สัญญาณไฟเหนือประตูห้องผ่าตัดยังเปิดอยู่แม้ตอนนี้จะเป็นเวลาตีสามแต่ทุกคนด้านหลังประตูก็ทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อให้ผู้ป่วยและลูกน้อยในครรภ์รอดชีวิต
หลังเกิดอุบัติเหตุรถบรรทุกแหกโค้งชนกับรถเก๋งเมื่อสองชั่วโมงก่อนคารินาก็ถูกส่งมายังโรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด เมื่อมาถึงโรงพยาบาลก็พบว่าหญิงสาวมีอาการที่น่าเป็นห่วงเพราะถูกหน้าท้องถูกสายเข็มขัดนิรภัยกระชากอย่างแรงจนทำให้ทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลง
ทางโรงพยาบาลจึงต้องตามหมอเฉพาะทางเพื่อมาทำการเด็กออกก่อนแม้ว่าจะยังไม่ถึงกำหนดคลอดเพราะพิจารณาแล้วว่าอัตราการรอดชีวิตจะมากกว่าปล่อยให้อยู่ในท้องมารดา
อรรถวุฒิผู้เป็นสามีรีบเซ็นชื่อให้ความยินยอมให้รับการผ่าตัดอย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่าถ้าหากตนเองตัดสินใจช้าเพียงเสี้ยววินาทีก็อาจจะต้องเสียคนรักทั้งสองคนไปอย่างไม่มีวันกลับ
หลังจากทำแผลตามร่างกายของตนเองแล้วเขาก็รีบตามมาที่หน้าห้องผ่าตัดซึ่งตอนนี้พี่ชายของภรรยามารออยู่ก่อนแล้ว
“พี่นิค ผมขอโทษนะครับ”
“ไม่ใช่ความผิดขอบนายหรอก รถบรรทุกนั่นต่างหากที่ขับมาเร็ว” ก่อนมาโรงพยาบาลชายหนุ่มที่ที่โรงพักมาแล้วจึงได้รู้ว่าทุกอย่างเกิดขึ้นเพราะอะไร
“อือ นายไม่เป็นไรมากใช่ไหม แล้วหมอว่ายังไงบ้าง”
“ผมมีแผลแค่นิดหน่อยครับ แต่เคทกับลูกนี่สิ ลูกผมยังตัวเล็กนิดเดียวเองนะพี่ ยังไม่ครบกำหนดคลอดด้วยซ้ำ แต่หมอก็ยืนยันว่าจะต้องรีบผ่าเอาเด็กออก”
อรรถวุฒิรู้สึกบีบหัวใจอย่างหนักเพราะห่วงทั้งลูกและภรรยา เขากับคารินานับวันที่จะได้เจอลูกสาวตัวน้อยแต่ไม่คิดว่าเวลานั้นจะมาถึงเร็วขนาดนี้
ทั้งสองคนเดินวนอยู่หน้าห้องผ่าตัดจนกระทั่งประตูห้องเปิดออกออกอีกครั้ง
“ลูก” อรรถวุฒิมองเด็กทารกที่ถูกเข็นออกมาจากห้องผ่าตัดซึ่งมีลำตัวมีแดงจัดลำตัวเหี่ยวย่นอีกทั้งยังต้องใส่เครื่องช่วยหายใจทำให้เขามองด้วยความรู้สึกเจ็บปวด
ทั้งสองคนเดินตามไปอย่างอัตโนมัติจนกระทั้งเด็กถูกเข็นเข้าไปในห้อง NICU ซึ่งเป็นห้องกระจกที่มองเห็นว่าด้านในนั้นมีทารกอีกหลายคนที่นอนอยู่ในตู้อบ
