“ณิรินคืนนี้ไปเที่ยวผับกันไหม”
“คืนศุกร์สิ้นเดือนแบบนี้ณิรินไปไม่ได้หรอกนะกิ๊ฟ” ณิรินทร์ญาตอบอลิษาเพื่อนสนิทที่เรียนมาด้วยกันตั้งแต่ชั้นปีที่หนึ่งจนถึงตอนนี้พวกเธอเรียนอยู่ชั้นปีที่สามแล้ว
“อ้าวนี่ศุกร์สิ้นเดือนหรอกเหรอกิ๊ฟลืมไปสนิทเลย แล้วคืนนี้ณิรินจะไปทำงานที่ร้านเดิมใช่ไหม”
“ใช้จ้ะร้านเดิมนั่นแหละ ผู้จัดการร้านเขาโทรมาเตือนตั้งแต่เมื่อวาน เขาบอกว่าคืนนี้ลูกค้าน่าจะเยอะมากๆ ณิรินก็เลยไม่อยากพลาดโอกาสทำเงินน่ะ” เพราะคืนวันศุกร์สิ้นเดือนแบบนี้ลูกค้าที่ผับจะเยอะกว่าวันปกติมากและณิรินทร์ญาก็ไม่อยากจะพลาดเพราะมันหมายถึงว่าเธอจะได้เงินค่าเครื่องดื่มมากตามไปด้วย
“น่าเสียดายจังเอาไว้โอกาสหน้าณิรินต้องไปเที่ยวกับพวกเราบ้างนะ”
“แล้วพวกกิ๊ฟจะไปเที่ยวร้านไหนล่ะ ร้านที่ณิรินทำงานหรือเปล่า”
“ไม่หรอกร้านที่ณิรินทำงานค่าเครื่องดื่มแพงจะตายพวกเราว่าจะไปร้านแถวหน้ามหาลัย”
“กิ๊ฟไปกับใครบ้าง”
“ก็มีกิ๊ฟมีหน่อยแล้วก็ไข่มุกนะพวกเราจะไปกันแค่สามคน”
“เที่ยวให้สนุกนะ ณิรินคงต้องรีบกลับก่อนนี่”
“มันเพิ่งจะบ่ายสามเองนะกว่าผับจะเปิดก็ตั้งสองทุ่มไม่ใช่จะรีบกลับทำไมล่ะ”
“เย็นนี้ณิรินมีออเดอร์น้ำพริกส่งให้กับเจ๊สุนีย์ที่ตลาดน่ะจะรีบกลับไปทำ”
“ถ้ามีโล่รางวัลนักศึกษาที่ขยันทำงานที่สุดกิ๊ฟว่าณิรินต้องได้รางวัลนี้อย่างแน่นอนเลยนะ” อลิษากล่าวชมเพื่อนสนิทที่ขยันทำงานทุกอย่าง
“ไม่ขนาดนั้นหรอกยังมีคนอื่นที่ขยันอีกเยอะ”
“แต่กิ๊ฟว่าณิรินขยันที่สุดแล้วนะตอนเช้าทำแซนด์วิชมาส่งที่ร้านในมหาวิทยาลัย ตอนเย็นยังกลับไปทำน้ำพริกแล้วกลางคืนยังต้องออกไปเป็นเด็กนั่งดริ้งค์อีกจะเอาเงินไปเก็บไว้ที่ไหนเยอะๆ”
“อะไรที่เป็นเงินตอนนี้ณิรินก็ต้องรีบตักตวงไว้ก่อนเพราะถ้าหากขึ้นปีสี่คงไม่ค่อยมีเวลาเราต้องไปฝึกงานกันณิรินอยากเก็บเงินไว้เยอะเยอะ”
“แต่ตอนที่แม่ของณิรินเสียชีวิตณิรินก็ได้เงินค่าประกันชีวิตมาหลายล้านไม่ใช่เหรอทำไมยังทำงานหนักแบบนี้อยู่อีกล่ะ”
“ก็ณิรินไม่รู้นี่ว่าอนาคตข้างหน้ามันเป็นยังไงช่วงนี้ก็ต้องเก็บเงินไว้ก่อน ส่วนเงินที่ได้มาจากแม่ณิรินเอาซื้อสลากไว้แล้วเผื่อจะถูกรางวัลกับเข้าบ้าง”
