มาริออส ซาเวลลาส คือชายหนุ่มผู้มีรูปโฉมหล่อเหลาชนิดที่เรียกได้ว่าสามารถกระชากสาวๆ ให้ตื่นจากความฝันได้เลยทีเดียว เขาคือหนุ่มหล่อทายาทมังกรดำ หนุ่มคนสุดท้ายที่ยังครอบครองความโสดเอาไว้อย่างเหนียวแน่นของซาเวลลาส ตระกูลของมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในกรีซและประเทศใกล้เคียง
มาริออสคือผู้ชายที่ผู้หญิงทั้งโลกฝันถึง แต่เขาอันตรายเกินกว่าที่สาวๆ พวกนั้นจะสามารถครอบครองได้ ดวงตาสีน้ำเงินเข้มไม่ต่างจากบรรดาพี่ชายของตัวเองลุกโชนด้วยไฟปรารถนาเสมอยามสนุกบนเตียงกับสาวสวยมากหน้าหลายตา กิจกรรมยามว่างจากหน้าที่ดูแลกิจการของครอบครัวคือการออกท่องราตรี และหิ้วนางฟ้ายามค่ำคืนกลับไปเสพสมบนเตียงกว้าง ก่อนจะเขี่ยทิ้งในตอนเช้าของวันต่อมา มันเป็นแบบนี้เสมอ และมาริออสก็พึงพอใจกับชีวิตโสดแสนสนุกของตัวเองเป็นที่สุด จวบจนกระทั่งเกิดเรื่องในคืนนั้นขึ้น...
พิมรัก อาเมทีรอส ผู้หญิงหน้าตาสะสวย แต่ปากคอเราะรายจนต้องเมินหน้าหนี ในสายตาหล่อนไม่เคยมองเห็นเขามาก่อน เพราะแม่คุณหลงรักเพเรอคลิสพี่ชายใหญ่ของซาเวลลาสตั้งแต่สมัยวัยรุ่น จนถึงบัดนี้ แม่นั่นก็ยังลุ่มหลงพี่ชายของเขาอยู่ แม้กระทั่งยามที่เนื้อตัวของหล่อนตกเป็นของเขาแล้วก็ตาม
สันกรามกระด้างมีไรหนวดขึ้นประปรายขบกันแน่น มือบีบปากการาคาแพงในมือแน่น
“บ้าฉิบ!” ร่างสูงใหญ่ไม่อาจจะทนนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานได้อีกแม้แต่วินาทีเดียว มาริออสก้าวพ้นออกไปจากห้องทำงานกว้าง ไปหยุดที่หน้าโต๊ะของเลขานุการประจำตัว
“ผมจะออกไปข้างนอก และไม่กลับเข้ามาอีกในวันนี้ ถ้ามีงานด่วนโทร. ติดต่อได้ทางมือถือตลอดเวลา”
“ค่ะ คุณมาร์ซ”
ชายหนุ่มก้าวเดินตรงไปที่ลิฟต์ตัวใหญ่ ซึ่งเป็นลิฟต์เฉพาะสำหรับผู้บริหารเท่านั้น เพียงแค่นิ้วสัมผัสลงบนปุ่มด้านหน้า ประตูก็เลื่อนเปิดออก มาริออสก้าวเข้าไปภายในห้องสี่เหลี่ยมเย็นฉ่ำ ยอมให้มันพาเขาดิ่งลงสู่ชั้นล่างของอาคารสูงระฟ้าด้วยความเต็มใจ
เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรีบวิ่งมาโค้งศีรษะทำความเคารพ ก่อนจะกุลีกุจอเปิดประตูรถให้
“ขอบใจ”
“คุณมาร์ซจะกลับแล้วหรือครับ”
