คริสต์ศักราช 2018
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์มณฑลส่านซี
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเจดีย์ห่าน Giant Wild ในเมืองโบราณซีอานในมณฑลส่านซีประเทศจีนเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ของรัฐขนาดใหญ่ ซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ทันสมัยและเป็นหนึ่งในพิพิธภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุด ภายในพิพิธภัณฑ์มีสิ่งของกว่าสามแสนเจ็ดหมื่นชิ้น รวมทั้งภาพจิตรกรรมฝาผนังภาพวาดเครื่องปั้นดินเผาเหรียญตลอดจนวัตถุที่ทำด้วยทองสัมฤทธิ์ทองคำและเงิน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี 1983 ก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2001 และมีลักษณะของการสร้างรูปแบบสถาปัตยกรรมของราชวงศ์ถัง
พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ส่านซีแห่งนี้มีพื้นที่หกหมื่นห้าพันตารางเมตร มีพื้นที่อาคารห้าหมื่นห้าพันหกร้อยตารางเมตร ห้องเก็บพระธาตุทางวัฒนธรรมแปดพันตารางเมตร ห้องโถงนิทรรศการของหนึ่งหมื่นหนึ่งพันตารางเมตร และคอลเลกชันสามแสนเจ็ดหมื่นวัตถุ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีสถาปัตยกรรมในสไตล์ Tang โดยมี “ห้องโถงอยู่ตรงกลางอาคารที่มีชั้นในหลายมุม” มีความสง่างามและใหญ่โต โออ่าด้วยการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมแบบดั้งเดิมและเทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งแสดงถึงประเพณีพื้นบ้านและลักษณะเฉพาะของท้องถิ่น
มณฑลส่านซีเป็นเมืองหลวงของจักรวรรดิโบราณของจีนถึงสิบสามราชวงศ์ นับตั้งแต่โจว,ฉิน ,ฮั่นและราชวงศ์ถัง ซึ่งเต็มไปด้วยโบราณวัตถุทางวัฒนธรรม เมื่อพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ส่านซีสร้างเสร็จจึงได้รวบรวมโบราณ วัตถุล้ำค่ากว่าสามแสนเจ็ดหมื่นชิ้นซึ่งขุดพบในมณฑลส่านซีรวมทั้งเครื่องถ้วยสำริดรูปปั้นเครื่องปั้นดินเผาและภาพวาดฝาผนังในสุสานของราชวงศ์ถัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีรูปปั้นเครื่องปั้นดินเผาจำนวนมากมาจากสุสานของราชวงศ์ที่อยู่รอบเมือง
ภายในอาณาบริเวณของพื้นที่ตั้งพิพิธภัณฑ์ มีอาคารสร้างขึ้นโดยใช้ต้นแบบจากสถาปัตยกรรมในสมัยราชวงศ์ถัง เป็นสถานที่รองรับสำหรับศึกษาและค้นคว้าวิจัยข้อมูลและหลักฐานทางประวัติศาสตร์ของชนชาติจีน ก็อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วยเช่นกัน หลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมายถูกขุดพบทุกวันตามหัวเมืองและมณฑลต่างๆ ที่เคยเกิดอารยธรรมโบราณเมื่อหลายพันปีก่อน มีเจ้าหน้าที่นับร้อยชีวิตอยู่ภายในศูนย์วิจัยแห่งนี้รวมไปถึงนักศึกษาฝึกงานจากมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ
ซึ่งนักศึกษาในคณะประวัติศาสตร์ โบราณคดี วรรณกรรมและปรัชญา ซึ่งอยู่ในช่วงชั้นปีสุดท้ายของแต่ละมหาวิทยาลัยจะถูกส่งมาฝึกงาน แยกย้ายไปตามพิพิธภัณฑ์ต่างๆ ก่อนจะมารวมอยู่ที่จุดเดียวกันคือที่ส่านซี เนื่องจากเป็นเพียงแห่งเดียวที่มีสถาบันวิจัยค้นคว้าอยู่ในพื้นที่เดียวกันกับพิพิธภัณฑ์
ภายในห้องวิจัยค้นคว้าในขณะนี้ ทั้งนักศึกษาฝึกงานและนักวิจัยกำลังนั่งก้มหน้าก้มตา ค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับหลักฐานทางประวัติศาสตร์กันอย่างคร่ำเคร่ง โบราณวัตถุมากมายที่ถูกค้นพบภายในมณฑลส่านซีถูกทยอยนำเข้ามาไม่เว้นแต่ละวัน และมอบหมายให้นักศึกษาฝึกงานรวมไปถึงนักวิจัยต่างพากันช่วยดูแลรับผิดชอบ
“อันอัน!” เสียงเรียกของหัวหน้าทีมงานวิจัยเรียกขานดังก้องขึ้นภายในห้อง
หญิงสาวผมเผ้ายุ่งเหยิงในลักษณะมวยผมเกล้าขึ้นสูงเอาไว้ตรงกลางศีรษะ สวมแว่นตาสายตาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นจากโบราณวัตถุตรงหน้าเธอด้วยสีหน้าคร่ำเคร่งเหลือประมาณ
“ค่ะหัวหน้า!” เธอขานรับกลับไปทันทีพลางหันกลับไปมองทางต้นเสียงที่เรียกหา
ร่างระหงลุกจากเก้าอี้ทำงานเดินตรงเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวของหัวหน้าทีมวิจัย พลางทรุดกายลงนั่งบนเก้าอี้
“หัวหน้าเรียกอันอันมีอะไรอย่างนั้นเหรอคะ” หญิงสาวถามกลับไป ท่ามกลางสายตาของสาวใหญ่กำลังมองแม่สาวน้อยตรงหน้าด้วยความเป็นห่วง
“หายดีแล้วอย่างนั้นเหรอ ถึงได้กลับมาทำงาน หมอให้พักรักษาตัวหนึ่งเดือน แต่นี่อะไรยังไม่ถึงสามอาทิตย์เธอก็กลับมาทำงานแล้ว ไม่เจ็บแผลถูกยิงแล้วอย่างนั้นเหรอ”
จางเพ่ยอัน สาวน้อยวัยเพียงยี่สิบเอ็ดปีเพิ่งจบจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งมาหมาดๆ ส่งยิ้มหวานกลับไปเมื่อหัวหน้างานของเธอถามไถ่ด้วยความเป็นห่วงอาการบาดเจ็บเพราะถูกกลุ่มอันธพาลไล่ยิงกันเองเรื่องขัดผลประโยชน์ แล้วเธอบังเอิญถูกลูกหลงในที่เกิดเหตุ ซึ่งเหตุการณ์ในวันนั้นมีคนได้รับบาดเจ็บหลายรายและเสียชีวิตหนึ่งราย
