดแต่ภูวนกลับบีบรัดแน่นขึ้น ไม่ยอมอ่อนให้แม้เธอจะร้องค้าน
“ไม่ไปนะ ถึงคุณพาผู้หญิงมาเธอก็คงไปแล้ว พาฉันไปดูตอนนี้จะพบใครเล่า”
“แสดงว่าคุณไม่เชื่อ ยิ่งต้องไปดู คุณก็เห็นผมเพิ่งออกมาจากห้องใครจะหนีไปไหนทัน มานี่เลย” เขายังฉุดและเข้าโอบไหล่บังคับกลายๆ ให้ตามเขามา เมื่อเธอขัดขืนหนักก็ก้มลงรวบร่างขึ้นบ่าเสียดื้อๆ
“บ้าจริง ปล่อยนะ นายภู-วน” พิมราดิ้นทั้งทุบทั้งสะบัดขา หวังให้พ้นจากบ่าเขา
ภู ว น หรือ สมยานามที่เพื่อนสนิทมักจะเรียกคือ ภู-วน รวมไปถึงพิมราเวลาไม่สบอารมณ์ก็จะเรียกเขาเช่นนี้เหมือนกัน ยังปฏิเสธขณะพาร่างบางบนบ่าที่เบาดุจร่างเด็กน้อยไปห้องนอนของเขาที่อยู่ติดกัน บอกน้ำเสียงเข้ม
“ไม่ปล่อย”
ห้องนอนขนาดกลางของชายหนุ่มเปิดกว้างออก พร้อมร่างที่อยู่บนบ่าถูกโยนลงบนที่นอนนุ่มซึ่งเก็บเรียบร้อยแล้ว หญิงสาวลุกขึ้นนั่งกระฟัดกระเฟียด ส่งเสียงไม่พอใจฮึดฮัด แต่ไม่วายสอดส่ายสายตากวาดไปทั่วห้องมองหาเงาของผู้หญิงที่คาดว่าภูวนพามาหาความสำราญ ซึ่งไม่มีแม้แต่เงา
พิมราลุกขึ้นเดินลิ่วไปผลักบานประตูห้องน้ำ เยี่ยมหน้าเข้าไปมองพบเจอแต่ร่องรอยหยดน้ำชื้นแฉะแสดงให้เห็นว่าชายหนุ่มเพิ่งใช้ห้องน้ำชำระร่างกายเสร็จหมาดๆ เมื่อไม่เห็นใครหญิงสาวทำท่าจะเดินไปที่ประตูห้องเพื่อกลับออกไป แต่รู้ได้ว่าเสียทีชายหนุ่มเสียแล้วเมื่อเขาล็อกแล้วยืนกอดอกพิงบานประตูไว้
“ไงครับ เจอสาวที่ไหนบ้าง สวยไหมเอ่ย” น้ำเสียงยียวนส่งมาจากปากที่แย้มรอยยิ้มดวงตากรุ่มกริ่ม ก่อนเดินช้าๆ เข้าหาหญิงสาวที่ถอยกรูดเหมือนลูกแกะหนีสุนัขจิ้งจอก
“คุณจะทำอะไร” น้ำเสียงตระหนกแต่ไม่ได้หวาดกลัวมากนัก แม้ท่าทีของภูวนจะดูรุกรานแต่แววตากรุ้มกริ่มและรอยยิ้มยั่วนั่นดุจเป็นการเย้ามากกว่าจะเอาจริงเอาจัง
“ทำเหมือนที่หูคุณได้ยินไง” เสียงกลั้วพร้อมเดินเข้าชิดร่างบางที่ถอยหนีไปไหนไม่ได้ เพราะเธอถอยจนมาชิดขอบเตียงนอนของเขาแล้ว
มือใหญ่ของภูวนยกขึ้นรวบร่างแบบบางของพิมราไว้ในอ้อมแขนรัดแน่นจนมือไม้หญิงสาวกระดิกกระเดี้ยไม่ได้ ได้แต่เอ่ยขอความเห็นใจ
“อย่าทำบ้าๆ นะนายภู-วน”
“ทำบ้าที่ไหน เขาเรียกทำหวาน คุณก็เคยแล้วนี่นา” เขาจู่โจมด้วยจมูกโด่งเป็นสันแรงจนร่างในอ้อมแขนที่พยายามเบี่ยงหนีพัลวันล้มหงายหลังไปบนที่นอนกว้าง โดยที่ภูวนไม่ทันตั้งตัวจึงล้มทาบทับลงไปกับเธอด้วยทั้งคู่
“โอ๊ยย!” ทันทีที่แผ่นหลังหญิงสาวต้องเบาะนุ่มกลับสะดุ้งจนหลังแอ่น เพราะสิ่งที่สัมผัสไม่ได้นุ่มเหมือนที่คิด กลับแข็งและรับรู้ถึงเหลี่ยมมุมจนเจ้าตัวร้องด้วยความเจ็บปวด คนที่คิดจะล้อเล่นทำวาบหวิวถึงกับยันตัวออกห่างด้วยความตกใจไม่แพ้กัน ก่อนรั้งให้เธอลุกขึ้นถามอย่างร้อนรน
“เป็นอะไรคุณพิม”
“หลังฉันกระแทกอะไรก็ไม่รู้ เจ็บจัง” มือเรียวเอื้อมไปลูบแผ่นหลัง พร้อมทำหน้าเหยเก
ภูวนรีบรั้งร่างหญิงสาวมาแนบชิดอกแล้วถลกเสื้อขึ้นมองหาร่องรอยโดยไม่คิดจะขออนุญาตเจ้าตัวก่อน ดวงตาชายหนุ่มเบิกกว้างขึ้น เมื่อเห็นรอยแดงเป็นทางและลึกเป็นมุมถึงขนาดเลือดซิบที่ปรากฏบนแผ่นหลังนวลเนียน ก่อนมองหาต้นสายปลายเหตุบนเตียงนอน ด้วยการคลำไปยังจุดที่หลังของพิมรากระแทกก่อนเลิกผ้าปูที่นอนขึ้น
หนังสือปกแข็งเล่มหนาสีกระดำกระด่าง ตัวอักษรประกอบกันเป็นคำอ่านได้ว่า “นิทานจันทรา” วางเด่นอยู่ ณ จุดนั้น