ตอน 1

เสียงดนตรีที่ดังออกมาจากตัวตึกด้านข้าง ส่งผลให้เจ้าของร่างแน่งน้อยชะงักเท้าก้าวเดิน ดวงตาสวยเบิกกว้างด้วยความฉงน ด้วยนี่คือสิ่งใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ทว่าเสียงนั้นกลับบาดลึกสู่กลางอกจนไม่อาจทำเฉยแล้วเดินผ่านไปได้

ใบหน้างามสมวัยดรุณีผินตามทิศทางของเสียง ก่อนจะค่อยๆ ปิดเปลือกตาลงหลับพริ้ม ดั่งจะซึมซับทุกท่วงจังหวะกังวาน ทุ้ม ต่ำ ลุ่มลึก มีอำนาจ แลบางครั้งกลับแหลมขึ้น คล้ายผู้เล่นจงใจให้เป็นเช่นนั้น

ทุกสรรพเสียงที่ก่อเกิดเป็นท่วงทำนองช่างแปลกไม่คุ้นหู แต่กลับน่าหลงใหล

“ไม่ใช่เสียงซอ หรือว่าจะใช่ แต่ก็ไม่นะ... เสียงซอไม่ใช่แบบนี้...”

ริมฝีปากอวบอิ่มสีชมพูระเรื่อขยับพึมพำกับตนเอง ก่อนจะเม้มเข้าหากันเพียงนิดอย่างครุ่นคิด ดวงตาสวยงามชวนฝันเปิดขึ้นและมองตรงไป

เจ้าของร่างอรชรบอกตนเองว่าจะต้องเห็นเครื่องดนตรีชนิดนี้ให้ได้ หล่อนมั่นใจว่าต้องเป็น ‘เครื่องสาย’ อย่างแน่นอน แต่เครื่องสายชนิดใดกันเล่าที่จะมีเสียงทุ้มลุ่มลึกได้เท่านี้

ร่างแน่งน้อยตัดสินใจก้าวเข้าใกล้จนหยุดอยู่ด้านข้างตัวตึกเพราะเสียงดังฟังชัดนี้ดังออกมาจากห้องด้านในแน่นอน ท่วงทำนองยังคงขับขานเปล่งออกเป็นเสียงบาดลึกให้ใจได้เต้นตึกตัก จนหล่อนไม่อาจเก็บกั้นความสงสัยใคร่รู้ไว้ได้อีก

ใบหน้าน้อยค่อยๆ เยี่ยมมองผ่านประตูที่เปิดค้างเอาไว้ และนั่นกลับทำให้สาวรุ่นต้องเบิกดวงตากว้างขึ้นอีก เพราะหล่อนเห็นแล้วว่าต้นกำเนิดแห่งเสียงนั้นเป็นเครื่องสายขนาดใหญ่คล้ายซอแต่ไม่ใช่ โดยมีผู้เล่นนั่งอยู่บนเก้าอี้ ตั้งเครื่องสายไว้ระหว่างต้นขาทั้งสองที่กางออก

มือซ้ายกุมบริเวณคอพร้อมขยับปลายนิ้วกดไปตามเส้นสายก่อกำเนิดเป็นเสียงที่แตกต่าง มือขวาจับคันชักเคลื่อนไหวเสียดสี ไม่ต่างจากยามหล่อนเล่น ‘ซอสามสาย’

หล่อนพินิจเจ้าเครื่องสายขนาดใหญ่ที่คล้ายซอแต่ไม่ใช่ รับรู้ได้ว่าผู้เล่นโอบประคองและบรรเลงบทเพลงอย่างทะนุถนอม เพราะแค่ลักษณะการจับยังคล้ายถูกโอบกอด บ่งบอกว่าผู้เล่นนี้ถนอมเครื่องดนตรีราวกับสิ่งล้ำค่า ด้วยทุกปลายนิ้วของเขาที่ขยับไปมาสลับกับมือที่เคลื่อนคันชักไปบนเส้นสาย สร้างความเพลิดเพลินเสมือนหล่อนถูกดูดเข้าไปมีส่วนร่วมกับอารมณ์แห่งท่วงทำนอง ที่ผู้เล่นยังคงดื่มด่ำกับความสุขดังจะฉายชัดบนใบหน้า