“ดีขึ้นมากแล้วค่ะหัวหน้า ไม่เจ็บและปวดแผลแล้ว ขี้เกียจนอนอยู่กับบ้านเฉยๆ สู้มาทำงานไม่ได้ คิดถึงงานที่ทำค้างเอาไว้รีบกลับมาทำดีกว่าค่ะ” จางเพ่ยอันตอบกลับไป
“ไม่เป็นไรแล้วก็ดีจะได้สบายใจ ดีที่พวกอันธพาลถูกทางการจับยกแก๊งกันหมด เห็นข่าวออกทางทีวีกันอย่างครึกโครม คนเจ็บตายในวันนั้นไม่รู้ตั้งกี่คน พวกนี้สมควรต้องจำคุกตลอดชีวิตไม่ต้องออกมาสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นได้อีก” แม่หัวหน้างานบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมเลื่อนถาดที่วางอยู่ตรงหน้าเธอให้ลูกน้องสาว
“งานใหม่ของเธอ”
จางเพ่ยอันมองถาดใบขนาดย่อมที่วางอยู่บนโต๊ะ ซึ่งถูกเลื่อนมาไว้ตรงหน้าเธออยู่ในขณะนี้
“วัตถุโบราณล็อตใหม่เพิ่งขุดพบจากเมืองซีอานส่งมาให้ตรวจสอบ ฉันขอมอบให้เธอค้นคว้าหาข้อมูลว่ารูปแบบลักษณะและลวดลายที่ปรากฏเป็นของชนชั้นใด ประเมินอายุมาด้วยนะว่าก่อนยุคจิ๋นซีฮ่องเต้หรือยุคจักรพรรดิ” หัวหน้าทีมงานวิจัยซึ่งเป็นสตรีสาวรุ่นใหญ่วัยสี่สิบตอนต้นกล่าวพร้อมมองถาดตรงหน้าซึ่งภายในนั้นมีห่อผ้าวางเอาไว้
“รับทราบค่ะ!” หญิงสาวขานรับอย่างแข็งขันพร้อมเอื้อมมือรับถาดตรงหน้ามาถือเอาไว้
“เออ... วัตถุโบราณชิ้นนี้เร่งค้นคว้าไหมคะ พอดีอันอันยังมีงานค้างเก่าอยู่อีกยังทำไม่เสร็จเลยค่ะหัวหน้า” หญิงสาวถามกลับไปด้วยความอยากรู้
“พักงานเก่าเอาไว้ก่อน ชุดเกราะในยุคจิ๋นซีถูกขุดพบมากมายเต็มสุสาน ข้อมูลที่ได้รับมาก็ไม่แตกต่างจากที่มีอยู่ แต่งานที่เพิ่งมอบให้เธอรับผิดชอบ ทีมงานขุดค้นเพิ่งพบสุสานใหม่ สันนิษฐานว่าอาจเป็นของราชวงศ์ก็ได้เพราะข้าวของที่พบแตกต่างจากสุสานขุนนางหรือชนชั้นคหบดี ซึ่งยังไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับจิ๋นซีฮ่องเต้หรือเปล่า ค้นคว้าหาข้อมูลชิ้นล่าสุดมาให้ฉันก่อนนะอันอัน” หัวหน้าทีมงานตอบกำชับกลับมา
“โอเคค่ะ อันอันเข้าใจแล้ว” หญิงสาวตอบกลับไปพร้อมฉีกยิ้มกว้างส่งให้หัวหน้างานของเธอ ก่อนจะได้ยินอีกฝ่ายเอ่ยบางอย่างกลับมา
“มีอีกเรื่องที่ฉันลืมบอกเธอไป” หัวหน้างานกล่าวพร้อมทอดสายตามองลูกน้องในสายงาน
“อะไรเหรอคะหัวหน้า” หญิงสาวถามกลับไปทันทีด้วยความสงสัย
“ผลงานการค้นคว้าและวิจัยของเธอเท่าที่ผ่านมาถือว่าแม่นยำและถูกต้องมากที่สุดเลย ฉันพอใจในการทำงานและความทุ่มเทของเธอมากเลยนะอันอัน เดี๋ยวช่วงบ่ายไปรายงานตัวที่ห้องพัฒนาบุคลากร ฉันเซ็นคำสั่งบรรจุให้เธอเป็นเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์วิจัยค้นคว้าของที่นี่ให้แล้ว”
ใบหน้าหวานของสาวน้อยวัยยี่สิบเอ็ดปี มีอาการชะงักงันเมื่อได้รับข่าวดีจากปากหัวหน้างานของเธอ หญิงสาวไม่คาดคิดเลยว่าจะได้รับการบรรจุเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์วิจัยภายในเวลาเพียงแค่หกเดือนเท่านั้น
“จะ... จริงเหรอคะหัวหน้า!” หญิงสาวถามย้ำกลับไปเพื่อความแน่ใจ
ใบหน้าของผู้สูงวัยกว่าพยักหน้าติดต่อกัน พร้อมคลี่ยิ้มด้วยความเอ็นดูส่งกลับมา
“ฉันจะไปหลอกเธอทำไมอันอัน ตรงกันข้ามมันเป็นเรื่องจริง คนมีความสามารถและมีพรสวรรค์แบบนี้ ดูงานชิ้นไหนไม่เคยพลาดเลยว่าเป็นของจริงหรือของปลอม คนอื่นยังต้องใช้เวลาค้นคว้าอยู่เป็นนาน ตรงกันข้ามถ้าวัตถุโบราณชิ้นไหนอยู่ในความรับผิดชอบ ไม่เคยประเมินอายุผิดพลาดมิหนำซ้ำยังล่วงรู้ว่ามาจากยุคสมัยใดอีกด้วย”
และนั่นทำให้หญิงสาวยิ้มกว้างด้วยความดีใจอย่างสุดขีด ที่เธอได้งานมั่นคงเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งเป็นหลักประกันของชีวิตตัวเองได้เป็นอย่างดีพอจะเชิดหน้าชูตาตระกูลจางได้ขึ้นมาบ้าง ไม่ต้องดิ้นรนไปหางานพิเศษทำเพื่อเลี้ยงดูตัวเองอีกต่อไป
แต่ถ้าจะทิ้งงานพิเศษดังกล่าวก็ทำไม่ได้เพราะงานดังกล่าวทำให้จางเพ่ยอันมีรายได้นำมาจับจ่ายจิปาถะได้อย่างสบายโดยไม่เดือดร้อนแม้แต่น้อย ด้วยเพราะหญิงสาวเป็นเด็กกำพร้าเติบโตในสถานรับเลี้ยงเด็ก และอยู่เผชิญโลกใบนี้เพียงตามลำพัง ไร้ญาติขาดมิตรนับตั้งแต่ลืมตาดูโลกใบนี้
“อันอันดีใจจังเลยค่ะหัวหน้า! ที่ได้บรรจุเข้าทำงานที่นี่! หนู... หนู... ดีใจจนทำอะไรไม่ถูกเลย” หญิงสาวเอ่ยด้วยความรู้สึกที่ยากเกินกว่าจะบรรยาย
ในขณะที่หัวหน้างานรุ่นใหญ่นั่งอมยิ้มด้วยความดีใจแทนเด็กสาวไม่แพ้กัน
“ฉันภูมิใจในตัวเธอจริงๆ นะอันอัน นี่คือผลของความตั้งใจและมานะพยายาม คนมีพรสวรรค์และเก่งๆ แบบนี้ต่อไปก็จะก้าวเดินได้อย่างมั่นคงและเติบโตแข็งแกร่งยิ่งๆ ขึ้นไป ไม่ต้องน้อยใจในโชคชะตาที่ผ่านมา นับตั้งแต่นี้ต่อไปจงกำหนดโชคชะตาของเราเองนะจางเพ่ยอัน” หัวหน้างานสาวใหญ่เอ่ยชื่อแซ่ของหญิงสาวเน้นหนัก
หญิงสาวพยักหน้าขึ้นลงติดๆ กันครั้นได้ยินเช่นนั้น
“อันอันจะจดจำคำสั่งสอนของหัวหน้าเอาไว้อย่างขึ้นใจเลยค่ะ ขอบพระคุณหัวหน้ามากค่ะ” เธอกล่าวพร้อมก้มศีรษะคำนับผู้อาวุโสกว่าด้วยความเคารพ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความปิติยินดีอย่างเห็นได้ชัด