“รู้จักวางแผนการเงินให้ดีจริงๆ ไม่เหมือนพวกเราเลยยังแบมือขอเงินพ่อแม่อยู่”
“ต้นทุนชีวิตของคนเรามันต่างกันนี่กิ๊ฟกับเพื่อนๆ มีพ่อแม่มีครอบครัวคอยซัพพอร์ตแต่ตอนนี้ณิรินเหลือใครก็เลยต้องขยันเข้าไว้น่ะ ไม่รู้ว่าเรียนจบแล้วจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะหางานได้ช่วงนี้อะไรที่มันพอเป็นเงินได้ณิรินก็ต้องเอาไว้ก่อนนั่นแหละ พูดง่ายๆ ก็คือณิรินงกนั่นแหละ” ณิรินทร์ญาพูดกับเพื่อนแล้วหัวเราะ
หญิงสาวเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยชั้นปีที่สามเธอเรียนในแผนกบัญชีก่อนหน้านี้หญิงสาวเธออาศัยอยู่กับมารดาในบ้านหลังเล็กแต่ เมื่อสองปีก่อนมารดาของเธอก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุแม้จะได้เงินประกันชีวิตมาจากกรมธรรม์ประกันชีวิตของมารดามามาก ถึงหน้าร้านแต่ณิรินทร์ญาก็ยังขยันทำงานเหมือนเดิม
มารดาของเธอเป็นพนักงานทำงานในโรงงานตอนเช้าก็จะทำแซนด์วิชไปส่งกับร้านที่อยู่ในโรงงานและร้านในตลาดและหลังจากกลับจากโรงงานแล้วมารดาของเธอก็ทำน้ำพริกส่งขายที่ตลาดซึ่งมีแม่ค้าเจ้าประจำรับไปขาย
หญิงสาวเรียนรู้การทำงานทุกอย่างมาจากจากมารดาเพราะเคยเป็นลูกมือช่วยอยู่ตลอด
แม้ชีวิตจะไม่ได้ลำบากมากแต่เธอก็มองแล้วว่าการทำงานแบบนี้มันไม่ได้เหนื่อยมากเท่าไหร่นอนพักก็หายแต่การตื่นมาแล้วพบว่าตัวเองไม่มีเงินในกระเป๋ามันคงจะน่ากลัวกว่ามาก
“ทำงานเยอะขนาดนี้หาเวลาพักบ้างนะ”
“ขอบใจจ้ะ ณิรินขอตัวก่อนนะ เที่ยวให้สนุกล่ะอย่าลืมนะถ้าเมาก็อย่าขับรถกันเอง”
“พวกเราคุยกันแล้วว่าจะไม่ขับรถไปน่ะ ขากลับค่อยเรียกแท็กซี่เอาเพราะคิดว่าต้องเมาแน่”
“ดีแล้วขับรถตอนเมาอันตราย” หญิงสาวเตือนเพราะสาเหตุที่มารดาของเธอเสียชีวิตก็เพราะถูกคนเมาขับรถชนเธอ ก็เลยระมัดระวังในเรื่องนี้เป็นพิเศษ
ถึงแม้จะทำงานกลางคืนเป็นเด็กนั่งดริ๊งค์แต่ณิรินทร์ญาก็ไม่เคยดื่มจนเมาหรือถ้าเมาเธอก็จะให้คนที่ผับขับรถมาส่ง เธอทำงานเป็นเด็กเชียร์แขกหรือที่เรียกว่าเด็กนั่งดริ๊งค์ในผับแห่งหนึ่งแต่ไม่ได้ไปทำงานทุกวันส่วนใหญ่จะไปทำงานแค่คืนวันศุกร์และคืนวันเสาร์