และนั่นกลับทำให้ดวงตาสวยหวานเต้นระริกไม่แพ้หัวใจ เมื่อได้เห็นผู้บรรเลงบทเพลงได้ชัด บุรุษผิวขาวราวหยวก ใบหน้างามราวเทพสลักเสลา เขาหลับตาพริ้มดื่มด่ำกับท่วงทำนอง

ภาพที่เห็นก่อเกิดความร้อนวูบไปทั่วใบหน้า จนหล่อนต้องหลบเร้นกายเข้าหลังบานประตู ทว่าหัวใจสาวรุ่นที่เต้นระรัวกลับคล้ายเป็นแรงขับให้หล่อนค่อยๆ แย้มหน้าแอบมองเขาอีกครั้ง

เขาใส่เสื้อราชปะแตน นุ่งผ้าม่วง ใส่ถุงเท้าขาวยาวเลยเข้าไปในโจง และสวมรองเท้าหนังสีดำขัดมันเรี่ยมเฉกเช่นบิดาของหล่อน คงเป็นข้าราชสำนัก ณ ที่แห่งนี้ไม่ผิดแน่ เพราะนี่คือ ‘กรมมหรสพ’ และเครื่องสายที่คล้ายอยู่ในอ้อมกอดของเขาก็คงเป็น ‘ซอฝรั่ง’ อย่างที่คุณย่าเคยบอกเล่าว่าพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงโปรดเกล้าให้เจ้าพนักงานดนตรีได้ฝึกหัดกัน ซึ่งก็ทำให้หล่อนใคร่รู้และอยากจะเห็นในสักวัน

ทว่าในเวลานี้สิ่งที่น่าจดจำยิ่งกว่าซอฝรั่งก็คือ... บุรุษร่างสูงใหญ่ผู้หลับตาพริ้มด่ำดื่มกับท่วงทำนอง โดยมิรู้เลยว่ามีใครแอบซุ่มมองอยู่ และเขาได้สร้างความหวั่นไหวในใจสาวรุ่นเข้าแล้ว

เรือนผมดำตัดสั้นสะอาดตาและผิวที่ขาวจัด เผยให้เห็นใบหน้าหล่องามเด่นไปด้วยเครื่องหน้าที่ชัดลงตัว ไม่ว่าจะเป็นเรียวคิ้วเข้ม เปลือกตาหลับพริ้มแลเห็นแพขนตางอนหนา จมูกโด่ง ปากเป็นกระจับเม้มสนิท

ทว่าหล่อนใคร่อยากเห็นดวงตาที่หลับพริ้มนั้นเปิดขึ้นมอง อยากเห็นว่าสิ่งที่ถูกปิดบังอยู่นี้จะงามได้มากเท่าไรกัน

“แม่บุษ แอบดูอะไรอยู่รึ”

“อุ้ย! น้องมิได้แอบดูอันใดค่ะ”

‘บุษบา’ ส่ายหน้าพร้อมเอ่ยปฏิเสธ ทว่าผู้เป็นพี่สาวกลับก้าวเข้าใกล้พร้อมทำท่าจะชะเง้อดูว่าภายในห้องนั้นมีใครอยู่ ด้วยเสียงดนตรีที่ขับขานแม้จะแปลกหูแต่ก็ไพเราะน่าฟัง และหล่อนก็เห็นว่าน้องสาวเฝ้าแอบดูอยู่นานแล้ว

“ไหน ไม่ได้ดูอะไรกัน เห็นอยู่ว่าแอบดู ไหนพี่ดูสิว่าแม่บุษดูอะไรอยู่ เจ้าพนักงานดนตรีกำลังซ้อมอยู่รึ เอ... แต่เครื่องดนตรีชนิดใดกันเล่า เสียงนี้พี่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ไหนหลบสิ พี่จะขอดูหน่อย”

บุษบารีบเข้ามากันเมื่อผู้เป็นพี่สาวชะเง้อชะแง้จะเข้ามาดูให้ได้

“น้องไม่ดูแล้วค่ะคุณพี่ น้องว่าเรารีบไปหาคุณย่าน้อยกันดีกว่าค่ะ ป่านนี้คุณย่าท่านคงเตรียมหวายไว้หวดน่องน้องเสียแล้วกระมัง นี่ก็สายแล้วด้วย”

“เอ๊ะ! แม่บุษนี่… น้องมีพิรุธเยี่ยงนี้ พี่ยิ่งต้องดูให้ได้ หลีกทางพี่...”