ร่างระหงของหญิงสาวค่อยๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้ก่อนจะล่าถอยออกจากห้องทำงานส่วนตัวของหัวหน้างาน โดยมีสายตาของผู้สูงวัยกว่ามองตามหลังด้วยความเอ็นดูนาง
ครั้นถึงโต๊ะทำงานส่วนตัว จางเพ่ยอันวางถาดที่อยู่ในมือลงบนโต๊ะ ดวงตาคู่สวยหันกลับไปมองภาพถ่ายของพ่อและแม่ที่จากไปเพราะอุบัติเหตุรถคว่ำตั้งแต่หญิงสาวมีอายุเพียงแค่หกเดือนเท่านั้น พ่อและแม่ของเธอต่างเป็นลูกโทนด้วยกันทั้งคู่ ญาติมิตรล้วนล้มหายตายจากไปหมด ที่มีอยู่ก็เพียงแค่ญาติห่างไกลลิบลิ่ว ไม่มีความสามารถที่จะอุปการะเลี้ยงดูได้ด้วยมีฐานะยากจนและอยู่ในชนบท
หญิงสาวจึงถูกเลี้ยงดูจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามาโดยตลอด บ่อยครั้งที่มีผู้อุปการะนำไปเลี้ยง ทว่าแต่ละรายเลี้ยงจางเพ่ยอันได้ไม่ถึงปี ถ้าไม่ตายยกครัวก็ต้องสิ้นเนื้อประดาตัว จนต้องนำกลับมาคืนสถานรับเลี้ยงเด็กตามเดิม ซึ่งต่างพากันพูดปากต่อปากว่า วันเดือนปีเกิดของสาวน้อยคนงามเป็นดวงพิฆาตหากแม้นอยู่ร่วมกับผู้ใด คนใกล้ตัวจะต้องมีอันเป็นไปและเป็นเช่นนี้ทุกครอบครัว
และนี่เป็นสาเหตุทำให้หญิงสาวเติบโตในสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้ามาโดยตลอด จนกระทั่งอายุสิบแปดปี พ้นวัยเยาวชนเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ตามกฎหมาย จางเพ่ยอันจึงออกมาเผชิญชีวิตอยู่เพียงลำพังนับตั้งแต่นั้นมา ทำงานหาเลี้ยงตัวเองและเรียนในระดับมหาวิทยาลัยไปด้วยพร้อมกัน
จนกระทั่งสามารถเรียนจบคณะประวัติศาสตร์ เกรียตินิยมอันดับหนึ่งจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งและเป็นนักเรียนทุนของมหาวิทยาลัยมาโดยตลอด ซึ่งหญิงสาวยังได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาโทและกำลังศึกษาอยู่ในขณะนี้ควบคู่ไปกับการทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยวิจัย ซึ่งต้องทดลองงานนานถึงหนึ่งปี
แต่หญิงสาวกลับได้รับการบรรจุเข้าทำงานภายในระยะเวลาเพียงแค่หกเดือนเท่านั้น พร้อมกับเงินเดือนประจำหกพันสามร้อยยี่สิบหยวนต่อเดือน และสวัสดิการมากมายที่รัฐมอบให้ในฐานะที่เธอเป็นบุคลากรของรัฐนั่นเอง มือน้อยเรียวสวยเอื้อมหยิบภาพถ่ายของพ่อและแม่มากอดเอาไว้แนบอกด้วยความรักและคิดถึงอย่างสุดหัวใจ
“พ่อขาแม่ขา อันอันทำได้แล้ว ตอนนี้หนูได้บรรจุเข้าทำงานในพิพิธภัณฑ์เป็นนักประวัติศาสตร์และนักวิจัยเหมือนพ่อกับแม่แล้วนะคะ พ่อกับแม่ภูมิใจในตัวของหนูไหม” หญิงสาวพึมพำบอกพ่อแม่ของเธอในรูปภาพก่อนจะยกขึ้นหอมด้วยความชื่นใจพลางวางลงบนโต๊ะดั่งเดิม
มือเรียวดึงถาดที่มีห่อผ้าขาวพร้อมคลี่ออกอย่างรวดเร็ว เพื่อลงมือทำงานตามที่ได้รับมอบหมายมา ทันทีที่ห่อผ้าดังกล่าวถูกเปิดออก ดวงตาคู่สวยจ้องเขม็งสิ่งที่อยู่ในห่อผ้าอยู่เช่นนั้นนิ่งนาน เมื่อตรงหน้าของเธอคือปิ่นหยกโบราณ แกะสลักลายมังกรตรงส่วนหัวเห็นได้อย่างชัดเจน
นิ้วเรียวสวยค่อยๆ เอื้อมมือหยิบปิ่นโบราณ และทันทีที่ปลายนิ้วสัมผัสถูกตัวปิ่น ฉับพลันภาพเลือนรางปรากฏขึ้นให้เธอได้เห็นขึ้นมาโดยพลัน ร่างบุรุษในอาภรณ์เลอค่าสูงใหญ่ตระหง่านค่อยๆ บรรจงปักปิ่นที่แกะสลักเป็นลายหงส์ลงบนมวยผมของสตรีสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสุขอย่างเห็นได้ชัด
"หนึ่งปิ่นหนึ่งต่างหู ของคู่เคียงแทนใจข้า อยู่แนบชิดกายเจ้าตราบสิ้นชั่วฟ้าดิน" เสียงทุ้มก้องกังวานพร่ำบอกโฉมตรูซึ่งเป็นนางในดวงใจ
“หนึ่งปิ่นหนึ่งหัวใจจากข้า ขอมอบให้ท่านดูแลตราบสิ้นชีพชีวาวาย” สตรีสาวสูงศักดิ์ตอบกลับไปพร้อมมอบปิ่นแกะสลักลวดลายมังกรในมือของนางมอบให้คนรัก
ร่างสูงใหญ่ทะมึนโน้มกายลงเพื่อให้คนรักปักปิ่นดังกล่าวด้วยมือของนางเอง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขอย่างยิ่งยวด
“อันอัน!” เสียงเรียกของเพื่อนร่วมงานดังขึ้น
พรึบ! ภาพเลือนรางที่มองไม่เห็นใบหน้าบุรุษและสตรีซึ่งเป็นคนในสมัยโบราณดับวูบลงไปทันที
“ไปทานข้าวกลางวันกันเถอะ เที่ยงแล้ว” เพื่อนร่วมงานเอ่ยปากชวน
หญิงสาวสะบัดศีรษะของตัวเองไปมา พร้อมค่อยๆ กลืนน้ำลายลงคอเมื่อจู่ๆ ก็เห็นภาพประหลาดเกิดขึ้นกับเธอเป็นครั้งแรกในชีวิต
“ไปกินกันเถอะ วันนี้ฉันห่อข้าวมาด้วย อีกอย่างหัวหน้าเพิ่งมอบงานใหม่มาให้ทำ ฉันขอดูก่อนว่าจะต้องเริ่มค้นคว้าจากตรงไหนก่อนดี” หญิงสาวปฏิเสธเพื่อนร่วมงานอย่างนุ่มนวล
“ตามใจเธอเถอะย่ะ อย่าหักโหมมากก็แล้วกัน เดี๋ยวเกิดเป็นอะไรขึ้นมาจะลำบาก” เพื่อนร่วมงานกล่าวเตือนพลางหันหลังกลับก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้
“อ่อ! เธอยังรับดูดวงและทำนายโชคชะตาอยู่หรือเปล่าแม่ซินแสคนดัง” เพื่อนร่วมงานถามกลับมา
หญิงสาวพยักหน้าขึ้นลงติดๆ กันพร้อมเงยหน้าขึ้นมอง
