จอมทัพ หรือชื่อเล่น ต้าเฉิน เจ้าของกาสิโนในต่างประเทศ และเป็นเจ้าของโรงแรมระดับห้าดาวในเมืองไทย 1 แห่ง เขาเป็นลูกครึ่งเสี้ยว บิดาเป็นชาวไต้หวันลูกครึ่งอเมริกัน และแม่เป็นคนไทย จึงสามารถมีธุรกิจที่ต่างประเทศได้ วันนี้เข้ากลายเป็นเจ้าของทั้งหมด เพราะทั้งบิดาและมารดาเสียชีวิต ต้องบินไปกลับไต้หวันเมืองไทย และอเมริกาเป็นว่าเล่น มาเมืองไทยคราวละเป็นเดือน
แต่ไปเมืองนอกคราวละหลายๆ เดือนเช่นกัน ทว่ารอบนี้แทนที่เขาจะได้มาตรวจงานที่เมืองไทยอย่างเดียว กลับต้องมาจัดพิธีศพน้องสาว ที่เขาต้องดูแลแทนพ่อกับแม่ตั้งแต่ ม.6 ยันเรียนจบปริญญา ไม่รู้เพราะปัญหาชีวิตที่ไม่เคยปรึกษาพี่ชายคนนี้ ส่งผลให้เธอเป็นโรคซึมเศร้าหรือเปล่า จึงทำให้ต้าเอสจบชีวิตลงที่คอนโดมิเนี่ยม
ภายในพิธีศพถูกจัดขึ้นที่มูลนิธิ ไทย- จีน โดยมีจอมทัพเป็นเจ้าของมูลนิธิ เป็นผู้นำและคอยให้ความช่วยเหลือเหล่าคนไทยเชื้อสายจีนมาโดยตลอด ซึ่งมูลนิธิตั้งอยู่ด้านหน้าของหมู่บ้านนั่นเอง แขกเหรื่อหมุนเวียนกันเขามาร่วมงานทั้งวัน จอมทัพและลูกน้องก็ปลีกตัวมารับแขก แต่ถึงกระนั้นก็แทบจะไม่เชิญใคร
รับรู้กันเฉพาะคนรู้จักกันแค่ระแวกใกล้ๆ ก็พอ เพราะการตายของต้าเอส มันนำมาซึ่งแต่คำติฉินนินทา มันเป็นที่เสื่อมเสียแม้ว่าเขาจะไม่แคร์ก็ตาม แต่ไม่อยากให้ใครมาว่าน้องสาวแบบนั้น จึงอยากทำแบบเงียบๆ ไม่อยากให้เป็นข่าวใหญ่โต
คนมาร่วมงานก็แค่อยากจะมาใส่ใจ เรื่องการตายของต้าเอสเท่านั้น และคงรู้กันหมดแล้วล่ะ จอมทัพคิด พลางเดินเข้าไปในงานพร้อมด้วยลูกน้องนับสิบคน ทุกคนอยู่ในชุดสูทสีดำทั้งหมด แต่เขาค่อนข้องโดดเด่นที่สุดเพราะเป็นนายใหญ่ ผิวขาวแบบคนไทยเชื้อสายจีน สูงใหญ่แบบฝรั่ง จมูกโด่งปากกระจับชมพู แต่ดวงตาเล็กตี๋แบบเอเชีย แต่นัยตาสีน้ำตาลอ่อน จอมทัพเดินผ่านแขกที่กำลังนั่งกินโจ๊ก หลังจากที่มาไหว้เสร็จพอดี จังหวะนั้นเสียงนินทาก็ดังเข้าหู
“เพิ่งได้ข่าวว่า พี่ชายของคนที่ตาย เป็นมาเฟียอยู่ใต้หวันด้วยนี่ ไม่เคยรู้มาก่อนเลยนะเนี่ย” เสียงแขกคนหนึ่งกระซิบกัน ตามปกติ แต่ไม่มีใครรู้จักจอมทัพ ไม่เคยเห็นตัวเป็นๆ เพราะเขาไม่เคยเปิดเผยตัว แทบจะไม่มีใครรู้ด้วยซ้ำว่าต้าเอสมีพี่ชาย เพราะหญิงสาวขอไปใช้ชีวิตเพียงลำพังอย่างคนหัวสมัยใหม่ รักอิสระ แต่พอตายมาดันเป็นข่าวดังเสียอีก