หลังจากหมอและพยาบาลช่วยกันนำร่างเล็กๆ เขาไปในตู้อบและจัดการต่อเครื่องช่วยหานใจและสายน้ำเกลือจนเรียบร้อยแล้วคุณหมอก็เดินออกมานอกห้อง
“ก่อนผ่าตัดพวกคุณบอกว่าลูกผมจะปลอดภัย”
“ค่ะ ตอนนี้น้องก็ถือว่าอยู่ในขั้นที่ปลอดภัย”
“ถ้าปลอดภัยทำไมเขาจะต้องเข้าไปอยู่ในตู้นั่นล่ะ”
“คุณพ่อใจเย็นๆ นะคะน้องคลอดก่อนกำหนดทำให้น้ำหนักตัวน้อยอีกทั้งปอดก็ยังไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็ม”
“แต่พวกคุณก็ยังยืนยันจะผ่าตัด”
“เราต้องรีบผ่าตัดเพราะน้องเริ่มดิ้นน้อยลงและรกเริ่มลอกตัวถ้าปล่อยไว้จะเป็นอันตรายทั้งเด็กและแม่นะคะ ที่เราให้น้องนอนในตู้อบก็เพื่อรักษาอุณหภูมิ เราจะรอจนกระทั่งน้องน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นและหายใจเองได้ดีก็จะกลับบ้านได้ค่ะ”
“นานแค่ไหนครับ”
“เท่าที่หมอประเมินก็ไม่น่าจะเกินสองเดือนค่ะ”
“แล้วถ้าหลานผมไม่ดีขึ้นหรือต้องอยู่ในนั้นตลอดใครจะรับผิดชอบ”
“ฉันรับผิดชอบเองค่ะ” เสียงที่พูดดังมาจากด้านหลังทำให้คนถามหันกลับไปมอง
หญิงสาวใบหน้ารูปไข่ดวงตากลมโตที่เดินเข้ามานั้นทำให้มาเฟียหนุ่มชื่อนิโคไลรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกเธอสะกด
“คุณเป็นใคร”
“ฉันชื่อพัณณ์ชิตาเป็นคนผ่าตัดค่ะ”
“พูดผิดหรือเปล่าคุณ เด็กอย่างคุณจะมาผ่าตัดได้ยังไง”
“แต่ฉันก็ผ่าตัดไปแล้วนี่คะ”
“เมียผมเป็นยังไงบ้างครับ”
“เธอปลอดภัยค่ะ คุณไปรอเธอที่ห้องพักได้เลยไม่เกินหนึ่งชั่วโมงพยาบาลจะไปส่งที่นั่น”
“ขอบคุณครับหมอ”
“เป็นไรค่ะ ฉันทำตามหน้าที่”
“แล้วคุณล่ะคะ ไม่ตามไปด้วยเหรอ” หมอพัณณ์ชิตาถามเมื่อเห็นว่าเขายังไม่ยอมเดินออกไป
“คุณใช่ไหมที่เป็นคนตัดสินใจผ่าตัดน้องสาวผม”
“ใช่ค่ะ”
“คุณผ่าตัดทั้งที่หลานของผมตัวเล็กนิดเดียวถ้าหลานสาวผมเป็นอะไรไปผมจะฟ้องพวกคุณทุกคน”
“ฉันผ่าตัดตามข้อบ่งชี้ คุณอยากจะฟ้องก็ฟ้องไปสิคะ” คุณหมอสาวกล่าวอย่างมั่นใจ จากนั้นเธอก็เดินเข้าไปยังห้องด้านในที่มีเด็กตัวน้อยนอนอยู่ในตู้อบ
“พี่อัยย์คะ เด็กเป็นยังไงบ้าง”
“น้ำหนักตัว 1200 กรัมเอง ปอดก็ยังทำงานได้ไม่เต็มที่เลยคงต้องอยู่ในตู้อบอีกยาว แต่พั้นช์ไม่ต้องห่วงนะ เคสแบบนี้พี่เจอมาเยอะแล้ว”
“ชอบคุณนะคะพี่อัยย์ และก็ขอโทษด้วยที่โทรตามกลางดึก”