“ฉันก็ยังรับดูดวงอยู่ตลอดนั่นแหละ เลิกงานจากที่นี่ก็ไปเปิดร้านรับดูดวงทุกวัน ถ้าไม่มีอาชีพนี้จะเอาเงินที่ไหนมาจ่ายค่าจิปาถะได้เล่า” จางเพ่ยอันตอบกลับไป
เพื่อนร่วมงานฉีกยิ้มกว้างด้วยความดีใจครั้นได้ยินเช่นนั้น
“ดีเลยเดี๋ยวช่วงค่ำๆ จะไปที่ร้านเธอให้ดูดวงญาติผู้พี่ของฉันเสียหน่อย เผื่อจะได้มีทางแก้ไขได้… ว่าแต่ดูฟรีได้ไหม”
หญิงสาวส่งยิ้มกลับไปอย่างเย็นยะเยือก ดวงตาหวานลุกวาววับขึ้นมาทันทีเมื่อเจอการต่อราคาสุดหฤโหดเช่นนั้น
“ฉันใช้พลังเยอะนะยะที่จะต้องดูดวงโชคชะตาให้ ของแบบนี้ต้องทุ่มเทและเรียนรู้จากครูบาอาจารย์ เอาเป็นว่าราคาไม่ลดร้อยห้าสิบหยวนเหมือนเดิม แต่ให้ถามได้สามข้อ เป็นยังไง แค่นี้พอใจไหม”
“ว้าว! แม่หมออันอันใจดีให้ถามได้สามข้อเสียด้วย แล้วเจอกันค่ำๆ นะ ฉันจะพาญาติผู้พี่ไปดูดวงกับเธอ” เพื่อนร่วมงานกล่าวพร้อมใช้มือตบลงบนบ่าของหญิงสาว
จางเพ่ยอันส่งยิ้มแห้งๆ กลับไปพลางมองตามหลังเพื่อนร่วมงาน
“คำถามละร้อยห้าสิบหยวน ให้ถามฟรีตั้งสามข้อฉันต่างหากสิยะที่ขาดทุนแทนที่จะได้เงินสี่ร้อยห้าสิบหยวนกลับได้แค่นั้น” แม่สาวน้อยบ่นรำพึงรำพัน
เมื่องานพิเศษของเธอคือการเป็นหมอดู คอยดูดวงและทำนายโชคชะตารวมไปถึงการจัดวางฮวงจุ้ยในทำเลมงคล ซึ่งเป็นพรสวรรค์ส่วนตัวของหญิงสาวที่มีมาตั้งแต่กำเนิด จางเพ่ยอันมีญาณสัมผัสพิเศษสามารถเห็นเหตุการณ์ในอดีตและอนาคตได้ และก็นำมาใช้ประโยชน์เพื่อหารายได้เลี้ยงชีพตัวเองตั้งแต่ออกมาเผชิญโลกอยู่ตามลำพัง
ทว่าการดูดวงของเธอก็อยู่ภายใต้ขอบเขต ช่วยได้ บรรเทาได้ แต่ไม่ฝืนกฎเกณฑ์ของโชคชะตาและลิขิตของสวรรค์เบื้องบน เพราะจางเพ่ยอันมีกฎเหล็กที่ลูกค้าประจำต่างล่วงรู้กันดี และราคาไม่เคยปรับขึ้นยังคงราคาเดิมไม่เปลี่ยนแปลง นอกเสียจากลูกค้าจะมอบสินน้ำใจให้เอง จึงทำให้หญิงสาวมีลูกค้าประจำมาใช้บริการมากมาย เป็นอาชีพเสริมที่ทำรายได้ให้อย่างงดงาม บางเดือนมีรายรับหลายหมื่นหยวนเลยทีเดียว ทำให้มีความเป็นอยู่อย่างสบายกว่าเดิมยิ่งนัก
หญิงสาวค่อยๆ หันกลับมามองปิ่นหยกโบราณที่เพิ่งขุดพบจากสุสานแห่งใหม่ด้วยความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความสงสัยอย่างยิ่งยวด เธอยกมือขึ้นเท้าคางกับขอบโต๊ะเมื่อได้เห็นภาพที่จู่ๆ ปรากฏขึ้นมา ว่ามีปิ่นหยกสองอัน ในมือของจางเพ่ยอันขณะนี้คือปิ่นหยกแกะสลักลวดลายมังกรเป็นของบุรุษ ส่วนของสตรีสาวคนรักของเขาเป็นปิ่นหยกแกะสลักลายหงส์ เหตุใดหนอหญิงสาวจึงเห็นภาพเจ้าของปิ่นหยกโบราณชิ้นนี้ขึ้นมาได้
“ปิ่นหยกอันนี้มีเจ้าของ แถมมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่โบราณเลยทีเดียว เสียดายที่เห็นภาพไม่ชัดก็เลยไม่รู้ว่าเป็นของคนในยุคไหน มีหน้าตาเป็นยังไงบ้าง อยากรู้เหมือนกันว่าคนในสมัยโบราณจะมีหน้าตาแบบไหน ถ้าเหมือนในภาพวาดของจิตรกรขี้เหร่ตายชัก สงสัยปิ่นหยกอันนี้ท่าทางน่าจะอยู่ช่วงก่อนราชวงศ์ฉินเสียแล้วกระมัง” หญิงสาวพึมพำพร้อมยกปิ่นโบราณตรงหน้าขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียดอีกครั้ง
ทันใดนั้นเอง
“ปิ่นนี้เป็นของข้า!” เสียงปริศนาดังขึ้นอยู่ด้านหลังของเธอ
ในขณะที่เจ้าตัวกำลังหมุนปิ่นหยกไปมา เพื่อสำรวจอย่างละเอียด
“เฮ้ย! จู่ๆ จะมาบอกว่าเป็นของใครกันง่ายๆ แบบนี้ได้ยังไงกันล่ะคุณ ปิ่นหยกอันนี้เป็นของโบราณที่เพิ่งขุดค้นพบในสุสาน” เธอตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้มหวาน ก่อนจะเอะใจเมื่อคำถามที่เพิ่งได้ยินนั้นช่างโบราณเสียนี่กระไร
หญิงสาวเงยหน้าขึ้นมาโดยพลัน พร้อมดวงตาคู่สวยมองตรงไปที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ซึ่งยังไม่ได้เปิดทำงาน กำลังสะท้อนภาพร่างบุรุษสูงใหญ่ในชุดเกราะแม่ทัพยืนอยู่ทางด้านหลังของเธอ
แกร๊ง! ปิ่นหยกที่อยู่ในมือตกลงบนโต๊ะทำงานทันที
ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจอย่างสุดขีด เมื่อเธอเห็นบุรุษในชุดเกราะโบราณระดับแม่ทัพยืนอยู่ทางด้านหลังของเธอ ใบหน้าสวมหน้ากากสีเงินปิดบังเอาไว้อย่างมิดชิดมิเห็นโฉมหน้าอันแท้จริงแม้แต่น้อย ภายในมือถือดาบง้าวขนาดใหญ่ใบมีดคมกริบวาววับ ยืนมองเธอผ่านหน้ากากดังกล่าวดวงตาไม่กะพริบ
“เจ้าเป็นผู้ใด! ใยจึงมีปิ่นของข้าไว้ในครอบครอง!” บุรุษภายใต้หน้า กากสีเงินเอ่ยถามเสียงนุ่มนวลกลับมา
“หา!” จางเพ่ยอันอุทานออกมาโดยพลัน ดวงตาจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์ตาไม่กะพริบ
“อันอันเข้ามาในห้องหน่อย!” เสียงหัวหน้างานดังขึ้นอยู่ห้องทำงานส่วนตัว
ร่างบุรุษในชุดเกราะแม่ทัพหันกลับมามองหัวหน้างานของหญิงสาวเพียงครู่ ก่อนจะหันกลับมามองเธอดั่งเดิม พรึบ! ร่างสูงใหญ่ค่อยๆ เลือนหายไปชั่วพริบตา
“เฮ้อ!” หญิงสาวถอนหายใจออกมาทันใด มือน้อยๆ ยกขึ้นจับหน้าอกของตัวเองพร้อมตบลงเบาๆ เป็นการเรียกขวัญของเธอให้กลับคืนมาโดยพลันพลางกลืนน้ำลายลงคอ
“มาให้เห็นกลางวันแสกๆ เลยหรือนี่ ผีหวงของชัดๆ” จางเพ่ยอันบ่นพึมพำพร้อมยกมือทั้งสองข้างขึ้นปิดใบหน้าหวานสวยของเธอพลางสูดลมหายใจเข้าปอด