ซึ่งลูกค้าค่อนข้างมากโดยเฉพาะวันศุกร์สิ้นเดือนแบบนี้หญิงสาวก็เลยต้องรีบกลับบ้านเพื่อทำน้ำพริกส่งในตลาดให้เสร็จก่อนจะเข้าไปที่ผับเพื่อเริ่มงานในเวลาสามทุ่ม
เมื่อกลับมาถึงบ้านเธอก็รีบทำน้ำพริกผัดหมูซึ่งแวะซื้อวัตถุดิบทุกอย่างที่ตลาดเมื่อมาถึงก็จัดการหั่นหอมและกระเทียมจากนั้นก็เอาลงไปเจียวจนหอมไปทั่วบ้าน
เมื่อเสร็จเรียบร้อยก็รอให้เย็นก่อนจะตักใส่กระปุกที่เตรียมไว้จากนั้นติดสติ๊กเกอร์ของร้านบนฝากระปุกเตรียมส่งให้แม่ค้าที่ตลาดในช่วงเช้าของวันเสาร์ทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยในเวลาเกือบจะสองทุ่ม
หญิงสาวยังเหลือเวลาอีกนานในการอาบน้ำแต่งตัวเธอหยิบน้ำพริกที่เหลือในชามมานั่งกินกับไข่ต้มจากนั้นก็รีบอาบน้ำแต่งตัวและขับรถเก๋งคันเก่าไปยังผับแห่งหนึ่งซึ่งเข้ามาทำงานที่นี่ตั้งแต่เรียนอยู่ปีหนึ่งเนื่องจากมารดารู้จักกับเจ้าของผับจึงค่อนข้างไว้ใจว่าเธอจะไม่ออกไปกับแขกคนไหน
“สวัสดีค่ะพี่ช้าง” ณิรินทร์ญายกมือไหว้พี่ช้างผู้จัดการร้านซึ่งกำลังง่วนอยู่กับการจัดเรียงเครื่องดื่มหน้าเคาน์เตอร์
“สวัสดีจ้ะณิรินรีบไปแต่งตัวเลยคืนนี้ท่าทางลูกค้าจะเยอะมากๆ มีเด็กนั่งดริ้งค์มีมาเพิ่มหลายคนเลย ตอนนี้ทุกคนก็กำลังแต่งตัวกันอยู่”
“กินอะไรมาหรือยัง”
“กินมาแล้วค่ะ”
“ถ้างั้นก็ไปเตรียมตัวเถอะ”
“ค่ะพี่ช้าง”
หญิงสาวเดินเข้ามาด้านหลังซึ่งเป็นห้องแต่งตัวเธอยิ้มทักทายให้กับเพื่อนร่วมงานซึ่งบางคนก็รู้จักบางคนก็ไม่รู้จักแต่ณิรินทร์ก็ไม่ได้สนิทสนมกับใครมากเป็นพิเศษ
“นึกว่าณิรินจะไม่มาซะแล้ว” ตันหยงเพื่อนที่อยู่มหาวิทยาลัยเดียวกับณิรินทร์ญาทักทาย
“มาสิตันหยงคืนวันศุกร์สิ้นเดือนนี้ณิรินต้องมาอยู่แล้วไม่อยากพลาดโอกาส ตันหยงกินข้าวมาหรือยัง”
“กินมาเรียบร้อยแล้วคืนนี้ตันหยงว่าคุณลูกค้าต้องเยอะมากแน่กลัวจะไม่มีแรงเดินแล้วณิรินกินมาหรือยัง”
“กินมาแล้วเหมือนกัน”
“เอาน้ำพริกผัดหมูมาให้หรือเปล่า”
“เอามาสิอยู่ในรถเดี๋ยวทำงานเสร็จอย่าลืมเตือนณิรินด้วยนะเดี๋ยวณิรินจะเอาให้”