“อืม” ชายหนุ่มตอบสั้นๆ ก่อนจะก้าวเข้าไปภายในรถ ไม่ช้ารถสปอร์ตหรูสีดำก็แล่นออกไปด้วยความเร็วสูง
เสียงเพลงสากลที่ชื่นชอบดังคลออยู่ภายในรถ แต่แทนที่จะทำให้สมองของมาริออสสดชื่นรื่นเริง มันกลับยิ่งทำให้เขาดำดิ่งลงสู่เหวแห่งอดีตที่น่าสะอิดสะเอียนเป็นที่สุด
อดีตกับผู้หญิงคนนั้น...ผู้หญิงที่แม้ว่าจะตกเป็นของเขาแล้ว แต่หล่อนก็ไม่เคยสนใจไยดีเขาเลย ตรงกันข้าม หล่อนกลับยิ่งวิ่งหนี แถมยังขว้างปาความเกลียดชังใส่หน้าเขาอย่างไร้ความปรานี เขาควรจะหยุดสนใจหล่อนแล้วปล่อยให้เรื่องบ้าๆ นั่นมันจบลงไป เหมือนกับที่เขาเคยกระทำมาจนเป็นกิจวัตร แต่ทำไมนะ เขากลับไม่อาจลบลืมความรู้สึกแบบนั้นลงได้
ความรู้สึกดียามถูกบีบรัดด้วยร่างกายของพิมรัก ความรู้สึกมหัศจรรย์ยามที่ได้ครอบครองหล่อน
“บ้าจริง” มาริออสสบถออกมาอีกครั้งอย่างหงุดหงิด เกลียดชังตัวเองจนแทบอยากจะควักสมองทิ้งไปเสีย แต่มันไม่ใช่สมองอย่างเดียวหรอกที่ควรจะเอาทิ้งไป เพราะไอ้อวัยวะส่วนล่างที่กึ่งกลางลำตัวก็ควรจะตัดทิ้งไปด้วย
ชายหนุ่มกัดฟันแน่นอย่างโมโหที่ร่างกายเจนจัดเชี่ยวชาญของตัวเองมีปฏิกิริยาแข็งชันขึ้นมาเพียงแค่นึกถึงพิมรัก เขาไม่เคยมีปัญหากับการควบคุมความปรารถนาของตัวเอง แต่กับผู้หญิงคนนี้ แค่คิดถึงชื่อหล่อน ความต้องการทางเพศของเขาก็ล้นปรี่จนแทบจะทะลักออกมาสร้างความอับอายอยู่แล้ว
พิมรักก็แค่ผู้หญิงที่หน้าตาสะสวย รูปร่างอรชร และเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ไม่ได้ให้ความสนใจในรูปลักษณ์ที่หล่อเหลาเกินมนุษย์ของเขาเลย อาจจะเป็นเพราะหล่อนหลงรักพี่ชายของเขาอยู่ หรือไม่ก็เพราะหล่อนกับเขาเกิดมาเพื่อเป็นอริศัตรูกันเท่านั้น
แต่สำหรับเขาแล้ว พิมรักเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ทำให้ร่างกายของเขาปั่นป่วน งุ่นง่าน และเต็มไปด้วยความหื่นกระหายรุนแรง เขาต้องการจะครอบครองหล่อนตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น แต่เพราะรู้ว่าหล่อนรักเพเรอคลิส ทำให้เขาจำต้องถอยห่างออกมา และซ่อนความหิวกระหายเอาไว้ใต้ความหยาบคายของตัวเอง