เสียงเข้มของพี่สาวคนโตทำให้บุษบาหน้าแหยก้มหน้าพลางถอยห่างจากมุมประตู ทว่าเสียงเครื่องสายที่เงียบลงกลับฉุกใจให้บุษบาชะเง้อหน้าเข้าไปดูอีกครั้ง ใคร่รู้ว่าเหตุใดคนด้านในจึงหยุดบรรเลง และภาพที่เห็นก็ทำให้ดรุณีน้อยนิ่งอึ้ง ด้วยดวงตาคมเข้มคู่นั้นที่มองมาพร้อมรอยยิ้มน้อยๆ ส่อแววใจดีส่งมาให้ ช่างทำให้ใบหน้างามปานเทพบุตรราวจะยิ่งงดงามมากขึ้น จนริมฝีปากน้อยเผลอแย้มยิ้มตอบรับไม่รู้ตัว

ตอน 2

“แม่บุษ... แม่บุษ!”

“อุ้ย! คะคุณพี่ โธ่... อยู่ใกล้กันแค่นี้ ไยต้องเสียงดังเล่าคะ”

“ไม่เสียงดังได้อย่างไร ก็พี่เรียกน้องตั้งนานสองนาน น้องก็ไม่ขานรับ ใจลอยไปอยู่ที่ใดเล่า หรือว่าลอยไปหาพ่ออิเหนาคนนั้นอีก”

“คุณพี่! น้องไม่พูดด้วยแล้ว”

‘พิกุล’ ทอดสายตาอ่อนโยนมองน้องสาวคนเล็กที่ทำหน้าเง้า ทว่ากลับก้มหน้าซ่อนรอยยิ้ม แก้มนวลนั้นระเรื่อขึ้น ด้วยเรื่อง ‘นางบุษบาหลงพักตร์อิเหนา’ กลายเป็นเรื่องหยอกเย้าของพี่น้อง แม้จะผ่านมากว่า 3 ปี จนดรุณีน้อยวัย 14 ปี ในวันวานกลับกลายเป็นดอกไม้งามแห่งเรือนพระนาฏกรรมวิจิตร บุษบาก็ยังสะเทิ้นอายทุกครั้งหากหล่อนหรือ ‘ประยงค์’ น้องสาวคนรองหยอกเย้าเรื่องนี้ และจากอายมากก็จะกลายเป็นงอนมาก

พิกุลส่ายหน้าอมยิ้มก่อนจะหันมองประยงค์ที่กำลังคัดเลือกผ้าอบร่ำหอมกรุ่นออกจากหีบ ส่งยิ้มให้กันเพราะต่างรู้ดีว่าวันนี้บุษบาน่าจะประหม่ามากเป็นพิเศษด้วยค่ำนี้ที่กรมมหรสพมีงาน บุษบาอาจได้พบพักตร์อิเหนารูปงามอีกคราก็ได้ เพราะพิกุลสืบดูจนรู้ว่าเขาเป็นหนึ่งในเจ้าพนักงานดนตรีที่จะได้ร่วมบรรเลงเพลงในค่ำคืนนี้ด้วย

“แม่บุษอย่ามัวแต่อาย มาหาพี่เถอะ มาเลือกผ้าเลือกโจงที่จะใช้นุ่งเย็นนี้กัน นี่พี่อบร่ำไว้หอมกรุ่นเชียว ไม่ให้เสียชื่อลูกสาวคุณพ่อแน่”

ประยงค์พูดพลางลูบฝ่ามือลงบนผ้าโจงสีม่วงดอกตะแบกซึ่งผ่านการซัก ขัด และอบร่ำเรียบร้อยแล้ว

“จะเสียชื่อแน่ล่ะสิแม่ประยงค์”

“เสียชื่ออย่างไรหรือคะคุณพี่ ผ้าที่น้องเตรียมไว้ไม่งาม หรือว่ามีเรือนอื่นอบร่ำได้หอมกว่าน้องกันคะ”