“ไม่เป็นไร จริงๆ แล้วพี่ต้องขอโทษพั้นช์มากกว่าคืนนี้เวรหมอชาน์แท้ๆ แต่เจ้าตัวดันไม่สบายเลยทำให้พั้นช์ต้องมาเจอเคสที่ตัดสินใจยากแบบนี้ แล้วดูท่าผู้ชายคนนั้นจะเอาเรื่องมากกว่าสามีเขาอีกนะ”
“ถ้าเขาไม่บอกว่าเด็กเป็นหลานพั้นช์ก็คงคิดว่าเขาเป็นพ่อของลูก คนอะไรก็ไม่รู้หน้าดุชะมัด”
“นั่นสิคะ เสียดายหน้าหล่อๆ ถ้าเขายิ้มอีกนิดนี่คงดูดีกว่านี้เยอะเลย” หมอไอรดาออกความเห็น
“ไม่รู้ว่าจะเครียดอะไรกัน”
“เขาก็คงไม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ละมั้ง”
“เหมือนเขาไม่ค่อยไว้ใจเราเลยนะคะ พี่อัยย์คิดเหมือนพั้นช์ไหม”
“ก็คงอย่างนั้น แต่เราทำหน้าที่ของเราเต็มที่แล้ว ที่เหลือก็แค่รอเวลาให้ยัยหนูตัวเล็กแข็งแรงไวๆ”
“พั้นช์ก็หวังอย่างนั้น แล้วพี่อัยย์จะกลับบ้านเลยไหมคะ”
“ไม่จ้ะ พี่ว่าจะอยู่ยาวเลยเดี๋ยวให้หมอชาน์เอาชุดมาให้เปลี่ยนแล้วพั้นช์ล่ะ”
“พั้นช์ก็ว่าจะไปตรวจคนไข้อีกรอบแล้วค่อยกลับไปอาบน้ำพรุ่งนี้พั้นช์ไม่มีตรวจ OPD ค่ะ”
พัณณ์ชิตาเดินลงมายังลานจอดในเวลาเกือบจะตีห้า หญิงสาวทั้งง่วงทั้งเพลียเพราะคืนก่อนหน้านี้เธอก็ผ่าตัดจนตึกและคืนนี้ก็ถูกปลุกทั้งที่เพิ่งเข้านอนไปได้ไม่ถึงสองชั่วโมงด้วยซ้ำ
“ดูท่าทางแล้วหมอคนสวยคงจะเหนื่อยมากนะครับ ให้ผมขับรถไปส่งไหม” นิโคไลที่รออยู่ตรงลานจอดรถเกือบครึ่งชั่วโมงก็เดินเข้ามาหา
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันกลับเองได้”
“แต่ผมอยากไปส่ง”
“จะไปส่งฉันให้มันได้อะไรขึ้นมาล่ะคะ ทำไมคุณไม่เอาเวลานี้ไปเฝ้าหลานสาวหรือน้องสาวของคุณล่ะ”
“เพราะที่นั่นมีคนเฝ้าเยอะแล้วไงล่ะ แต่ยังไม่มีใครเฝ้าคุณเลยสักคน”
“ทำไมจะต้องเฝ้าฉันด้วยล่ะ” พัณณ์ชิตาถามอย่างไม่เข้าใจ
“ก็คุณหมอบอกผมเองนี่ว่าจะรับผิดชอบ”
“ใช่ ฉันเป็นคนรับผิดชอบ แต่คุณไม่จำเป็นต้องมาเฝ้าฉันแบบนี้”
“จำเป็นสิ ถ้าเกิดคุณกลัวความผิดแล้วหนีไป ผมกับครอบครัวจะหาคนรับผิดชอบที่ไหนล่ะ เพราะฉะนั้นตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ผมจะตามติดคุณเป็นเงาตามตัวจนกว่าหลานสาวผมจะออกจากโรงพยาบาล”
“ว่างมากเหรอคะ”
“ไม่ว่างแต่ก็จะพยายามวางครับ” เขาตอบด้วยท่าทางยียวน