เขายังจดจำวินาทีที่ได้ฝากฝังรักลงไปในร่างเล็กแคบได้เป็นอย่างดี แม้ยามนั้นจะเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด ความผิดหวัง แต่ความเสียวซ่านจากการถูกกลีบเนื้ออ่อนเดียงสาบีบรัด ก็ทำให้เขาเกร็งกระตุกด้วยความกระสันไปทั้งตัว
เขาจำไม่ได้ว่าเพราะอะไรถึงเลือกที่จะขืนใจพิมรัก ทั้งๆ ที่ผู้ชายอย่างเขามีวิธีอื่นอีกมากมายสำหรับลงโทษผู้หญิงมากเล่ห์อย่างหล่อน แต่เขากลับไม่รู้สึกเสียใจเลยกับสิ่งที่ได้ทำลงไป เพราะตอนนี้เขาได้เป็นเจ้าของพิมรักอย่างสมบูรณ์แล้ว
รถสปอร์ตหรูยังคงขับเคลื่อนไปข้างหน้าตามเส้นทางที่เจ้าของรถเคยชิน ในขณะที่สมองของคนขับยังไม่อาจจะสลัดความโหยหาที่กำลังกัดกินร่างหนุ่มออกไปได้ เพราะแม้แต่ในขณะนี้ เขาก็ยังหิวกระหายที่จะฝากฝังรักลงไปในร่างของพิมรักอีกครั้ง และเขาจะทำมันให้ได้ ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีใดก็ตาม
สิบนาทีต่อมาซูเปอร์คาร์คันงามก็แล่นมาจอดสนิทที่หน้าคฤหาสน์หรูหลังมหึมา ดาร์กอน คาสเทลโล คือที่พำนักของเขาตั้งแต่ลืมตาดูโลก และที่นี่มันก็ใหญ่โตเกินกว่าที่เขาจะแยกตัวออกไปอยู่ตามลำพัง
ชายหนุ่มก้าวลงจากรถ ส่งเสื้อสูทตัวนอก และกระเป๋าใส่โน้ตบุ๊กให้แก่สาวใช้ที่มารอ
“วันนี้คุณมาร์ซกลับบ้านเร็วนะคะ”
เดลล่าอดที่จะเอ่ยถามคุณชายรูปหล่อที่ยังคงความโสดเพียงคนเดียวด้วยความประหลาดใจไม่ได้
มาริออสหรี่ตามองหน้าสาวใช้ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทของพี่สะใภ้คนโตของซาเวลลาส
“ฉันเหนื่อยบ้างไม่ได้หรือไงเดลล่า”
“มันก็ได้อยู่ค่ะ แต่มันแปลกตรงที่ว่า ปกติคุณมาริออสอึดยังกับม้า”
“หือ?”
มาริออสเลิกคิ้วสูงอย่างไม่เข้าใจ
เดลล่าหัวเราะร่วน “ก็ปกติถ้าไม่เลยเที่ยงคืนคุณมาร์ซไม่เข้าบ้านไม่ใช่หรือคะ”
มาริออสไหวไหล่กว้างน้อยๆ อย่างไม่แคร์อะไร “เธอก็พูดเกินไปเดลล่า ฉันก็ไม่ได้กลับหลังเที่ยงคืนทุกวันสักหน่อย”
“ยี่สิบเก้าวันในหนึ่งเดือนใช่ไหมคะ”
“พูดมากน่า จะไปไหนก็ไปได้แล้ว ชอบทำให้อารมณ์บูดอยู่เรื่อยเลย” มาริออสเอ็ดตะโรด้วยความหงุดหงิด แต่เดลล่ากลับหัวเราะขบขันไม่หวาดกลัวเท่าไรนัก
“แหม แค่แซ็วเล่นๆ ทำเป็นจริงจังไปได้ งั้นเดลล่าไปแล้วนะคะ”
“จะไปไหนก็ไปเถอะ ฉันรำคาญแล้ว”