“คืนนี้พี่ช้างบอกว่าเจ้าของผับเคขาจะพาเพื่อนมานั่งดื่มด้วย ไม่รู้เขาจะเรียนพวกเราไปนั่งด้วยหรือเปล่า” เพราะทุกครั้งที่คุณชินเจ้าของผับพาเพื่อนมาที่ร้านพวกเธอคนใดคนหนึ่งจะได้ขึ้นไปบริการและจะไม่ต้องเหนื่อย
เนื่องจากเพื่อนคุณชินจะเหมาเครื่องดื่มของพวกเธอจนถึงร้านปิด
“เขาจะเรียกเราเหรอ เราไม่ใช่เด็กประจำ”
เพราะที่ร้านจะมีเด็กที่มาทำงานประจำทุกวันไม่เหมือนเธอและตันหยงที่จะมาเฉพาะคืนวันศุกร์และคืนวันเสาร์เท่านั้น
“ก็ไม่แน่นะยังไงก็เตรียมตัวกันไว้ก่อนก็ดีตันหยงมีของอยากได้อีกเยอะ ถ้าได้เงินจากตรงนี้จะได้ไปซื้อ”
ตันหยงเป็นเพื่อนนักศึกษาจาภาคใต้ที่ขึ้นมาเรียนและทำงานไปด้วยบ้านเธอไม่ได้ขัดสนเรื่องเงินทองแต่ที่ออกมาทำงานแบบนี้เพราะอยากจะได้เงินเพิ่มเพื่อไปซื้อสินค้าฟุ่มเฟือยพวกกระเป๋าและของใช้แบรนด์เนม ณิรินทร์ญาไม่ค่อยเห็นด้วยกับการใช้เงินของเธอนักแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรเพราะมันเป็นสิทธิส่วนตัว ส่วนตัวเธอเองนั้นไม่ได้ใช้ของใช้แบบนั้นเพราะคิดว่าเงินทุกบาททุกสตางค์กว่าจะหามาได้มันค่อนข้างยากหญิงสาวค่อนข้างซีเรียสกับการใช้จ่ายเพราะต้องทำงานเลี้ยงดูตัวเองเพราะตั้งแต่มารดาเสียชีวิตแต่ก็ไม่เหลือใครแม้จะมีญาติห่างๆ ที่อยู่ต่างจังหวัดแต่ก็ไม่ได้สนิทมากนัก
ณิรินทร์ญาต้องใช้ชีวิตด้วยความระมัดระวังอย่างเต็มที่เพื่อนๆ ส่วนใหญ่จะบอกว่าเธองกแต่เธอก็ไม่สนใจและก็ยอมรับเพราะมันเป็นแบบนั้นจริงๆ หญิงสาวรู้จักใช้จ่ายแต่เฉพาะในเรื่องจำเป็นเท่านั้น
เมื่อผับเปิดหญิงสาวก็ไปนั่งประจำตำแหน่งหลายคนถูกแขกขาประจำซื้อเครื่องดื่มและเรียกให้ไปนั่งด้วย ณิรินทร์ญาก็ถูกชายคนหนึ่งซื้อเครื่องดื่มสิบดริ๊งค์เมื่อครบเวลาก็เดินกลับมานั่งที่เดิมระหว่างนั่งรอก็เลยขอตัวไปเข้าห้องน้ำ
หลังจากเข้าห้องน้ำเสร็จเดินผ่านเคาน์เตอร์พี่ช้างผู้จัดการร้านก็เข้ามาเรียกไว้ก่อน
“ณิรินทางนี้จ้ะ”
“มีอะไรหรือเปล่าคะพี่ช้าง”
“เพื่อนคุณชินอยู่โซนวีไอพีเหมาเครื่องดื่มสองร้อยแก้วน่าจะนั่งยาวจนร้านปิดณิรินขึ้นไปดูแลหน่อยนะ”
“สองร้อยเลยเหรอคะพี่ช้าง”