“ฉันก็บอกแล้วไงว่าฉันผ่าตัดตามข้อบ่งชี้ ไม่มีตรงไหนที่ฉันทำพลาดเลย ถ้าคุณไม่เชื่อจะลองไปถามหมอที่โรงพยาบาลอื่นดูก็ได้”
“ถ้าผมถามพวกคุณก็ต้องเข้าข้างกันอยู่แล้ว ผมอยากเห็นกับตามากกว่า ถ้าคุณมั่นใจก็ไม่เห็นต้องกลัวอะไรเลยนี่ครับ หรือคุณกลัวผม”
“ฉันจะกลัวคุณทำไมล่ะ”
“งั้นก็ต้องให้ผมไปส่งสิ”
“คุณเป็นใครฉันยังไม่รู้จักเลยจะให้ไปด้วยง่ายๆ ได้ยังไง”
“เดี๋ยวค่อยแนะนำตัวกันก็ได้”
“รอเดี๋ยวนะ”
พัณณ์ชิตาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโหมดวิดีโก่อนจะหันกล้องไปทางชายหนุ่มที่เธอเพิ่งเจอเป็นครั้งที่สอง
“บอกชื่อนามสกุลของคุณมาสิ”
“นี่ถึงขนาดอัดวิดีโอเลยเหรอ ไหนคุณว่าไม่กลัว”
“เขาเรียกกันไว้ก่อน เอาล่ะบอกมา”
“ฟังนะ ผมชื่อนิโคไล เลวานอฟ วิมลภักดี ชื่อเล่นว่านิคอายุ 32 พ่อชื่อวิกเตอร์ เวลานอฟ แม่ชื่อนิชาภา เลวานอฟ วิลมลภักดี” นิโคไลตอบไปตามความจริงเพราะเขาไม่มีอะไรปิดบังหรือต้องกลัวอะไรอยู่แล้ว เขารู้สึกถูกชะตากับคุณหมอคนสวยคนนี้เสียแล้วเพราะเธอเป็นคนแรกที่กล้าต่อรองกับเขาและดูแล้วเธอไม่มีความกลัวเขาเลยสักนิด
พัณณ์ชิตาส่งไฟล์ที่บันทึกไว้ให้กับพี่ชายของตนก่อนจะส่งข้อความตามไปบอกว่าถ้าเธอเป็นอะไรไปให้สงสัยผู้ชายคนนี้เป็นคนแรก
หลังจากตกลงกันได้แล้วพัณณ์ชิตาก็ให้เขาเป็นคนขับรถของตนเองมายังคอนโดโดยมีคนของเขาขับรถอีกคันตามหลัง
“ขอบใจนะมีคนขับรถให้นั่งก็สบายดีเหมือนกัน”
“ดูคุณไม่กังวลเลยนะ”
“จะกังวลอะไรล่ะ คลิปวิดีโอเมื่อครู่ฉันส่งไปให้พี่ชายที่เป็นตำรวจแล้ว ถ้าฉันเป็นอะไรไปเขาก็คงตามหาคุณได้ไม่ยาก อีกอย่างตอนนี้หลานของคุณก็ยังอยู่ที่โรงพยาบาล” พัณณ์ชิตทำทีว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่าแต่อันที่จริงเธอนั้นกลัวเขาอยู่มากเหมือนกัน
“แล้วจะไปทำงานอีกตอนไหน”
“ถามทำไมจะมาขับรถให้เหรอ”
“ใช่นะสิ เกิดคุณหนีขึ้นมาล่ะ”
“เอาเบอร์มาสิฉันจะโทรบอกก่อนจะออกจากที่นี่ครึ่งชั่วโมง แต่ถ้ามาถึงช้าก็อย่ามาโทษฉันนะ”
“คุณพักอยู่ชั้นไหนเหรอ”
“ไม่ต้องรู้หรอกน่า และก็ไม่ต้องกลัวหนีเพราะที่นี่มีทางเข้าออกแค่ทางเดียว”
“ผมก็แค่อยากรู้เผื่อคุณจะปีนหนีไปทางด้านหลัง”
“จะบ้าเหรอ ฉันพักชั้น 18 ปีนลงมาถ้าพลาดก็คงได้ไปเฝ้ายมบาลน่ะสิ” หญิงสาวพูดพลางกดโทรศัพท์ของเขาเข้าเครื่องตัวเองพอได้ยินเสียงก็กดวางสาย