“ระดับมาเฟียขนาดนี้ ดันปล่อยให้น้องสาวเป็นไปเป็นเมียน้อยอ่ะเนอะ” เสียงนินทาก็ดังขึ้นอีกและมันก็เล็ดลอดเข้าหูจอมทัพ เพราะถ้าตั้งใจฟังมันก็ได้ยิน
“แหมความรัก มันไม่เข้าใครออกใครนี่น่า” คำนินทายังพ่นออกมาจากปากมนุษย์ป้าไม่หยุด แน่นอนว่าใครนินทาจอมทัพจะได้ยินชัดกว่าปกติ ขณะเดินผ่าน เขาตวัดหางตามองไปที่คนกลุ่มนั้น สายตาเย็นชา แต่น่าเกรงขามพร้อมกับบุคลิกเยื้องย่างอย่างมังกรอันแสนสง่าผ่าเผย ทำให้คนนินทาถึงกับตาด้วยอาการตาโต ก่อนจะก้มหน้าก้มตา แล้วจอมทัพก็เดินเข้าไปในงานตามปกติ แต่คล้อยหลังเสียงซุบซิบก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง เพราะแขกบางคนเพิ่งจะมาวันนี้ และก็ยังคงไม่รู้ว่าจอมทัพอยู่ในงาน เพราะคิดแต่เพียงว่าเป็นแขกผู้ใหญ่มาเท่านั้น
“พี่ชายคนที่ตายน่ะ เห็นว่าเพิ่งกลับมาจากไต้หวันด้วย” มนุษย์ป้าอีกคนเอ่ยขึ้น
“ใช่ๆ เขาว่าไปดูธุรกิจที่ฮ่องกง ใต้หวัน อเมริกา แล้วกลับมาไม่ทันน้องตาย ใครเป็นต้นเหตุการตายน่ะ เตรียมตัวเลย พวกนี้สายโหดด้วยนะคะ” มนุษย์ป้าอีกคนแทรกขึ้น
“แหม มาเฟียมีอิทธิพลในฮ่องกงใต้หวันขนาดนี้ มันต้องโหดสิคะ แล้วนี่ปล่อยให้น้องเป็นไปเมียน้อยเขาได้ล่ะเนี่ย ข่าวรู้กันทั่วทุกสำนักแล้วมั้ง นี่น่าจะฆ่าตัวตายเพราะอับอายล่ะสิท่า”
“อะแฮ่ม! เอ่อ ขอโทษครับ เผื่อจะไม่ทราบว่า... คุณจอมทัพ หรือคุณต้าเฉินอยู่ในงาน” เสียงชายคนหนึ่งดังขึ้น เพื่อจะได้หยุดการสนทนาของทุกคน ไม่งั้นจะสนุกกว่านี้ พร้อมกับส่งสัญญาณบอกกลุ่มที่กำลังนินทาเจ้านาย ให้หันไปมองจอมทัพ ซึ่งกำลังเคารพศพน้องสาวอยู่
“เอ่อ เอ่อคือ นะ นะ นั่นเหรอคะ” มนุษย์ป้าขี้นินทาเอ่ยถามเสียงสั่น
“นึกว่าผู้หลักผู้ใหญ่นักการเมืองซะอีก”
“พี่ชายครับ พี่ชายคุณต้าเอส” เขาย้ำอีกครั้งชัดๆ เน้นๆ
“จะเข้าไปทักทายท่านหน่อยไหมครับ” ชายหนุ่มบอกอีกครั้ง ทำเอาป้าๆ ทั้งหลายถึงกับหุบปากแล้วก้มหน้ากินโจ๊กต่อ เวลาเดียวกันนั้นแขกที่เป็นเครือญาติ หรือคนไทยเชื้อสายจีนด้วยกันก็ต่างทยอยกันเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้จอมทัพต้องออกไปต้องรับด้วยตัวเอง
“คนน้อยจังเลยคุณเฉิน” แขกผู้ใหญ่ท่านหนึ่งถามน้ำเสียงหม่นพลางมองไปรอบๆ
“ก็มีแต่พี่น้องเราครับ แล้วก็คนรู้จักใกล้ๆ กัน ผมแทบไม่อยากจะให้เป็นข่าวด้วยซ้ำ” จอมทัพเอ่ยเสียงกดต่ำเรียบๆ แต่หม่นเพราะความเศร้า พลางยืนนิ่งๆ มองไปยังแขกเหรื่อในงาน
“อาเสียใจด้วยนะเรื่องหนูเอส กะทันหันมาก ไม่คิดว่า...”