“ใช้จ้ะสองร้อย”
“เขาเคยมาเที่ยวที่นี่ไหม ทำไมซื้อทีเดียวเยอะจัง”
“ไม่หรอกคนนี้เป็นนายหัวอยู่ทางใต้นานๆ ถึงจะขึ้นมาที่ผับสักที ถ้ายังไงณิรินก็ดูแลเขาหน่อยนะ เขาเป็นเพื่อนคุณชินด้วย”
“เป็นนายหัวเหรอคะ” หญิงสาวหน้าเสียเพราะเคยรับแขกที่เป็นนายหัวจากทางใต้มาก่อนเธอไม่ได้ดูถูกหรือเหยียดอาชีพของเขาแต่คนที่เป็นนายหัวก่อนหน้าทำรุ่มร่ามกับเธอจนแทบจะเกิดเรื่อง
“คนนี้ไม่เหมือนคนอื่นหรอกน่า คุณเขาค่อนข้างสุภาพถ้าไม่บอกว่าเป็นนายหัวมาจากทางใต้ก็ไม่มีใครรู้หรอก”
“แน่นะคะพี่ช้างณิรินยังเข็ดกับนายหัวคุณก่อนอยู่เลย”
“แน่สิถ้ายังไงรีบขึ้นไปข้างบนเถอะนะ”
“ค่ะพี่ช้าง” หญิงสาวรับคำจากผู้จัดการของร้านจากนั้นก็เดินขึ้นมาชั้นสอง
เธอเห็นคุณชินเจ้าของผับนั่งอยู่กับผู้ชายคนหนึ่งซึ่งดูแล้ว รูปร่างของเขาดูดีมากๆ ผิวสองสีใบหน้าหล่อเข้มไม่เหมือนกับในหัวคนก่อนที่ผิวคล้ำและอ้วนลงพุงอีกทั้งยังมีสายตาเจ้าชู้จนณิรินทร์ญาเข็ดกับคำว่านายหัว
“ขึ้นมาแล้วเหรอณิริน มารู้จักกับเพื่อนของฉันก่อนสิ”
“สวัสดีค่ะ”
“นี่เพื่อนของฉันชื่อนายหัวปาริธ”
“สวัสดีค่ะนาหัวปาริธ”
“นั่งก่อนสิ”
“ขอบคุณค่ะ” หญิงสาวนั่งลงข้างๆ มือเตรียมจะชงเครื่องดื่ม
“ฉันฝากเพื่อนฉันด้วยนะนานๆ เขาจะขึ้นมากรุงเทพ ถ้ายังไงก็นั่งคุยเป็นเพื่อนเขาหน่อย คนนี้น่ะเพื่อนน้อย”
“ได้ค่ะคุณชิน”
หญิงสาวยิ้มให้กับเจ้านายก่อนจะหันมามองหน้านายหัวปาริธ
“นายหัวปิธจะดื่มแบบไหนคะ ณิรินจะชงให้”
“ของฉันใส่น้ำแข็งแค่ก้อนเดียวก็พอน้ำกับโซดาไม่ต้อง”
“คุณจะดื่มเพียวๆ เลยเหรอคะเดี๋ยวก็เมาเร็วหรอก”
“ฉันเมาเร็วก็ไม่ดีเหรอเธอจะได้ขายเหล้าได้เยอะๆ ไง”
“ถ้าอย่างงั้นก็ตามใจคุณค่ะ” หญิงสาวเอาน้ำแข็งใส่แก้วและเทเหล้าใส่ก่อนจะส่งให้กับเขา
“เธอไม่ดื่มเหรอ”
“ไม่ค่ะณิรินแค่นั่งเป็นเพื่อน”
“แต่ปกติต้องดื่มนี่”
“ไม่เสมอไปหรอกค่ะ ที่ร้านเรียกเป็นดริ๊งค์ก็จริงแต่เด็กในร้านไม่ต้องดื่มก็ได้ค่ะ แค่มาช่วยดูแลจนครบเวลา”
“อือ เธอทำงานที่นี่มานานแล้วหรือยัง”
“ก็ตั้งแต่เรียนปีหนึ่งค่ะ”
“แล้วตอนนี้ล่ะ”
“ตอนนี้ณิรินอยู่ปีสามแล้วค่ะ”