“มิใช่ดอก”

“อ้าว... แล้วอันใดเล่าคะ คุณพี่ถึงว่าจะเสียชื่อคุณพ่อ”

ประยงค์ถามพี่สาว ตาก็มองผ้าอบร่ำในหีบกับที่วางไว้บนหน้าตัก สีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะทำหน้าเง้าเล็กน้อยเมื่อเห็นรอยยิ้มของพี่สาวและน้องสาว เห็นทีว่าคนอยู่แต่เรือนอย่างหล่อนคงไม่ทันเหตุอีกเช่นเคย

“ครานี้จะเปลี่ยนอันใดอีกล่ะคะ จะเป็นเสื้อระบายลูกไม้คอลึก แขนเย็บชั้นยาวเสมอศอก ไม่พองมาก ไม่รัดปลายแขน สะพายแพรติดเข็มกลัดหัวไหล่ น้องหวังว่าคงไม่เปลี่ยนให้แขนสั้นขึ้นอีกกระมัง”

ประยงค์เอ่ยน้ำเสียงอ่อนอกอ่อนใจ ด้วยไม่ใคร่ออกไปนอกเรือน จะออกไปสักครั้งก็แค่ไปหาซื้อผ้ากับอุปกรณ์ตัดเย็บที่ย่านพาหุรัดเท่านั้น นอกนั้นอย่าได้หมายว่าหล่อนจะไปไหน หล่อนมีความสุขกับการอยู่เรือน คอยดูแลอาหารการกินและเสื้อผ้าให้กับบิดา พี่สาว น้องสาว

ส่วนเรื่องงานละครในกรมหมรสพซึ่งบรรพบุรุษของหล่อนเป็นผู้ฝึกสอนและจัดแสดงกันสืบต่อเป็นรุ่นๆ นั้น หล่อนไม่ขอยุ่งเกี่ยวเพราะไม่ชำนาญการเลยสักอย่าง

‘พระนาฏกรรมวิจิตร’ คุณพ่อของหล่อนทำหน้าที่ฝึกสอนนักแสดงในกรมมหรสพร่วมกับ ‘คุณย่าน้อย’ ซึ่งเป็นผู้ชำนาญด้านงานละครเพราะเคยรับใช้ใกล้ชิดเจ้าจอมในพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลก่อน แต่เมื่อผลัดแผ่นดิน คุณย่าน้อยก็ขออยู่รับราชการเพื่อฝึกสอนนักแสดงละครต่อไป และพิกุลก็เป็นหนึ่งในนักแสดงละครของกรมมหรสพที่คุณพ่อและคุณย่าฝึกสอนมาด้วยตนเอง ดังนั้นพิกุลคงได้สืบทอดงานละครต่อจากคุณพ่อและคุณย่า

ส่วนบุษบานั้นเป็นน้องคนเล็กที่ขาดแม่และด้วยอายุที่ห่างกันร่วมรอบนักษัตร หล่อนและพิกุลจึงเอ็นดูบุษบาประหนึ่งว่าเป็นลูกของตนเอง

เมื่อครั้งบุษบายังไม่โกนจุก หล่อนไม่เห็นว่าบุษบาควรจะลำบากทำสิ่งใดเพราะที่เรือนก็มีทุกอย่างให้ไม่ได้ขาด จึงสอนแค่งานบ้านงานเรือน งานเย็บปักถักร้อยและงานตัดเย็บเสื้อผ้าให้เท่านั้น ส่วนพิกุลก็ทำหน้าที่สอนงานละครให้ แต่กลับไม่มีสิ่งใดที่บุษบาชื่นชอบ ใคร่อยากเรียนรู้ และมุ่งมั่น

ทว่าคุณพ่อกลับเห็นว่าควรส่งบุษบาไปเรียนหนังสือให้แตกฉานทั้งภาษาไทยและภาษาต่างประเทศ ในยามนั้นหล่อนไม่เห็นด้วยเลยที่จะให้น้องออกไปนอกเรือน ไปคบค้ากับคนต่างชาติต่างภาษา ทว่าคุณพ่อกลับบอกว่าทั้งหมดนี้คุณย่าน้อยแนะนำ