มาริออสก้าวยาวๆ เดินตรงเข้าไปในตัวตึก แต่หางตาเห็นรถคันคุ้นตาเสียก่อน จึงหันไปเรียกเดลล่าเพื่อถามไถ่
“เดลล่า”
“คะ คุณมาร์ซ” เดลล่ารีบเดินมาหาทันที
“นั่นใช่รถคุณเพอร์ซูสหรือเปล่า”
เดลล่ามองตามสายตาของมาริออสไป ก่อนจะหันมาตอบเสียงดังฟังชัด
“ใช่ค่ะ รถของคุณเพอร์ซูส พ่อบุญธรรมของคุณแพท”
ได้ยินชื่อของพิมรักจากปากของเดลล่ายิ่งทำให้มาริออสหงุดหงิด
“ไม่ต้องบอกหรอกนะว่าคุณเพอร์ซูสเป็นพ่อของใคร เพราะฉันก็รู้ดีพอๆ กับเธอนั่นแหละ เดลล่า”
ท่าทางหัวเสียฉับพลันของมาริออสทำให้เดลล่าอดแปลกใจไม่ได้ “นี่คุณมาร์ซยังไม่ยอมญาติดีกับคุณแพทอีกหรือคะ”
“อย่ามายุ่งเรื่องส่วนตัวของฉันได้ไหม เดลล่า”
“แหม เดลล่าก็ไม่อยากยุ่งหรอกค่ะ แค่ไม่อยากให้คุณมาร์ซไปโกรธเคืองอะไรคุณแพทเธอ ไหนๆ เธอก็ไม่ได้อยู่ที่เอเธนส์แล้ว”
“เดลล่า...”
มาริออสเค้นเสียงลอดไรฟันอย่างโมโห
“คะ”
“ไสหัวไปซะ ก่อนที่ฉันจะตัดเงินเดือนเธอ”
เดลล่าหน้าสลด แต่ก็ยังอดโต้แย้งไม่ได้ “เดลล่าไม่ได้ทำอะไรผิดเลยนะคะ ทำไมต้องตัดเงินเดือนด้วยล่ะ”
มาริออสหันมาจ้องหน้าเดลล่า กรามแกร่งขบกันแน่นจนขึ้นสัน “แค่เอ่ยชื่อผู้หญิงคนนั้นออกมาจากปาก ก็ถือว่าผิดแล้ว”
“ชื่อคุณแพทน่ะเหรอคะ”
“ไสหัวไปเลยเดลล่า ไปเดี๋ยวนี้เลยนะ!”
“ไป...ไปแล้วค่ะ” เดลล่าเห็นท่าทางเกรี้ยวกราดน่ากลัวของมาริออสก็รีบวิ่งหนีไปอย่างไม่คิดชีวิต
มาริออสกระแทกลมหายใจออกมาอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเดินเข้าไปในตัวตึก
“คุณเพอร์ซูสมาพบใครหรือ”
เมื่อเห็นสาวใช้เดินลงมาจากชั้นบนพร้อมกับถาดใบสวย ชายหนุ่มจึงอดถามขึ้นไม่ได้
“คุณเพอร์ซูสมาขอพบคุณเพนน์ค่ะ คุณมาร์ซ”
นัยน์ตาของมาริออสเต็มไปด้วยความแคลงใจ เพราะถ้าจำไม่ผิด เพอร์ซูสมาที่ดาร์กอน คาสเทลโลถึงสามครั้งแล้วภายในระยะเวลาแค่ไม่ถึงสิบวัน เพื่อมาขอพบเพเรอคลิสพี่ชายของเขา แต่เพเรอคลิสไม่อยู่ไปต่างประเทศทุกครั้ง
“แล้วตอนนี้พี่เพนน์กับคุณเพอร์ซูสอยู่ที่ไหนล่ะ”
“ห้องรับรองปีกขวาค่ะคุณมาร์ซ”
มาริออสพยักหน้ารับ “มีอะไรก็ไปทำเถอะ ฉันไม่มีอะไรจะถามแล้วละ”
“ค่ะคุณมาร์ซ”
สาวใช้เดินจากไปแล้ว มาริออสจึงก้าวขึ้นบันไดมุ่งหน้าตรงไปยังห้องรับรองปีกขวา