“มาแล้วค่ะหัวหน้า” หญิงสาวรีบขานรับตอบกลับไป
ร่างระหงรีบลุกจากเก้าอี้ทำงานหากแต่ก่อนไปก็ไม่วายที่จะหันกลับมามองปิ่นหยกโบราณที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานของเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความพิศวงอย่างยิ่งยวด เมื่อเพิ่งได้พานพบกับเจ้าของปิ่นหยกดังกล่าวอย่างไม่คาดฝัน
ทันทีที่ก้าวเข้ามาภายในห้องทำงานส่วนตัวของหัวหน้างาน
“เดี๋ยวอาทิตย์หน้าเตรียมตัวออกพื้นที่ไปร่วมตรวจสอบกับทีมงานที่เพิ่งขุดค้นสุสานใหม่ด้วยนะอันอัน ข้อมูลของวัตถุโบราณที่เพิ่งให้ไปนำส่งก่อนจะออกเดินทางด้วยนะ” หัวหน้าสาวรุ่นใหญ่บอกกับเธอก่อนจะหยุดชะงักเมื่อเห็นลูกน้องยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่เช่นนั้น
“เป็นอะไรอันอัน ไม่สบายหรือเปล่าดูหน้าซีดๆ ชอบกล” หัวหน้างานถามกลับไปทันทีที่เห็นความผิดปกติ
และนั่นทำให้จางเพ่ยอันรู้สึกตัวขึ้นมาทันที
“อะ… เออ... อันอันสบายดีค่ะหัวหน้า พอดีกำลังค้นคว้าหาข้อมูลปิ่นหยกนั่นอยู่ก็เลยคิดอะไรเพลินไปหน่อย” หญิงสาวรีบตอบกลับไปอย่างรวดเร็ว
“ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว แล้วก็อย่าลืมไปรายงานตัวที่ฝ่ายพัฒนาบุคลากรด้วยล่ะ เธอจะได้มาช่วยทำงานเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงให้กับสถาบันวิจัยอย่างเต็มที่”
ใบหน้าสวยฉีกยิ้มกว้างออกมาทันใดครั้นได้ยินเช่นนั้น
“อันอันไม่ลืมค่ะหัวหน้าจะไปรายงานตัวเดี๋ยวนี้เลย” เธอตอบกลับไปก่อนจะได้ยินหัวหน้างานเอ่ยขึ้น
“อ่อ! ก่อนจะออกไปเก็บวัตถุโบราณเข้าตู้เซฟให้เรียบร้อยด้วยนะ” แม่สาวรุ่นใหญ่กล่าวเตือนลูกน้อง
“รับทราบค่ะ” จางเพ่ยอันขานรับอย่างแข็งขันพร้อมหันหลังเดินกลับตรงไปที่โต๊ะทำงานของเธอดั่งเดิม
ปิ่นหยกโบราณถูกนำมาวางไว้ในหีบไม้ขนาดกะทัดรัดพร้อมเลื่อนปิดเอาไว้เป็นอย่างดี พลางเก็บของทุกอย่างซึ่งเป็นงานที่เธอได้รับมอบหมายเข้าตู้นิรภัยที่ตั้งอยู่ด้านหลังของโต๊ะทำงานพร้อมปิดล็อกตั้งรหัสใหม่ทุกครั้ง ไม่ให้ซ้ำกันป้องกันการผิดพลาดก่อนจะเดินออกจากห้องทำงาน ซึ่งภายในห้องไม่มีใครหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่คนเดียว
ทันทีที่หญิงสาวเดินออกจากห้องวิจัยค้นคว้า ร่างเลือนรางของบุรุษในชุดเกราะแม่ทัพปรากฏออกมาอีกครา ดวงตาภายใต้หน้ากากสีเงินจับจ้องอยู่ที่ร่างระหงของจางเพ่ยอันด้วยความสงสัยอย่างยิ่งยวด
“อันอัน!” เสียงทุ้มก้องกังวานเต็มไปด้วยอำนาจ เอ่ยชื่อเล่นของคนงามออกมาเบาๆ ด้วยได้ยินชื่อของเธอเมื่อครู่ที่ผ่านมาออกจากปากของหัวหน้างานของหญิงสาว
ฉับพลันเสียงเรียกจากที่ไกลแสนไกลกำลังเรียกขานบุรุษในชุดเกราะดังคล้ายเสียงกระซิบแผ่ว
“องค์ชาย! องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงเรียกค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ
“องค์ชายทรงเป็นอย่างไรบ้างพ่ะย่ะค่ะ! องค์ชาย!!!” ครานี้เสียงเรียกดังขึ้นมาอย่างชัดเจน พร้อมร่างเลือนรางค่อยๆ เลือนหายไปจากบริเวณดังกล่าว
ยุคอดีต
ภายในกระโจมที่ประทับ
“องค์ชาย! องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ!” เสียงเรียกขานด้วยความเป็นห่วงพยายามปลุกองค์ชายของตนให้ทรงรู้สึกพระองค์
เปลือกตาที่ปิดสนิทตลอดระยะเวลาอันยาวนาน ค่อยๆ เปิดขึ้นอย่างช้าๆ ดวงเนตรสีนิลกาฬกลอกกลิ้งไปมา เพดานเบื้องบนคือผ้าของกระโจมที่ประทับ บริเวณโดยรอบคือสถานที่คุ้นชินตาอยู่ทุกวี่วัน
“องค์ชายฟื้นแล้ว!” องครักษ์คนสนิทเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจอย่างยิ่งยวด เมื่อเห็นองค์ชายของตนได้สติกลับคืนมา
“น้ำ! ขอน้ำกินหน่อย” สุรเสียงแหบแห้งรับสั่งออกมาเบาๆ
องครักษ์หนุ่มรีบกระวีกระวาดรินน้ำใสสะอาดออกจากกาน้ำใส่ถ้วย ก่อนจะตรงเข้าประคองพระวรกายใหญ่ให้ลุกจากฟูกพระบรรทมขึ้นมาอย่างช้าๆ ท่ามกลางความเจ็บปวดที่มิได้ลดน้อยถอยลงไปแต่อย่างใด
กรอดดดด!!! เสียงพระทนต์ขบเข้าหากันจนแน่น ด้วยทรงเจ็บปวดบาดแผลอย่างยิ่งยวด
อึก… อึก... อึก องค์ชายหนุ่มเสวยน้ำด้วยความกระหายจนหมด
“เอาอีก” รับสั่งสุรเสียงแหบแห้ง
องครักษ์หน้ามนรีบเทน้ำออกจากกาใส่ลงไปในถ้วยขนาดใหญ่กว่าเดิม ตรงปรี่เข้าไปประคองพระวรกายพร้อมถวายน้ำก่อนจะเสวยหมดลงอย่างรวดเร็ว
เอื๊อก! เสียงกลืนน้ำลายลงคอได้ยินอย่างชัดเจน
พระเกศาสีดำสนิทยาวสยายถึงบั้นพระองค์ตกลงปรกพระพักตร์ ซึ่งบัดนี้ไร้สิ้นหน้ากากสีเงินปิดบังเอาไว้ องค์ชายแห่งแคว้นฉินทอดพระเนตรพบหน้ากากของพระองค์ถูกนำมาวางไว้อยู่บนฟูกพระบรรทม พระหัตถ์ยกขึ้นจับพระพักตร์ทันที
“ผู้ใดบังอาจถอดหน้ากากของข้าออกไป!” รับสั่งถามสุรเสียงเข้มพร้อมทอดพระเนตรองครักษ์คนสนิทเขม็ง
ในขณะที่องครักษ์ส่วนพระองค์นั่งกลืนน้ำลายลงคอด้วยความหวาดหวั่นเมื่อถูกสายพระเนตรองค์ชายของตนทอดพระเนตรกลับมาเช่นนั้น