จากนั้นคุณพ่อก็บอกเล่าเรื่องสนทนากับคุณย่าน้อย

‘แม่บุษนี่ต้องให้ไปเรียนหนังสือกับแหม่ม หัดให้เป็นให้เชี่ยวชาญทุกภาษาเท่าที่จะหัดได้ ทั้งภาษาฝรั่ง ภาษาญี่ปุ่น และต้องหัดเข้าผู้ใหญ่ด้วย จะได้เป็นหญิงมั่นใจตามนิยม’

‘ทำเยี่ยงนั้นจะดีหรือขอรับคุณอา แม่บุษเป็นหญิง กระผมใคร่เห็นแม่บุษสืบสานงานละครอีกสักคน เพราะแม่พิกุลคนเดียวกระผมกลัวว่าจะไม่พอ แม่ประยงค์ก็ไม่เอาอยู่แล้ว กระผมอยากให้ลูกๆ ชำนาญ งานละครของบรรพบุรุษจะได้ไม่หายไป’

‘ทุกอย่างก็ว่ากันตามวาระนะพ่อพุด ผลัดแผ่นดินแต่ละครั้ง สยามก็เปลี่ยนไปทุกครั้ง และหญิงสยามก็ต้องปรับให้ทันด้วย พ่อพุดเองน่าจะรู้ดีกว่าอาว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงทอดพระเนตรสยามเป็นเช่นไร สยามเราต้องก้าวหน้า ต้องทัดเทียมนานาประเทศ ไม่ให้ชาติใดมาเอาเปรียบเราได้ และไม่ใช่เพียงชายที่จะสังคม มีความรู้ และรักชาติเท่านั้น ทว่าหญิงก็เช่นกัน

พ่อพุดมีแม่พิกุลสืบทอดงานละครอยู่แล้ว แม่ประยงค์ก็ดูแลบ้านเรือนไม่ขาดตก ส่วนระเด่นบุษบานั้น พ่อพุดจงปั้นให้งามพร้อม จงสอนให้แม่บุษเชี่ยวชาญทุกอย่าง ให้เข้าใจทุกเรื่อง ทั้งงานบ้านงานเรือน การเข้าสังคม กิริยามารยาทและเครื่องแต่งกาย ให้รอบรู้ ฉลาด มีไหวพริบ และต้องเข้าสังคมตะวันตกได้ สตรีงามพร้อม บุรุษย่อมหมายปอง’

ตอน 3

‘คุณอาหมายความว่า... จะให้แม่บุษถวายตัวหรือขอรับ’

‘อพิโธ่พิถัง! ใครเขาจะทำเยี่ยงนั้นกันเล่าพ่อพุด ดู๊ดู! พ่อพุดก็ช่างคิด พระเจ้าอยู่หัวทรงนิยมผัวเดียวเมียเดียว พ่อพุดก็รู้นี่นา แล้วอาจะไปทำเยี่ยงนั้นได้อย่างไรเล่า หรือจะให้หลานสาวไปเป็นเมียกลางนอกตำหนักไหนเรือนไหน อาก็ไม่นิยมเหมือนกัน ที่อาให้ทำเยี่ยงนั้นก็เพราะว่าแม่บุษมีหน้าที่สำคัญน่ะสิ’

‘ขอประทานโทษขอรับคุณอา กระผมสงสัยก็เลยถามน่ะขอรับ ได้ยินคุณอาว่าเยี่ยงนี้กระผมก็เบาใจ ว่าแต่หน้าที่สำคัญของแม่บุษคืออันใดขอรับ’

‘ก็หน้าที่สืบตระกูลของเรายังไงเล่า พ่อพุดมีลูกสาวสามใบเถาก็จริงอยู่ แต่พ่อพุดดูสิ แม่พิกุลกับแม่ประยงค์ก็อยู่นานจนจะเป็นสาวเทื้ออยู่รอมร่อ พ่อพุดคงไม่ใจดำให้แม่บุษเป็นสาวเทื้อเหมือนพี่ๆ ใช่รึไม่