“ครับ ไม่เป็นไร” จอมทัพรีบแทรกขึ้นทันที และยิ่งหม่นหนักเข้าไปอีกเมื่อต้องนึกถึงการจากไปของน้องสาว จนแขกผู้ใหญ่ท่านนี้ถึงกับเอามือลูบหลังเบาๆ เพราะรู้ว่าจอมทัพอดกลั้นความเสียใจเอาไว้อย่างหนัก นั่นก็เพราะว่าภายนอก จอมทัพเป็นคนที่โคตรแกร่ง เจ็บปวดเสียใจเพียงใดทำได้แค่นิ่ง เพื่อกดตัวเองให้อยู่ภายใต้ความน่าเกรงขาม ฉะนั้นเวลาเสียใจจึงทำได้แค่กัดฟันทน แม้ในหัวใจจะเจ็บปวด แหลกสลายแค่ไหนก็ตาม ฉากหน้าทุกคนจะได้เห็นแต่เพียงความเข้มแข็งดุดัน จะว่าจะแข็งกระด้างตามฉบับของมาเฟียก็ได้ ไม่มีแม้แต่หยดน้ำตา
“เชิญคุณอาด้านในดีกว่าครับ” จอมทัพสูดหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับตัดบท แล้วผายมือเชิญแขกผู้ใหญ่เข้าไปด้านในเพื่อเคารพศพ จากนั้นเขาก็ยืนต้อนรับแขกไปเรื่อยๆ บางคนก็ไม่กล้าเข้ามาคุยด้วยรู้แล้วว่าเขาเป็นใคร หรือแค่เขายืนเฉยๆ บวกกับสายตาอันแสนเย็นชาก็น่าเกรงขามเกินพอแล้ว อย่าต้องให้คุยเลย โดยเฉพาะกลุ่มที่นินทายิ่งไม่กล้าสบตาเลยด้วยซ้ำ
“คุณท่านครับ ไปนั่งกับแขกผู้ใหญ่ก่อนไหมคครับ” ลูกน้องคนหนึ่งถามขึ้น
“ฉันไม่อยากคุยกับใครตอนนี้” จอมทัพตอบเสียงกดต่ำ
“ผมเข้าใจความรู้สึกครับ” ลูกน้องตอบ แต่จอมทัพก็ตัดสินใจที่จะเดินเข้าไปงานอีกครั้ง เหมือนจะไปสมทบกับญาติๆ แต่ลูกน้องคนหนึ่งก็เดินมากระซิบจากทางด้านหลังพอดี
“คุณท่านครับ ผมลากตัวมันมาแล้ว” เสียงกระซิบจากคนสนิทเอ่ยขึ้นเบาๆ แต่น้ำเสียงเหี้ยม ทำให้จอมทัพชะงักฝีเท้าที่กำลังเดิน สีหน้าเรียบเฉย แต่แววตามีความดุดันเกรี้ยวกราด เมื่อได้ยินเช่นนั้นสันกรามก็ขบกันแน่นจนเห็นเส้นเลือดนูน
“คนที่หนึ่ง” เจ้านายเอ่ยคล้ายกับจะถาม
“ครับคนที่หนึ่ง อยู่หลังห้องประชุม” เมื่อได้ยินดังนั้นเจ้านายหนุ่มจึงหันไปกลับมองหน้าลูกน้องมือขวาที่ชื่อโจว์
“ให้คนของเราส่วนหนึ่ง ดูแลแขกในงานจนกว่าจะเสร็จ” จอมทัพบอกเสียงเรียบและเบา
“ครับ” คนสนิทรับคำ จากนั้นจอมทัพไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ ทว่ากลับเดินออกจากงานไปอย่างช้าๆ ฝีเท้าหนักแน่น เยื้องย่างสง่าน่าเกรงขาม ปรายตามองแขกในงานเล็กน้อย กระทั่งเดินพ้นออกไป
ห้องประชุมที่ว่าคือ อยู่บ้าน คฤหาสน์ที่เป็นดั่งศูนย์กลางการทำงานเกือบทั้งหมด มีห้องกระชุมขนาดใหญ่ ห้องทำงาน ห้องออกกำลังกายและห้องมืด จอมทัพพร้อมด้วยผู้ติดตามนั่งรถกลับมาที่บ้าน ตึกที่มีไว้สำหรับประชุมอยู่ด้านหน้าพอดี เป็นทรงโดม บริเวณบ้านถูกจัดเอาไว้แบบโค้งครึ่งวงกลม