“อีกปีเดียวก็จบ แล้วนี่นึกยังไงถึงมาทำงานแบบนี้ล่ะ”
“เพราะงานแบบนี้มันได้เงินดีและได้เงินเร็วค่ะ”
คำตอบของณิรินทร์ญาทำให้นายหัวปาริธมองอย่างด้วยสายตาเหยียด เขาคิดว่าเด็กวัยรุ่นสมัยนี้คิดอะไรตื้นๆ หาเงินกับการทำงานกลางคืนแบบนี้
“ฉันรู้นะว่าการทำงานแบบนี้เงินดีรายได้ดี แต่เธอไม่คิดว่าออกมาทำงานกลางคืนแบบนี้มันไม่อันตรายไปหน่อยเหรอ” นายหัวปาริธดื่มไปด้วยและชวนณิรินทร์ญาคุยไปด้วย
“อันตรายสิคะ ณิรินไม่รู้ว่าในแต่ละครั้งที่มาทำงานจะเจอลูกค้าแบบไหนบ้าง”
“แล้วลูกค้าแบบไหนล่ะที่เธอไม่ชอบและไม่อยากเจอ”
“ก็ลูกค้าที่คุยแล้วทำรุ่มร่ามไม่ทำตามกฎของที่นี่”
“กฎของที่นี่คืออะไร ฉันไม่ค่อยมาเที่ยวก็เลยไม่รู้กฎ”
“กฎของที่นี่ก็คือเด็กจะนั่งดื่มกับแขกได้ บริการแขกในเรื่องของการชงเครื่องดื่มการพูดคุยแต่เด็กจะไม่ออกไปต่อข้างนอกกับแขก”
“เป็นไปได้เหรอที่จะไม่ออกไปต่อกันข้างนอก”
“เป็นไปได้สิคะ เพราะคุณชินสั่งห้ามไว้”
“ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย เขาอาจจะแอบนัดไปต่อกันก็ได้นะ”
“สำหรับคนอื่นณิรินก็ไม่แน่ใจเท่าไหร่ว่าเขาจะดิวกันแล้วนัดกันไปเจอข้างนอกไหม แต่สำหรับณิรินยืนยันชัดเจนค่ะว่าจะไม่ ออกไปต่อกับแขกข้างนอก”
“แล้วถ้าแขกเขาเสนอเงินให้เธอเยอะๆ ล่ะ”
“คำว่าเยอะของนายหัวปาริธคือเท่าไหร่เหรอคะ”
“เธอไม่ต้องเรียกฉันว่าเต็มยศแบบนั้นก็ได้จะเรียกฉันว่าปาริธหรือจะเรียกว่านายหัวก็ได้แล้วแต่เธอเลย”
“ถ้างั้นณิรินขอเรียกว่านายหัวก็แล้วกันนะคะ” หญิงสาวไม่อยากจะเรียกชื่อเขาเพราะจะจำแขกได้เธอเชื่อว่าการรู้จักชื่อใครสักคนแล้วมันจะเกิดความผูกพันและเธอไม่อยากให้มันเป็นแบบนั้นเนื่องจากการรับแขกกลางคืนของเธอรู้จักกันนั่งคุยกับแขกตอนกลางคืนของเธอมันเป็นแค่งานอดิเรกที่เธอทำแค่เดือนละไม่กี่ครั้งเธอไม่อยากจำชื่อของคนเหล่านั้นให้รกสมอง
“เธอบอกฉันว่าทำงานแบบนี้มาตั้งแต่เรียนปีหนึ่งตอนนี้ก็น่าจะเกือบสามปีแล้วเธอไม่เคยออกไปกับแขกคนอื่นเลยเหรอ”
“ไม่ค่ะ”
“เพราะอะไร”
“ณิรินมาทำงานเพราะอยากได้เงินจากค่าเครื่องดื่มไม่ได้มาขายตัว”