พ่อพุดดูโฉมนางบุษบาสิเล่า นี่ขนาดยังไม่โกนจุก ระเด่นบุษบายังงามเยี่ยงนี้ รอสักประเดี๋ยวเถิด โกนจุกเมื่อใด เห็นทีหัวกระไดบ้านพ่อพุดคงจะไม่แห้งแน่ นี่ถ้าเลี้ยงดี ปั้นแต่งให้เหมาะให้สม เมื่อถึงกาลนางบุษบาเสี่ยงเทียน นางย่อมได้คู่ครองที่เหมาะสม ดีไม่ดีแม่บุษบาอาจได้เป็นเมียพระราชทานของผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ก็เป็นได้’

นั่นคือเหตุและผลที่คุณพ่อเห็นควรตามที่คุณย่าน้อยต้องการ เพราะคุณย่าน้อยท่านมีหูตากว้างไกล เห็นความเปลี่ยนแปลงในหลายยุคสมัย ท่านย่อมมองโลกขาด ในยามนั้นแม้หล่อนจะไม่เห็นด้วยแต่ก็ไม่ทั้งหมด เพราะหากหนทางนั้นจักทำให้บุษบางามพร้อม หล่อนก็แสนจะยินดี

ทว่าที่หล่อนและพิกุลหนักใจก็คือ บุษบาที่พบพักตร์อิเหนาแล้วนั้นจะพึงใจบุรุษใดได้อีกเล่า เมื่อตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา เจ้าบุษบายังมิเคยลืมเลือนชายรูปงามราวอิเหนาผู้นั้น

และในค่ำคืนนี้ หล่อนก็คาดหวังว่าจะแต่งกายให้บุษบางามพร้อมจนอิเหนาต้องตามหา ทว่าเหตุใดเสื้อผ้าของหล่อนจึงทำให้คุณพ่อต้องเสียหน้ากันเล่า

“คุณพี่คะบอกน้องเถิด น้องควรตัดชุดเยี่ยงไร จะปรับตรงไหนเปลี่ยนตรงไหนบ้าง น้องจะได้เร่งมือ น้องไม่ใคร่ให้คุณพ่อต้องเสียหน้านะคะ และแม่บุษก็ต้องงามพร้อมอย่างที่เราหมายใจไว้ด้วย”

น้ำเสียงของประยงค์อ่อนอกอ่อนใจก็จริงแต่ก็เต็มไปด้วยความแน่วแน่ พิกุลยิ้มเข้าใจในความคิดของน้องสาว ด้วยเสื้อผ้าแพรพรรณนี้ประยงค์จัดเตรียมไว้สำหรับหล่อนและบุษบาเป็นอย่างดี หากไม่ได้ใช้ก็คงจะเสียดายแย่ ทว่าเมื่อมีสิ่งเปลี่ยนแปลงก็จำต้องเปลี่ยน

“คุณพ่อไม่เสียหน้าแน่แม่ประยงค์ แม่บุษไปหยิบมาทีสิ”

“ค่ะ คุณพี่”

บุษบารับคำ ยิ้มให้พี่สาวทั้งสอง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอนของพิกุล เพียงอึดใจก็ออกมาพร้อมกับถุงกระดาษหลายถุง

“เปิดดูสิแม่ประยงค์” พิกุลบอกน้องสาวคนกลางเมื่อบุษบาวางถุงกระดาษลงตรงหน้า

“ซิ่นและก็เสื้อ...”

“ใช่ ซิ่นกับเสื้อ สามคนสามชุด พี่กับแม่บุษไปซื้อมาจากห้างฝรั่ง”

“โธ่! แล้วคุณพี่ไปซื้อทำไมเล่าคะ แค่บอกน้องว่าต้องการแบบไหน น้องก็ตัดเย็บได้ทุกอย่าง คุณพี่จะได้ไม่ต้องเสียเงินซื้อ ผ้าผืนงามเราก็มีมากมาย”

“ก็พี่ซื้อไว้ให้แม่ประยงค์ดูแบบนั่นแหละ จะให้พี่ขีดเขียนให้ พี่ก็ทำไม่เป็นดอกนะ หรือจะให้แม่ประยงค์ออกไปดูชาวบ้านร้านตลาดเขาสวมใส่กัน ละแวกเรือนเราก็คงไม่มีให้ดู เพราะเสื้อผ้าแบบนี้ที่พี่เห็นก็จะมีแต่คุณหญิงท่านหญิงเท่านั้นที่จะแต่งกัน และค่ำนี้พี่ก็หวังว่าแม่ประยงค์จะได้แบบมากมาย เพราะสุภาพสตรีที่จะไปชมดนตรีในค่ำคืนนี้ ย่อมแต่งกายมาประชันกันเต็มที่”