พอมาถึงจอมทัพก็เดินนำเข้ามาด้านใน ผ่านห้องประชุม ห้องโถง ยาวไปจนถึงด้านหลังของห้องประชุมคือห้องออกกำลังกาย และห้องมืดที่ประตูเป็นเหล็ก เมื่อเดินถึงห้องออกกำลังกาย จอมทัพเดินไปพลางถอดเสื้อสูทไปพลาง พร้อมกับส่งให้ลูกน้องถือ ตอนนี้เหลือไว้เพียงเสื้อเชิ้ตสีขาว ก่อนจะพับแขนเสื้อขึ้นตรงแขนศอก เผยให้เห็นรอยสักที่แขนทั้งสองข้าง เสร็จแล้วก็ถอดเข็มขัด ถอดนาฬิกา
ขณะเดียวกันเขาพยายามข่มอารมณ์ที่เดือดพล่านอยู่ในใจเอาไว้ จนกระทั่งลูกน้องเปิดประตูห้องมืด เสียงดัง เอี๊ยด! ปัง! ทำเอาร่างหนึ่งซึ่งถูกคลุมศีรษะเอาไว้ด้วยผ้าสีดำถึงกับสะดุ้งตกใจ ร่างนั้นถูกมัดอยู่กับเก้าอี้ เนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว
จอมทัพเดินเข้าไปช้าๆ พร้อมกับปลดกระดุมเสื้อไปด้วย ในจังหวะเดียวกันนั้นลูกน้องคนหนึ่ง ก็กระชากผ้าคลุมศีรษะออก เพื่อให้เห็นหน้ากันชัดๆ ชายหนุ่มภายใต้ผ้าคลุมนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองมายังเบื้องหน้าของตนเอง ท่าทางของเขาตื่นกลัวมากเมื่อเห็นหน้าจอมทัพ ดวงตาลนลานตื่นตระหนก เหมือนจะรู้ชะตากรรม ขณะที่จอมทัพจ้องเขม็งก่อนจะขมวดคิ้ว และเอียงคอมาทางลูกน้องนิดหน่อย
“บอกว่าไม่ให้แตะต้องอะไรมันใช่ไหม” จอมทัพหันมาถามลูกน้องคนสนิทด้วยน้ำเสียงเรียบ
“มันแค่เบลอยาสลบครับ ไม่มีรอยขีดข่วน ออ จะว่าไม่มีก็ไม่ใช่ ผมต่อยมันไปหมัดนึง” โจว์ลูกน้องสนิทตอบ ขณะที่เจ้าหนุ่มเอียงคอฟัง แต่สายตาจ้องมองที่ชายหนุ่มเบื้องหน้า ก่อนจะหันมามองหน้าลูกน้องอีกที
“ขอโทษครับ” ลูกน้องกล่าวน้ำเสียงกวนๆ
“ถอยไป” จอมทัพบอกทุกคนเสียงเรียบแต่กดต่ำน่ากลัว ก่อนจะเดินเข้าไปหาชายหนุ่มตรงหน้า
“ตะ... ตะ... ต้าเฉิน” ชายหนุ่มเรียกอีกชื่อของจอมทัพแบบสั่นๆ
“รู้จักชื่อเล่นด้วย เมื่อก่อนไม่รู้ แต่วันนี้น่าจะรู้แล้ว ทว่าคงจะไม่รู้จักดีพอ ว่าฉันทำอะไรได้บ้าง” จอมทัพเอ่ยด้วยน้ำเสียงลอดไรฟัน แววตาดุกร้าว พลางกัดฟันแน่นและยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
“ใช้อำนาจ ใช้อิทธิพล อยากอุ้มใครก็ได้โดยไม่กลัวความผิดงั้นเหรอ” ชายหนุ่มต่อว่าด้วยน้ำเสียงสั่นๆ
“พอๆ กัน ฉันให้คนอุ้มแกมาโดยตรง แต่มันต่างกับแกหน่อย คือแกยืมมือคนอื่นฆ่าคน” จอมทัพโน้มตัวเข้าไปหาพร้อมกับพูดเสียงเบาแต่ยังคงกัดฟันแน่น
“มะ มะ ไม่เกี่ยวกับฉัน” พอชายหนุ่มแก้ตัวปุ๊บ จอมทัพก็เหวี่ยงหมัดกระแทกไปที่ใบหน้าทันทีเต็มแรง
พัวะ! จอมทัพแรงเยอะและตัวใหญ่ ต่อยทีเดียวถึงกับหน้าสะบัดแทบจะตกจากเก้าอี้ กระทั่งหันกลับมาแทบไม่ไหว ปากแตกเลือดซิบเลยทีเดียวปวดไปทั้งสันกราม ฟันหลุดหรือเปล่าไม่แน่ใจ