“สิ่งที่เธอพูดมันอาจจะเชื่อยากแต่ฉันก็เชื่อเธอก็แล้วกันนะ”
“ขอบคุณนายหัวนะคะที่เชื่อคำพูดของณิริน” ณิรินทร์ญาไม่ค่อยชอบสายตาและคำพูดของนายหัวปาริธคนนี้เลยเขาเหมือนกำลังดูถูกและไม่เชื่อกับสิ่งที่เธอพูด
“อือ”
“แต่ทำไมนายหัวทำหน้าเหมือนไม่เชื่อที่ณิรินพูดเลยนะคะ”
“ฉันก็บอกว่าเชื่อไงแล้วเลย”
“แล้วทำไมนายหัวจะต้องยิ้มด้วย”
“อ้าวมันมีกฎข้อไหนห้ามยิ้มด้วยเหรอ”
“ไม่มีกฎหรือข้อห้ามอะไรหรอกค่ะ แต่ณิรินรู้สึกว่านายหัวกำลังยิ้มและดูถูกอาชีพที่ณิรินกำลังทำอยู่”
“ฉันไม่ได้ดูถูกนะ แต่เท่าที่ฉันเจอมาส่วนใหญ่ก็ออกไปต่อข้างนอกทั้งนั้น แต่ถ้าเธอไม่ได้รับแขกหรือออกไปต่อกับแขกข้างนอกก็ไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนอะไรเลย”
“แต่ณิรินไม่ชอบรอยยิ้มของนายหัวเลยมันดูเจ้าเล่ห์มากๆ”
“เธอมีสิทธิ์ที่จะไม่ชอบส่วนฉันก็มีสิทธิ์ที่จะคิดเพราะน้อยครั้งมากที่จะเจอผู้หญิงแบบเธอ”
“ผู้หญิงแบบณิรินเป็นยังไงคะ”
“ก็ผู้หญิงที่ปฏิเสธว่าตัวเองไม่เคยออกไปต่อกับแขกข้างนอก”
“ก็มันเรื่องจริงนี่คะ”
“แล้วถ้าแขกคนนั้นเขาเสนอเงินให้เธอเยอะๆ ล่ะเธอจะออกไปกับเขาไหม”
“มันไม่ได้อยู่แค่เรื่องเงินเรื่องเดียวหรอกค่ะ”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรล่ะ”
“มันก็อยู่ที่ว่าใครเป็นคนชวนออกไปด้วย ถ้าคนที่ชวนออกไปเป็นคนที่ณิรินถูกใจก็อาจจะตอบตกลงออกไปนอนกับเขา เผลอๆ จะไม่คิดเงินด้วยซ้ำ”
“ฉันล่ะสับสนกับเธอจริงๆ ปากบอกว่าไม่เคยออกไปนอนกับแขกแต่กลับมาพูดจาแบบนี้ไม่รู้จะเชื่อเรื่องไหนเลย”
“นายหัวอยากจะเชื่อหรือไม่เชื่อในสิ่งที่ณิรินพูดก็ตามใจนายหัวเถอะค่ะ”
“ฉันชักไม่แน่ใจแล้วนะว่าเธอมานั่งคุยเป็นเพื่อน มาเอ็นเตอร์เทนฉันหรือมานั่งเถียงกับฉันกันแน่” ปาริธไม่เคยเจอเด็กที่ต่อปากต่อคำแบบนี้มาก่อน มันทำให้เขารู้สึกสนุกเพราะที่ผ่านมาก็เจอแต่เด็กสาวที่เข้ามาเอาอกเอาใจและเออออตามที่เขาพูดทุกเรื่อง
“นายหัวอยากจะเปลี่ยนให้เด็กคนอื่นที่เอาใจเก่งๆ ขึ้นมาบริการก็ได้นะคะ เดี๋ยวณิรินจะบอกผู้จัดการร้านให้เปลี่ยนคนให้ดีไหมคะ”