“ผมจะมาถึงที่นี่ก่อนครึ่งชั่วโมงแน่”
“ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าคุณจะทำได้อย่างที่พูดไหม ขอกุญแจรถฉันคืนด้วย”
“เก็บไว้ที่ผมดีกว่า เผื่อคุณตุกติก แล้วคิดจะหนีขึ้นมาล่ะ” นิโคไลทำตัวไม่มีเหตุผลจนคุณหมอส่ายหน้าอย่างเอือมระอากับความเอาแต่ใจ
“แล้วถ้าเกิดคุณเป็นพวกสิบแปดมงกุฎเอารถฉันไปขายล่ะจะทำยังไง”
“เอาอะไรมาคิดว่าผมเป็นสิบแปดมงกุฎ”
“ใครจะไปรู้คนเราเดี๋ยวนี้รู้หน้าไม่รู้ใจ เพราะฉะนั้นขอกุญแจรถคืนให้ฉันด้วย”
“รถคุณจะขายได้ถึงสามล้านหรือเปล่ายังไม่รู้เลยผมจะขโมยไปทำไมให้เสียเวลา”
“จะกี่ล้านมันก็เรื่องของฉันไหม ถ้าคุณเอารถฉันไปแล้วถ้าโรงพยาบาลโทรถามกะทันหันเพราะมีคนไข้ด่วนขึ้นมาฉันจะทำยังไง คุณนึกถึงคนไข้คนอื่นบ้างนะ ฉันไม่ได้มีน้องคุณเป็นคนไข้แค่คนเดียวสักหน่อย” พัณณ์ชิตาชักจะหมดความอดทน แล้วตอนนี้เธอก็ทั้งง่วงทั้งเหนื่อยและอยากพัก ถ้าเขายังกวนประสาทอยู่แบบนี้เธอคงได้เรียกรปภ.ของคอนโดมาไล่เขาไปแน่ๆ
นิโคไลไม่เถียงเพราะสิ่งที่เธอพูดมันถูกต้องแล้ว ชายหนุ่มส่งกุญแจรถคืนให้กับพัณณ์ชิตาก่อนที่จะตัวเองจะนั่งรถที่ขับตามหลังมาออกจากคอนโด
“เฮ้อ!” คุณหมอสาวถอนหายใจ เธอไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้เป็นใครมาจากไหน แต่คิดว่าพรุ่งนี้คงจะรู้ประวัติของเขาทั้งหมดถ้าชื่อและนามสกุลที่เขาบอกมานั้นเป็นชื่อจริงของเขา
หญิงสาวขึ้นมาถึงห้องตัวเองก็เหนื่อยและง่วงเกินกว่าจะอาบน้ำเธอจึงเลือกที่จะนอนบนโซฟาในห้องรับแขกแทนที่จะเข้าไปนอนบนเตียงนุ่มๆ เธอรู้สึกตัวตื่นอีกครั้งเมื่อพี่ชายที่เป็นตำรวจโทรเข้ามา
“พั้นช์ตื่นหรือยัง” พชรถามน้องสาวอย่างร้อนใจ
“ตื่นแล้วค่ะพี่เพชร มีอะไรหรือเปล่าคะ”
“พี่ต้องถามเรามากกว่าว่าเกิดอะไรขึ้นกับพั้นช์หรือเปล่า แล้วเราไปเกี่ยวข้องกับผู้ชายคนนั้นยังไง”
“เรื่องมันยาวค่ะพี่เพชร”
“ก็สรุปสั้นๆ สิ”
พัณณ์ชิตาเล่าให้พี่ชายฟังอย่างรวบรัดเพราะถ้าไม่เล่าก็กลัวว่าพี่ชายจะเอาเรื่องนี้ไปบอกมารดา
“ประวัติเขาเท่าที่พี่หาได้ก็คือเขาเป็นนักธุรกิจทั่วๆ ไป แต่ค่อนข้างมีอิทธิพลในรัสเซีย”