“ต่อยคนที่ถูกมัดแบบนี้ ทำยังไงก็ชนะ” ชายหนุ่มกล่าวอย่างยากเย็น เพราะเจ็บอยู่ จอมทัพจึงหันไปสั่งลูกน้องด้วยสายตาเพื่อให้แก้มัดเสียเลย
“สมศักดิ์ศรีหรือยัง ลุกขึ้นมา ถ้าไม่ตายภายในห้านาที ฉันจะปล่อยแกไป” จอมทัพกล่าวเสียงเหี้ยมอีกครั้งพร้อมกับตวัดมือเรียก และในจังหวะที่ชายหนุ่มลุกขึ้นนั่นเอง จึงได้รู้ว่าตนเสียเปรียบจอมทัพแค่ไหน แค่รูปร่างก็ต่างกันมากแล้ว คนหนึ่งตัวโตไซส์ฝรั่ง อีกคนไซส์มาตรฐานชายไทย ไหนจะความล่ำบึกที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง
“ไม่ต้องกลัว ฉันไม่หมาหมู่หรอก ฉันเป็นมังกร”
“แต่ใช้กำลังหมาหมู่จับตัวฉันมา” สิ้นคำปุ๊บ จอมทัพก็ง้างหมัดต่อยไปที่ใบหน้าอีกทีแรงๆ
พัวะ! พัวะ! พัวะ! เขารัวไปสามหมัดกระทั่งชายหนุ่มล้มลงไปกับพื้น จอมทัพตามไปกระชากคอเสื้อให้ลุกขึ้นแล้วกระหน่ำหมัดเข้าไปอีก จนปากแตกคิ้ว แตกฟัน แทบจะร่วงจากปาก
“จับเวลาหรือยังโจว์!” จอมทัพตะคอกถามลูกน้องเสียงดัง แต่ไม่ได้หันไปมองเพราะยังจ้องคนอยู่ตรงหน้า
“ครับ!” โจว์รับคำ และยืนมองเจ้านายเพียงอย่างเดียว แต่ชายหนุ่มที่ถูกซ้อม อาศัยจังหวะที่เผลอจะยกหมัดขึ้นมาต่อยจอมทัพ ทว่าเขาเบี่ยงตัวพร้อมกับจับข้อมือและบิดแรงๆ ก่อนจะเอามืออีกข้างดันหัวไหล่จนต้องโน้มศีรษะลง จากนั้นจอมทัพกระทุ้งหัวเข่ากับท้องแรงๆ หลายที จนเจ้าตัวล้มฟุบกับพื้นอีกครั้ง จอมทัพก็ตามไปเตะอีกหลายทีจนร่างแน่นิ่งไป ลุกไม่ไหว ตามด้วยเสียงหายใจหอบแต่ไม่ได้สลบ ร่างกายจุกไปหมด จอมทัพจึงนั่งย่องๆ พร้อมกับเอามือจิกผมชายหนุ่มขึ้นมา
“อยู่ให้ถึงห้านาทีนะ อย่าตายซะก่อน แกจะได้มีเรื่องไปเล่าให้ญาติๆ แกฟังว่าเจอกับอะไร และฉันเป็นใคร”
“มึงอยากฆ่ากูเหรอ ฆ่าเลย” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงแผ่วเบา หายใจรวยรินเพราะเจ็บระบมไปทั้งตัว ทำเอาจอมทัพถึงกับยิ้มเยาะ
“ยังก่อน ความตายมันง่ายเกินไป อยู่ทนเห็นฉันเอาคนใกล้ตัวของแก แต่ละคนมาทรมานก่อนตายดีกว่า” จอมทัพกล่าวเสียงเหี้ยม
“ทำไมแบบนี้ทำไม ต้าเฉิน ทำแบบนี้ทำไม เราไม่มีอะไรผิดใจกัน” ชายหนุ่มถามเสียงสั่นไร้เรี่ยวแรงและนั่นคือเป็นคำแก้ตัว เท่านั้นแหละจอมทัพก็กระชากคอเสื้ออีกรอบเพื่อให้ลุกขึ้น คราวนี้เขาเหวี่ยงไปให้ลูกน้องช่วยพยุงเอาไว้ แล้วตามไปจิกผม พร้อมกับกัดฟันแน่นเพื่อข่มความโกรธจนเส้นเลือดนูนเป็นสันอยู่แล้ว
“รู้จักฉันต้าเฉิน ก็ควรรู้ว่าต้าเอสเป็นอะไรกับฉัน หรือเสือกไม่หมด เสือกเก่งแค่หลังคีย์บอร์ด กะทำร้ายคนอื่นเอามันเหรอ”
“ตะ ตะ ต้าเอส... ต้าเอส...”