“กะ… กระหม่อมเองพ่ะย่ะค่ะองค์ชาย… ตะ… แต่ที่ทำไปเพราะต้องช่วยเหลือพระองค์ให้ทรงหายพระทัยได้สะดวกขึ้น ตอนนั้นพระอาการหนักหนาสาหัสยิ่งนัก หลายครั้งหลายคราทรงหายพระทัยติดขัด กระหม่อมจึงต้องตัดสินใจถอดหน้ากากของพระองค์ออกมาพ่ะย่ะค่ะ” องค์รักษ์คนสนิทกราบทูลกลับไปพลางรีบก้มหน้ามองพื้นทันทีด้วยความหวาดกลัวองค์ชายของตนเป็นยิ่งนัก
พระพักตร์สั่นไหวระริกด้วยความเจ็บปวดบาดแผลอย่างยิ่งยวด ก่อนจะปิดพระเนตรลงเพียงครู่ครั้นทรงได้ยินเช่นนั้นและค่อยๆ เปิดขึ้นมาอีกคราพร้อมสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด
“มีผู้ใดอีกหรือไม่ที่พานพบใบหน้าของข้านอกจากเจ้า” รับสั่งถามกลับไปด้วยความอยากรู้
องครักษ์คนสนิทซึ่งกำลังก้มหน้ามองพื้นอยู่ในขณะนั้นเกิดอาการนิ่งงันไปชั่วขณะเมื่อถูกถามกลับมาเช่นนั้น
“พูด!!!” รับสั่งตวาดกลับไป
“กะ... กระหม่อมพูดแล้วพ่ะย่ะค่ะ พูดแล้ว!” องครักษ์หนุ่มละล่ำละลักกราบทูลตอบกลับไปทันที
“มีกี่คน!” รับสั่งถามกลับไปโดยพลัน
“มะ… มีหมอหลวงและผู้ช่วยอีกสองคน รวมกระหม่อมด้วยเป็นสี่คนพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หน้ามนกราบทูลรายงานกลับไปอย่างรวดเร็ว
ครั้นพระองค์ทรงได้ยินเช่นนั้น พระเนตรปิดลงทันทีก่อนจะมีรับสั่งสำทับตามติดมา
“หมอหลวงกับผู้ช่วยตายกันหมดแล้วหรือยัง” รับสั่งถามกลับไปอีกครา
หากแต่คำถามของพระองค์ทำให้องครักษ์ตรงเบื้องพระพักตร์แปลกใจอย่างยิ่งยวดเมื่อได้ยินเช่นนั้น
“เหตุใดองค์ชายจึงทรงมีรับสั่งถามเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ หมอหลวงและผู้ช่วยทั้งสองยังคงอยู่ดีมีสุขเป็นปกติดีทุกอย่าง มิได้ล้มหายตายจากไปแต่ประการใด”
ครั้นองค์ชายอิ๋งหยางได้ยินเช่นนั้น พระพักตร์เงยขึ้นทอดพระเนตรองครักษ์ของพระองค์ทันใด
“เจ้าว่าอะไรนะ! หมอหลวงและผู้ช่วยยังไม่ตายอย่างนั้นหรอกรึ!” รับสั่งด้วยความแปลกพระทัยเป็นยิ่งนัก ก่อนจะทอดพระเนตรองครักษ์คนสนิทที่ยังคงนั่งมองพระองค์ตาไม่กะพริบด้วยความแปลกใจมิรู้วาย
“จริงสิ! แม้แต่ตัวเจ้าเองก็ยังไม่ตาย กลับยังมีชีวิตอยู่ปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้าข้าในขณะนี้ ทั้งๆ ที่ควรจะตายทันทีที่ได้เห็นใบหน้าของข้า”
และถ้อยรับสั่งของพระองค์ทำให้องครักษ์คนดังกล่าวถึงกับเงยหน้ามององค์ชายของตนทันใดครั้นได้ยินเช่นนั้น
“เหตุใดจึงทรงรับสั่งเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมไม่เข้าใจ” เสียงนั้นกราบทูลถามกลับไปด้วยความสงสัยอย่างยิ่งยวด
พระโอษฐ์แสยะยิ้มเหยียดก่อนจะเค้นเสียงพระสรวลออกมาเบาๆ เมื่อนึกถึงชะตากรรมที่ทรงได้รับนับตั้งแต่แรกประสูติออกจากพระครรภ์มารดา
“เมื่อแรกประสูติ ทุกคนที่อยู่ในห้องพระประสูติกาลจบชีวิตลงอย่างมิรู้สาเหตุ ทันทีที่เห็นหน้าข้า ส่วนคนที่มิได้เห็นล้วนแล้วแต่รอดชีวิต ดังนั้นทุกคนจึงมิให้เสด็จพ่อและเสด็จแม่ได้พานพบข้าเลยสักครา ด้วยเกรงว่าทั้งสองพระองค์จะทรงมีอันเป็นไป แต่ถึงกระนั้นเสด็จแม่ของข้าก็ไม่ทรงเชื่อคำเล่าลือเช่นนั้น” รับสั่งพร้อมเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรองครักษ์คนสนิทอีกครา
“พระองค์หมายความว่าอดีตฮองเฮาสิ้นพระชนม์เพราะองค์ชายอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ”
แทนถ้อยรับสั่งพระพักตร์พยักขึ้นลงติดๆ กันเป็นการตอบรับ
“แต่อย่างน้อยข้าก็ยังสามารถได้พบกับเสด็จแม่เป็นครั้งแรกในชีวิตเมื่อตอนอายุห้าขวบ เสด็จแม่ของข้าไม่กลัวแม้กระทั่งความตายเพียงเพื่อต้องการพบหน้าข้าสักครั้งและนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่ข้าได้เห็น เพราะในที่สุดเสด็จแม่ก็พบจุดจบเหมือนกับทุกคน และนี่คือสาเหตุว่าเพราะอะไรข้าจึงถูกส่งตัวมาอยู่ที่ชายแดนตลอดกาล” รับสั่งพร้อมหันกลับไปทอดพระเนตรหน้ากากสีเงินของพระองค์ที่ทรงสวมติดพระพักตร์มาโดยตลอด
“นี่คือชะตากรรมของข้าที่สวรรค์กำหนด เพื่อปกป้องแคว้นฉินข้ายินดีที่จะอยู่ที่นี่ มิกลับเมืองหลวงตามพระบัญชาของเสด็จพ่อจวบจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต เพราะข้าคือโอรสที่สวรรค์สาปให้มีใบหน้าพิฆาตผู้คนจนล้มตายดั่งเช่นใบไม้ปลิดปลิว!” รับสั่งพร้อมทอดพระเนตรองครักษ์ส่วนพระองค์เขม็ง
“และเจ้าเองก็ไม่รอดเช่นกัน!” รับสั่งสุรเสียงเย็นยะเยียบ
“หา! อะ… องค์ชาย! ทรงมีรับสั่งเช่นนี้หมายความว่ากระหม่อมจะต้องตายอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ แต่นี่นับตั้งแต่ครั้งแรกที่กระหม่อมถอดหน้ากากองค์ชายออกจนถึงเวลานี้ ก็ผ่านไปห้าวันแล้ว ยังมิมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับกระหม่อมเลยแม้แต่น้อย” องครักษ์หนุ่มพยายามกราบทูลอธิบาย
“ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงสิ่งที่สวรรค์สาปได้แม้แต่น้อย เหตุที่เจ้าอยู่ได้นานถึงตอนนี้ก็เพราะว่าข้าไม่ได้สติ แต่ในเวลานี้สติข้าหวนกลับคืนมาแล้ว เจ้าเองก็จะอยู่ต่อไปได้อีกไม่นาน” รับสั่งตอบกลับไป