“เขาคงไม่ทำอะไรพั้นช์หรอกค่ะพี่เพชร พั้นช์ก็แค่หมอตัวเล็กเองๆ” หญิงสาวบอกพี่ชายทั้งที่ตัวเองก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ เพราะท่าทางของผู้ชายที่ชื่อนิโคไลนั้นเอาเรื่องอยู่เหมือนกัน
“แล้วเรื่องน้องสาวของเขาล่ะ เรามั่นใจใช่ไหมว่าไม่มีอะไรผิดพลาดให้เขาตามเอาเรื่องได้”
“มั่นใจสิคะ พี่เพชรถามเหมือนไม่เชื่อฝีมือน้องสาวเลยนะคะ” พัณณ์ชิตาถามพี่ชายกลับ
“เชื่อสิ แต่ที่ถามย้ำก็เพราะพี่รู้มาว่าเขาคนนี้เป็นคนรักครอบครัวมาก ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับคนในครอบครัวของเขาพี่ก็กลัวว่าเราจะไม่ปลอดภัย ช่วงนี้พี่จะให้คนคอยดูอยู่ห่างๆ นะ มีอะไรก็ต้องรีบบอกพี่”
“ขอบคุณค่ะพี่เพชร เรื่องนี้พี่อย่าบอกพ่อกับแม่นะคะ พั้นช์ไม่อยากให้ท่านเป็นห่วง”
“พี่รู้ แต่พั้นช์ก็ต้องดูแลตัวเองด้วยนะ”
“ค่ะพี่เพชร ขอบคุณนะคะ”
วางสายจากพี่ชายแล้วเธอรีบอาบน้ำสระผม ก่อนจะรับประทานอาหารเช้าอย่างง่ายๆ แค่เทซีเรียลใส่ชามและตามด้วยนมเพราะต้องการความรวดเร็วเพราะหลังจากราวน์คนไข้เสร็จแล้วทางโรงพยาบาลก็มีอาหารว่างให้รับประทาน
หญิงสาวไม่คิดที่จะโทรบอกผู้ชายคนนั้นอย่างที่ตกลงกับเขาไว้เพราะไม่เห็นว่ามันจะสำคัญตรงไหน เธอคิดว่ายังไงเขาก็รู้อยู่แล้วว่าตนเองทำงานที่ไหนถ้าเขาจะตามจริงๆ มันก็ไม่ยาก
แต่พัณณ์ชิตาคิดผิดไปถนัดเพราะพอเธอลงมาถึงชั้นล่างก็เห็นเขากับลูกน้องอีกสองคนยืนรออยู่แล้ว หญิงสาวมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยแต่ก็พยายามปรับสีหน้าไปเป็นปกติที่สุด
“คุณไม่โทรบอกผมตามที่เราตกลงกันไว้นะครับคุณหมอ”
“เพราะฉันรู้ไงล่ะว่ายังไงคุณก็ต้องมาดักรอฉันอยู่แล้ว” หญิงสาวรีบแก้ตัว
“คุณรู้จริงหรือเพิ่งรู้กันแน่” นิโคไลถามอย่างรู้ทัน เขาคิดอยู่แล้วว่าคุณหมอคนนี้จะต้องไม่โทรบอกเขาแน่ๆ ชายหนุ่มเลยทำทีเป็นขับรถกลับจากนั้นก็วนมาจอดรอเธอที่นี่ระหว่างรอก็ถือโอกาสเคลียร์กับรปภ.จนได้เข้ารอมารอที่ลานจอดรถได้อย่างไม่มีปัญหา
“ไหนๆ ก็มารับแล้วนี่ อะกุญแจ” เธอรีบเปลี่ยนเรื่องแล้วส่งกุญแจรถให้กับเขา
“ครั้งนี้เราจะไปรถผม รถคุณคันเล็กผมขับไม่ถนัด” เขาบอกว่าจะไปรถเขา แต่ก็ดึงกุญแจจากมือเธอไปอย่างหน้าตาเฉย
“ขับไม่ถนัดคุณก็นั่งรถคุณตามไปสิ ไม่เห็นจะยากเลย”