“จำได้หรือยัง เรามีเรื่องผิดใจกันได้หรือยัง มึงโชคดีที่ได้เปิดประเดิมรายแรก หลังจากที่กูเพิ่งกลับมาจากไต้หวัน”
“ยะ ยะ อย่าทำอะไรฉันเลย ฉันไม่รู้เรื่องต้าเอส” ชายหนุ่มเอ่ยขอร้องเสียงสั่น จอมทัพถึงถอยออกมาอีกครั้ง สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะรัวหมัดใส่ไม่ยั้ง พัวะ! พัวะ! พัวะ! คราวนี้เลือดกระจายเต็มปาดเต็มหน้า กระเด็นมาโดนเสื้อของเขาอีกต่างหาก จากนั้นก็กระชากผมแล้วดึงให้เงยหน้าขึ้น ก่อนจะตบหน้าแรงๆ เพื่อให้มีสติ
เพียะ! “เกินห้านาทีหรือยังโจว”
“เกินแล้วครับคุณท่าน” โจว์ตอบพลางยักคิ้วเล็กน้อย ราวกับไม่ทุกข์ร้อนกับอาการของชายตรงหน้า
“หึๆ ฉันจะกระชากแกลงนรกตอนนี้ก็ยังได้ แค่อยากให้แกลากสังขารนี้กลับไปบอกเจ้านายทั้งหลาย ญาติๆ คนไหน ก็ตามที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องคลิปนั้น ไปบอกนะ... ว่าฉันกำลังมาทวงชีวิตของน้องสาวฉันคืน ใครที่มันมีส่วนเกี่ยวข้องอีก” จอมทัพถามแต่ชายหนุ่มแทบจะไม่มีแรงส่ายหน้าหรือพูดแล้ว
“ไม่เป็นไร ฉันหาเองได้ แต่รับปากหน่อยได้ไหมว่าจะไม่ขี้ฟ้องวิ่งแจ้นไปหาตำรวจ แค่น้องสาวฉันตายก็เป็นข่าวจะแย่” จอมทัพพูดด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน
“มะ มะ ไม่ ฉันจะไม่... บอก” ชายหนุ่มพูดด้วยน้ำเสียงขาดหาย
“แต่ฉันก็ไม่ได้กลัวพวกนั้นหรอกนะ ต่อให้แกไปบอกไอ้แก่นั้นก็ตาม”
“ไม่... ไม่บอก ฉันจะไม่บอก” เขายังคงพูดด้วยน้ำเสียงขาดหายเช่นเดิม
“เอาอะไรมารับประกันดีวะโจว์” จอมทัพหันไปถามลูกน้อง ซึ่งก็รู้ใจดีเหลือเกิน ลูกน้องคนสนิทถือมีดไปปักกลางโต๊ะ เท่านั้นแหละชายหนุ่มที่โดนซ้อมถึงกับตาโตด้วยความตกใจ ก่อนจะถูกนำตัวไปแล้วจับศีรษะฟุบหน้ากับโต๊ะ ลูกน้องคนหนึ่งก็จับมือเอาไว้พร้อมกับกางนิ้วออกจากกันให้หมดทุกนิ้ว
“ห๊า! ไม่... ไม่นะ... พวกแกจะทำอะไร อย่า! อย่า! ได้โปรด อย่าทำอะไรฉันเลย” ชายหนุ่มเอ่ยขอร้องเสียงสั่น พร้อมกับเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความหวาดกลัว แต่ก็ไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อสู้
“เกี่ยวก้อยสัญญากัน แต่นิ้วก้อยน่ะขอนะ” จอมทัพก้มหน้ากระซิบเสียงเหี้ยมก่อนจะจับมีดคมๆ เอาไว้ปักไว้กึ่งกลางระหว่างนิ้วก้อยกับนิ้วนาง
“มะ มะ ไม่ อย่าคุณเฉิน อย่า อ๊า!!!! อื้อ!!!” เสียงร้องดังลั่นห้อง เมื่อจอมทัพกดมีดลงไปบนนิ้วก้อยแรงๆ แรงสุดเท่าที่กำลังจะมี กระทั่งนิ้วก้อยขนาดสะบั้นไปหนึ่งข้อ จอมทัพทำลงไปด้วยสีหน้าเย็นชา ไม่สะทกสะท้าน ส่วนลูกน้องก็ปิดผ้ายัดปากชายหนุ่มเอาไว้เพื่อไม่ให้ร้องไปมากกว่านี้
“อื้อ!!!” ชายหนุ่มได้แต่ร้องในลำคอ ดีดดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด พร้อมกับดวงตาเหลือกลาน เนื้อตัวสั่นพร้อมกันเลือดแดงๆ พุ่งไหลนองจากนิ้วไม่หยุด
“เก็บใส่ถุงไว้” จอมทัพหันไปมาพูดกับลูกน้องพร้อมกับส่งมีดให้ เขาแทบไม่สะทกสะท้านกับสิ่งที่ทำ สีหน้ายังคงเหี้ยมและยิ้มนิดๆ เท่านั้น
“ฮื้อ! คุณเฉิน ผม... ได้โปรด ผมจะไม่บอก จะไม่บอกตำรวจเรื่องนี้”
“ก็ดี แต่บอกญาติๆ ของแกไว้ให้เตรียมตัว ฉันไม่ชอบทำอะไรแบบเซอร์ไพรส์ ใครจะโชคดีเป็นรายต่อไป ใครที่มันอยู่ร่วมเหตุการณ์เลวๆ นั่น”
“ได้โปรด ไว้ชีวิตเราเถอะ คุณเฉิน เราผิดไปแล้ว เราไม่คิดว่ามันจะเป็นแบบนี้ เราไม่ได้ตั้งใจ”
“พวกมึงทั้งตระกูล! ไม่ไว้ชีวิตต้าเอส!” จอมทัพตะคอกใส่หน้า อารมณ์เดือดพล่านรุนแรง ทั้งที่พยายามเก็บแล้ว
“เราไม่ได้ทำ เธอตายเอง ไม่เกี่ยวกับเรา” ชายหนุ่มแก้ตัวไม่เลิก จอมทัพจึงจิกผมแรงๆ อีกที
“อ้าก!”