“ไม่ล่ะฉันว่าคุยกับเธอก็สนุกดี นานแล้วที่ฉันไม่ได้คุยหรือเถียงกับใครแบบนี้มาก่อน”
“แน่ใจนะคะ ณิรินให้โอกาสนายหัวเปลี่ยนใจอีกครั้งหนึ่ง”
“แน่ใจสิ แต่ฉันจะไม่คุยกับเธอเรื่องอาชีพและงานของเธอแล้วก็กันนะ”
“ดีเหมือนกันค่ะณิรินก็ไม่อยากพูดถึงเหมือนกัน ถ้างั้นณิรินขอถามนายหัวบ้างได้ไหม”
“อยากถามอะไรฉันล่ะ”
“นายหัวเป็นนายหัวแน่เหรอคะ”
“อ้าวทำไมทำแบบนี้ล่ะ เมื่อกี้เจ้าของผับก็บอกแล้วนี่ว่าฉันเป็นนายหัวมาจากทางใต้”
“ก็คุณดูไม่เหมือนในหัวเลย”
“แล้วนายหัวต้องเป็นยังไง”
“นายหัวคนล่าสุดที่ณิรินเคยคุยด้วยเขาค่อนข้างจะผิวคล้ำกว่านี้มากๆ แล้วหุ่นก็ไม่ได้ดีแบบนี้”
“นี่เธอเคยคุยกับแขกที่เป็นนายหัวคนอื่นด้วยเหรอ”
“ใช่ค่ะเขาบอกว่าเป็นนายหัวทำสวนยางพาราอยู่ทางใต้ เข้ามาใช้บริการที่นี่และเรียกให้ณิรินขึ้นมาคุยด้วยแต่ ณิรินก็คุยด้วยได้ไม่นานหรอกค่ะ”
“ทำไมล่ะเขาซื้อดริ๊งค์ไม่เยอะพอเหรอ”
“เปล่าหรอกค่ะ เขาทำรุ่มร่ามจนผู้จัดการร้านต้องเข้ามาไล่เขาออกไปจากที่นี่”
“มีแบบนี้ด้วยเหรอที่ทางร้านไล่แขก”
“ก็ไม่ค่อยมีบ่อยหรอกค่ะ นอกจากแขกคนนั้นจะพูดจาไม่รู้เรื่องจริงๆ พอวันนี้พี่ช้างผู้จัดการร้านบอกให้ณิรินขึ้นมาคุยเป็นเพื่อนนายหัวณิรินก็เลยวาดภาพไว้ว่าคุณน่าจะเป็นเหมือนเขาแต่โชคดีที่คุณไม่ได้เป็นแบบนั้น ณิรินก็เลยไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ว่าคุณเป็นนายหัวจริงหรือเปล่า”
“ฉันเป็นนายหัวจริงๆ ฉันทำสวนยางพาราแล้วก็สวนปาล์มน่ะนานๆ ถึงจะขึ้นมาติดต่องานที่กรุงเทพก็เลยแวะมาอุดหนุนเพื่อนสักหน่อย ไม่คิดว่าจะมาเจอคนคุยด้วยสนุกแบบเธอ”
“สนุกเหรอคะ”
“อือ น้อยครั้งนักที่จะมีคนคุยกับฉันต่อปากต่อคำแบบนี้ถ้าอยู่ที่สวนยางฉันก็มีแต่คนงานผู้ชายไม่เคยได้เจออะไรสวยๆ งามๆ แบบนี้หรอก”
“ขอโทษนะคะอายุเท่าไหร่ ถ้าเป็นเพื่อนกับคุณชินตอนนี้ก็น่าจะสามสิบกว่าและน่าจะมีครอบครัวแล้ว”
“ฉันอายุเท่ากับคุณชินของเธอนั่นแหละ แต่ยังไม่ได้มีครอบครัวเหมือนเขา”
“ทำไมล่ะคะ”
“ฉันชอบชีวิตโสดไง”
“อ๋อ” ณิรินทร์ญาพยักหน้าเข้าใจเพราะมีผู้ชายหลายคนที่ชอบใช้ชีวิตโสดอิสระและไม่อยากมีครอบครัว