“ผมอยากนั่งคันเดียวกับคุณ คุณจะขึ้นไปนั่งบนรถเองหรือจะให้ผมอุ้มคุณขึ้นไปล่ะ”
“ไม่ต้อง ฉันเดินเองได้ มีคนรับส่งแบบนี้ก็ดีเหมือนกันนะ ฉันจะได้ไม่ต้องขับรถเองให้เหนื่อย” พัณณ์ชิตาพยายามมองโลกในแง่ดีไว้ก่อน พอไปถึงโรงพยาบาลเธอค่อยหาโอกาสชิ่งเขา
“ไปโรงพยาบาลเลยใช่ไหม” เขาถามขณะที่เปิดประตูให้เธอเข้าไปในรถเป็นคนแรก
หญิงสาวพยักหน้าก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมานั่งเล่น พลางคิดในใจว่ามีคนขับรถให้แบบนี้ก็เพิ่มเวลาให้เธอได้ติดตามข่าวสารของเพื่อนๆ ผ่านทางไลน์กลุ่มได้มากขึ้น
ตลอดทางที่นั่งรถมาเขาไม่ได้คุยกับเธอเพราะดูเหมือนว่าตอนนี้นิโคไลก็มีงานบางอย่างที่ต้องจัดการ นั่นเลยทำให้พัณณ์ชิตาไม่ได้อึดอัดอย่างที่คิดไว้ หญิงสาวแอบมองหน้าเขาสลับกับเล่นมือถือ เธอยอมรับอย่างหนึ่งเลยว่าผู้ชายคนนี้ทั้งหล่อและดูดีมากคนหนึ่งเลยทีเดียว
“คุณเลิกงานกี่โมง” นิโคไลถามเมื่อรถมาจอดยังลานจอดรถของโรงพยาบาล
“ฉันไม่รู้”
“ผมถามคุณดีๆ นะคุณหมอ”
“ฉันต้องราวน์คนไข้หลายคนกะเวลาไม่ได้หรอกว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ คุณไม่ต้องมารับหรอก ฉันเกรงใจน่ะค่ะ”
“ผมรู้คุณกำลังหาทางหนีผมอยู่แต่เสียใจนะ ผมมันคนว่างงานเสียด้วยสิ”
“ถ้าอยากรอเชิญตามสบาย แต่บอกไว้ก่อนนะอย่าเดิมตามฉัน อย่าวุ่นวายกับการทำงานของฉันถ้าไม่อย่างนั้นนั้นฉันจะแจ้งความว่าคุณและลูกน้องของคุณคุกคามฉัน เข้าใจไหม”
“เข้าใจแล้วครับ รับรองว่าพวกผมจะไม่ทำให้คุณต้องรู้สึกอึดอัดแม้แต่น้อย”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี” พูดจบพัณณ์ชิตาก็เปิดประตูรถลงไปอย่างรวดเร็วจนลืมสังเกตว่าตอนนี้นิโคไลนั้นเดินตามเธอเข้าในลิฟต์แล้ว
“คุณ ไหนว่าจะไม่ตาม จะไม่วุ่นวาย”
“ผมตามคุณที่ไหน ผมกำลังจะเยี่ยมน้องสาวกับหลานของผมต่างหากล่ะ” เขาตอบพลางส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ พัณณ์ชิตาได้แต่ค้อนขวับและหันหน้าไปทางอื่นเพราะไม่อยากจะคุยกับเขาให้เสียอารมณ์
พอประตูลิฟต์เปิดออกเธอกับเขาก็แยกกันไปคนละทางเพราะพัณณ์ชิตาต้องไปดูคนไข้คนอื่นก่อนและหวังว่าถึงเวลาที่เธอมาตรวจน้องสาวของเขานั้น เขาจะเยี่ยมเสร็จและกลับไปแล้ว