มือใหญ่กำลังจะยกขึ้นเคาะบานประตูไม้ตรงหน้า แต่เสียงสนทนาที่ดังเล็ดลอดออกมาเพราะประตูปิดไม่สนิท ทำให้เขาชะงักงัน
“ขอบคุณคุณเพนน์มากนะครับที่ให้ผมกู้ยืมเงินห้าสิบล้าน ผมสัญญาว่าจะรีบใช้คืนให้เร็วที่สุด”
“เราคนกันเอง คุณเองก็ทำธุรกิจกับผมมาตั้งนาน มีปัญหาอะไรผมก็ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยอยู่แล้ว เอาเป็นว่าพรุ่งนี้ผมจะให้ทนายร่างสัญญาขึ้นมา แล้วบ่ายสองคุณเพอร์ซูสไปเซ็นสัญญากับผมที่ดาร์กอนคอมปานี สะดวกมั้ยครับ”
“สะดวกครับ ผมสะดวกทุกเวลาครับ”
“งั้นก็ตามนี้นะครับ”
เพอร์ซูสน้ำตาซึมด้วยความซาบซึ้งใจ “ผมขอบพระคุณคุณเพนน์อีกครั้งนะครับที่ช่วยเหลือผม”
“บอกแล้วไงครับว่าเราคนกันเอง”
“ขอบคุณครับ”
เพเรอคลิสระบายยิ้มบางๆ ก่อนจะเอ่ยถามถึงพิมรัก “แล้วนี่น้องแพทรู้เรื่องสถานการณ์ที่บริษัทของคุณเพอร์ซูสไหมครับ”
เพอร์ซูสส่ายหน้าน้อยๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยริ้วรอยแห่งความวิตกกังวล
“ผมไม่ได้บอกให้แพทรู้หรอกครับ ผมไม่อยากทำให้ลูกไม่สบายใจ”
“แต่ผมคิดว่าน้องแพทเข้มแข็งพอที่จะรับรู้เรื่องนี้นะครับ บางทีคุณเพอร์ซูสก็ควรจะเล่าให้เธอฟัง เธออาจจะช่วยอะไรไม่ได้มาก แต่ผมว่าเธอจะต้องเป็นกำลังใจให้คุณได้ไม่มากก็น้อยนะครับ”
“ขอบคุณครับสำหรับคำแนะนำ ถ้าแพทโทร. มาหาผมอีก ผมจะเล่าให้ลูกฟังครับ”
“ถึงน้องแพทจะยังไม่เคยทำงานจริงจังมาก่อน แต่ผมว่าน้องแพทเป็นเด็กฉลาดนะครับ เธอน่าจะสามารถช่วยคุณเพอร์ซูสได้”
“ครับ” เพอร์ซูสรับคำและก้มหน้ามองมือตัวเอง
เพเรอคลิสถอนใจแผ่วเบา ก่อนจะชวนคุยเรื่องพิมรักแทนการคุยเรื่องสถานการณ์ทางการเงินของเพอร์ซูส
“ผมได้ข่าวว่าน้องแพทไปอยู่เมืองไทยกับญาติใช่ไหมครับ”
“ใช่ครับ เป็นญาติห่างๆ ของแพทนั่นแหละครับ”
“คุณเพอร์ซูสพอจะรู้ไหมครับว่าทำไมจู่ๆ น้องแพทถึงตัดสินใจย้ายกลับไปอยู่เมืองไทยปุบปับแบบนี้”
สีหน้าของเพอร์ซูสเต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน แต่ก็จำต้องพูดสิ่งที่ตัวเองเข้าใจออกมา
“ถ้า...ถ้าผมคิดไม่ผิด แพทน่าจะเสียใจที่...คุณเพนน์แต่งงานน่ะครับ”