“แล้วแต่งแบบนี้จะไม่ดูเป็นแหม่มไปหรือคะ”

ประยงค์พินิจดูเสื้อคอกว้าง แขนสั้นประมาณต้นแขน เข้ารูปช่วงเอวและปล่อยชายทิ้งลงคลุมตามแนวสะโพก ตัดเย็บจากลูกไม้ฝรั่งปักลูกปัดเป็นลวดลาย และในถุงกระดาษก็ไม่มีผืนแพรเข้าชุด

“แพรสะพายไม่มีนี่คะ หรือคุณพี่จะให้น้องจัดให้”

“แม่บุษว่าอย่างไร ตอบพี่เชื้อเราหน่อยสิ เพราะเรื่องนี้แม่บุษเขาเป็นคนเจรจา”

พิกุลโบ้ยไปที่บุษบาเพราะหล่อนก็ท้วงแล้วว่าไม่มีแพรสะพาย แต่บุษบาที่สื่อสารกับแหม่มเจ้าของร้าน กลับบอกว่าไม่ต้องใช้

“ไม่ต้องใช้แพรสะพายแล้วค่ะคุณพี่”

“เยี่ยงไรรึแม่บุษ”

“แหม่มมาเรียเจ้าของร้านเสื้อ เธอบอกน้องว่า ตัวเสื้อปักมุกปักลูกปัดมากอยู่แล้ว รวมทั้งเครื่องประดับตามนิยมก็เป็นสร้อยเส้นสั้นติดคอ หรือไม่ก็จะเป็นสร้อยลูกปัดกับสร้อยมุก ถ้ารวมทั้งสร้อยคาดหน้าผากไปอีก หากสะพายแพรทับลงไปที่ตัวเสื้อก็อาจจะดูรุ่มร่ามไม่เข้าชุดน่ะค่ะ และท่านหญิงกับคุณหญิงหลายท่านที่มาสั่งตัดชุดที่ร้านของแหม่ม ก็ไม่มีท่านใดสั่งแพรสะพายเพิ่มนะคะ แหม่มมาเรีย เธอแนะนำว่าเท่านี้ก็งามพอแล้วค่ะ”

“อ้อ... นี่ต้นคิดเสื้อผ้าชุดใหม่มาจากแม่บุษดอกรึ”

บุษบายิ้มแหยพลางซบหน้าลงบนต้นแขนของประยงค์อย่างประจบ เพราะที่ประยงค์พูดนั้นจริงทุกอย่าง ด้วยบรรดาท่านหญิงและคุณหญิงที่เรียนร่วมโรงเรียนกับหล่อน ล้วนเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเป็นลักษณะนี้กันหมดแล้ว ซึ่งหล่อนเองก็เห็นว่างดงามควรที่พิกุลและประยงค์จะแต่งตาม

“ไม่ใช่จากแม่บุษคนเดียวดอก พี่เองก็เห็นควรด้วย เพราะท่านหญิงวิมลกับท่านหญิงติ๋วก็ใส่เยี่ยงนี้แหละ จะออกงานทั้งทีก็ต้องแต่งกายให้ร่วมสมัยหน่อย”

อ่านต่อเลย
ร่วมสนับสนุนนักเขียนเพื่อเป็นกำลังใจในการสร้างสรรค์ผลงานสุดสนุกต่อไป Moboreader
ปลดล็อกทุกตอน
ตอน
ปรับแต่ง
บทถัดไป
Minishorts Logo
อ่านนิยายออนไลน์ นิยายเว็บ และเรื่องราวโรแมนติกสุดฮิตบน MiniShorts พบกับนิยายโรแมนติกท่านประธาน นิยายแฟนตาซีมนุษย์หมาป่า ดราม่า และแฟนตาซี พร้อมคอนเทนต์ซีรีส์สั้นคัดสรรพิเศษที่สร้างจากเทรนด์เรื่องราวยอดนิยม
MiniShorts YouTube
©2026 MiniShorts All Rights Reserved. CHASINGTOP HK LIMITED