และถ้อยรับสั่งของพระองค์ทำให้องค์รักษ์คนสนิทชะงักงันขึ้นมาทันที
“บะ… บางทีอาจมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นก็ได้พ่ะย่ะค่ะ พระองค์มิเคยทอดพระเนตรพระพักตร์ว่าเป็นเยี่ยงไร ไม่ว่าจะในกระจกหรือภาพสะท้อนจากเงาน้ำ ทรงทราบหรือไม่ว่าพระพักตร์ขององค์ชายหาได้อัปลักษณ์ผิดรูปเป็นที่น่าเกลียดน่ากลัวแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามทรงมากด้วยพระสิริโฉมยิ่งนัก ทรงทอดพระเนตรสิพ่ะย่ะค่ะ” กราบทูลพลางรีบคว้าอ่างน้ำที่มีน้ำอยู่กว่าครึ่งเพื่อให้องค์ชายของตนทอดพระเนตร
“ไม่ต้อง!” สุรเสียงรับสั่งตวาดห้ามกลับไปทันที
พระหัตถ์อันสั่นเทาเอื้อมไปหยิบหน้ากากสีเงินของพระองค์ขึ้นมาสวมปิดบังพระพักตร์อย่างรวดเร็ว พร้อมสุรเสียงมีรับสั่งตอบกลับไป
“ผู้อื่นเห็นใบหน้าข้ายังต้องล้มตายดั่งเช่นใบไม้ปลิดปลิว นับประสาอะไรกับตัวข้าเอง ก็เป็นแบบนั้นเช่นกันไม่แตกต่างแม้แต่น้อย ต้องตายทันทีที่ได้ยลโฉมของตนเอง และนี่คือเหตุผลที่ข้าต้องสวมหน้ากากเอาไว้ตลอดเวลา ไม่มีกระจกและไม่เพ่งพิศเงาในสายน้ำหลากแม้แต่ครั้งเดียว”
เอื๊อก! องครักษ์หน้ามนกลืนน้ำลายลงคอทันทีเมื่อได้ยินและเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง
ฉับพลันเสียงทหารรายงานข่าวดังขึ้นอยู่นอกกระโจม
“รายงาน!!!” เสียงดังก้องอยู่หน้าประตูทางเข้า
“เข้ามา!” องค์ชายหนุ่มรับสั่งอนุญาต
ทันทีที่มีพระบัญชา ทหารรายงานข่าวรีบรุดเข้ามาภายในกระโจมที่ประทับทันที ร่างสันทัดทรุดกายลงนั่งคุกเข่า
“กราบทูลองค์ชาย หมอหลวงพร้อมผู้ช่วยทั้งหมดบัดนี้ได้สูญสิ้นลมหายใจอย่างมิรู้สาเหตุเสียแล้วพ่ะย่ะค่ะ ทหารที่ได้รับบาดเจ็บยังมีอีกเป็นจำนวนมากแต่ไร้สิ้นหมอทำการรักษา เช่นนี้แล้วจะทำเช่นไรดีต่อไปพ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นคำกราบทูลของทหารคนดังกล่าว พระพักตร์ที่ถูกปกปิดด้วยหน้ากากส่ายไปมาติดๆ กัน พระองค์หันกลับไปทอดพระเนตรองครักษ์ที่นั่งอยู่กับพื้นข้างแท่นพระบรรทม
“ฝังศพให้เรียบร้อย แล้วนำกองทหารไปตามหมอในแถบนี้มารักษาอาการบาดเจ็บของทหาร ส่งสาสน์ไปที่เมืองผิงหยางให้นำส่งหมอหลวงมาช่วยรักษาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ข้าจะยังไม่เคลื่อนทัพกลับจนกว่าทหารที่ได้รับบาดเจ็บจะได้รับการดูแลรักษา”
“พ่ะย่ะค่ะองค์ชาย” ทหารรายงานข่าวรับพระบัญชาอย่างแข็งขัน ก่อนจะสังเกตเห็นพระโลหิตไหลซึมออกมาจากผ้าพันแผลจนแดงฉานชุ่มโชกไปหมด
“กระหม่อมได้ส่งสาสน์กลับไปทางเมืองหลวงเพื่อให้ฝ่าบาทจัดส่งหมอหลวงของราชสำนักมารักษาพระอาการขององค์ชายแล้วพ่ะย่ะค่ะ คาดว่าคงไม่เกินห้าวันก็น่าจะถึงแล้ว”
ครั้นองค์ชายอิ๋งหยางได้ยินเช่นนั้น พระพักตร์หันกลับไปทอดพระ เนตรทหารรายงานข่าวเขม็ง
“ไม่ได้รับคำสั่งจากข้า! เหตุใดจึงฝ่าฝืนส่งสาสน์ไปที่เมืองหลวงเช่นนั้น ต่อให้ข้าตายเสด็จพ่อก็ไม่ส่งหมอหลวงมารักษาข้าแม้แต่น้อย เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์!” รับสั่งตวาดก่อนจะหายใจหอบโยนด้วยทรงเจ็บปวดบาดแผลอย่างรุนแรง ท่ามกลางสายตาของทหารผู้ใกล้ชิด
“พระองค์ทรงได้รับบาดเจ็บสาหัสเป็นยิ่งนัก หมอหลวงที่ทำการรักษาก็เป็นผู้บอกเองว่าไม่สามารถทำให้ทุเลาลงได้ ต้องขอให้ทางราชสำนักส่งหมอหลวงฝีมือดีมารักษาพระอาการ ทรงเป็นถึงองค์ชายใหญ่เหตุใดฝ่าบาทจะทรงไม่เหลียวแล ทุกวันนี้แคว้นฉินแผ่ขยายอำนาจอย่างยิ่งใหญ่ไพศาลเช่นนี้ได้ ล้วนมาจากพระองค์ทรงเป็นผู้นำทัพทั้งสิ้น” องครักษ์คนสนิทอดไม่ได้ที่จะกราบทูลกลับไป
หึหึหึหึ!!! เสียงพระสรวลเค้นออกมาเบาๆ ครั้นทรงได้ยินเช่นนั้น
“องค์ชายใหญ่แล้วอย่างไรเล่า! ก็แค่ฐานันดรติดตัว ความเป็นจริงก็คือข้าคือโอรสที่ถูกเนรเทศให้มาอยู่ชายแดนตลอดกาล ไม่มีวันได้หวนคืนกลับสู่เมืองหลวงแต่อย่างใด” รับสั่งพร้อมยกพระหัตถ์สะบัดไปมาเพื่อไล่เหล่าทหารออกไปจากกระโจมที่ประทับ เมื่อทรงรู้สึกว่าอาการปวดแปลบบาดแผลเริ่มทวีรุนแรงมากยิ่งไปกว่าเดิม
“พวกเจ้าออกไป! ข้าอยากพักแล้ว” รับสั่งพร้อมค่อยๆ เอนพระวรกายลงประทับบรรทม โดยมีองครักษ์คนสนิทรีบตรงปรี่เข้ามาประคองพระวรกายให้บรรทมลงบนฟูก ก่อนจะทรงมีรับสั่งถามกลับไป
“เจ้ากลับไปพักผ่อนเสียเถิด อย่าอยู่ใกล้ข้า มิเห็นหรือไรว่าจุดจบของบรรดาหมอหลวงเป็นเช่นไร แทนที่จะมีชีวิตอยู่ได้ต่ออีกหลายวันกว่านี้”
องครักษ์คนดังกล่าวทำได้แต่เพียงแค่ยิ้มออกมาบางๆ เมื่อได้ยินรับสั่งถามกลับมาเช่นนั้น
“จะตายช้าหรือเร็วก็ต้องตายเช่นกัน กระหม่อมจะขอถวายการรับใช้องค์ชายอยู่ใกล้ๆ พ่ะย่ะค่ะ หากแม้นต้องตายก็ไม่เสียดายชีวิต เพราะก่อนตายมีโอกาสคอยดูแลพระองค์จนถึงวาระสุดท้ายของกระหม่อม” องครักษ์คนสนิทกราบทูลกลับไปตามความรู้สึกของตน