คำตอบของเพอร์ซูสทำให้เพเรอคลิสรู้สึกละอายใจ และก็ทำให้คนที่ยืนฟังอยู่หลังบานประตูเจ็บลึกลงไปในอก สองมือที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวกำแน่นเป็นหมัด สันกรามกระด้างขบกันจนขึ้นสันนูน
“ถ้าคุณเพนน์ไม่มีอะไรแล้ว ผมขอตัวกลับก่อนนะครับ จะเข้าไปดูบริษัทสักหน่อย”
“เชิญตามสบายครับ ผมไม่ไปส่งนะครับ”
“ไม่เป็นไรครับคุณเพนน์ แค่นี้ก็ถือว่าเมตตาผมมากแล้ว” เพอร์ซูสลุกขึ้นยืน ก่อนจะโค้งศีรษะให้อีกครั้ง
“ผมไปนะครับ”
“โชคดีครับ”
เพอร์ซูสกล่าวขอบคุณเพเรอคลิสอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวเดินออกไปจากห้องรับรอง สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นมาริออสยืนอยู่ที่ด้านซ้ายของบานประตู
“สวัสดีครับคุณมาร์ซ”
มาริออสยิ้มเย็นชาให้ ก่อนจะเดินผ่านเพอร์ซูสเข้าไปหาพี่ชายในห้องรับรอง
“อ้าว มาร์ซ วันนี้กลับเร็วผิดปกตินะเนี่ย”
คำทักทายของพี่ชายทำให้มาริออสทำหน้ายุ่ง “พี่เพนน์ทักผมแบบนี้อีกคนละ”
“อ้าว ก็มันจริงนี่ ปกตินายไม่เคยกลับบ้านเวลานี้สักหน่อย”
คนเป็นน้องชายตีหน้ายุ่งมากยิ่งขึ้น ขณะกระแทกตัวลงนั่งบนโซฟาตรงกันข้ามกับพี่ชาย
“ผมกลับบ้านเร็วหรือกลับช้ามันก็ขึ้นอยู่กับอารมณ์น่ะครับ”
“แล้วที่กลับเร็วนี่ อารมณ์ดีหรืออารมณ์บูดล่ะ”
มาริออสกระแทกลมหายใจออกมาแรงๆ พลางเอนกายพิงพนักโซฟา
“ถ้าให้พี่เดา ท่าทางจะอารมณ์ไม่ดี ใช่ไหม”
“ก็นิดหน่อยครับ”
“ใครทำล่ะ”
มาริออสอยากจะตะโกนบอกพี่ชายออกไปเหลือเกินว่าเขาทำตัวเอง แต่ก็จำต้องซ่อนเอาไว้
“ไม่มีหรอกครับ”
เพเรอคลิสหัวเราะร่วน ก่อนจะพูดติดตลกออกมา “นี่ถ้าเป็นเมื่อก่อน พี่คงคิดว่าเป็นน้องแพทแน่ๆ ที่ทำให้หน้าหล่อๆ ของคุณชายสี่งอหงิกได้ถึงเพียงนี้”
ได้ยินชื่อของพิมรักมาริออสก็ยิ่งหงุดหงิด “ยายผู้หญิงประสาทนั่นไม่มีอิทธิพลต่ออารมณ์ของผมหรอกครับ”
เพเรอคลิสแทบหัวเราะก๊าก
“แต่เท่าที่พี่จำได้ นายหน้าหงิก และหงุดหงิดทุกครั้งที่ต่อปากต่อคำกับน้องแพทนะ”
“พี่เพนน์เลิกพูดถึงชื่อนี้สักทีเถอะครับ ผมลืมไปหมดแล้ว ขนาดนึกหน้ายังนึกไม่ออกเลยครับ”
เพเรอคลิสอยากจะถามออกไปนักว่าพูดจริงหรือเปล่า แต่พอเห็นหน้าหงิกงอของน้องชายแล้วก็จำต้องทำนิ่งไว้