“ลื้อตัวตั้งตัวตีหรือเปล่า แล้วใครอีกนะที่เรียกแขก โพสต์ ให้สังคมประณามต้าเอส เอาเถอะ ไหนๆ ต้าเอสก็ตายแล้ว ฉะนั้นต้องมีสักคนได้ตายชดใช้ชีวิตที่ทำกับต้าเอส ใครมันตัวดีที่สุดในความเลวของพวกลื้อ ให้พวกมันเตรียมตัวไว้ อั้วะทำกล่องเก็บนิ้วก้อยของพวกลื้อทั้งตระกูล”
“ไว้ชีวิตเราเถอะ คุณเฉิน ได้โปรด” ชายหนุ่มยกมือไหว้สั่นๆ พลางร้องไห้ ขณะที่เลือดยังคงไหลจากนิ้วก้อย
“อั้วะหมดความสงสาร ตั้งแต่รู้ว่าต้าเอสตายเพราะอะไร” จอมทัพเอ่ยเสียงเหี้ยม ก่อนจะทำสัญญาณมือให้นำตัวชายหนุ่มนั้นออกไป แต่ก่อนอื่นเขาเดินนำออกจากห้องก่อน และพยายามเหลือเกินที่จะระงับความโกรธเอาไว้ให้มั่น พอเดินออกมาด้านนอกลูกน้องเกือบสามสิบคนยืนรออยู่ก่อนแล้ว และต้องตกใจเมื่อเห็นเสื้อที่เต็มไปด้วยเลือดของเจ้านายหนุ่ม ไหนจะใบหน้า และตามแขนก็มีแต่เลือด แต่จังหวะเดียวกันก็เห็นคนที่ถูกอุ้มมาสะบักสะบอมไม่มีชิ้นดี ขณะที่จอมทัพเดินมานั่งที่เก้าอี้ที่เปรียบเสมือนบัลลังก์มังกรของเจ้านายใหญ่ ซึ่งเป็นเก้าอี้ไม้สักแกะสลักเป็นรูปมังกร เขานั่งอย่างผ่อนคลายด้วยการวางมือทั้งสองข้างเอาไว้ตรงที่วางแขน พร้อมกับยกขาขึ้นไขว้กัน
“เอาตัวมันไป ห่อเป็นของขวัญโยนไว้หน้าบ้าน” จอมทัพสั่งเสียงเรียบ สีหน้าแววตาตอนนี้ไร้อารมณ์ เย็นชาสุดๆ ไม่รู้สึกรู้สากับสิ่งที่ทำ จากนั้นลูกน้องจึงนำตัวออกไป พร้อมกับนำผ้าสีดำคลุมศีรษะเอาไว้ดังเดิม เวลานี้ประมาณเกือบสามทุ่มเห็นจะได้เหมาะกับการเคลื่อนย้ายเหลือเกิน
“ผมว่าคุณท่านไปเปลี่ยนเสื้อก่อนดีกว่านะครับ” โจว์บอก จอมทัพได้แต่มองหน้าเล็กน้อย ก่อนจะมองไปยังทุกคน
“ยังก่อน อั้วะไม่รู้นะว่าใครเกี่ยวกับเรื่องนี้บ้าง ไม่เคยเห็นหน้า ให้นักสืบไปตามหาคนที่เกี่ยวข้องมาให้หมด สะกดรอยตาม เอาลูกน้องปลายๆ ของเราไปสักสามสี่คน ชี้จุดว่าคนพวกนี้ทำอะไรที่ไหนกับใคร แล้วโทรมารายงาน เลือกโอกาสที่มันอยู่คนเดียวก็เอาคนนั้นก่อน ใครได้ตัวมาให้อั้วะก่อนคนแรกล่ะก็ อั้วะให้ค่าขนมหนึ่งแสน” เขาเอ่ยเสียงเหี้ยม
“คนไหนก็ได้เหรอครับ” โจว์ถามขึ้นแทนทุกคน
“ใช่ คนไหนก่อนก็ได้ แต่รวมๆ ก็พวกมันทั้งตระกูลนั่นแหละ”
“เรายังเห็นหน้าพวกนั้นไม่หมดเลยครับ หลักๆ มีแค่ไอ้หมอนี่”
“คงไม่เกินความสามารถนักสืบหรอก หลังพิธีฝังศพต้าเอส ต้องได้ตัวมันมา”
“ครับคุณท่าน” ทุกคนรับคำพร้อมกัน