องค์ชายอิ๋งหยางทอดพระเนตรองครักษ์คู่พระทัย ผ่านหน้ากากสีเงินที่ปิดบังพระพักตร์ ครั้นทรงได้ยินคำตอบกลับมาเช่นนั้น มิมีผู้ใดได้เห็นสีพระพักตร์ของพระองค์ในเวลานี้เลยว่าทรงเป็นเช่นไร ทั้งสีพระพักตร์และสายพระเนตรแฝงเร้นความเศร้าหมอง ด้วยพระองค์ทำให้ผู้คนรอบข้างต้องพบจุดจบก่อนวัยอันควร คนที่สมควรตายกลับไม่ตายแต่คนที่ไม่ควรตายกลับจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับคืน เหตุใดสวรรค์จึงลิขิตให้ต้องได้รับความทรมานเช่นนี้หนอ
นับตั้งแต่จำความได้ พระองค์เจริญชันษาท่ามกลางความโดดเดี่ยว อ้างว้าง คนใกล้ตัวล้วนจากไปเพราะพานพบพระพักตร์ ไออุ่นจากพระบิดาและพระมารดามิเคยทรงได้รับ ซ้ำร้ายยังทรงเป็นที่น่ารังเกียจของราชวงศ์ ราชสำนักต่างกล่าวขานว่าพระองค์คือองค์ชายปีศาจของราชวงศ์ฉินที่จะนำหายนะมาสู่แว่นแคว้น หากขึ้นเป็นเจ้าผู้ครองแคว้นตามกฎมณเฑียรบาลที่สืบทอดต่อๆ กันมา แคว้นฉินจะต้องถึงคราวล่มสลายหากเจ้าผู้ครองแคว้นคือพระองค์
“ชีวิตของข้าในชาตินี้ถูกกำหนดให้อยู่อย่างโดดเดี่ยว ไร้รัก สิ้นเสน่หาและวาสนากับผู้ใด เพราะคนใกล้ตัวล้วนล้มตายไปจนหมดสิ้น หากแม้นเจ้าตั้งใจเช่นนั้นและไม่อาลัยชีวิตข้าก็มิขัด” รับสั่งกับองครักษ์คนสนิท
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์ผู้ซื่อสัตย์กราบทูลกลับไป ก่อนจะได้ยินองค์ชายของตนมีรับสั่งขึ้นมาอีกครา
“ช่วงที่ข้าหมดสติได้ฝันแปลกประหลาดยิ่งนัก เป็นความฝันที่มิเคยปรากฏขึ้นมาก่อน ราวกับว่าข้าได้ไปสถานที่ดังกล่าวนั้นจริงๆ ผู้คนมากมายอีกทั้งบ้านเมืองในแคว้นนั้นข้ามิเคยพานพบจากที่ใดในทั่วหล้านับตั้งแต่ยกทัพยึดดินแดนในผืนแผ่นดินนี้” รับสั่งด้วยความคลางแคลงพระทัยมิรู้วาย
ถ้อยรับสั่งขององค์ชายหนุ่มทำให้องครักษ์คนสนิทที่กำลังนั่งฟังอยู่เงียบๆ อดไม่ได้ที่จะเอ่ยออกมา
“อาจเป็นเพราะทรงมีไข้สูงจึงทำให้เกิดนิมิตแปลกประหลาดก็เป็นไปได้นะพ่ะย่ะค่ะ ดูเอาเถิดแม้ในยามนี้ไข้ของพระองค์เหตุใดจึงมิบรรเทาเบาบางลงไปแต่อย่างใด” องครักษ์คนสนิทบ่นพึมพำ
ในขณะที่องค์ชายอิ๋งหยางหาได้อาลัยแก่พระชนม์ชีพของพระองค์แต่อย่างใด ทรงปล่อยวางได้หากแม้นต้องเผชิญกับความตายที่สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ
“วาระสุดท้ายของข้าคงใกล้มาถึงแล้วกระมัง เช่นนั้นก็ดีจะได้ไม่ต้องทนทรมานอีกต่อไป ข้าอยากทำอะไรบางอย่างเจ้าให้ทหารไปตามช่างทำเครื่องประดับฝีมือดีมาพบข้า”
องครักษ์หนุ่มขมวดคิ้วเข้มเข้าหากันทันทีครั้นได้ยินเช่นนั้น
“องค์ชายประสงค์จะทำเครื่องประดับให้กับผู้ใดอย่างนั้นหรือพ่ะย่ะค่ะ” มิวายทูลถามกลับไปด้วยความสงสัย
“ทำให้ข้า!” รับสั่งตอบกลับไปสั้นๆ ก่อนจะหยุดไปชั่วขณะเมื่อบาดแผลจากลูกกระสุนในยุคอนาคตทำให้พระองค์เจ็บปวดอย่างแสนสาหัสเป็นยิ่งนัก
“ข้าต้องการปิ่นหยก! ในฝันนั้นบอกว่าข้าคือเจ้าของปิ่นหยกที่อยู่ในความครอบครองของนาง” รับสั่งพึมพำสุรเสียงแผ่วเบาแทบจะไม่ได้ยิน ในขณะที่องครักษ์คนสนิทพยายามจะฟังว่าองค์ชายของตนทรงมีรับสั่งเช่นไรแต่จนแล้วจนรอดก็ได้ยินไม่ชัดเจน
“จะ... เจ้าจงฟังข้าให้ดี หากข้าหลับไปและมิตื่นขึ้นมาอีกเลย จงให้ช่างเครื่องประดับทำปิ่นหยกและฝังไปพร้อมกับร่างอันไร้วิญญาณของข้าเข้าใจที่บอกหรือไม่” รับสั่งกำชับพร้อมทอดพระเนตรองครักษ์ของพระองค์เขม็ง
“กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์หนุ่มขานรับพระบัญชาอย่างรวดเร็ว แม้จะไม่เข้าใจในถ้อยรับสั่งก็ตามแต่ก็มิอาจขัดพระประสงค์ของพระองค์ได้
พระหัตถ์ค่อยๆ ยกขึ้นสัมผัสพระอุระที่ถูกปิดทับด้วยผ้าพันแผล แต่ถึงกระนั้นก็ยังสามารถรับรู้ถึงไอร้อนผ่าวจากพิษของบาดแผลที่กำลังระบมอย่างเห็นได้ชัด
“แผลนี้ช่างทรมานข้าเสียนี่กระไร ใยจึงสร้างความเจ็บปวดถึงเพียงนี้นักเล่า เป็นอาวุธเช่นไรหนอจึงทำให้ทนทุกข์อย่างแสนสาหัสถึงเพียงนี้” รับสั่งพึมพำแผ่วเบา
องครักษ์หนุ่มรีบนำผ้าที่อยู่ในอ่างน้ำบิดหมาดๆ พลางนำมาเช็ดพระวรกายเพื่อบรรเทาความร้อนจากพิษไข้ให้ทุเลาลงไปไม่มากก็น้อย
“บาดแผลของพระองค์อักเสบรุนแรงยิ่งนัก หมอหลวงก็มิอาจตอบได้ว่าองค์ชายทรงถูกอาวุธชนิดใดทำให้ได้รับบาดเจ็บสาหัสถึงเพียงนี้พ่ะย่ะค่ะ ภายในบริเวณนั้นหามีทหารต้าเหลียงหลงเหลืออยู่แม้แต่เพียงผู้เดียว มีเพียงพระองค์เท่านั้นอยู่เพียงลำพัง แต่เหตุใดจึงมีบาดแผลเช่นนี้บังเกิดขึ้นมาได้ช่างน่าแปลกประหลาดเป็นยิ่งนัก”
ครั้นองค์ชายอิ๋งหยางทรงได้ยินเช่นนั้น ภาพของสตรีสาวร่างระหง กำลังวิ่งตรงมาหาพระองค์ด้วยความหวาดกลัวอย่างสุดขีด พร้อมเสียงดังกึกก้องไล่หลังตามมาติดๆ ปรากฏขึ้นในความทรงจำของพระองค์ขึ้นมาทันที
“แผลนี้เกิดจากนาง... เกิดจากนางแน่นอน! สิ่งที่เกิดขึ้นกับข้าเป็นเพียงแค่ความฝันหรือเรื่องจริง!” สุรเสียงพึมพำฟังไม่ได้ศัพท์ก่อนจะหมดพระสติประทับบรรทมนิ่ง ท่ามกลางเสียงร้องเรียกขององครักษ์คนสนิท
“องค์ชาย! องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ!!!”