“ว่าแต่นายเถอะ เข้ามาหาพี่มีธุระอะไรกับพี่หรือ”
“ผมเห็นคุณเพอร์ซูสมาหาพี่เพนน์”
“ใช่ เพิ่งกลับออกไปเมื่อกี้เอง นายก็น่าจะสวนกับเขานะ”
มาริออสพยักหน้าน้อยๆ “ครับ ผมเดินสวนกับเขาพอดี ว่าแต่เขามาทำไมหรือครับ” ชายหนุ่มรู้อยู่แล้วเพราะได้ยินชัดเจน แต่ก็แกล้งถามออกไปจนได้
“เรื่องเงินน่ะ”
“มากู้เงินหรือครับ”
“ใช่”
“แล้วทำไมไม่ไปกู้ธนาคารล่ะครับ น่าจะดีกว่ามากู้พี่เพนน์”
“เจ้าลาซไม่ปล่อยกู้น่ะ แล้วธนาคารอื่นก็ไม่ยอมปล่อย”
“แล้วทำไมเราต้องช่วยด้วยล่ะครับ”
ปากของมาริออสไม่เคยตรงกับใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว หากเรื่องนั้นเกี่ยวข้องกับพิมรัก
“เพราะพี่สงสารน้องแพท”
“ยายผู้หญิงประสาทนั่นมีอะไรน่าสงสารครับ แค่เห็นหน้าก็แทบจะอาเจียนออกมาเป็นของเสียอยู่แล้ว”
“นายก็พูดเกินไป พี่เห็นน้องแพทมาตั้งแต่เด็ก นายเองก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ ยังไงพี่ก็ทนเห็นครอบครัวของน้องแพทลำบากไม่ได้หรอก ยังไงก็ต้องช่วย”
“น่าจะปล่อยให้ล้มละลาย” มาริออสเบ้ปากใส่ ทั้งๆ ที่ภายในใจก็รู้สึกไม่ต่างจากพี่ชาย
“แล้วพี่เพนน์ปล่อยกู้ไปเท่าไหร่ครับ”
“ห้าสิบล้าน”
“เยอะนะครับ”
“ใช่ แต่พี่ก็ตัดสินใจแล้วละ”
มาริออสตวัดขาขึ้นไขว่ห้าง ใบหน้าหล่อจัดมีรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “แล้วถ้าผมจะขอเสนอตัวเป็นเจ้าหนี้ของคุณเพอร์ซูส พี่เพนน์จะว่ายังไงครับ”
เพเรอคลิสแทบสำลักกาแฟที่กำลังดื่น เขาหันมาจ้องหน้าน้องชายอย่างอัศจรรย์
“นายเนี่ยนะ จะยื่นมือเข้ามาช่วยน้องแพท”
“ผมยื่นมือเข้าไปช่วยคุณเพอร์ซูสครับ ไม่ใช่ยายผู้หญิงประสาทนั่น”
เพเรอคลิสหัวเราะขบขัน เพราะคิดว่าน้องชายล้อเล่น “จะช่วยคุณเพอร์ซูส หรือว่าช่วยน้องแพทมันก็เหมือนกันนั่นแหละ ว่าแต่นายไม่ได้จะทำอย่างที่พูดจริงๆ ใช่ไหม”
นัยน์ตาของมาริออสที่สบประสานกับพี่ชายเต็มไปด้วยความจริงจังจนเพเรอคลิสลำบากใจ
“มันจะยุ่งหนักนะ ถ้านายเป็นเจ้าหนี้คุณเพอร์ซูสจริงๆ”
“นี่พี่เพนน์เห็นผมเป็นคนใจร้ายหรือครับ”
“ไม่ใช่อย่างนั้น แต่พี่เกรงว่านายจะเอาความเป็นเจ้าหนี้ไปกลั่นแกล้งน้องแพทน่ะสิ”
“แหม มีเมียแล้วยังเป็นห่วงกันอีกนะครับ เดี๋ยวผมจะฟ้องแซนดี้”