“ตามหาให้เจอ ทำอะไร กับใคร เวลาไหน ตามให้ได้ ต่อให้อยู่ต่างจังหวัด ต่างประเทศฉันก็จะตามไปเด็ดถึงที่”
“ครับ” ทุกคนรับคำอีกครั้ง และเมื่อพูดจบจอมทัพก็ลุกจากไปทันที ขณะเดียวกันทุกคนได้แต่ยืนก้มหน้า รอจนกระทั่งจอมทัพออกไปก่อน จึงได้พากันทยอยออกไปจากห้องประชุมเช่นกัน
จอมทัพกลับขึ้นบ้าน เพื่อถอดเสื้อที่เปื้อนเลือดออก และอาบน้ำล้างคราบเลือดที่เปรอะเต็มแขนและใบหน้า ขณะที่กำลังเอามือถูเลือดตามแขนและมืออยู่นั้น ภายในใจก็เต็มไปด้วยความแค้น ความเจ็บปวดที่ฝังแน่นอยู่ในหัวใจ ทุกอย่างมันเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นานมานี้เอง เขายังไม่สามารถลืมภาพนั้นได้เลยแม้แต่น้อย
“พี่ขอโทษที่ช่วยเธอไม่ทัน” เขาเอ่ยลอยๆ พลางก้มหน้า ปล่อยให้สายตาไหลชโลมกายพร้อมกับหลับตาลง แล้วภาพนั้นก็ปรากฏให้เจ็บปวดและจุกอยู่ในหัวใจ
ปัง! เสียงประตูถูกถีบเข้าไปแรงๆ กระทั่งกระแทกกับผนัง และสิ่งที่ทำให้ทุกคนตกใจคือ เบื้องหน้าปรากฏเป็นร่างบางถูกแขวนคอกับราวบันไดจากชั้นสอง ลักษณะคล้ายกับชั้นลอย จอมทัพยืนช็อกเมื่อเห็นสภาพน้องสาวตรงหน้า ดวงตาของเขาแดงก่ำพร้อมกับริมฝีปากสั่นระริก ก่อนจะเดินเข้าไปด้านในช้าๆ พร้อมกับทีมกู้ภัย ซึ่งทุกคนกำลังจะเข้าไปนำร่างของเธอลงมา
และเมื่อจอมทัพเดินไปถึง ก็เอื้อมมือจับที่ปลายเท้าของน้องสาวเท่านั้น ไม่อยากเงยหน้าขึ้นมองสภาพที่ไม่น่ามองนัก เขาขอจดจำความสวยงามของน้องสาวเอาไว้แทน จากนั้นจึงแนบศีรษะกับขาที่หย่อนลงมา ขณะที่น้ำตาลูกผู้ชายที่ไม่เคยไหลเพื่อใครเลย มันค่อยๆ ไหลออกมาช้าๆ
“เอส เอสทำไมทำแบบนี้ ทำไมไม่รอคุยกับพี่ก่อน” จอมทัพเอ่ยออกมาเบาๆ พร้อมกับน้ำเสียงสั่นเครือ
“ทำไมตัดสินใจทำแบบนี้”
“คุณท่านครับ ถอยออกมาก่อน ให้กู้ภัยจัดการนะครับ” โจว์บอก พร้อมกับประคองเจ้านายออกมาให้ห่างร่างของต้าเอส และสุดท้ายจอมทัพก็สูดหายใจเข้าลึกๆ กลืนน้ำตาเข้าไปไว้ในอก ขบกลามแน่นเพื่อข่มทุกความเสียใจเอาไว้
“ปิดข่าวหน่อยนะ” จอมทัพเอ่ยขึ้นเสียงหม่นและเบา
“คงจะเป็นอย่างนั้นครับ นี่คอนโดมีชื่อเสียง เจ้าของคงไม่ยอมให้เป็นข่าวเหมือนกัน” โจว์ตอบเสียงเรียบ
“ไม่มีร่องรอยการถูกทำร้าย ผู้ตายอยู่คนเดียว คิดว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัวตาย มีเหตุจูงใจให้เธอทำอย่างนี้ไหมครับคุณเฉิน” ตำรวจนายหนึ่งเอ่ยขึ้น