“เฮ้ย นายพูดบ้าอะไรเจ้ามาร์ซ พี่ไม่เคยคิดอะไรกับน้องแพทมาตั้งแต่ต้น ถึงตอนนี้ก็ไม่ได้คิดด้วย” เพเรอคลิสโวยวายเสียงดังลั่น
มาริออสยักไหล่กว้างน้อยๆ และทำหน้ายียวน “ก็ใครจะไปรู้ล่ะครับ นึกว่าเกิดอยากได้ขึ้นมาอีก”
“ไอ้น้องระยำ พูดจาแบบนี้ครอบครัวพี่แตกแยกกันพอดี”
“ก็ถ้าพี่เพนน์ไม่อยากให้ครอบครัวมีปัญหา ก็อย่าเสี่ยงเข้ามาวุ่นวายกับยายเด็กประสาทนั่นเลยครับ เพราะถึงพี่เพนน์ไม่ได้คิดอะไรกับยายนั่น แต่ยายนั่นคิดอะไรกับพี่เพนน์เต็มประตูเลย หรือว่าไม่จริงครับ”
เพเรอคลิสเต็มไปด้วยความลำบากใจ “งั้นนายจะต้องสัญญากับพี่ก่อนว่าจะไม่เอาความได้เปรียบของตัวเองไปกลั่นแกล้งน้องแพท”
มาริออสแทบจะซ่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์เอาไว้ไม่มิด “ผมจะไปกลั่นแกล้งแม่นั่นได้ยังไงกันล่ะครับ ผมอยู่เอเธนส์นะ ส่วนยายนั่นเปิดร้านดอกไม้อยู่ที่เมืองไทย”
“นี่นายรู้ได้ยังไงว่าน้องแพทเปิดร้านดอกไม้ที่เมืองไทย”
เพเรอคลิสจ้องหน้าน้องชายเขม็ง
“ผมก็แค่...เดาเอาน่ะครับ” หนุ่มผู้น้องรีบกลบเกลื่อน และเปลี่ยนเรื่องในทันที
“ว่าไงล่ะครับ พี่เพนน์จะให้ในสิ่งที่ผมขอหรือเปล่า”
แม้จะรู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของพิมรัก แต่เพเรอคลิสก็ไม่อยากทำให้แสนดีหวาดระแวง
“ก็ได้ งั้นเดี๋ยวทนายของพี่ร่างสัญญาเสร็จเมื่อไหร่ พี่จะส่งไปให้นายก็แล้วกันนะ”
มาริออสอมยิ้มก่อนจะผุดลุกขึ้นยืน “ไม่รบกวนหรอกครับพี่เพนน์ ผมโทร. ไปสั่งให้ทนายของผมร่างหนังสือสัญญาให้แล้วละครับ อีกหนึ่งชั่วโมงก็คงจะเสร็จแล้ว”
“เฮ้ย เจ้ามาร์ซ นี่นายเตรียมพร้อมขนาดนี้เชียวหรือ”
มาริออสหัวเราะถูกใจ “ขอบคุณนะครับที่ยอมตามใจผม ผมขอตัวก่อนนะครับ”
“แล้วนั่นนายจะไปไหน เจ้ามาร์ซ”
หนุ่มหล่อที่กำลังจะเดินพ้นประตูออกไปหยุดเดิน ก่อนจะหันกลับมาตอบคำถามพี่ชาย
“ไปบ้านคุณเพอร์ซูสครับ”
“ไปทำไม”
“ก็ไปเซ็นสัญญากู้ยืมเงินยังไงล่ะครับ ผมไปก่อนนะครับพี่ชายสุดที่รัก” มาริออสโค้งศีรษะให้พี่ชายอย่างหยอกล้อ ก่อนจะหายออกไปจากห้องรับรอง
เพเรอคลิสถอนใจออกมาอย่างเป็นกังวล “ไอ้น้องชายคนนี้มันมีแผนอะไรกันแน่นะ ดูมีลับลมคมในพิกล”